ทำความเข้าใจ “SLE” หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง คืออะไร? เกิดจากสาเหตุใด?

SLE โรคแพ้ภูมิตัวเอง

SLE หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ โรคพุ่มพวง เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายผิดปกติ ซึ่งเมื่อเกิดโรคจะแสดงอาการป่วย เกิดความผิดปกติในอวัยวะต่างๆ ในเวลาเดียวกัน หรืออาจต่างเวลากันก็ได้ รวมถึงระยะเวลาของอาการก็จะต่างกัน วันนี้เรามาทำความเข้าใจโรคนี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า

SLE หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง คืออะไร ?

SLE หรือ โรคเอสแอลอี ย่อมาจาก Systemic Lupus Erythematosus ในบางครั้งก็อาจจะเรียกว่า “โรคลูปัส” ซึ่งโรคเอสแอลอีเป็นหนึ่งในโรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเอง (autoimmune rheumatic disease) โดยจะมีความหมายใน 2 ลักษณะ ได้แก่

  1. โรคที่ผิวหนังเท่านั้น (cutaneous lupus erythematosus)
  2. โรคที่เกิดในระบบต่างๆ ของร่างกาย (Systemic Lupus Erythematosus; SLE)

โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือโรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเอง คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานผิดปกติ โดยปกติเม็ดเลือดขาวจะทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรค แต่ในคนไข้ที่เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง เม็ดเลือดขาวจะกลับไปทำลายเซลล์ร่างกายตัวเอง ทำลายเนื้อเยื่อภายในร่างกายของตัวเองจนเกิดการอักเสบในอวัยวะต่างๆ ที่มันไปทำลาย และสามารถทำให้เกิดความผิดปกติกับอวัยวะได้ทั่วร่างกาย

ในโรคเอสแอลอี ถึงแม้ว่าอาจจะมีอาการได้ในหลายระบบ เช่น ข้อ เลือด ไต สมอง หรือผิวหนัง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยคนหนึ่งจะต้องมีอาการของทุกระบบดังกล่าว ผู้ป่วยส่วนมากจะมีอาการแค่บางระบบเท่านั้น

โรคเอสแอลอี เกิดจากอะไร ?

โรคแพ้ภูมิตัวเอง โดยจะพบได้ในเพศหญิงมากกว่าเพศชายในช่วงวัยเจริญพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยร่วมอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคได้ เช่น กรรมพันธุ์ (อาจจะมีสารพันธุกรรมบางชนิดที่สัมพันธ์กับการเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง) ส่วนปัจจัยที่กระตุ้นให้โรคกำเริบมากขึ้น ได้แก่ การติดเชื้อภายในร่างกาย เชื้อโรคบางอย่าง ยาบางชนิดฮอร์โมนเพศ แสงแดด เป็นต้น

อาการของ SLE โรคแพ้ภูมิตัวเอง
กลับสู่สารบัญ

อาการของโรค SLE หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง

อาการที่พบบ่อย ได้แก่

อาการทางผิวหนัง

  • มีผมร่วง
  • มีแผลในปาก ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการเจ็บ
  • ผื่นแพ้แสง เวลาถูกแสงแดดจะมีปฏิกิริยามากกว่าปกติ
  • มีผื่นรูปผีเสื้อสีแดงขึ้นที่บริเวณโหนกแก้มและจมูก
  • ผื่นเป็นวงที่หู

อาการทางระบบข้อและกล้ามเนื้อ

  • มีอาการปวดข้อ
  • ข้อบวมอักเสบ มี แดง ร้อน
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง

ระบบไต

  • ปัสสาวะมีฟองมาก ขาบวม

ระบบเลือด

  • โลหิตจางมีอาการซีด อ่อนเพลีย
  • เกล็ดเลือดต่ำมีจุดจ้ำเลือดตามผิวหนัง
  • เม็ดเลือดขาวต่ำ

