ปัญหา แก้มยุ้ย เหนียง หรือไขมันใต้คาง เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทั้งผู้ชายและผู้หญิง และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเท่านั้น แม้แต่ผู้ที่มีรูปร่างผอมเพรียวก็อาจประสบปัญหาไขมันสะสมบริเวณใต้คางได้เช่นกัน
โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น โครงสร้างผิวและกล้ามเนื้อบริเวณลำคอจะเริ่มหย่อนคล้อยตามวัย ส่งผลให้เหนียงปรากฏชัดขึ้น ซึ่งในกรณีนี้ การออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก หรือควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และไม่สามารถกำจัดไขมันใต้คางได้อย่างตรงจุด
การลดเหนียงอย่างเห็นผลจึงจำเป็นต้องอาศัย วิธีทางการแพทย์หรือหัตถการด้านความงาม เข้ามาช่วย โดยมีหลายทางเลือกให้พิจารณา เช่น
- การฉีดเมโสแฟต
- การยกกระชับด้วย HIFU
- การผ่าตัดลดเหนียง
- CoolSculpting
- การดูดไขมันใต้คาง
แต่ละวิธีมีจุดเด่นและข้อดีที่แตกต่างกัน เหมาะกับสภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละบุคคล ดังนั้นก่อนจะเลือกวิธีลดเหนียงที่เหมาะสมที่สุด เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ไขมันใต้คาง คืออะไร และเกิดขึ้นได้จากสาเหตุใดบ้าง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างตรงจุดและยั่งยืน
หน้าบวม แก้มเยอะ มีเหนียง เกิดจากอะไร?
ปัญหา หน้าบวม แก้มเยอะ หรือมีเหนียงใต้คาง เป็นสิ่งที่หลายคนไม่ต้องการให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งสาเหตุหลักมักเกิดจาก การสะสมของไขมันบริเวณใต้คาง ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผิวและกล้ามเนื้อตามวัย รวมถึงลักษณะโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล ที่ทำให้เหนียงสามารถมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น
โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดหน้าบวม แก้มเยอะ และเหนียง มีดังนี้
1. การสะสมของไขมันใต้คาง
เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันและพลังงานสูงเกินความต้องการของร่างกาย เช่น ของทอด ของมัน อาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง ขนมขบเคี้ยวที่มีโซเดียมสูง
รวมถึงเครื่องดื่มรสหวาน น้ำหวาน หรือน้ำชงต่าง ๆ เมื่อร่างกายไม่สามารถเผาผลาญพลังงานส่วนเกินออกไปได้หมด ไขมันจึงถูกสะสมตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย โดยหนึ่งในบริเวณที่พบได้บ่อยคือ ใต้คางและกรอบหน้า ส่งผลให้เกิดเหนียงและทำให้ใบหน้าดูกลม หน้าบวมได้ง่าย
2. อายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อหย่อนคล้อย
กล้ามเนื้อบริเวณลำคอและใบหน้าส่วนล่าง หรือที่เรียกว่า กล้ามเนื้อ Platysma มีบทบาทสำคัญต่อความกระชับของกรอบหน้า เมื่ออายุเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อและผิวหนังจะเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดความหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด และดูคล้ายมีไขมันใต้คางหรือเหนียง แม้ในบางรายจะไม่ได้มีไขมันสะสมมากก็ตาม
3. พฤติกรรมการใช้ชีวิต
พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การนอนดึก การรับประทานอาหารในช่วงเวลากลางคืน หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลให้ระบบเผาผลาญและระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้น้อยลง ไขมันจึงสะสมได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำยังส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานลดลง ทำให้เกิด หน้าบวม แก้มเยอะ และเหนียง ได้ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในสายดื่มหรือสายปาร์ตี้
