Anorexia โรคคลั่งผอม คืออะไร เกิดจากสาเหตุใด ส่องคนรอบตัวว่าใช่หรือไม่

โรคคลั่งผอม หรือ ภาวะการกินผิดปกติ

Anorexia Nervosa (อะนอร์เร็กเซีย) หรือที่เรียกว่าโรคคลั่งผอม เดิมเรียกกันเต็มๆ แต่ต่อมานิยมเรียกแค่ อะนอร์เร็กเซีย คือปัญหาทางจิตแบบหนึ่ง มักเกิดในเพศหญิงเป็นส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดหรือมาจากพันธุกรรม เป็นโรคที่เกี่ยวการกินผิดปกติ (Eating Disorders) ซึ่งแก้ขได้ยาก เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ ไม่คิดว่าตัวเอง ป่วยและไม่อยากแก้

โดยผู้ป่วยโรคนี้จะคิดว่าตัวเองอ้วน ทำทุกอย่างเพื่อให้ผอมและมีน้ำหนักตัวที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาก กลัวน้ำหนักขึ้นมากและพูดถึงตลอดเวลา รวมทั้งมีความคิดในสมองเกี่ยวกับน้ำหนักตัวและรูปร่างที่ผิดไปจากความเป็นจริง เนื่องจากต้องการควบคุมน้ำหนัก (ที่คิดเอาเองว่าเกิน) ผู้ที่เป็นโรคนี้ให้คุณค่ากับการควบคุมน้ำหนักและรูปร่างมากเกินจริง และหาวิธีควบคุมน้ำหนักและรักษารูปร่างที่เสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น การจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน ล้วงคออาเจียนหลังรับประทานอาหาร ทานคำน้อยๆ สั่งอาหารและเขี่ยออก ใช้ยาระบาย ยาลดความอ้วน หรือยาขับปัสสาวะรวมทั้งหักโหมออกกำลังกายตลอดเวลา หรือเข้ามาปรึกษาดูดไขมันแบบทำแล้วทำอีก เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและลดน้ำหนักต่อไปเรื่อย ๆ เพราะมองกระจกทุกครั้งก็มองเห็นไขมันส่วนเกินทุกวัน

Anorexia ไม่ใช่โรคที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับความคิดและเป็นการตอบสนองต่อความเครียด พฤติกรรมการรับประทานอาหารแบบนี้เป็นวิธีควบคุมสภาวะอารมณ์ที่เผชิญอยู่ และมักพบว่า คนที่เป็นจะป่วยเป็นโรคทางจิตเวชอื่น ๆ หรือใช้ยาและสารเสพติดร่วมด้วย เช่น โรคซึมเศร้า  ใช้สารเสพติดกลุ่มยานอนหลับ แอลกอฮอล์ มีโรควิตกกังวล หรือบุคลิกภาพแปรปรวนแบบก้ำกึ่ง (Borderline Personality Disorder) โรคจิตบางชนิด

นอกจากปัญหาทางจิตแล้ว ผู้ป่วย Anorexia Nervosa ยังจะเจอภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น กระดูกพรุนจากการขาดแคลเซี่ยม โรคซีดจากการขาดเหล็กและวิตามินบี โรคตับจากการขาดโปรตีนรวมทั้งประสบปัญหาสุขภาพหัวใจขั้นร้ายแรงหรือไตวาย ซึ่งสุดท้ายทำให้เสียชีวิตได้

anorexia โรคคลั่งผอม อันตรายอย่างไร

อาการของ anorexia nervosa คืออะไร

คนที่เป็นโรคนี้มักมีสัญญาณเบื้องต้นหรืออาการทางกาย ที่เกี่ยวกับลักษณะของคนที่อดอาหาร อย่างไรก็ตาม อาการป่วยของโรคนี้ยังเกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ พฤติกรรม และความรู้สึก โดยอาการของโรค Anorexia Nervosa แบ่งออกเป็น