อาการในอวัยวะอื่นๆ

  • เยื่อบุช่องท้องอักเสบ
  • เยื่อยุปอดอักเสบ
  • เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ
  • อาการชัก
  • อาการชา
  • ประสาทหลอน ซึมเศร้า สับสน
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • ขาดประจำเดือนหรือประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
  • เป็นไข้ตั้งแต่ไข้ต่ำ ๆ จนถึงไข้สูง
  • เบื่ออาหาร
SLE โรคแพ้ภูมิตัวเอง เกิดจากสาเหตุใด
กลับสู่สารบัญ

การวินิจฉัยโรคเอสแอลอี

การยืนยันวินิจฉัยโรคเอสแอลอี บางครั้งก็วินิจฉัยได้ยาก เพราะในบางกรณี อาจจะต้องทำการตรวจและสังเกตอาการอยู่นาน เพราะลักษณะของโรคที่อาจจะมีอาการน้อย หรือมีอาการที่ไม่ได้จำเพาะที่พบแต่ในโรคเอสแอลอีเท่านั้น ซึ่งก็จำเป็นต้องวินิจฉัยแยกจากโรคอื่น ที่มีอาการคล้ายๆ กันด้วย นอกจากนี้การวินิจฉัยโรคเอสแอลอียังต้องอาศัยหลักฐานลักษณะอาการร่วมกันกับผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งการตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ และการตรวจอื่นๆ ตามความจำเป็นเพื่อการวินิจฉัยโรค

SLE มีวิธีรักษาอย่างไร ?

สำหรับการรักษาโรคเอสแอลอี มีวิธีรักษาด้วยยา จะมียาลดการอักเสบของข้อ ลดการเจ็บปวด นอกจากนี้อาจจะมียาช่วยในการปรับการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้ทำงานเหมือนปกติมากยิ่งขึ้น  ยากลุ่มนี้ ได้แก่ ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยากดภูมิ

ส่วนการรักษาอื่นในผู้ทีมีอาการข้อปวดบวม ข้อติดขัด อาจจะมีการแช่ในน้ำอุ่น   ขยับมือและขยับข้อในน้ำอุ่น ซึ่งทำให้ข้อนั้นลดความฝืด ลดความปวดได้ดีขึ้น

การรักษา SLE โรคแพ้ภูมิตัวเอง
กลับสู่สารบัญ

วิธีการดูแลตนเองเพื่อลดโอกาสโรคกำเริบ

  1. ดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด
  2. ดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟัน
  3. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อน สะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  4. งดสูบบุหรี่/ดื่มสุรา
  5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  6. ล้างมือบ่อยๆ
  7. เลี่ยงแดด เพราะรังสียูวี (UV) ในแสงแดด อาจกระตุ้นให้โรคกำเริบได้
  8. ควรทาครีมกันแดด SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป เพื่อป้องกัน UVB และเลือกครีมกันแดดที่ป้องกัน UVA ในระดับ ++ ขึ้นไป
  9. ห้ามตั้งครรภ์โดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะการตั้งครรภ์อาจทำให้โรคกำเริบมากขึ้นได้ และต้องหยุดยาที่ทานเพื่อควบคุมโรคบางชนิดก่อนการตั้งครรภ์
  10. คุมกำเนิดด้วยวิธีที่เหมาะสม ได้แก่ การใช้ถุงยางอนามัย การฉีดยาคุมกำเนิด ไม่แนะนำให้รับประทานยาคุมกำเนิด เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคกำเริบจากฮอร์โมนเอสโตรเจนในขนาดที่ใช้ในยาคุมกำเนิดแบบรับประทาน ไม่แนะนำคุมกำเนิดโดยการนับวัน เพราะมีโอกาสผิดพลาดสูงมาก
  11. ห้ามขาดยา ปรับยา หรือหยุดยาเอง ยกเว้นกรณีแพ้ยา หากกังวลหรือมีอาการข้างเคียงจากยาควรปรึกษาแพทย์ 
Ref. https://www.thairheumatology.org/