9 เครื่องยกกระชับหน้า ทำโปรแกรมไหนดี ? แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย

Rattinan Clinic
หากพูดถึง “เครื่องยกกระชับหน้า” ในปัจจุบันมีให้เลือกเยอะมากจนอาจทำให้เราสับสนได้ ยิ่งแต่ละคลินิกมีเครื่องหลายรุ่น ก็ยิ่งทำให้ตัดสินใจยากขึ้นไปอีก แต่รู้หรือไม่ว่า การเลือกเครื่องที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การเลือกยี่ห้อที่แพงที่สุดหรือเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเสมอไป แต่คือการเลือกให้ ตรงกับปัญหาผิวหน้าของคุณ มากที่สุดต่างหาก บทความนี้เราจึงอยากช่วยคุณไขข้อข้องใจ และตัดสินใจเลือกเครื่องยกกระชับที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวของคุณได้อย่างแท้จริง

ปัญหา ผิวหย่อนคล้อย เกิดจากอะไร?

ปัญหา ผิวหย่อนคล้อย เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสาเหตุหลัก ร่วมกับอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ใบหน้าที่เคยเต่งตึงสูญเสียกรอบหน้าที่ชัดเจน เริ่มมีปัญหาริ้วรอยร่องลึก คิ้วตก แก้มห้อย และหย่อนคล้อยลงอย่างเห็นได้ชัด คล้ายกับลูกโป่งที่ค่อย ๆ แฟบลง ซึ่งปัจจัยสำคัญเหล่านั้น ได้แก่
  • การเสื่อมสภาพของโครงสร้างชั้นลึก เมื่ออายุมากขึ้น ปริมาณคอลลาเจนจะลดลง ไขมันบนใบหน้าเริ่มฝ่อตัว และมวลกระดูกยุบตัวลง ทำให้ฐานที่เคยขึงพยุงผิวไว้หายไป
  • การขยับกล้ามเนื้อใบหน้าซ้ำ ๆ การแสดงสีหน้า เช่น การยิ้มหรือขมวดคิ้ว เมื่อทำซ้ำ ๆ ในช่วงวัยที่ผิวขาดความยืดหยุ่น จะทิ้งรอยยับและกลายเป็นริ้วรอยร่องลึก
  • ปัจจัยภายนอกและไลฟ์สไตล์ ตัวการทำร้ายผิวอย่าง แสงแดด มลภาวะ และพันธุกรรม ล้วนเป็นปัจจัยเร่งให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ
การเริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงแห่งวัยตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นข้อได้เปรียบ เพราะหากเราเริ่มดูแลหาวิธี ยกกระชับหน้า ในตอนที่ผิวยังหย่อนคล้อยไม่มาก การรักษาด้วยกลุ่มหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด เช่น การใช้เครื่องมือยกกระชับ หรือการฉีดสารเติมเต็ม ก็มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะช่วยคืนความเต่งตึง ฟื้นฟูให้ผิวหน้ากลับมาฟูกระชับและดูอ่อนเยาว์ได้เช่นเดิม โดยอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการผ่าตัดดึงหน้าเลย

ลักษณะ ผิวหย่อนคล้อย มีกี่แบบ?