  1. อาการของสุขภาพกาย
  2. อาการทางด้านจิตและพฤติกรรม

อาการทางกาย

  • น้ำหนักตัวลดลงมากเกินไปตลอดเวลา
  • รูปร่างผอมแห้ง ไม่มีกล้ามเนื้อและไขมัน
  • ซีด เลือดจาง
  • ไม่มีแรง  ลุกนั่งเวียนศีรษะคล้ายเป็นลม เพราะแรงดันเลือดน้อย
  • นอนไม่หลับ
  • นิ้วเขียวซีด ปากแห้ง รวมทั้งผิวแห้งและเหลือง
  • ผมบางและร่วง ผมแตกหักง่าย
  • ประจำเดือนไม่มา เพราะระบบฮอร์โมนผิดปกติ
  • ท้องผูก
  • ทนหนาวไม่ได้
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ และหัวใจเต้นช้าผิดปกติ
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • กระดูกเปราะ
  • แขนหรือขาบวม

โดยรวมๆ มีอาการของระบบฮอร์โมนตกต่ำแทบทุกระบบ มีอาการขาดโปรตีนจะบวมน้ำ ท้องป่อง และจึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่คนเป็น anorexia ยังคงคิดว่าตัวเองอ้วนอยู่อีก

อาการทางด้านอารมณ์และจิตใจ

ผู้ป่วยโรคนี้จะปรากฏพฤติกรรมบ่นเรื่องอ้วนได้ตลอดเวลา หมกมุ่นกับการอยากผอม และการลดน้ำหนักด้วยการจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน อดอาหาร อดทุกอย่างที่เข้าปาก อาจล้วงคออาเจียนอาหารที่รับประทานเข้าไป หรือใช้ยาระบาย ยาสวนทวารหนัก ยาลดน้ำหนัก หรืออาหารเสริมสมุนไพรอื่น ๆ เพื่อลดน้ำหนักและรักษารูปร่าง บางคนหักโหมออกกำลังกายทำเหวทและวิ่งวันละหลายชั่วโมง บางคนไปพบแพทย์เพื่อ ตัดกระเพาะให้ผอม หรือ ไปตระเวณ ดูดไขมัน ตามที่ต่างๆนอกจากนี้ ผู้ป่วยยังมีสภาวะอารมณ์และพฤติกรรม ดังนี้

  • คิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร รวมทั้งนับจำนวนแคลอรี่ของอาหารที่จะรับประทานอยู่เสมอทุกคำที่กิน
  • ปฏิเสธที่จะรับประทานอาหารหรือสิ่งต่าง ๆ ถ้าถูกถามว่าทานข้าวหรือยังมักโกหกว่ารับประทานอาหารไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้กิน เพื่อเลี่ยงการรับประทานอาหาร
  • มีอาการเบื่ออาหาร
  • กังวลและกลัวว่าน้ำหนักตัวเพิ่มหรืออ้วนขึ้น ทั้งที่น้ำหนักตัวน้อยเกินไป รวมทั้งไม่ยอมทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • หมกมุ่นอยู่กับการมีรูปร่างที่ดี รวมทั้งไม่ยอมรับว่าผอมมากจนอยู่ในเกณฑ์อันตราย รวมทั้งรู้สึกภูมิใจเมื่อน้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ซึมเศร้า ไร้อารมณ์ความรู้สึกกับสิ่งรอบตัว แยกตัวออกจากสังคม
  • หงุดหงิดและฉุนเฉียวง่าย หรือรู้สึกเครียด
  • ไม่มีความรู้สึกทางเพศหรืออาจจะเกลียด (ส่วนหนึ่งคืออาการขาดอาหารทำให้ช่องคลอดแห้งและเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์)
  • คิดฆ่าตัวตายบ่อย

หากคุณสงสัยว่าคนในครอบครัวหรือคนรอบตัวป่วยเป็น Anorexia จะต้องสังเกตว่ามีพฤติกรรมที่เสี่ยงหรือไม่ เช่นคนเหล่านั้นมักงดรับประทานอาหารมื้อต่าง ๆ เลี่ยงที่จะไม่กินอาหาร หรือกินอาหารบางอย่างซ้ำ ซึ่งมักเป็นอาหารที่มีไขมันหรือพลังงานต่ำเช่นแครอทจิ้มซอสมะเขือเทศ ชอบทำอาหารหรือหาอาหารให้ผู้อื่นแต่นั่งดูอย่างเดียว ไม่กินเองบางทีมีพฤติกรรมการรับประทานที่เป็นรูปแบบแปลกๆ

เช่น เคี้ยวคายอาหารออกมา กินแล้วล้วงคออ้วก อาจมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ หรือแสดงถึงความกังวลย้ำคิดย้ำทำ เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดสัดส่วน ส่องกระจก หรือบ่นว่าอ้วนอยู่เป็นประจำ หากมีบุคคลรอบข้างที่เข้าข่ายแบบนี้ ควรพาไปปรึกษาหมอ เนื่องจากโรคนี้จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพถึงตายได้