4. โครงสร้างกระดูกคางสั้น
ผู้ที่มีโครงสร้างคางสั้นจะมองเห็นเหนียงได้ชัดกว่าคนทั่วไป เนื่องจากปลายคางเชื่อมต่อกับลำคอในระยะที่สั้น ทำให้แนวคางและลำคอดูเป็นส่วนเดียวกัน เมื่อก้มหน้าหรือมองในบางมุม จะเห็นลักษณะคางสองชั้นหรือเหนียงใต้คาง ได้อย่างชัดเจน แม้จะมีไขมันสะสมไม่มากก็ตาม
อาหารที่ทำให้เกิดเหนียง หน้าบวม
แม้ว่าเหนียงและหน้าบวมจะมีสาเหตุจากหลายปัจจัย ทั้งอายุ โครงสร้างใบหน้า และพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่ อาหารที่รับประทานในแต่ละวัน ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการสะสมไขมันและการคั่งของน้ำในร่างกาย หากรับประทานเป็นประจำ อาจทำให้ใบหน้าดูกลม บวม และเกิดเหนียงได้ง่ายขึ้น
1. อาหารทอด อาหารไขมันสูง
อาหารทอด ของมัน หรืออาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น หมูทอด ไก่ทอด เฟรนช์ฟรายส์ เบเกอรี่ และฟาสต์ฟู้ด เมื่อรับประทานมากเกินไป ร่างกายจะไม่สามารถเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้หมด ส่งผลให้ไขมันสะสมตามจุดต่าง ๆ รวมถึงบริเวณใต้คางและกรอบหน้า ทำให้เกิดเหนียงและหน้าดูอวบขึ้น
2. อาหารโซเดียมสูง
อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว รวมถึงอาหารหมักดอง ล้วนมีปริมาณโซเดียมสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของ การกักเก็บน้ำในร่างกาย ส่งผลให้ใบหน้าบวม โดยเฉพาะบริเวณแก้มและใต้คาง ทำให้เห็นเหนียงได้ชัดเจนขึ้น
3. อาหารหวาน น้ำตาลสูง และเครื่องดื่มรสหวาน
ขนมหวาน เค้ก เบเกอรี่ รวมถึงน้ำหวาน น้ำอัดลม ชานมไข่มุก และน้ำชงต่าง ๆ มีน้ำตาลในปริมาณสูง เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลเกินความจำเป็น จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม ส่งผลให้เกิดแก้มยุ้ย หน้ากลม และเหนียงได้ง่าย
4. แอลกอฮอล์
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายขาดน้ำ แต่ยังกระตุ้นการกักเก็บน้ำและลดประสิทธิภาพของระบบเผาผลาญ ส่งผลให้เกิด หน้าบวม แก้มบวม และเหนียง โดยเฉพาะในผู้ที่ดื่มเป็นประจำ
อาหารช่วยลดเหนียง ลดหน้าบวม
การเลือกอาหารที่เหมาะสมสามารถช่วยลดการสะสมไขมัน ลดอาการบวมน้ำ และช่วยให้ใบหน้าดูเรียวกระชับขึ้นได้ หากรับประทานอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการดูแลสุขภาพโดยรวม
1. ผักใบเขียวและผักไฟเบอร์สูง
ผักใบเขียว เช่น ผักโขม คะน้า บรอกโคลี ผักสลัด และแตงกวา อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามิน และแร่ธาตุ ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ลดการคั่งของของเสียและน้ำส่วนเกินในร่างกาย ช่วยลดอาการหน้าบวมได้อย่างเป็นธรรมชาติ
2. ผลไม้ที่ช่วยลดการอักเสบและขับน้ำ
ผลไม้ เช่น สับปะรด แตงโม เบอร์รี่ แอปเปิล และกล้วย มีเอนไซม์และโพแทสเซียมที่ช่วยลดอาการบวมน้ำ ลดการอักเสบ และช่วยปรับสมดุลของเหลวในร่างกาย ทำให้ใบหน้าดูสดใสและเรียวขึ้น
3. โปรตีนไขมันต่ำ
โปรตีนจากปลา อกไก่ ไข่ขาว เต้าหู้ และถั่วต่าง ๆ ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มการเผาผลาญของร่างกาย ลดการสะสมของไขมันส่วนเกิน รวมถึงไขมันบริเวณใต้คาง
4. อาหารที่ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ
อาหารที่มีส่วนช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ เช่น ขิง พริก กระเทียม ชาเขียว และกาแฟดำ (ไม่เติมน้ำตาล) ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น ลดโอกาสการสะสมไขมันและช่วยให้ใบหน้าดูไม่บวม
5. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
การดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 1.5–2 ลิตร ช่วยลดการกักเก็บน้ำส่วนเกินในร่างกาย ช่วยให้ระบบไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการหน้าบวม และช่วยให้ผิวดูสดใส กระชับขึ้น
วิธีลดเหนียงแบบธรรมชาติ
การลดเหนียงแบบธรรมชาติเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่มี ไขมันใต้คาง ในระดับไม่มาก หรือมีปัญหาหน้าบวมจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นหลัก วิธีนี้ช่วยปรับรูปหน้าให้ดูดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ต้องพึ่งหัตถการทางการแพทย์
แม้ผลลัพธ์อาจไม่รวดเร็วเท่าวิธีทางการแพทย์ แต่หากทำอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธี ก็สามารถช่วยให้กรอบหน้าดูชัดขึ้นและลดการเกิดเหนียงในระยะยาวได้
วิธีลดเหนียงแบบธรรมชาติ ประกอบด้วยการดูแลสุขภาพโดยรวม ทั้งการควบคุมอาหาร การพักผ่อนให้เพียงพอ และการออกกำลังกายเฉพาะส่วน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ ลดการสะสมของไขมัน และเสริมความกระชับให้กับกล้ามเนื้อบริเวณลำคอและใบหน้าส่วนล่าง
การออกกำลังกายเพื่อลดเหนียงเป็นการบริหารกล้ามเนื้อบริเวณคอ ใต้คาง และกรอบหน้า ช่วยกระชับกล้ามเนื้อ ลดความหย่อนคล้อย และทำให้รูปหน้าดูเรียวขึ้น ควรทำอย่างสม่ำเสมอ วันละประมาณ 10–15 นาที เพื่อให้เห็นผลที่ชัดเจน
วิธีการออกกำลังกายลดเหนียง
เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ให้รู้สึกตึงบริเวณลำคอและใต้คาง ค้างไว้ประมาณ 5–10 วินาที จากนั้นผ่อนคลาย ทำซ้ำ 10–15 ครั้ง ท่านี้ช่วยยืดกล้ามเนื้อคอและลดความหย่อนคล้อย
เงยหน้าขึ้นและทำปากเหมือนกำลังจูบเพดาน ค้างไว้ 5 วินาที แล้วผ่อนคลาย ทำซ้ำ 10–15 ครั้ง ช่วยกระชับกล้ามเนื้อใต้คางและกรอบหน้า
แลบลิ้นออกมาให้ยาวที่สุด พร้อมเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ค้างไว้ 5 วินาที แล้วผ่อนคลาย ทำซ้ำ 10–15 ครั้ง ท่านี้ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อใต้คางและลำคอ
ออกเสียงสระ “อา–อี–อู” ช้า ๆ โดยขยับปากและกรามให้ชัดเจน ทำต่อเนื่องประมาณ 1–2 นาที ช่วยบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าส่วนล่างและลดแก้มยุ้ย
ใช้นิ้วมือนวดไล่จากปลายคางลงมาที่ลำคออย่างเบามือ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง ลดอาการบวมน้ำ และทำให้ผิวบริเวณใต้คางดูกระชับขึ้น
คำแนะนำเพิ่มเติม : การออกกำลังกายลดเหนียงเหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันใต้คางไม่มาก หรือมีปัญหาจากกล้ามเนื้อหย่อนคล้อยเล็กน้อย หากมีไขมันสะสมจำนวนมากหรือผิวหย่อนคล้อยชัดเจน อาจต้องพิจารณาวิธีทางการแพทย์ร่วมด้วยเพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนและรวดเร็วมากขึ้น
วิธีลดเหนียง โดยใช้นวัตกรรมทางการแพทย์แบบไม่ผ่าตัด
1. เมโสแฟตเหนียง
เมโสแฟตเหนียง คือ การฉีดยาสลายไขมันใต้คางที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว โดยสามารถลดไขมันในบริเวณที่ฉีดได้ 10-15% และเห็นผลชัดเจนภายใน 5-7 วัน ผลที่ได้จะคงอยู่ได้ประมาณ 2-3 เดือน แต่หากต้องการให้ผลลัพธ์ยั่งยืนต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ทำเพื่อความปลอดภัย
2. โบท็อกซ์ลดเหนียง
