- เทคนิคการดูดไขมัน
- ข้อดี-ข้อเสียของการดูดไขมัน
- การเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน
- การดูแลหลังดูดไขมัน
ดูดไขมัน คืออะไร ?
ดูดไขมัน (Liposuction) คือ หัตถการทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยสลาย และกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุด เช่น หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน และเหนียง โดยแพทย์จะให้ยาชาเฉพาะจุด หรือวางยาสลบภายใต้การดูแลของวิสัญญีแพทย์ก่อน หลังจากนั้นจะใช้ท่อขนาดเล็กที่เรียกว่า “แคนนูล่า” (Cannula) สอดเข้าไปบริเวณตำแหน่งที่มีไขมันสะสม โดยปลายท่อจะเชื่อมต่อกับเครื่องดูดสุญญากาศ แล้วทำการดูดเซลล์ไขมันออกมาจากร่างกาย
รีวิวผลลัพธ์หลังดูดไขมัน ที่ รัตตินันท์ คลินิก
ดูดไขมันส่วนไหนได้บ้าง ? เจาะลึกจุดยอดนิยมจากมุมมองแพทย์
หน้าท้องและรอบเอว
นี่คือจุดที่คนนิยมดูดไขมันมากที่สุด หมอขออธิบายตามหลักความจริงว่า เวลาเราอ้วนขึ้น ไขมันหน้าท้องล่างจะมาเป็นอันดับแรก แต่เวลาเราลดน้ำหนัก ไขมันจะเริ่มลดจากปลายมือ ปลายเท้า ใบหน้า และหน้าอกก่อนเสมอ กว่าพุงจะยุบ หน้าคุณอาจจะตอบโทรมจนดูเหมือนคนป่วยไปแล้ว (โดยเฉพาะคนอายุเกิน 35 ปี) การดูดไขมันหน้าท้องจึงเป็นทางออกที่คุ้มค่า เพราะกำจัดพุงได้โดยที่หน้ายังดูสดใส ไม่โทรม
สะโพกและต้นขา
คนที่มีปัญหาสะโพกใหญ่แต่ขาเล็ก (ทรงชมพู่) การดูดไขมันจะช่วยปรับให้การใส่เสื้อผ้าสวยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ไขมันต้นขายังเป็นจุดที่ลดเองได้ยากมาก บางเคสหมอพบว่าไม่ใช่แค่อ้วน แต่เป็นภาวะลิพีดีมา (Lipedema) หรือไขมันอักเสบที่ทำให้ปวดขาเรื้อรัง การดูดไขมันขาในเคสแบบนี้ จึงไม่ได้ช่วยแค่เรื่องความสวยงาม แต่ช่วยรักษาอาการปวดให้ทุเลาลงได้
ต้นแขนและรักแร้
ไขมันต้นแขนทำให้ช่วงบนดูตัน “ในผู้หญิง” หมอจะเน้นดูดให้แขนเล็กลงเรียวสวย ส่วน “ในผู้ชาย” หมอจะดูดเพื่อเน้นร่องกล้ามเนื้อให้คมชัดขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัญหา “นมน้อย” (ไขมันนูนใต้รักแร้) ที่เกิดจากฮอร์โมน ซึ่งการดูดไขมัน (บางเคสอาจต้องตัดหนังส่วนเกินร่วมด้วย) จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ตรงจุด และแผลจะซ่อนอยู่ใต้รักแร้อย่างแนบเนียนใบหน้าและเหนียง (ใต้คาง)
การดูดไขมันหน้าและเหนียงช่วยให้กรอบหน้าชัดแบบ V-line แต่หมอมีข้อควรระวังคือ บางคนหน้าบวมไม่ได้เกิดจากความอ้วน แต่เกิดจากผลข้างเคียงของยา (เช่น ยาสเตียรอยด์ หรือยาต้านไวรัส HIV) ซึ่งทำให้ไขมันสะสมผิดปกติ แพทย์จึงต้องวินิจฉัยให้ขาดก่อนว่าสาเหตุคืออะไร เพื่อเลือกวิธีรักษาที่ถูกต้องทางเลือกอื่นหากไม่ดูดไขมัน (การฉีดสลายไขมัน & ความเย็น)
หลายคนกลัวการผ่าตัดและมักถามหมอถึงการฉีดสลายไขมัน (Fat Dissolving Injection) หรือการสลายไขมันด้วยความเย็น (CoolSculpting) หมอขออธิบายแบบตรงไปตรงมาว่า ทั้งสองวิธีนี้มีหลักการเดียวกันคือ ทำให้เซลล์ไขมันตายและเกิดการอักเสบ ซึ่งร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างพังผืด จากประสบการณ์ของหมอ คนไข้หลายคนที่เคยผ่านการฉีดสลายไขมันมา มักจะเกิดปัญหาบวมเป็นก้อนแข็งและมีพังผืดใต้ผิว สุดท้ายก็ต้องมาให้หมอแก้ไขด้วยการดูดไขมันอยู่ดีครับ ดังนั้นหากไม่อยากดูดไขมัน วิธีที่ปลอดภัยและดีที่สุดคือการควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเป็นธรรมชาตินั่นเองโปรแกรมดูดไขมันเหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร ?
