การรู้จักดัชนีมวลกาย หรือ ค่า BMI คือ ก้าวแรกของการดูแลสุขภาพอย่างมีหลักการ ค่านี้สามารถช่วยประเมินได้ว่าน้ำหนักตัวของคุณเหมาะสมกับส่วนสูงหรือไม่ และยังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอีกด้วย แม้จะเป็นการวัดที่เรียบง่าย แต่ก็มีรายละเอียดสำคัญที่ควรเข้าใจอย่างถ่องแท้ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักดัชนีมวลกายในทุกมิติ พร้อมคำแนะนำที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน
ดัชนีมวลกาย BMI (Body Mass Index) คืออะไร?
สูตรดัชนีมวลกาย เข้าใจง่าย ใครก็คำนวณได้
น้ำหนักตัวของคุณอยู่ในเกณฑ์ไหน ?
ดัชนีมวลกาย (BMI) เป็นค่ามาตรฐานที่ใช้ประเมินภาวะน้ำหนักตัว มาดูกันว่าค่า BMI ของคุณบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพ
คำนวณ BMI
วิธีคำนวณดัชนีมวลกาย Body Mass Index (ค่า BMI)
สูตรคำนวณดัชนีมวลกายคือ [ดัชนีมวลกาย= น้ำหนักตัว / ความสูง ยกกำลังสอง] เกณฑ์ค่า BMI สำหรับคนไทย (อิงจาก กรมอนามัย และ WHO – Asia Pacific) ตารางค่าดัชนีมวลกาย *กรุณาอ่านข้อจำกัดด้านล่าง*
BMI | ระดับ | หมายเหตุ |
40 หรือมากกว่านี้ | โรคอ้วนขั้นสูงสุด | อัตราตายสูงหากไม่ลดน้ำหนักลง |
35.0 - 39.9 | โรคอ้วนระดับ 2 | เสี่ยงต่อการเกิดโรคที่มากับความอ้วนมาก หากมีเส้นรอบเอวมากกว่าเกณฑ์ปกติจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูง ต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างจริงจัง |
28.5 - 34.9 | โรคอ้วนระดับ 1 | หากมีเส้นรอบเอวมากกว่า 90 ซม. (ชาย) และ 80 ซม. (หญิง) จะมีโอกาสเกิดโรคความดัน เบาหวานสูง จำเป็นต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย |
23.5 - 28.4 | น้ำหนักเกิน | หากมีกรรมพันธ์ุเป็นโรคเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูงต้องพยายามลดน้ำหนักให้ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 23.5 (ต่างชาติอาจจะใช้ตัวเลข 25 แต่สำหรับคนเอเชียจะลดลงเพราะขนาดเล็กกว่า) |
18.5 - 23.4 | น้ำหนักปกติ | มีปริมาณไขมันอยู่ในเกณฑ์ปกติ มักจะไม่ค่อยมีโรคร้าย อุบัติการณ์ของโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง |
น้อยกว่า 18.5 | น้ำหนักน้อยเกินไป | ซึ่งอาจจะเกิดจากนักกีฬาที่ออกกำลังกายมาก และได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ วิธีแก้ไขต้องรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และมีปริมาณพลังงานเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม |
ดัชนีมวลกายของผู้ชายและผู้หญิง แตกต่างกันอย่างไร?
ดัชนีมวลกาย (BMI) กับช่วงอายุ สำคัญอย่างไร?
1. สำหรับวัยผู้ใหญ่ (อายุ 20–65 ปี)
ในกลุ่มวัยผู้ใหญ่ทั่วไป ค่ามาตรฐานของ BMI ยังคงสามารถใช้ได้ตามปกติ ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ได้แก่- ต่ำกว่าเกณฑ์ : < 18.5
- ปกติ : 18.5 – 22.9
- น้ำหนักเกิน : 23 – 24.9
- อ้วน ระดับ 1 : 25 – 29.9
- อ้วน ระดับ 2 : ≥ 30
2. สำหรับผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป)
ช่วงวัยนี้มีความเปลี่ยนแปลงทั้งมวลกล้ามเนื้อที่ลดลง ไขมันที่เพิ่มขึ้น และระบบการเผาผลาญที่ช้าลง ทำให้การตีความ BMI ต้องละเอียดกว่าวัยอื่น- งานวิจัยพบว่า BMI ที่สูงขึ้นเล็กน้อยอาจดีกว่า ซึ่งมีการศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า ผู้สูงอายุที่มี BMI สูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย มี ความเสี่ยงเสียชีวิตต่ำกว่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ผอมเกินไป เหตุผลคือ มีพลังงานสำรองมากกว่าเมื่อเจ็บป่วย ลดความเสี่ยงภาวะขาดสารอาหาร ช่วยคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (ลด frailty)
- ทำไมเกณฑ์ BMI สำหรับผู้สูงอายุจึงถูกขยับขึ้น หลายหน่วยงานด้านผู้สูงอายุเสนอให้ช่วง น้ำหนักปกติ ของผู้สูงอายุอยู่ที่ 22 – 27 กก. หรือ 24 – 30 กก. เพื่อให้สอดคล้องกับมวลกล้ามเนื้อที่ลดลงตามวัย ความเสี่ยงล้มง่ายหรือขาดสารอาหารหากผอมเกินไป ความสามารถในการฟื้นตัวหลังเจ็บป่วยที่ดีกว่าเมื่อมี BMI สูงขึ้นเล็กน้อย
การแปลผลค่าดัชนีมวลกาย
ข้อจำกัดของดัชนีมวลกาย
ดัชนีมวลกายไม่สูง แต่เสี่ยงโรคได้ไหม?