โรคคลั่งผอม หรือ ภาวะการกินผิดปกติ

Cr. https://www.healthyplace.com/

สาเหตุของ Anorexia

ยังไม่ทราบสาเหตุของโรคนี้  แต่โรคนี้มีปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นร่วมกัน ได้แก่ ยีนหรือพันธุกรรม สภาวะจิตใจ และสภาพแวดล้อม ดังนี้

ยีนหรือพันธุกรรม

ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับยีน การทำงานในสมอง หรือระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น นับเป็นข้อสันนิษฐานว่าอาจเป็นสาเหตุของโรค Anorexia โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจกระทบสมองส่วนใดส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่ควบคุมน้ำย่อย หรืออาจกระตุ้นให้ผู้ป่วยรู้สึกกังวลและรู้สึกผิดเมื่อรับประทานอาหารหลังอดอาหารหรือหักโหมออกกำลังกาย

ทั้งนี้ ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคผิดปกติเกี่ยวกับการกิน โรคซึมเศร้า หรือใช้สารเสพติด ก็เสี่ยงเป็น อะนอร์เร็กเซีย ได้ เนื่องจากอาการป่วยหรือการใช้สารเสพติดของบุคคลในครอบครัวต่างส่งผลต่อยีนอันนำไปสู่โรคนี้

สภาวะจิตใจ

สภาวะอารมณ์หรือจิตใจบางอย่างอาจส่งผลให้ป่วยเป็น อะนอร์เร็กเซีย ได้ โดยผู้ที่ประสบสภาวะอารมณ์หรือจิตใจต่อไปนี้อาจเสี่ยงป่วยเป็นโรคนี้

  • มีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล
  • จัดการความเครียดได้ไม่ดี
  • กังวล กลัว และคิดมากเกี่ยวกับอนาคตมากเกินไป
  • เสพติดความสมบูรณ์แบบ หรือตั้งมาตรฐานและเป้าหมายในชีวิตออย่างเคร่งครัด
  • ตึงเครียดเกินไป
  • มีพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ

ภาพแวดล้อม

การเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์อาจเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การป่วยโรคนี้ได้ เนื่องจากฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง อารมณ์แปรปรวน และเกิดความเครียดกังวลต่าง ๆ อันเกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรมของโรค Anorexia หรือการรับเอาวัฒนธรรมและค่านิยมความผอมที่เผยแพร่ตามสื่อต่าง ๆ ทั้งนี้ ยังปรากฏปัจจัยจากสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ที่ทำให้เสี่ยงเป็นโรคคลั่งผอม ดังนี้

  • แรงกดดันจากเพื่อนที่นิยมรูปร่างผอม โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นหญิง หรือถูกกลั่นแกล้งล้อเลียนเรื่องรูปร่างและน้ำหนัก
  • อาชีพหรืองานอดิเรกบางอย่างที่ได้รับความชื่นชม โดยกิจกรรมเหล่านั้นมาพร้อมภาพลักษณ์ของผู้ที่มีรูปร่างผอม เช่น นักเต้น นางแบบ หรือนักกีฬาบางประเภท
  • เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียด
  • เผชิญกับปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว
  • ถูกทำร้ายร่างกายหรือทารุณกรรมทางเพศ

การวินิจฉัย Anorexia

แพทย์จะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเข้าข่ายป่วยเป็นโรคนี้่หรือไม่ โดยเบื้องต้นจะซักถามคำถามทั่วไปเกี่ยวกับน้ำหนักตัวและพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น น้ำหนักตัวที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา ความรู้สึกหรือความกังวลเกี่ยวกับน้ำหนักตัว พฤติกรรมล้วงคออาเจียน ปัญหาประจำเดือนไม่มาหรือปัญหาเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร ผู้ป่วยต้องตอบคำถามเหล่านี้ตามความจริง เพื่อให้ประมวลผลออกมาได้อย่างแม่นยำ ทั้งนี้ แพทย์อาจตรวจด้านอื่น ๆ สำหรับประกอบการวินิจฉัย ดังนี้