ในฐานะแพทย์ หมอต้องขอบอกตามตรงว่า “ไม่ใช่ทุกคนที่เดินเข้ามาหาหมอแล้วจะสามารถดูดไขมันได้เลย” การประเมินความพร้อมของร่างกายและตั้งความคาดหวังให้ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่สวยงาม ลองมาเช็กกันดูครับว่าคุณอยู่ในกลุ่มไหนกลุ่มที่เหมาะกับการดูดไขมัน
- มีไขมันสะสมเฉพาะจุด (Stubborn Fat) : คนที่พยายามคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว แต่มวลไขมันบางจุด เช่น หน้าท้องล่าง ต้นแขน ต้นขา หรือปีกสะโพก ก็ยังไม่ยอมยุบลงไป
- มีปัญหาไขมันสะสมจากพันธุกรรม : เช่น คนที่มีรูปร่างทรงแอปเปิล (อ้วนลงพุง) หรือทรงลูกแพร์ (สะสมที่ช่วงล่าง สะโพกและต้นขา) การดูดไขมันจะช่วยแกะสลักปรับบาลานซ์สัดส่วนได้ดีมากครับ
- ค่า BMI อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานถึงท้วม (18.5 – 29) : กลุ่มนี้จะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและสวยงาม เพราะมีพื้นฐานรูปร่างที่ดีอยู่แล้ว แค่ต้องการปรับกรอบรูปร่าง (Silhouette) ให้คมชัดขึ้น
- ผิวยืดหยุ่นได้ดี : หากผิวมีความยืดหยุ่น หลังดูดไขมันผิวจะหดตัวแนบกระชับได้ง่าย แต่สำหรับคนที่อายุเริ่มเยอะหรือผิวยืดหยุ่นน้อย หมอก็จะประเมินให้ใช้เทคโนโลยีกระชับผิว (เช่น BodyTite หรือ J-Plasma) ร่วมด้วยครับ
- สุขภาพโดยรวมแข็งแรง : อายุระหว่าง 18-65 ปี ไม่มีโรคประจำตัวรุนแรง และไม่แพ้ยาชาหรือยาสลบ
กลุ่มที่ยังไม่เหมาะ และหมอไม่แนะนำให้ดูดไขมัน
- ผู้ที่คาดหวังว่าจะใช้วิธีนี้ลดน้ำหนัก : หมอย้ำเสมอว่าดูดไขมันคือการปรับสัดส่วน ไม่ใช่การลดน้ำหนัก หากคุณต้องการลดน้ำหนักให้ตัวเลขบนตาชั่งหายไปทีละ 10-20 กิโลกรัม การดูดไขมันไม่ใช่คำตอบครับ
- ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนรุนแรง (BMI > 35) : หมอจะแนะนำให้ไปโฟกัสที่การลดน้ำหนักแบบองค์รวมก่อน เช่น การปรับพฤติกรรม หรือใช้ปากกาลดน้ำหนักภายใต้การดูแลของแพทย์ เมื่อน้ำหนักลงมาอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยแล้วค่อยมาเก็บสัดส่วนด้วยการดูดไขมัน
- ผู้ที่มีผิวหนังหย่อนคล้อยรุนแรงมาก : เช่น คนที่เคยอ้วนมากๆ แล้วน้ำหนักลดฮวบ หรือคุณแม่หลังคลอดที่มีปัญหาหน้าท้องแตกลายและย้วยมาก เคสแบบนี้ การดูดไขมันอย่างเดียว จะยิ่งทำให้ผิวหนังพับและเหี่ยวย่น หมอจะแนะนำให้ทำการผ่าตัดหนังหน้าท้อง (Tummy Tuck) แทน
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ควบคุมไม่ได้ : เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน หรือมีปัญหาเรื่องการแข็งตัวของเลือด ถือเป็นข้อห้ามเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตัวคนไข้เองครับ
- ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือเพิ่งคลอดบุตร : ร่างกายยังอยู่ในช่วงฟื้นฟูและฮอร์โมนยังไม่คงที่ ควรรอให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาวะปกติก่อน
ข้อดีและข้อจำกัดของโปรแกรมดูดไขมัน (พิจารณาก่อนตัดสินใจ)
ในฐานะแพทย์ หมอมักจะบอกคนไข้เสมอว่า ทุกหัตถการทางการแพทย์มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดครับ การตัดสินใจทำควรเริ่มต้นจากการมีข้อมูลที่ครบถ้วนและตั้งความคาดหวังตามความเป็นจริง หมอขอสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ดังนี้ข้อดีของการดูดไขมันที่หมอพบจากคนไข้จริง
- กำจัดไขมันดื้อด้านได้ตรงจุด : เป็นวิธีที่จัดการกับไขมันเฉพาะจุด (เช่น หน้าท้องล่าง ต้นขา ต้นแขน) ที่แม้จะคุมอาหารหรือออกกำลังกายอย่างหนักก็ยังไม่ยอมลด ได้อย่างเห็นผลชัดเจน
- ปรับรูปร่างให้สมส่วน และคืนความมั่นใจ : ช่วยแกะสลักรูปร่างให้มีส่วนโค้งเว้า (Silhouette) ที่สวยงามเป็นธรรมชาติ ทำให้คนไข้กลับมามั่นใจในการแต่งตัวและการใช้ชีวิตอีกครั้ง
- ต่อยอดความสวยด้วยการเติมไขมัน : ไขมันที่ดูดออกมา (โดยเฉพาะจากการใช้เครื่องที่ถนอมเซลล์ไขมันอย่าง PAL) สามารถนำไปสกัดและฉีดเติมเต็มส่วนอื่นของร่างกายได้ เช่น หน้าอก สะโพก หรือเติมหน้าผากและร่องแก้มให้ใบหน้าดูเด็กลง (Fat Transfer)
- แผลเล็ก ฟื้นตัวไว : ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในปัจจุบัน (เช่น การผสาน VASER, BodyTite หรือ J-Plasma) ช่วยให้คนไข้เจ็บน้อยลง บอบช้ำน้อย และใช้เวลาพักฟื้นสั้นกว่าการผ่าตัดศัลยกรรมใหญ่ๆ มากครับ
ข้อจำกัดและข้อควรรู้ (ที่หมออยากให้คุณเตรียมใจ)
- ไม่ใช่วิธีลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน : ย้ำอีกครั้งว่าดูดไขมันคือการปรับสัดส่วน หากคุณต้องการให้น้ำหนักลดลงหลายกิโลกรัม คุณยังคงต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นหลัก
- ต้องมีวินัยขั้นสุดในการดูแลตัวเองหลังทำ : คนไข้จำเป็นต้องใส่ชุดกระชับสัดส่วนตามที่หมอแนะนำอย่างเคร่งครัด (4-6 สัปดาห์) รวมถึงงดกิจกรรมหนัก ๆ เพื่อให้ผิวหนังสมานตัวและเข้ารูปสวยงาม หากละเลย ผลลัพธ์อาจออกมาไม่ดีเท่าที่ควร
- ผลลัพธ์ไม่ถาวร หากคุณกลับไปตามใจปาก : แม้เซลล์ไขมันบริเวณที่ดูดจะหายไปแล้วและไม่สร้างใหม่ แต่เซลล์ไขมันที่ยังหลงเหลืออยู่สามารถขยายตัวใหญ่ขึ้นได้หากคุณทานอาหารเกินพอดีจนน้ำหนักพุ่งครับ
- มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง : การดูดไขมันด้วยเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานและทำโดยแพทย์เฉพาะทาง ถือเป็นการลงทุนกับรูปร่างและความปลอดภัย ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีอื่น ๆ และอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากมีการเติมไขมันร่วมด้วย
เทคโนโลยีดูดไขมันหลากหลาย
พร้อมกระชับผิวในขั้นตอนเดียว
ออกแบบรูปร่างเคสต่อเคส
เพื่อสรีระที่แตกต่างของแต่ละคน
เทคนิคการกระจายไขมัน
FAT EQUALIZATION
เจาะลึกเทรนด์และเทคโนโลยีดูดไขมัน 2026
ในปี 2026 เทรนด์การดูดไขมันไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเอาไขมันออกให้มากที่สุดอีกต่อไป แต่หัวใจสำคัญคือ “ความปลอดภัย ความเป็นธรรมชาติ และคุณภาพผิวที่เรียบเนียน” ปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาที่แตกต่างกัน ซึ่งหมอขอเจาะลึก 4 เทคโนโลยีหลักที่ได้รับการยอมรับระดับสากล และอธิบายว่าหมอเลือกใช้เครื่องเหล่านี้ในเคสแบบไหนบ้าง1. PAL (Power-Assisted Liposuction) – ยืนหนึ่งเรื่องถนอมเซลล์ไขมัน
เครื่องนี้ใช้ “พลังงานกล” สร้างแรงสั่นสะเทือนที่ปลายเข็มด้วยความเร็วสูงถึง 4,000 ครั้ง/นาที เพื่อเขย่าให้เซลล์ไขมันหลุดออกจากพังผืดอย่างนุ่มนวล จุดเด่นในมุมมองหมอ เครื่องนี้ถนอมเนื้อเยื่อ เส้นเลือด และเส้นประสาทได้ดีมาก ทำให้คนไข้บอบช้ำน้อย ที่สำคัญคือ “เซลล์ไขมันที่ได้ยังมีชีวิตและคุณภาพสูง” หมอจึงมักใช้ PAL ในเคสที่ต้องการเก็บไขมันไปเติมเต็มส่วนอื่นต่อ (เช่น เติมหน้าอก เติมหน้าผาก) หรือในเคสที่มีไขมันปริมาณมาก แต่มีข้อจำกัดตรงที่ไม่ช่วยเรื่องการกระชับผิว หากคนไข้มีผิวหย่อนคล้อย หมอจะต้องใช้เครื่องอื่นทำควบคู่ไปด้วยครับ2. VASER (Ultrasound) – ตัวจริงเรื่องปั้นร่องกล้ามเนื้อ (Hi-Def)
เทคโนโลยีนี้ใช้ “คลื่นเสียงอัลตราซาวด์” เข้าไปตีไขมันให้แตกตัวกลายเป็นของเหลว (คล้ายเนยที่ละลาย) ทำให้ดูดออกได้ง่ายและนุ่มนวล จุดเด่นในมุมมองหมอ VASER มีความแม่นยำสูง หมอมักจะเลือกใช้เครื่องนี้ในเคสที่ต้องการ “ปั้นรูปร่างแบบ High-Definition” เช่น การทำร่อง 11 (Sexy Line) หรือซิกแพค เพราะสามารถเก็บรายละเอียดชั้นตื้นได้ดี รวมถึงเคสดูดไขมันซ้ำที่มีพังผืดเยอะ VASER ก็จัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ3. BodyTite (RFAL) – ดูดไขมันพร้อมกระชับผิวในขั้นตอนเดียว
ใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ปล่อยความร้อนผ่านหัวพลาสติก 2 ขั้ว (บนผิวและใต้ผิว) เพื่อละลายไขมันและกระตุ้นคอลลาเจนไปพร้อม ๆ กัน จุดเด่นในมุมมองหมอ เครื่องนี้เปรียบเสมือนแบบ 2 in 1 ครับ ความร้อนจาก RF จะช่วยให้ผิวหดตัวกระชับขึ้นได้สูงสุดถึง 47% หมอมักใช้ในบริเวณที่เสี่ยงต่อการย้วยหลังทำ เช่น ดูดไขมันต้นแขน หรือเหนียงใต้คาง เพื่อให้ได้สัดส่วนที่เล็กลงพร้อมกับผิวที่ตึงกระชับ4. J-Plasma / Renuvion – นวัตกรรมยกกระชับผิวขั้นสุด โดยไม่ต้องตัดหนัง
นี่ไม่ใช่เครื่องดูดไขมัน แต่เป็น “เครื่องยกกระชับผิว” ที่ใช้หลังดูดไขมันเสร็จสิ้น โดยผสานพลังงานคลื่นวิทยุ (RF) เข้ากับก๊าซฮีเลียม (Helium Gas) เกิดเป็น “พลาสมาเย็น” ที่มีความแม่นยำสูง จุดเด่นในมุมมองหมอ J-Plasma เป็นตัวจบที่หมอขาดไม่ได้ในเคสที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย พลังงานจะเข้าไปทำให้เส้นใยใต้ผิว (FSN) หดตัวทันที ผิวกระชับแนบเนื้อขึ้นได้ถึง 82% ซึ่งเป็นทางออกที่ดีมากสำหรับคนไข้ที่ผิวเริ่มย้วยแต่ยังไม่อยากผ่าตัดตัดหนังหน้าท้องทิ้งครับตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีดูดไขมัน 2026
คุณสมบัติหลัก | PAL | VASER | BodyTite | J-Plasma |
เทคโนโลยี | พลังงานกล | คลื่นเสียงอัลตราซาวด์ | คลื่นวิทยุ RF แบบสองขั้ว | คลื่นวิทยุRF ร่วมกับฮีเลียมพลาสมา |
กลไกการทำงาน | เขย่าเซลล์ไขมันให้แตกตัว | สั่นละลายไขมัน | ความร้อนละลายไขมัน กระตุ้นคอลลาเจน อีลาสตินผิวหดตัว | พลาสมาเย็นทำให้เนื้อเยื่อหดตัวทันที |
การทำงานหลัก | ดูดไขมันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ทำร้ายเซลล์ไขมัน | สลายไขมัน และ พังผืด | ละลายไขมัน และ กระชับผิว | กระชับผิว |
กระชับผิว | ไม่มี | เล็กน้อย | สูงสุดถึง 47% | ชัดเจนใต้ผิวถึง 82% |
คุณภาพเก็บเซลล์ไขมัน | ดีเยี่ยม | ปานกลาง | ไม่เหมาะ | ไม่เหมาะ |
รอยแผล | น้อย | น้อย | น้อย | น้อย |
ความเจ็บ/พักฟื้น | ปานกลาง (2–5 วัน) | ปานกลาง (3–7 วัน) | ปานกลาง (3–7 วัน) | เบา (3–7 วัน) |
ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีอื่น | VASER, BodyTite, J-Plasma | PAL, J-Plasma | PAL, J-Plasma, Morpheus8 | PAL, VASER |
เหมาะกับเคส | ดูดไขมันทั่วไป และ เติมไขมัน | ปั้นรูปร่าง Hi-Def, ไขมันแน่น, ผิวมีพังผืด | ดูดไขมันและกระชับผิวใน 1 เดียว | ยกกระชับหลังดูดไขมัน |
ผ่านการรับรอง | FDA | FDA | FDA | FDA |
ควรเลือกเครื่องมือดูดไขมันแบบไหนดี ?