ทางเลือกอื่นแทนการใช้ดัชนีมวลกาย
ความเสี่ยงด้านสุขภาพจากค่าดัชนีมวลกายที่สูง
ไขมันทรานส์มีผลต่อดัชนีมวลกายอย่างไร?
แนวทางการดูแลสุขภาพตาม ค่า BMI
บทบาทของดัชนีมวลกายในชีวิตประจำวัน
แม้จะดูเหมือนเป็นตัวเลขธรรมดา แต่ดัชนีมวลกายมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจในเรื่องสุขภาพทั้งในระดับบุคคลและระดับสาธารณสุข โดยหลายประเทศทั่วโลกใช้ค่าดัชนีมวลกายในการวางนโยบายป้องกันโรค และในระดับบุคคลก็สามารถใช้เพื่อตั้งเป้าหมายและวัดผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้อย่างเป็นระบบ ในชีวิตประจำวัน การรู้ค่าดัชนีมวลกายของตนเองจะช่วยให้เราระมัดระวังต่อพฤติกรรมที่อาจส่งผลต่อสุขภาพ เช่น การเลือกรับประทานอาหาร การจัดการความเครียด หรือการวางแผนออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังช่วยให้เราเข้าใจความเสี่ยงของโรคที่อาจเกิดขึ้นได้จากการมีน้ำหนักที่ไม่เหมาะสม การดูแลสุขภาพด้วยความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง ย่อมส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ดัชนีมวลกายจึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลง และเป็นสัญญาณเตือนให้เราใส่ใจตัวเองในทุกช่วงวัยข้อจำกัดของ ค่า BMI ที่ควรทราบก่อนใช้ประเมินสุขภาพ
1) BMI ไม่ได้วัดไขมันโดยตรง
BMI บอกเพียงน้ำหนักตัวสัมพันธ์กับส่วนสูงเท่านั้น แต่ไม่สามารถแยกได้ว่าน้ำหนักที่เห็นนั้นมาจากไขมันหรือกล้ามเนื้อ เพราะฉะนั้นการดู BMI เพียงอย่างเดียวอาจทำให้เข้าใจผิดว่าตนเอง อ้วน ทั้งที่อาจจะไม่ใช่ และอาจนำไปสู่การควบคุมน้ำหนักที่ผิดวิธี2) BMI ไม่บอกการกระจายตัวของไขมันในร่างกาย
สุขภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับไขมันสะสมอยู่ตรงไหน เช่น ไขมันบริเวณท้อง เสี่ยงเบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ แต่ BMI ไม่สามารถบอกได้เลย ว่าไขมันของคุณอยู่ตรงจุดเสี่ยงหรือไม่ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม การวัด เส้นรอบเอวจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักเกินเพียงเล็กน้อยแต่มีลักษณะอ้วนลงพุง เกณฑ์เส้นรอบเอวที่ควรระวัง :- ผู้หญิง : ≥ 80 ซม.
- ผู้ชาย : ≥ 90 ซม.
หากจะวัดไขมันร่างกาย มีวิธีอะไรบ้าง
1. วิธีวัดที่แม่นยำสูง (Gold Standard)
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลละเอียด เช่น คนออกกำลังกายจริงจัง ผู้มีปัญหาสุขภาพ หรือการประเมินในโรงพยาบาล1.1 DEXA Scan (Dual-Energy X-ray Absorptiometry)
หลักการของ DEXA Scan คือ การใช้รังสีเอกซเรย์ความเข้มต่ำ 2 ระดับเพื่อแยกส่วนประกอบของร่างกาย ได้แก่ กระดูก กล้ามเนื้อ (Lean Mass) ไขมัน (Fat Mass) ความแม่นยำถือเป็นมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) สำหรับการวัดไขมัน ทั้งไขมันใต้ผิวหนังและไขมันช่องท้อง (Visceral Fat) เพราะสามารถบอกได้ว่าไขมันอยู่ตำแหน่งใดอย่างละเอียด ข้อจำกัด : ค่าใช้จ่ายสูง, ต้องทำในโรงพยาบาล/สถาบันที่มีเครื่อง DEXA Reference : WHO Expert Committee on Body Composition, National Institutes of Health (NIH): DXA as gold standard for body composition1.2 Hydrostatic Weighing (การชั่งน้ำหนักใต้น้ำ)
หลักการของ Hydrostatic Weighing (การชั่งน้ำหนักใต้น้ำ) คือ การวัดความหนาแน่นร่างกาย โดยการชั่งใต้น้ำ ผู้ที่มีไขมันมากจะลอยตัวได้ดี จึงหนักน้อยขณะอยู่ในน้ำ ความแม่นยำ ถือว่าแม่นยำสูงมาก และเคยเป็น Gold Standard ก่อนมีการใช้ DEXA อย่างแพร่หลาย ข้อจำกัด : ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะ, ขั้นตอนยุ่งยาก, ไม่เหมาะกับผู้ที่กลัวน้ำ Reference : American College of Sports Medicine (ACSM)2. วิธีการวัดทางไฟฟ้าและความสะดวก (ยอดนิยม)
เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมและหาได้ง่ายที่สุด ทั้งในโรงพยาบาล คลินิก หรือซื้อมาใช้เองที่บ้าน2.1 เครื่องวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย (Body Composition Analyzer / BIA – Bioelectrical Impedance Analysis)
หลักการของ เครื่องวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย คือ ปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ให้ไหลผ่านร่างกาย ซึ่งถ้าหากกล้ามเนื้อและน้ำ จะมีการนำไฟฟ้าดี (ต้านทานต่ำ) หรือถ้าหากพบว่ามีไขมัน จะไม่สามารถนำไฟฟ้าได้ เพราะต้านทานสูง เครื่องวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย จึงสามารถคำนวณสัดส่วนไขมัน กล้ามเนื้อ และน้ำในร่างกาย โดยความแม่นยำดีถึงปานกลาง ข้อจำกัด : ผลอาจเปลี่ยนตามปริมาณน้ำในร่างกายหลังออกกำลังกาย หรือหลังดื่มน้ำมากและในช่วงมีประจำเดือน Reference : Journal of Applied Physiology2.2 BIA Scale (เครื่องชั่งวัดไขมันที่บ้าน)
BIA Scale (Bioelectrical Impedance Analysis Scale) คือ เครื่องชั่งน้ำหนักที่ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย โดยปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ผ่านร่างกายเพื่อตรวจวัดค่าความต้านทาน (Impedance) แล้วนำข้อมูลมาคำนวณเป็นค่าเปอร์เซ็นต์ไขมัน มวลกล้ามเนื้อ ปริมาณน้ำ และมวลกระดูก เครื่องชั่งชนิดนี้ช่วยให้ผู้ใช้ติดตามสุขภาพได้อย่างสะดวก และช่วยวางแผนการออกกำลังกายหรือโภชนาการได้แม่นยำยิ่งขึ้น Reference : Harvard Health Publishing – Accuracy of consumer body fat scales3. วิธีวัดแบบง่าย ใช้ที่บ้านได้
วิธีวัดแบบง่ายและสะดวก แม้จะไม่แม่นยำที่สุด แต่เป็นประโยชน์มากเพราะช่วยคัดกรองเบื้องต้นว่ามีความเสี่ยงไขมันส่วนเกินหรือไม่3.1 วัดเส้นรอบเอว (Waist Circumference)
หลักการ คือ วัดรอบเอวเหนือสะดือเล็กน้อย เพื่อประเมิน ไขมันช่องท้อง ซึ่งเป็นไขมันที่อันตรายที่สุด เกณฑ์สำหรับคนไทย (ความเสี่ยงสูง)- ผู้ชาย ≥ 90 ซม.
- ผู้หญิง ≥ 80 ซม.
3.2 Skinfold Caliper (คีมวัดไขมันใต้ผิวหนัง)
หลักการของ Skinfold Caliper คือ วัดความหนาของไขมันใต้ผิวหนังที่หลายตำแหน่ง เช่น หน้าท้อง ต้นขา แล้วนำค่าที่ได้ไปคำนวณตามสูตร ความแม่นยำ ดี หากผู้วัดมีประสบการณ์ แต่อาจจะคลาดเคลื่อนได้สูง หากวัดผิดตำแหน่ง3.3 สูตรคำนวณจาก BMI + อายุ (ประเมินคร่าว ๆ)
ใช้ในการประมาณค่า ไม่เหมาะสำหรับการประเมินสุขภาพเชิงลึก สูตร : BodyFat(%) = (1.2 × BMI) + (0.23 × อายุ) – C- C = 16.2 สำหรับผู้ชาย
- C = 5.4 สำหรับผู้หญิง


นักเขียนบทความสุขภาพ รัตตินันท์ คลินิก ทำหน้าที่ ค้นคว้าและตรวจสอบงานวิจัยล่าสุด ทั้งเรื่องผิวหนัง สารออกฤทธิ์ เลเซอร์ และศัลยกรรมความงาม เพื่อนำความรู้ที่ซับซ้อนเหล่านั้นมา แปลให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ถูกต้อง และเชื่อถือได้ เป้าหมายหลักคือการทำให้ข้อมูลทุกชิ้นที่คลินิกสื่อสารออกไปนั้น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ (Evidence-based) เพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถ ตัดสินใจเลือกการดูแลผิวหรือหัตถการได้อย่างมั่นใจและเหมาะสม โดยไม่ถูกชี้นำเกินจริง และเข้าใจถึงกลไกที่แท้จริงเบื้องหลังผลลัพธ์นั้น ๆ