ปัญหาผิวหย่อนคล้อยไม่ได้เกิดขึ้นแค่บนผิวที่เรามองเห็นเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วเป็นกระบวนการเสื่อมสภาพแบบ 3 มิติที่เกิดขึ้นลึกลงไปในทุกชั้นโครงสร้างของใบหน้า ซึ่งเราสามารถแบ่งลักษณะความหย่อนคล้อยตามระดับชั้นผิวและโครงสร้างได้ 5 ระดับ ดังนี้
  1. หย่อนคล้อยจาก ผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) เป็นความหย่อนคล้อยระดับตื้น เกิดจากการผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินที่ลดลง ทำให้ผิวสูญเสียความสปริงตัว ไม่เด้งกระชับเหมือนเดิม ลักษณะที่สังเกตได้คือ ผิวดูบางลง แห้งกร้าน มีริ้วรอยเล็ก ๆ และผิวดูยับง่ายเมื่อแสดงสีหน้า
  2. หย่อนคล้อยจาก ผิวชั้นไขมัน (Subcutaneous Fat) เมื่ออายุมากขึ้น ถุงไขมันบนใบหน้าที่เคยเกาะกลุ่มกันแน่นจะเริ่มฝ่อตัวลงจนหน้าดูตอบ และเคลื่อนตัวต่ำลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก (ห้อยย้อย) ทำให้เกิดรอยพับลึกบนใบหน้า เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมากใต้ริมฝีปาก หรือมีเนื้อกองบริเวณแก้มล่าง ทำให้กรอบหน้าไม่คมชัด
  3. หย่อนคล้อยจาก ผิวชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) ชั้น SMAS คือชั้นเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อใบหน้า เปรียบเสมือน “ตาข่าย” ที่คอยพยุงผิวและไขมันไว้ เมื่อชั้นนี้ยืดออกและหย่อนยาน โครงหน้าจะสูญเสียความกระชับอย่างรุนแรง
  4. หย่อนคล้อยจาก ชั้นกล้ามเนื้อ (Muscle) เกิดจากการที่กล้ามเนื้อใบหน้าเสียความตึงตัว บางมัดฝ่อเล็กลง ในขณะที่กล้ามเนื้อบางมัดที่ใช้แสดงสีหน้าบ่อย ๆ เกิดการหดเกร็งและดึงรั้งผิวลงมาด้านล่าง (เช่น กล้ามเนื้อบริเวณคอ) ทำให้ความหย่อนคล้อยและร่องลึกต่าง ๆ ดูชัดเจนยิ่งขึ้น
  5. หย่อนคล้อยจาก เส้นเอ็นยึดเกาะผิว (Retaining Ligaments): เส้นเอ็นเหล่านี้เปรียบเสมือน “หมุด” ที่ขึงยึดผิวหนังชั้นบนสุดให้ติดกับโครงสร้างกระดูกด้านล่าง เมื่อกาลเวลาผ่านไป เส้นเอ็นจะขาดความยืดหยุ่นและหย่อนยานลง ทำให้ไม่สามารถพยุงชั้นไขมันและผิวหนังไว้ได้ดังเดิม เนื้อเยื่อจึงไหลตกลงมากองรวมกัน จนเกิดเป็นรอยพับและร่องลึกบนใบหน้าที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา หรือร่องน้ำหมาก
  6. หย่อนคล้อยจาก การยุบตัวของกระดูก (Bone) นี่คือรากฐานที่ลึกที่สุดและสำคัญมาก เมื่อเราอายุมากขึ้น มวลกระดูกใบหน้า (เช่น เบ้าตา โหนกแก้ม และขากรรไกร) จะค่อย ๆ สลายและทรุดตัวลง เปรียบเสมือนเสาเข็มบ้านที่ผุพัง เมื่อโครงสร้างหลักยุบตัว เนื้อเยื่อ ไขมัน และผิวหนังที่เคยเกาะอยู่ด้านบนก็ย่อมไหลตกลงมาทั้งหมด เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รูปหน้าเปลี่ยนและดูมีอายุ

รวม 9 เทคโนโลยีเครื่องยกกระชับหน้า

การเลือกวิธีรักษาที่ตรงจุด ต้องดูว่าปัญหาความหย่อนคล้อยของเราเกิดจาก “โครงสร้างชั้นไหน” เพื่อให้เครื่องมือหรือหัตถการนั้น ๆ เข้าไปแก้ปัญหาได้อย่างแม่นยำ ด้านล่างนี้คือการจับคู่เทคโนโลยีกับชั้นผิว เพื่อให้คุณเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเองที่สุด โดยปัจจุบันมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีหลากหลายกลุ่มให้เลือกใช้ ดังนี้

Ulthera 

Ulthera เป็นเทคโนโลยีคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ที่เน้นการยกกระชับผิวชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า ข้อดีคือมีความแม่นยำสูงมาก เพราะแพทย์สามารถมองเห็นชั้นผิวผ่านหน้าจอแบบ Real-time ทำให้ยิงพลังงานได้ตรงจุด ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 1-2 ปี แต่มีข้อเสียคือขณะทำจะรู้สึกเจ็บหน่วงบริเวณแนวกระดูก และมีราคาสูง เครื่องนี้เหมาะอย่างยิ่งกับคนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยจากชั้น SMAS ยืดหย่อน มีภาวะแก้มห้อย คิ้วตก กรอบหน้าไม่ชัด และต้องการผลลัพธ์การยกหน้าดึงขึ้นแบบเห็นผลลัพธ์ชัดเจน