คำถามนี้หมอเจอบ่อยมาก ความจริงก็คือ เครื่องมือแต่ละชนิดถูกออกแบบมาให้มี “จุดเด่นที่แตกต่างกัน” บางเครื่องดูดไขมันดีแต่ไม่กระชับผิว บางเครื่องกระชับผิวดีเยี่ยมแต่ไม่ได้เอาไว้ดูดไขมัน สำหรับหมอ “เครื่องมือเปรียบเสมือนพู่กัน ส่วนแพทย์คือศิลปิน” เครื่องมือที่ดีและแพงแค่ไหน หากอยู่ในมือแพทย์ที่ขาดประสบการณ์ ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวไหม้ ผิวเป็นคลื่น หรือสัดส่วนผิดรูปได้ แต่หากแพทย์มีความเข้าใจสรีระ และรู้จักผสมผสานเทคโนโลยี (Combine Techniques) เพื่อดึงจุดเด่นของแต่ละเครื่องมาใช้ให้เหมาะกับร่างกายคนไข้แต่ละคน ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะออกมาสมบูรณ์แบบ มีความปลอดภัย และดูเป็นธรรมชาติครับ4 ขั้นตอนการดูดไขมัน ที่ รัตตินันท์ คลินิก (Rattinan Clinic)
เพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำและปลอดภัย หมอได้วางมาตรฐานขั้นตอนการรักษาไว้ 4 สเต็ป ดังนี้ครับ- ประเมินและวางแผนด้วย 3D Body Scan
- เตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด
- ดำเนินการดูดไขมัน
การเตรียมตัวและการดูแลตัวเอง
เพื่อให้การทำหัตถการเป็นไปอย่างปลอดภัยและราบรื่น หมอแนะนำให้ผู้เข้ารับบริการศึกษาวิธีการเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน และการดูแลตัวเองหลังดูดไขมันก่อน จะได้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม ทำให้ได้ผลลัพธ์การดูดไขมันที่มีประสิทธิภาพครับ
การเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน
- ปรึกษาแพทย์อย่างละเอียด : ควรเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพและตำแหน่งที่จะดูดไขมัน พร้อมแจ้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ หรืออาหารเสริม เพื่อให้แพทย์วางแผนได้อย่างเหมาะสม
- ตรวจสุขภาพและงดอาหารก่อนผ่าตัด : ควรตรวจเลือดและเตรียมร่างกายให้พร้อม โดยงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมงก่อนทำหัตถการ โดยเฉพาะหากต้องวางยาสลบ
- งดยาและอาหารเสริมบางชนิด : หยุดใช้ยาแอสไพริน ยาแก้อักเสบ วิตามินอี หรือผลิตภัณฑ์เสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ล่วงหน้า 1–2 สัปดาห์
- งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ : ควรงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการดูดไขมัน เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
- เตรียมชุดกระชับและพื้นที่พักฟื้น : การใส่ชุดกระชับหลังดูดไขมันมีส่วนช่วยลดบวมและทำให้ผิวเข้ารูปได้ดีขึ้น ควรเตรียมชุดและพื้นที่สำหรับการพักฟื้นให้พร้อมก่อนวันทำหัตถการ
การดูแลตัวเองหลังดูดไขมัน
- สวมชุดกระชับตามคำแนะนำแพทย์ : ควรใส่ชุดกระชับ 4-6 สัปดาห์ โดยในช่วงแรกใส่ตลอดเวลา (ยกเว้นตอนทำความสะอาด) เพื่อช่วยลดบวมและให้ผิวกระชับเข้ารูป
- หลีกเลี่ยงการยกของหนักและออกกำลังกายหนัก : อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์หลังทำ เพื่อป้องกันไม่ให้แผลบวม หรือแผลฉีก ควรรอให้แผลหายดีก่อนกลับไปทำกิจกรรมปกติ
- รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ : ยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวดต้องรับประทานตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และไม่ปรับปริมาณยาเอง