ตรวจร่างกาย

แพทย์จะวัดน้ำหนักและส่วนสูงผู้ป่วย โดยผู้ป่วย อะนอร์เร็กเซีย จะมีน้ำหนักที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งคิดเป็นร้อยละอย่างน้อย 15 รวมทั้งวัดดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) โดยทั่วไปแล้ว ผู้ใหญ่จะมีค่าดัชนีมวลกายในเกณฑ์สุขภาพดีอยู่ที่ 18.5-24.9 หากป่วยเป็นโรคดังกล่าวมักจะมีค่าดัชนีมวลกายต่ำกว่า 17.5 นอกจากนี้ แพทย์จะตรวจร่างกายด้านอื่น เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตและอุณหภูมิร่างกาย ปัญหาสุขภาพเล็บและผม ฟังหัวใจและปอด และตรวจท้อง

ตรวจทางห้องปฏิบัติการ

แพทย์จะทำการตรวจเลือดเพิ่มเติม ได้แก่ ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) ตรวจอิเล็กโทรไลต์ (Electrolites) และโปรตีนในเลือด ตรวจการทำงานของตับ ไต และต่อมไทรอยด์ รวมทั้งตรวจปัสสาวะ

วัดผลทางจิตวิทยา

แพทย์จะพูดคุยซักถามเกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรมการกินของผู้ป่วย ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจต้องทำแบบประเมินตนเองทางจิตวิทยาเพื่อวัดผลด้วย

ตรวจวิธีอื่น

แพทย์จะเอกซเรย์ผู้ป่วยเพื่อตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก การแตกหรือเปราะของกระดูก และตรวจหาโรคปอดบวมหรือปัญหาสุขภาพหัวใจ ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจต้องเข้ารับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพื่อดูว่าหัวใจผิดปกติหรือไม่ การตรวจทั้งหมดนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถประมวลผลว่าร่างกายผู้ป่วยใช้พลังงานไปเท่าไหร่ ซึ่งช่วยให้วางแผนการบริโภคสารอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ป่วยการวินิจฉัยโรคทางจิตเวช (Diagnotis and Statistical Manual of Mental Disorders: DSM-5) กำหนดเกณฑ์ที่ระบุลักษณะของผู้ป่วย Anorexia ไว้ ดังนี้

  • จำกัดการรับประทานอาหาร

ผู้ป่วย อะนอร์เร็กเซีย จะรับประทานอาหารน้อยกว่าความต้องการของร่างกาย เพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้น้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานตามอายุและส่วนสูงของตัวเอง

  • กลัวน้ำหนักขึ้น

กลัวและกังวลว่าน้ำหนักตัวจะขึ้นหรือมีรูปร่างอ้วนเป็นอย่างมาก อีกทั้งพยายามลดน้ำหนักอยู่เสมอทั้งที่น้ำหนักตัวน้อยเกินไป เช่น ล้วงคออาเจียน หรือใช้ยาระบาย

  • มีปัญหากับรูปร่างตนเอง

ผู้ป่วยไม่รู้สึกกังวลที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน โดยให้คุณค่าตัวเองผูกติดอยู่กับน้ำหนัก รวมทั้งรับรู้ภาพลักษณ์หรือรูปร่างของตนเองที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริง

anorexia เคยเป็นโรคคลั่งผอม

การรักษา Anorexia

เกิดจากความคิดหรือเหตุผลของผู้ป่วยที่ต่อต้านการรักษา ได้แก่ คิดว่าไม่จำเป็นต้องเข้ารับการบำบัด กลัวว่าน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นมา รวมทั้งไม่ได้มองพฤติกรรมของตนเองเป็นอาการป่วย แต่เป็นลักษณะการใช้ชีวิตแบบหนึ่งเท่านั้น ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษา เนื่องจากการบำบัดและรักษาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้มีสุขภาพดี รวมทั้งอาการของโรคไม่กำเริบขึ้นเมื่อต้องเผชิญภาวะเครียดรุนแรงหรือสถานการณ์กระตุ้นต่าง ๆ

ปัญหาสำคัญในการรักษาโรคนี้ คือคนไข้ไม่ยอมรักษา !!