โบท็อกซ์ลดเหนียงไม่ใช่การสลายไขมัน แต่เป็นการยกกระชับใบหน้าด้วยเทคนิค “โบท็อกซ์ลิฟท์” โดยแพทย์จะฉีดโบท็อกซ์บริเวณกรอบหน้าและใต้คางเพื่อลดแรงดึงของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการยกกระชับอย่างเป็นธรรมชาติ หากนำมาใช้ร่วมกับการฉีดเมโสแฟตจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดึงหน้าและลดเหนียงได้ดียิ่งขึ้น ให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ
3. THERMAGE FLX ลดเหนียง
THERMAGE FLX เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวและลดไขมันด้วยคลื่นความร้อน MONOPOLAR RF ที่ส่งพลังงานลึกถึงชั้นไขมัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันใต้คาง ผิวหย่อนคล้อย เหนียงห้อย หรือคางสองชั้น
ข้อดีคือ ไม่ต้องผ่าตัดและไม่มีระยะพักฟื้นนาน สามารถเห็นผลการยกกระชับและลดไขมันได้ทันที จึงเป็นทางเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการผิวกระชับและดูอ่อนเยาว์โดยไม่ต้องใช้วิธีผ่าตัดหรือฉีดผิวหนัง
4. HIFU ULTRAFORMER III ลดเหนียง
HIFU (HIGH-INTENSITY FOCUSED ULTRASOUND) เป็นเทคโนโลยียกกระชับใบหน้าด้วยคลื่นอัลตราซาวด์พลังงานสูงที่ส่งความร้อนลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและทำให้ผิวหดตัวกระชับขึ้น สามารถช่วยลดเหนียงใต้คางได้ตั้งแต่ครั้งแรก และจะเห็นผลชัดเจนภายใน 2-3 เดือน
สำหรับ HIFU ULTRAFORMER III สามารถทำซ้ำได้ทุก 3 เดือนเพื่อรักษาผิวให้กระชับอย่างต่อเนื่อง
5. ULTHERA SPT ลดเหนียง
ULTHERA SPT เป็นเทคโนโลยีคล้าย HIFU แต่ส่งพลังงานเป็นเส้นใหญ่กว่า สามารถลงลึกถึงชั้น SMAS เพื่อกระชับและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเหนียงใต้คางหย่อนคล้อยและต้องการกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด
หลังทำจะเห็นผลประมาณ 30% ทันที และผลลัพธ์จะชัดเจนภายใน 2-3 เดือน โดยผลที่ได้สามารถคงอยู่ได้นานถึง 1-2 ปี ทำให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการปรับหน้ากระชับและดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างยั่งยืน
6. COOLSCULPTING ลดเหนียง
COOLSCULPTING เหนียงเป็นกระบวนการลดไขมันด้วยความเย็นที่อุณหภูมิ -11°C เป็นเวลา 35 นาที เพื่อทำให้เซลล์ไขมันแช่แข็งและตาย จากนั้นร่างกายจะกำจัดเซลล์ไขมันเหล่านี้ออกไปเองตามธรรมชาติ โดยสามารถลดเซลล์ไขมันได้ถึง 25% ต่อครั้ง ผลลัพธ์จะเริ่มปรากฏใน 2-4 สัปดาห์หลังทำ และจะเห็นผลเต็มที่ภายใน 3 เดือน
วิธีลดเหนียง โดยใช้นวัตกรรมทางการแพทย์แบบผ่าตัด
การดูดไขมันเหนียง
การ ดูดไขมันเหนียง (Chin Liposuction) เป็นวิธีลดไขมันใต้คางที่ช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินออกโดยตรง เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณเหนียงในปริมาณมาก และต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน
แพทย์จะใช้เครื่องมือเฉพาะทางดูดไขมันออกจากบริเวณใต้คางอย่างแม่นยำ ช่วยให้กรอบหน้าคมชัดขึ้น ลดคางสองชั้น และทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยผลลัพธ์สามารถอยู่ได้ยาวนาน หากดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมหลังทำ
ข้อดีของการดูดไขมันเหนียง
- ลดไขมันใต้คางได้ตรงจุด
- เห็นผลชัดเจนในระยะเวลาไม่นาน
- ช่วยปรับกรอบหน้าให้คมชัดมากขึ้น
- เหมาะกับผู้ที่มีไขมันสะสมจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม การดูดไขมันเป็นหัตถการทางการแพทย์ จึงควรได้รับการประเมินและดูแลโดยแพทย์ เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