- นอนในท่าที่เหมาะสม : ควรนอนยกศีรษะสูงในช่วง 1-2 วันแรก เพื่อลดอาการบวม และหลีกเลี่ยงการนอนทับบริเวณที่ดูดไขมัน
- รักษาความสะอาดแผล : ทำความสะอาดแผลอย่างระมัดระวังด้วยผ้าสะอาดตามคำแนะนำ หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์และสารเคมีที่เข้มข้น
- ดื่มน้ำมากและทานอาหารที่มีประโยชน์ : ดื่มน้ำช่วยขับของเสีย ควรทานอาหารที่มีโปรตีนและวิตามินสูง เช่น ผัก ผลไม้ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น
- หลีกเลี่ยงแสงแดด : เพราะบริเวณที่ดูดไขมันจะไวต่อแสงแดด จึงควรสวมเสื้อผ้าปกปิดเพื่อป้องกันรอยด่างดำ
- ติดตามอาการและพบแพทย์ตามนัด : ควรพบแพทย์ตามกำหนดเพื่อตรวจสอบผลการรักษา หากพบอาการผิดปกติ เช่น แผลบวมแดงหรือปวด ควรแจ้งแพทย์ทันที
- ระยะเวลาในการพักฟื้นหลังดูดไขมัน : จะอยู่ที่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ โดยแนะนำให้ใส่ชุดกระชับตลอดเป็นเวลา 3 วัน
ดูดไขมันราคาเท่าไหร่ ที่ รัตตินันท์ คลินิก ?
บริการดูดไขมันที่ รัตตินันท์ คลินิก ราคา เริ่มต้นที่ 49,000 บาท ต่อบริเวณ (ราคาอาจปรับเปลี่ยนตามสัดส่วนที่เลือกทำ) โดยเรามี “แพ็กเกจเหมาส่วน” ให้เลือกเพื่อความคุ้มค่า ทุกเคสดูแลโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล (AACI) หากคุณสนใจ สามารถเข้ามาปรึกษาและให้หมอประเมินแนวทางการรักษาได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายราคาหัตถการดูดไขมัน (Liposuction) | ราคาเริ่มต้น (บาท) |
ดูดไขมันพร้อมกระชับผิวด้วย BodyTite (ต่อส่วน) | 59,000 |
ดูดไขมันคาง | 59,000 |
ดูดไขมันต้นขา (ต่อส่วน) | 59,000 |
ดูดไขมันน่อง | 59,000 |
ดูดไขมันแขน | 59,000 |
ดูดไขมันหลัง (ต่อส่วน) | 59,000 |
ดูดไขมันก้น | 59,000 |
ดูดไขมันสะโพก | 59,000 |
ดูดไขมันหน้าอก | 59,000 |
ดูดไขมันนมน้อย | 59,000 |
ดูดไขมันนมน้อย พร้อมตัดหนัง | 79,000 |
ดูดไขมันหนอก (Buffalo Hump) | 59,000 |
ดูดไขมันหนอก (Buffalo Hump) พร้อมตัดหนัง | 79,000 |
ปั้น Sexy Line/ Six Pack (Scarless Technique) | 69,000 |
ดูดไขมันหน้าท้อง (ต่อส่วน) | 59,000 |
J-Plasma Renuvion (ต่อส่วน) | 85,000 |
Dermatite (ต่อส่วน) | 59,000 |
ดูดไขมันที่ไหนดี ? ทำไมต้องเลือกรัตตินันท์ คลินิก
การดูดไขมันคือการฝากรูปร่างและความปลอดภัยไว้กับแพทย์ ตลอด 26 ปีที่ รัตตินันท์ คลินิก หมอและทีมแพทย์ทำงานภายใต้ปรัชญา “The Aesthetic Wisdom” หรือศิลปะแห่งความแม่นยำ โดยมีจุดแข็งที่ทำให้คนไข้ไว้วางใจ คือ- ปลอดภัยสูงสุดระดับสากล (AACI) : ทุกเคสดูแลแบบ 1:1 โดยวิสัญญีแพทย์เฉพาะทาง และทีมพยาบาลวิชาชีพในห้องผ่าตัดมาตรฐานสากล
- แพทย์เลือกเครื่องมือให้เหมาะกับคุณ : เรามีเทคโนโลยีครบครัน (PAL, VASER, BodyTite, J-Plasma) หมอจึงสามารถผสมผสานเทคนิค (Combine Techniques) เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงกับสรีระของคุณ
- การบริการที่ใส่ใจทุกรายละเอียด : ตั้งแต่การประเมินก่อนทำ การวางแผนหัตถการ จนถึงการดูแลหลังทำอย่างใกล้ชิด
ทีมแพทย์ดูดไขมัน รัตตินันท์ คลินิก
" The Aesthetic Wisdom "สรุปดูดไขมันคืออะไร ทำที่รัตตินันท์ คลินิก ดีอย่างไร?