การรักษาโรค อะนอร์เร็กเซีย ประกอบด้วยการรักษาที่ต้องให้คำปรึกษาในการบำบัด การรักษาด้วยยา และการดูแลสุขภาพและโภชนาการ เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคที่มีความซับซ้อน กลุ่มผู้ทำการรักษาจึงมีหลากหลาย ได้แก่ ผู้ให้คำปรึกษาพิเศษ จิตแพทย์ นักจิตวิทยา พยาบาลพิเศษ และนักโภชนาการ ทั้งนี้ อาจมีกุมารแพทย์หรือหมอเด็กเข้ามาร่วมทำการรักษาด้วยในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นเด็กหรือวัยรุ่นการรักษาอะนอร์เร็กเซีย มีเป้าหมายช่วยให้ผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวกลับมาเป็นปกติ รักษาภาวะทางจิตอันเกี่ยวเนื่องกับรูปร่างของตัวเอง รวมทั้งทำให้ผู้ป่วยหายป่วยจากโรคดังกล่าวในระยะยาวหรือฟิ้นตัวได้อย่างเต็มที่

จิตบำบัด

ผู้ป่วยโรค อะนอร์เร็กเซีย จะได้รับการรักษาด้วยวิธีจิตบำบัดต่าง ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการ โดยวิธีนี้มักใช้เวลารักษาอย่างน้อย 6-12 เดือน หรือมากกว่านั้น วิธีจิตบำบัดที่ใช้รักษา อะนอร์เร็กเซีย ต้องใช้เวลานาน ผู้ป่วยต้องยินยอมและให้ความร่วมมือสูง นักจิตวิทยาต้องมีประสบการณ์พอสมควร เพราะมักไม่ค่อยได้ผลเนื่องจากคนไข้ไม่ร่วมมือ

การบำบัดครอบครัว

ครอบครัวนับว่ามีบทบาทสำคัญในการรักษาในกรณีที่ผู้ป่วยอะนอร์เร็กเซีย เป็นเด็กหรือมีอายุน้อย เนื่องจากปัญหาสุขภาพจิตนี้ส่งผลต่อบุคคลในครอบครัวทุกคน การบำบัดครอบครัวจะมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบโรคที่ส่งผลต่อครอบครัว ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจลักษณะของโรคและวิธีที่บุคคลในครอบครัวจะช่วยเหลือผู้ป่วยด้วย

วิธีเพิ่มน้ำหนัก

แผนการรักษาโรคนี้จะครอบคลุมคำแนะนำในการรรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มน้ำหนักตัวอย่างปลอดภัย โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยเริ่มรับประทานอาหารในปริมาณน้อย และค่อย ๆ เพิ่มปริมาณอาหารอย่างช้า ๆ เมื่อร่างกายปรับตัวได้แล้ว เนื่องจากการเพิ่มปริมาณอาหารเร็วเกินไปสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนได้โดยมีเป้าหมายให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 0.5 กิโลกรัม ผู้ป่วยเด็กหรือวัยรุ่นจะได้รับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามผลการรักษาให้เป็นไปตามเป้าหมาย การเพิ่มน้ำหนักตัวจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมารับประทานอาหารครบ 3 มื้อเป็นปกติ

ยารักษา

โรค อะนอร์เร็กเซีย ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาเพียงอย่างเดียว แพทย์มักใช้รักษาควบคู่กับวิธีบำบัด โดยใช้ยาเพื่อรักษาภาวะทางจิตอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น โรคย้ำคิดย้ำทำ หรือโรคซึมเศร้า ยาที่ใช้รักษาผู้ป่วย อะนอร์เร็กเซีย ได้แก่ ยากลุ่มเอสเอสอาร์ไอ และยาโอแลนซาปีน ดังนี้

  • ยากลุ่มเอสเอสอาร์ไอ (Selective Serotonin Ruptake Inhibitors: SSRIs) ยานี้จัดเป็นยารักษาอาการซึมเศร้าชนิดหนึ่ง มักใช้รักษาผู้ที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับภาวะทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า หรือวิตกกังวล อย่างไรก็ตาม แพทย์จะจ่ายยากลุ่มเอสเอสอาร์ไอให้ผู้ป่วยในกรณีที่น้ำหนักตัวผู้ป่วยเริ่มเพิ่มขึ้นแล้ว เนื่องจากการใช้ยาดังกล่าวขณะที่ผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวน้อยมากเกินไปเสี่ยงได้รับผลข้างเคียงสูง ทั้งนี้ ผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ควรใช้ยากลุ่มเอสเอสอาร์ไออย่างระมัดระวัง
  • ยาโอแลนซาปีน (Olanzapine) ผู้ป่วยอะนอร์เร็กเซีย ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น จะได้รับยานี้เพื่อลดอาการวิตกกังวลเกี่ยวกับน้ำหนักตัวและการรับประทานอาหาร