Thermage 

Thermage ใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ส่งความร้อนลงไปที่ผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมัน (Subcutaneous Fat) ข้อดีคือโดดเด่นมากในการกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวกลับมาแน่นกระชับ (Skin Tightening) พร้อมทั้งช่วยสลายไขมันส่วนเกินบนใบหน้าได้บางส่วน ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 1-2 ปี ส่วนข้อเสียคืออาจจะรู้สึกร้อนลึก ๆ ขณะทำและมีราคาสูง หัตถการนี้เหมาะกับปัญหาผิวหย่อนคล้อยจากชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน โดยเฉพาะคนที่มีผิวหลวม ย้วย จับแล้วไม่แน่นกระชับ หรือคนหน้าอวบที่มีไขมันช่วงแก้มและเหนียงเยอะ

Morpheus8 

Morpheus8 เป็นการผสานคลื่นวิทยุ RF เข้ากับเข็มขนาดเล็ก (Microneedling) ที่สามารถปรับระดับความลึกได้ตั้งแต่ชั้นหนังแท้ไปจนถึงชั้นไขมัน ข้อดีคือช่วยทำให้ผิวตึง ชั้นไขมันกระชับ และคุณภาพผิวชั้นบนยังฟื้นฟูไปพร้อมกันด้วย ทั้งเรื่องหลุมสิว รูขุมขนกว้าง และรอยแตกลาย แต่มีข้อเสียคือค่อนข้างเจ็บ ต้องแปะยาชาก่อนทำ และมีระยะพักหน้า (Downtime) 1-3 วันเนื่องจากผิวจะมีรอยแดง เครื่องนี้เหมาะกับปัญหาหย่อนคล้อยจากชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน ที่มาพร้อมกับปัญหาคุณภาพผิว เช่น ไม่เรียบเนียน ยับเยิน หรือมีหลุมสิวร่วมด้วย

Emface 

Emface เป็นนวัตกรรมที่ทำงานลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อใบหน้า (Muscle) ร่วมกับชั้นหนังแท้ ข้อดีคือเป็นเครื่องเดียวที่ช่วยสร้างและยกกระชับกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น โดยไม่ต้องใช้เข็ม ไม่เจ็บ และไม่มีแผลหลังทำ แต่อาจมีข้อเสียตรงที่ต้องทำเป็นคอร์สต่อเนื่อง (ประมาณ 4 ครั้ง) ถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน และมีราคาค่อนข้างสูง นวัตกรรมนี้เหมาะกับปัญหาความหย่อนคล้อยที่เกิดจากชั้นกล้ามเนื้อเสื่อมสภาพ ฝ่อลีบตามวัย หรือผู้ที่ต้องการยกกระชับหน้าแบบดูเป็นธรรมชาติโดยไม่อยากฉีดสารใด ๆ

Fotona 4D

Fotona 4D เป็นโปรแกรมเลเซอร์ที่โดดเด่นด้วยการทำงาน 4 ขั้นตอน ผสานพลังงานเลเซอร์ที่สามารถยิงจากเยื่อบุช่องปากด้านใน (กระพุ้งแก้ม) เพื่อยกกระชับชั้นผิวลึก ควบคู่กับการยิงพลังงานจากด้านนอกเพื่อกระชับผิวและผลัดเซลล์ผิวชั้นบน ข้อดีคือเป็นเทคโนโลยีที่ไม่เจ็บเลย ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนจากภายในสู่ภายนอก ลดร่องแก้มได้ดี และยังช่วยกระชับรูขุมขน ปรับผิวหน้าให้ดูกระจ่างใส เรียบเนียนขึ้นแบบครบในคราวเดียว แต่ข้อเสียคือผลลัพธ์การยกกระชับจะค่อยเป็นค่อยไป ต้องอาศัยการทำหลายครั้งจึงจะเห็นผลชัดเจนเทียบเท่ากลุ่มเครื่องยิงพลังงานคลื่นเสียง เหมาะกับผิวที่หย่อนคล้อยจากชั้นหนังแท้ คนที่มีปัญหาร่องแก้ม ร่องน้ำหมากตื้น ๆ และต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว เพื่อให้ได้งานผิวที่สวยใสควบคู่ไปกับการยกกระชับใบหน้า

