นิ่วในถุงน้ำดี ภาวะเสี่ยงหลังการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว โรคอ้วนลงพุง เบาหวาน

นิ่วในถุงน้ำดี รักษาอย่างไร

นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) คืออะไร และเกิดจากสาเหตุใด ?

โรคนิ่วในถุงน้ำดี (Gall Stone) หรือทางการแพทย์จะเรียกว่า Gall stone เป็นโรคในระบบทางเดินน้ำดีที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการตกตะกอนหรือตกผลึกของหินปูน (calcium) คอเลสเตอรอลและบิลิรูบิน(สารเคมีชนิดหนึ่งที่ให้สีเหลืองออกน้ำตาล เกิดจากการแตกตัวหรือการตายของเซลล์เม็ดเลือดแดงในหลอดเลือด) ที่มีอยู่ในน้ำดี ทำให้เกิดเป็นนิ่ว หรือก้อนแข็งๆ ที่อยู่ในถุงน้ำดี ดังนั้นนิ่วก็จะประกอบไปด้วยสาร 3 ชนิดหลักๆ ได้แก่ แคลเซียม (Calcium) คอเลสเตอรอล (Cholesteral) และ บิลิรูบิน (Billirubin)

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดการตกผลึกของสารเหล่านี้ เชื่อว่าเกิดจากการติดเชื้อของทางเดินน้ำดี และความไม่สมดุลของส่วนประกอบคอเลสเตอรอลและบิลิรูบินในน้ำดี การตกผลึกของสารเหล่านี้อาจทำให้เกิดเป็นก้อนนิ่วเพียงก้อนเดียว หรือก้อนเล็กๆ หลายๆ ก้อนก็ได้ โดยโรคนี้จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ประมาณ 1-2 เท่า ช่วงอายุระหว่าง 40-60 ปี โดยพบว่าผู้ป่วยที่มีนิ่วในถุงน้ำดีนั้น มากกว่า 50% ไม่มีอาการ

นิ่วในถุงน้ำดี เกิดจากอะไร
https://en.wikipedia.org/wiki/Gallstone
กลับสู่สารบัญ

นิ่วในถุงน้ำดี มีกี่ชนิด ?

นิ่วในถุงน้ำดีแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ตามส่วนประกอบ ได้แก่

  1. นิ่วที่เกิดจากคอเลสเตอรอล หรือ Cholesterol stone จะเห็นเป็นสีเหลือง ออกเขียว พบได้บ่อยประมาณร้อยละ 80 ของนิ่วในถุงน้ำดีทั้งหมด ประกอบไปด้วยไขมันคอเรสเตอรอลเป็นส่วนใหญ่ เกิดจากการที่มีคอเลสเตอรอลเพิ่มมากขึ้นในน้ำดี หรือการบีบตัวของกล้ามเนื้อในถุงน้ำดีมีสมรรถภาพไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถบีบสารออกไปได้หมด
  2. นิ่วที่เกิดจากเม็ดสี หรือ Pigment stones ส่วนใหญ่เป็นสีดำ หรือน้ำตาล ประกอบไปด้วยบิลิรูบิน (Billirubin) ที่อยู่ในน้ำดี มักพบในผู้ป่วยโรคตับแข็งหรือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของเลือด เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจางจากการขาดเอนไซม์ G6PD

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด นิ่วในถุงน้ำดี

  • ความอ้วน คนอ้วนจะเกิดนิ่วที่มีคอเลสเตอรอล (Cholesterol stone) เนื่องจากความอ้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ปริมาณคอเลสเตอรอลในน้ำดีเพิ่มขึ้น
  • การได้ฮอร์โมนเอสโตรเจน จากการรับประทานหรือตั้งครรภ์ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในน้ำดีสูง
  • กินยาลดไขมันบางชนิด ทำให้คอเลสเตอรอลในน้ำดีสูง
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่มีระดับไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมากๆ
  • การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายละลายไขมันมากไป และทำให้ตับหลั่งคอเลสเตอรอลออกมามากขึ้น รวมถึงถุงน้ำดีจะบีบตัวลดน้อยลง น้ำดีจึงค้างอยู่ในถุงน้ำดีนานขึ้น โอกาสเกิดการตกตะกอนก็มากขึ้น
  • พันธุกรรม ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีจะมีความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้มากขึ้น

นิ่วในถุงน้ำดี อาการเป็นอย่างไร ?