ก่อนจะเลือกวิธีลดไขมันใต้คาง มีข้อควรระวังอะไรบ้าง
- ระวังการรักษาด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม บางคลินิกอาจใช้วิธีลดเหนียงออกด้วยการร้อยไหมเก็บเหนียง ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด
- ตัวยาไม่ได้คุณภาพ ผู้เข้ารับบริการบางรายจะซื้อเมโสแฟตเหนียงมาฉีดเอง ซึ่งขอห้ามเด็ดขาด เพราะตัวยาเมโสแฟตที่ได้มาตรฐาน ผ่านอย.จะมีเฉพาะแพทย์เท่านั้นที่สามารถสั่งซื้อได้ หากซื้อตัวยาตามอินเทอร์เน็ตหรือฉีดกับหมอกระเป๋าจะไม่ใช่ของแท้ เมื่อฉีดเข้าไปอาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อหรือเกิดผลข้างเคียงได้
- เครื่องมือไม่ได้มาตรฐาน ก่อนเข้ารับบริการยกกระชับหน้า ลดเหนียงนั้นควรสอบถามเครื่องมือกับทางคลินิกก่อนว่าใช้เครื่องแท้ที่ได้มาตรฐานหรือไม่ เพราะเครื่องที่จะทำหน้าที่ส่งพลังงานความร้อนลงไปที่ชั้นผิว หากระดับพลังงานที่เครื่องส่งไปไม่คงที่ อาจทำให้ผิวไหม้เกิดรอยแผลได้
วิธีป้องกันไม่ให้กลับมามีเหนียงซ้ำ
แม้จะลดเหนียงสำเร็จแล้ว ไม่ว่าจะด้วยวิธีธรรมชาติหรือทางการแพทย์ แต่หากไม่ดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง ก็อาจทำให้ เหนียงกลับมาเกิดซ้ำได้อีก การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อคงผลลัพธ์ให้อยู่ได้นาน
แนวทางป้องกันการเกิดเหนียงซ้ำ ได้แก่
- ควบคุมอาหาร ลดของทอด อาหารไขมันสูง และอาหารโซเดียมสูง
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวานและแอลกอฮอล์
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อลดการคั่งของน้ำในร่างกาย
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการนอนดึก
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รวมถึงการบริหารกล้ามเนื้อคอและใบหน้า
- ดูแลผิวด้วยวิธีที่ช่วยกระตุ้นความกระชับตามคำแนะนำของแพทย์
การปรับพฤติกรรมเหล่านี้จะช่วยลดโอกาสการสะสมไขมันใหม่ และช่วยให้กรอบหน้าดูชัดเจนได้ยาวนานขึ้น
สรุป วิธีลดแก้ม ลดเหนียง หน้าบวม ควรทำอย่างไร ทั้งแบบธรรมชาติและทางการแพทย์
การ ลดแก้ม ลดเหนียง และแก้ปัญหาหน้าบวมสามารถทำได้หลายวิธี โดยควรเลือกให้เหมาะกับสาเหตุและระดับของปัญหาในแต่ละบุคคล
วิธีธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันใต้คางไม่มาก หรือมีหน้าบวมจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และบริหารกล้ามเนื้อใบหน้า ซึ่งช่วยให้รูปหน้าดูดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
วิธีทางการแพทย์ เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมชัดเจน หรือมีความหย่อนคล้อยตามวัย เช่น การดูดไขมันเหนียง หรือหัตถการอื่น ๆ ที่ช่วยลดไขมันและยกกระชับได้อย่างตรงจุด เห็นผลชัดเจน และใช้เวลาน้อย
การผสมผสานระหว่าง การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน และ การเลือกใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างเหมาะสม จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และคงอยู่ได้ในระยะยาว




Rattinan Team เป็นทีมเขียนบทความสุขภาพที่มีความเชี่ยวชาญในการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพสูงและเป็นมิตรกับ SEO เพื่อเพิ่มการมองเห็นและการเข้าถึงของเว็บไซต์สุขภาพในผลการค้นหาของ Google ทีมงานของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่มีประสบการณ์ในหลากหลายสาขา เช่น การแพทย์ การพยาบาล โภชนาการ และการออกกำลังกาย