Ultraformer

Ultraformer เป็นเทคโนโลยีคลื่นเสียง MMFU (Micro & Macro Focused Ultrasound) ที่ลงลึกถึงชั้น SMAS และชั้นหนังแท้ ข้อดีคือปล่อยพลังงานได้รวดเร็ว เจ็บน้อยกว่า Ulthera และมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า แต่ข้อเสียคือไม่มีหน้าจอแสดงชั้นผิวแบบ Real-time และผลลัพธ์อาจอยู่ได้สั้นกว่า คือประมาณ 6-12 เดือน เหมาะกับผิวหย่อนคล้อยจากชั้น SMAS ในระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง คนที่เริ่มมีแก้มห้อย กรอบหน้าเริ่มไม่ชัด หรือต้องการทำเพื่อป้องกันความหย่อนคล้อยในอนาคต

Hifu

Hifu เป็นเทคโนโลยีคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ที่เน้นชั้น SMAS เช่นกัน ข้อดีคือเป็นเครื่องยกกระชับที่มีราคาประหยัดที่สุด ไม่มีบาดแผล และไม่ต้องพักฟื้น ข้อเสียคือผลลัพธ์อยู่ได้ค่อนข้างสั้น (ประมาณ 3-6 เดือน) และในตลาดมีเครื่องที่ไม่ได้มาตรฐานค่อนข้างเยอะ หากเลือกไม่ดีอาจไม่เห็นผล เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยจากชั้น SMAS เพียงเล็กน้อย เช่น วัยรุ่น หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มมีปัญหาและต้องการกระชับผิวเบา ๆ ในงบจำกัด

Oligio

Oligio เป็นเทคโนโลยีคลื่นวิทยุ Monopolar RF ที่เน้นผิวชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน คล้ายกับการทำงานของ Thermage ข้อดีคือมีระบบทำความเย็นที่ยอดเยี่ยม ทำให้รู้สึกสบายผิวขณะทำ เจ็บน้อยมาก และราคาถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด ข้อเสียคือผลลัพธ์ความตึงกระชับอาจอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน เหมาะกับปัญหาความหย่อนคล้อยจากชั้นหนังแท้และไขมันระดับปานกลาง ผู้ที่มีผิวเริ่มหลวม มีริ้วรอยตื้น ๆ และที่สำคัญคือกลัวเจ็บ

Volnewmer

เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมคลื่นวิทยุ Monopolar RF ที่ทำงานในชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน ข้อดีคือหัวยิงถูกออกแบบมาให้โค้งรับกับโครงหน้า พร้อมระบบทำความเย็นต่อเนื่อง ทำให้เจ็บน้อยมาก ปลอดภัยและราคาเอื้อมถึงง่าย ข้อเสียคือต้องกลับมาทำซ้ำไวกว่า Monopolar RF เครื่องอื่น โดยผลลัพธ์อยู่ได้ราว 6-12 เดือน เหมาะกับผิวหย่อนคล้อยจากชั้นหนังแท้และไขมันที่ยังไม่รุนแรงมาก ตอบโจทย์คนที่อยากให้ผิวแน่นกระชับขึ้นแบบสบายผิว

โบท็อกซ์

โบท็อกซ์ เป็นหัตถการที่ออกฤทธิ์โดยตรงกับชั้นกล้ามเนื้อ (Muscle) ข้อดีคือเห็นผลลัพธ์ไวมากภายใน 1-2 สัปดาห์ ราคาเข้าถึงง่าย และสามารถใช้เทคนิค (เช่น Dermo-lift หรือ Nefertiti Lift) เพื่อคลายกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งผิวลงมา ทำให้ใบหน้าและกรอบหน้าดูยกกระชับขึ้นทันที ข้อเสียคือผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน ประมาณ 4-6 เดือน และต้องกลับมาฉีดซ้ำสม่ำเสมอ เหมาะกับปัญหาความหย่อนคล้อยที่เกิดจากการดึงรั้งของชั้นกล้ามเนื้อ กรอบหน้าไม่ชัด และริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า

ฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์ เป็นการฉีดสารเติมเต็มลงลึกถึงชั้นกระดูก (Bone) ชั้นไขมันลึก และช่วยพยุงเส้นเอ็นยึดเกาะผิว (Retaining Ligaments) ข้อดีคือสามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจากการทรุดตัวของโครงสร้างใบหน้าที่เครื่องมือพลังงานทำไม่ได้ เห็นผลลัพธ์การยกกระชับและเติมเต็มร่องลึกทันทีหลังทำ ข้อเสียคือต้องอาศัยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกายวิภาคศาสตร์สูงมาก หากฉีดผิดชั้นผิวอาจเกิดเป็นก้อนได้ และสลายตัวไปใน 1-2 ปี หัตถการนี้เหมาะกับความหย่อนคล้อยจากการทรุดตัวของชั้นกระดูก เส้นเอ็นยืดหย่อน และไขมันฝ่อตัว คนที่มีปัญหาหน้าตอบ ร่องแก้มลึก ร่องใต้ตาลึก หรือต้องการสร้างกรอบหน้าให้มีมิติชัดเจน

[H2] สรุป เลือกโปรแกรมยกกระชับ แบบไหนดี? จึงจะเหมาะกับใบหน้าของเรา

การเลือกโปรแกรมยกกระชับหน้าให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนและคุ้มค่าที่สุดนั้น ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวหรือเครื่องมือไหนที่ “ดีที่สุดสำหรับทุกคน” เพราะใบหน้าของแต่ละคนมีระดับความหย่อนคล้อยในชั้นโครงสร้างผิวที่แตกต่างกัน หากปัญหาหลักของคุณคือชั้นเนื้อเยื่อพังผืด (SMAS) ยืดหย่อน ทำให้หน้าห้อย คิ้วตก หรือกรอบหน้าไม่ชัด กลุ่มเครื่องมือพลังงานคลื่นเสียงอย่าง Ulthera หรือ Ultraformer จะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ในการดึงหน้าให้ยกขึ้น แต่ถ้าใบหน้าของคุณมีปัญหาผิวหลวม ย้วย จับแล้วไม่แน่น หรือมีไขมันสะสมตามแก้มและเหนียง กลุ่มพลังงานคลื่นวิทยุ (RF) อย่าง Thermage, Oligio หรือ Morpheus8 จะช่วยกระชับผิวและกระตุ้นคอลลาเจนได้ตรงจุดกว่า นอกจากนี้ ในหลาย ๆ คน ปัญหาความหย่อนคล้อยไม่ได้เกิดจากชั้นผิวเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทรุดตัวของโครงสร้างกระดูก เส้นเอ็นยึดเกาะผิวที่หย่อนยาน หรือกล้ามเนื้อที่ดึงรั้ง ซึ่งเครื่องมือยิงพลังงานไม่สามารถแก้ไขได้ถึงระดับนั้น การใช้หัตถการทางการแพทย์อย่างการฉีดฟิลเลอร์เพื่อหนุนโครงสร้างให้เต็มตื้น หรือโบท็อกซ์เพื่อคลายกล้ามเนื้อร่วมด้วย จึงมักเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเติมเต็มให้ใบหน้ากลับมาดูอ่อนเยาว์และมีมิติได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น “โปรแกรมที่ดีที่สุด” จึงหมายถึง “โปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาชั้นผิวของคุณโดยเฉพาะ” การเข้ามาประเมินสภาพผิวและวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียดกับแพทย์ที่ รัตตินันท์ คลินิก จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด แพทย์จะช่วยหาต้นตอของความหย่อนคล้อย และวางแผนการรักษาด้วยการเลือกใช้เครื่องมือ หรือผสมผสานเทคนิคที่เหมาะสมกับโครงหน้าของคุณ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การยกกระชับที่ดูเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และอยู่ได้ยาวนานที่สุด
This entry was posted in . Bookmark the permalink.