ในคนที่มีนิ่วในถุงน้ำดีอาจไม่แสดงอาการใดๆ หรืออาจจะมีบางอาการ ดังต่อไปนี้

  • มีแน่นอืดท้อง อาหารไม่ย่อย มีลมมาก
  • มีอาการปวดท้องเป็นพักๆ ที่บริเวณลิ้นปี่ หรือใต้ชายโครงขวา ร่วมกับคลื่นไส้หรืออาเจียน ซึ่งมักเป็นหลังรับประทานอาหารมันๆ อาจเป็นอยู่หลายชั่วโมงแล้วหายไป อาการเป็นๆ หายๆ
  • ในรายที่ก้อนนิ่วเคลื่อนไปอุดในท่อส่งน้ำดี จะมีอาการปวดบิดรุนแรงเป็นพักๆ ตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา ซึ่งอาจปวดร้าวมาที่ไหล่ขวาหรือบริเวณหลังตรงใต้สะบักขวา มักปวดนานเป็นชั่วโมงๆ และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย
  • เมื่อเกิดการอักเสบของถุงน้ำดี อาการที่บ่งชัดเจน คือ อาการปวดท้องจะมากขึ้น ปวดบริเวณยอดอก (epigastrium) และปวดร้าวทะลุไปยังบริเวณหลัง มีไข้ อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ตัวเหลืองตาเหลือง และปัสสาวะสีเข้มได้

อย่างไรก็ตามอาการแน่นอืดท้อง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารมันซึ่งพบได้บ่อยนั้นไม่ใช่อาการจำเพาะเจาะจงว่าเป็นนิ่วถุงน้ำดีเท่านั้น ฉะนั้นควรจะต้องวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ โดยเฉพาะโรคทางเดินอาหารและลำไส้ใหญ่ออกจากโรคนิ่วถุงน้ำดีก่อน ทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา

กลับสู่สารบัญ

วิธีตรวจ หรือ การวินิจฉัย นิ่วในถุงน้ำดี

  1. การซักประวัติอาการและการตรวจร่างกาย
  2. การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ
  3. การทำอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน (Ultrasonography) ยอมรับกันว่า เป็นวิธีการที่ดีมากในการยืนยันการวินิจฉัยว่าเป็นนิ่วในปัจจุบัน

นิ่วในถุงน้ำดี อันตรายไหม? หากเป็นแล้วต้องรักษาอย่างไร ?

การรักษานิ่วในถุงน้ำดีแบบไม่ต้องผ่าตัด

ผู้ที่ตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี ที่ไม่มีอาการ ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าจะต้องผ่าตัด เพียงแต่ให้คำแนะนำถึงข้อแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น โดยยังไม่ต้องให้การรักษาใดๆ

  • ยกเว้นในกรณีผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวาน โรคไตวายเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น หากมีการอักเสบถุงน้ำดีเกิดขึ้น และต้องผ่าตัดฉุกเฉิน จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงอันตรายมากขึ้น ฉะนั้นถ้าโรคนั้น ๆ สามารถควบคุมได้ดีแล้ว อาจจะพิจารณาผ่าตัด ทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจของศัลยแพทย์เป็นราย ๆ ไป
  • ในรายที่สุขภาพแข็งแรง แต่คาดว่าอาจจะมีปัญหาในการรับการรักษาต่อไปข้างหน้า ทั้งเป็นความต้องการของผู้ป่วย อาจจะพิจารณาความเหมาะสมเป็นกรณี ๆ ไปเช่นกัน

การผ่าตัด นิ่งในถุงน้ำดี มีกี่วิธี ?