การแพทย์ทางเลือก

วิธีนี้ไม่ใช่วิธีรักษาตามหลักแพทย์แผนปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาโรค Anorexia ด้วยการแพทย์ทางเลือก อย่างไรก็ดี วิธีนี้อาจช่วยลดอาการวิตกกังวลลงได้ โดยทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดีและผ่อนคลายมากขึ้น การแพทย์ทางเลือกที่ใช้รักษาอาการวิตกกังวล ได้แก่ การฝังเข็ม การนวด โยคะ และการนั่งสมาธิ ผู้ที่ต้องการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อให้ทราบและเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงจากการรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกวิธีต่าง ๆ

การรักษาปัญหาสุขภาพอื่น

ผู้ป่วย อะนอร์เร็กเซีย ที่เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อันเป็นผลจากโรคดังกล่าว จะได้รับการรักษาอย่างอื่นร่วมด้วยตามกรณี ดังนี้
ดูแลสุขภาพช่องปาก ผู้ป่วยที่ล้วงคออาเจียนเป็นประจำ จะได้รับคำแนะนำในการดูแลสุขภาพช่องปาก เพื่อป้องกันกรดในกระเพาะอาหารทำลายเคลือบฟันบนผิวฟัน เช่น แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยแปรงฟันทันทีหลังอาเจียน เพื่อเลี่ยงปัญหาเคลือบฟันสึกกร่อน หรือแนะนำให้เลี่ยงอาหารที่มีกรดและใช้น้ำยาบ้วนปาก รวมทั้งไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
ลดยาระบาย แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยที่ใช้ยาระบายหรือยาขับปัสสาวะเพื่อลดน้ำหนัก ค่อย ๆ ลดปริมาณการใช้ยาเพื่อให้ร่างกายปรับตัวได้ เนื่องจากการหยุดใช้ยาทันทีสามารถก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้และท้องผูก
การสะกดจิต  เป็นส่วนหนึ่งของจิตบำบัด แต่เนื่องจากนักจิตบำบัดส่วนน้อยเ่ท่านั้น ที่เรียนการสะกดจิต Hypnotherapy เพื่อรักษาจิตใต้สำนึกที่ทุกข์ทรมาน จึงขอแยกออกเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
โรคคลั่งผอม

CR. https://dimensionsofdentalhygiene.com/

ภาวะแทรกซ้อนจาก Anorexia

ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคได้หลายอย่าง ซึ่งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต แม้น้ำหนักจะเป็นปกติ ไม่ต่ำมากก็ตาม เนื่องจากเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะและภาวะเกลือแร่ที่ไม่สมดุล ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคอะนอร์เร็กเซีย แบ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนทางกาย และภาวะแทรกซ้อนทางจิต ดังนี้

ภาวะแทรกซ้อนทางกาย

  • ซีด
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นช้าผิดปกติ หรือหัวใจวาย จากการขาดวิตามินบี เช่นโรค beri beri
  • มีปัญหาเกี่ยวกับสมองและระบบประสาท เช่น ชัก สมาธิสั้น หรือความจำไม่ดี
  • มีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น กระดูกอ่อนแอหรือกระดูกพรุน สูญเสียมวลกระดูก ส่งผลให้เสี่ยงกระดูกหักได้ในอนาคต
  • ผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นรวม มีปัญหาเกี่ยวกับการเติบโต ตัวเตี้ยต่ำเกณฑ์
  • ประสบปัญหาสุขภาพทางเพศ ได้แก่ มีลูกยากและประจำเดือนไม่มาสำหรับผู้หญิง หรือฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนลดลงและหย่อนสมรรถภาพทางเพศสำหรับผู้ชาย
  • มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก ท้องอืด หรือคลื่นไส้
  • อิเล็กโทรไลต์ผิดปกติ เช่น โพแทสเซียม โซเดียม หรือคลอไรด์ในเลือดต่ำทำให้ซึม
  • มีปัญหาเกี่ยวกับไตเช่นไตวาย
  • พยายามฆ่าตัวตาย
  • เกิดโรคเกี่ยวกับการกินผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น บูลิเมีย (Bulimia Nervosa) โดยผู้ป่วยจะทำให้ตัวเองป่วย หรือใช้ยาระบายเพื่อขับอาหารออกจากร่างกาย