การดูดไขมันเป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ช่วยปรับสัดส่วนของร่างกาย โดยกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดที่ลดได้ยาก เช่น บริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา เอว และเหนียงใต้คาง ที่ รัตตินันท์ คลินิก มีการเลือกใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น J Plasma และ TripleTite ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถดูดไขมันได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งช่วยให้ผิวแนบกระชับมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการดูแลของแต่ละบุคคล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้รูปร่างดูสมส่วนและเป็นธรรมชาติ ท้ายที่สุดนี้ หมออยากฝากไว้ว่า การดูดไขมันคือการลงทุนเพื่อซื้อความมั่นใจคืนมา หากคุณสนใจ ลองเข้ามานั่งพูดคุย ให้หมอช่วยประเมินรูปร่างและหาทางออกที่เหมาะสมสำหรับคุณที่ รัตตินันท์ คลินิก ได้เลยครับ ความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติของคุณ คือเป้าหมายสูงสุดของทีมแพทย์เราครับFAQs : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับดูดไขมัน
- ถ้าหากการดูดไขมันเล็กน้อย (เช่น ใต้คาง) สามารถกลับไปทำงานได้ใน 2-3 วัน
- การดูดไขมันปริมาณปานกลาง (เช่น หน้าท้อง) ต้องพัก 5-7 วัน
- การดูดไขมันปริมาณมาก (หลายบริเวณ) อาจต้องพัก 1-2 สัปดาห์
- ต้องใส่เสื้อกระชับ 4-6 สัปดาห์
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก 4-6 สัปดาห์
- เห็นผลลัพธ์สุดท้าย 3-6 เดือน
- ผู้ที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ คนที่อ้วนมาก (BMI >35)
- ผู้ที่คาดหวังให้ดูดไขมันช่วยลดน้ำหนัก
- ผู้ที่มีผิวหย่อนมากเกินไป
- คนที่มีโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
- ผู้ที่ต้องระวังพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมลูก, ผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด, คนที่เพิ่งคลอดหรือลดน้ำหนักมาก
- ใส่เสื้อกระชับตลอดเวลา 4-6 สัปดาห์แรก
- นวดระบายน้ำเหลือง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
- หลีกเลี่ยงการแช่น้ำ 2 สัปดาห์
- ออกกำลังกายเบาๆ หลัง 2 สัปดาห์
- ออกกำลังกายปกติหลัง 6 สัปดาห์
- รักษาน้ำหนักไม่ให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 3-5 กิโลกรัม
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- กินอาหารสมดุล
- การฉีดสลายไขมัน (Fat Dissolving Injection)
- เกิดการอักเสบมาก
- บวมเป็นก้อนแข็ง
- เกิดพังผืดใต้ผิว
- การกำจัดไขมันด้วยความเย็น (CoolSculpting)
- ต้องรอผลหลายสัปดาห์
- ไขมันตายแล้วเกิดการอักเสบคล้ายการฉีด
- มีโอกาสเกิดพังผืดและก้อนเดียวกัน
- การลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติ


นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์ (หมอหนึ่ง) ผู้ให้บริการดูดไขมันและศัลยกรรมปรับรูปร่าง Body Contouring โดยมุ่งเน้นการออกแบบแผนการรักษารายบุคคล และให้คุณมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น