ในผู้ป่วยที่มี นิ่วในถุงน้ำดี และมีอาการ แนะนำให้รักษาโดยการผ่าตัดถุงน้ำดีออก ซึ่ง การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก (Cholecystectomy) เป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวรเพื่อไม่ให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีขึ้นอีกต่อไป ซึ่งการผ่าตัดถุงน้ำดีในปัจจุบันจะมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ

  1. การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบเปิดหน้าท้อง (Open cholecystectomy) ซึ่งเป็นวิธีการผ่าตัดแบบเดิม ในปัจจุบันแพทย์จะเลือกใช้ในการผ่าตัดถุงน้ำดีที่มีอาการอักเสบมากหรือแตกทะลุในช่องท้อง (หลังการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ ผู้ป่วยไม่ควรทำงานหนักหรือยกของหนักอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์)
  2. การผ่าตัดถุงน้ำดีโดยการส่องกล้อง (Laparoscopic cholecystectomy) ซึ่งเป็นวิธีการผ่าตัดแบบใหม่และได้กลายเป็นการรักษามาตรฐานเพื่อรักษาภาวะนิ่วในถุงน้ำดีมา โดยจะเป็นการเจาะรูเล็ก ๆ ที่หน้าท้อง 4 จุด ทำให้เจ็บแผลน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว 1-2 วันก็สามารถบ้านได้ (ยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยมีถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน ถ้าเป็นมากบางครั้งอาจจำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่ด้วยวิธีการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องหรือแบบเดิม ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป)

คำถามที่พบบ่อย

นิ่วในถุงน้ำดี ห้ามกินอะไร ?

การเกิดนิ่วในถุงน้ำดี มีสาเหตุหลักๆ มาจากปริมาณคอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีมากเกินไป ผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น คนอ้วน คนที่เป็นโรคเบาหวาน ฯลฯ หรือผู้ที่อยากป้องกันการเกิดโรคนิ่ว ควรหลักเลี่ยงอาหารจำพวกที่มีไขมันสูง เช่น ของมัน ของทอด น้ำมันสัตว์ เนื้อสัตว์ติดหนัง เบคอน เนย หมูสามชั้น เครื่องในสัตว์ต่างๆ หรืออาหารทะเลบางชนิดที่มีคอเลสเตอรอลสูง อย่างหอยนางรม หอยแครง ปู หมึก เป็นต้น

นิ่วในถุงน้ำดีหายเองได้ไหม ?

ในความเป็นจริงแล้ว นิ่วอาจสลายไปเอง หรือมีขนาดเล็กลงได้ แต่นิ่วไม่สามารถหายเองได้ จำเป้นต้องรักษาทางการแพทย์ ซึ่งการผ่าตัดในปัจจุบันมีวิวัฒนาการ มีอุปกรณ์และวิธีรักษาที่ทันสมัย เช่น การผ่าตัดส่องกล้อง ไม่เป้นอันตราย พักฟื้นไว แผลเล็ก หรืออีกวิธีคือการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง

นิ่วในถุงน้ำดี มีอาการของ กรดไหลย้อน ด้วยจริงหรือ ?

อาการกรดไหลย้อน หรือแสบร้อนบริเวณหน้าอก อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของ โรคนิ่วในถุงน้ำดี ก็ได้ แต่เพื่อคความมั่นใจ อาจจะต้องเข้าไปตรวจที่โรงพยาบาล ให้แพทย์วินิจฉัยว่า อาการจากกรดไหลย้อนที่เกิดนั้น เกิดจากอะไร

บทความที่น่าสนใจ

อาการหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี

เนื่องจากการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ต้องใช้ยาสลบ ผู้ป่วยอาจมีอาการหลังผ่าตัด เช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน หรือเกิดอาการท้องอืดหลังผ่าตัดในช่วงแรกๆ ได้

ถุงน้ำดีอยู่ตรงไหน ?

ถุงน้ำดี มีลักษณะเป็นวงรี ขนาดประมาณ 4 นิ้ว จะอยู่ตรงส่วนบนด้านขวาของช่องท้อง อยู่ติดกับตับที่อยู่ทางด้านล่าง

ตัดถุงน้ำดีไปแล้ว จะเป็นอะไรไหม ?

ถุงน้ำดีเป็นเพียงอวัยวะหนึ่งที่เอาไว้เก็บน้ำดี ที่ผลิตจากตับเพียงเท่านั้น หากทำการผ่าตัดถุงน้ำดีออกไปแล้ว จึงไม่เป็นอันตราย หรือไม่มีผลต่อการใช้ชีวิตมากนัก เพียงแค่เมื่อตับผลิตน้ำดีออกมา จะไม่มีที่เก็บน้ำดีเท่านั้นเอง ซึ่งระบบย่อยก็ยังทำงานได้ปกติ โดยน้ำย่อยที่ได้จากตับจากลงไปสู่ลำไส้โดยตรงเลย