ภาวะแทรกซ้อนทางจิต

  • ประสบภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว
  • ประสบภาวะบุคลิกภาพแปรปรวน (Personality Disorders)
  • ป่วยเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorders)
  • ใช้แอลกอฮอล์ ยาหรือสารเสพติดอื่น ๆ

นอกจากนี้ ผู้ป่วย อะนอร์เร็กเซีย ที่ตั้งครรภ์ สามารถประสบภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ขึ้นมา ได้แก่ แท้งบุตร คลอดก่อนกำหนด ทารกมีน้ำหนักตัวต่ำ และอาจต้องเข้ารับการผ่าคลอด

anorexia หรือโรคคลั่งผอม

CR.https://eatingdisordersolutions.com/

การป้องกัน Anorexia

โรคนี้ยังไม่ปรากฏวิธีป้องกันแน่ชัด อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยโรคนี้สามารถรักษาได้ทันทีที่เริ่มป่วย การบำบัดและกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ดี รวมทั้งมีทัศนคติเกี่ยวกับอาหารและรูปร่างของตัวเองตามความเป็นจริงจะช่วยป้องกันไม่ให้อาการป่วยแย่ลง ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถดูแลรักษาอาการของตนเองได้ ดังนี้
รับการบำบัดอย่างเคร่งครัด เข้ารับการบำบัดให้ครบ และพยายามรับประทานอาหารให้ได้ตามแผนการรักษา
รับประทานวิตามินหรือเกลือแร่เสริม ถ้าททานอาหารตามกำหนดไม่ได้ อาจปรึกษาแพทย์เพื่อรับวิตามินและเกลือแร่เสริมอย่างเหมาะสม เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน
เลี่ยงการอยู่คนเดียว พยายามไม่แยกตัวจากสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนมาอยู่คนเดียว
เลี่ยงชั่งน้ำหนัก ผู้ป่วยควรเลี่ยงชั่งน้ำหนักหรือส่องกระจกถี่เกินไป เนื่องจากพฤติกรรมเหล่านี้จะกระตุ้นให้แย่ลง
ผู้ป่วย อะนอร์เร็กเซีย หรือผู้ที่มีบุคคลใกล้ชิดป่วยเป็นโรคนี้ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักจิตบำบัด เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการรับมือสิ่งเร้าจากสื่อโซเชี่ยล วัฒนธรรมนิยมผอม หรือสังคมรอบข้างที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยลดน้ำหนัก รวมทั้งสมาชิกในครอบครัวและบุคคลรอบข้างผู้ป่วยควรให้กำลังใจผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การรักษาประสบความสำเร็จ

Anorexia ต่างจาก Bulimia ยังไง

ทั้ง Bulimia และ anorexia ต่างเป็นความผิดปกติทางจิตที่เกี่ยวกับการกินทั้งคู่ (eating disorder) แต่มีความต่างสำคัญคือมุมมองที่มีต่อการกิน ยกตัวอย่างคนที่เป็น aorexia จะไม่อยากกิน เบื่ออาหาร หาวิธีไม่ให้กินมาก หลบเลี่ยงการกิน
Bulimia นี่ตรงข้าม นางชอบกิน เจริญอาหาร กินเข้าไปเยอะๆในช่วงสั้นๆ คือยัดเข้าไปอย่างรวดเร็วอย่างมีความสุข สักพักรู้สึกผิด ก็ล้วงคออ้วกออกมา ดังนั้นไม่ใช้อาการกินแล้วล้วงคออ้วกออกมา เป็นการวินิฉัยว่าเป็นโรคอะไร จะเป็นบูลิเมียหรือ อะนอร์เร็กเซียหมด ขึ้นกับสาเหตุและมุมมองที่มีต่อการกิน คือจริงๆมันคล้ายกันมาก แต่ที่ต้องแยกเพราะมันรักษาต่างกัน

สรุป : ในประเทศไทยอาจจะไม่ค่อยเจอคนที่เป็นโรคนี้แบบรุนแรงมากนัก อาจจะเจอแต่ในกลุ่มที่เป็นน้อย คือเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับรูปร่างแม้ผอมมากแล้วอย่างไม่สมเหตุผล ยังมีอยู่เยอะ หากสังเกตคนรอบข้างที่มีอาการดังกล่าว ควรแนะนำไปพบแพทย์