Upload Image...
1. อาการปวดท้อง ช่องท้องด้านบนขวา
- โรคตับอักเสบ (Hepatitis) ฝีในตับ (Liver abscess)
- นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) ถ้าไม่ได้มีถุงน้ำดีอักเสบร่วมด้วย ก็อาจจะไม่มีอาการ หรือมีแค่ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย แสบร้อนที่ยอดอก มีลมในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะเสียดแน่นท้องบริเวณลิ้นปี่หลังรับประทานอาหารมัน
- ถุงน้ำดีอักเสบ (Cholecystitis) จะมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงโดยเฉพาะบริเวณช่วงท้องส่วนบนหรือด้านขวา โดยมีระยะเวลาปวดตั้งแต่ 15 นาทีถึงหลายชั่วโมง และอาจมีอาการปวดร้าวไปยังบริเวณกระดูกสะบักหรือบริเวณไหล่ด้านขวา
- กรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis) จะมีอาการหนาวสั่น ไข้ขึ้นสูง อาเจียน มีอาการปวดบริเวณสีข้างหรือบั้นเอวขึ้นอย่างเฉียบพลัน โดยจะปวดมากที่ข้างใดข้างหนึ่ง ปัสสาวะบ่อย รู้สึกปวดปัสสาวะตลอดเวลา ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น มีสีขุ่น มีเลือดหรือหนองปนมากับปัสสาวะ
- นิ่วในไต (Kidney stones) ปวดบริเวณหลังหรือข้างลำตัวในด้านที่มีนิ่ว ปัสสาวะปนเลือด คลื่นไส้ อาเจียน
- ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis) ปวดบริเวณกลางหน้าท้องรุนแรงและเฉียบพลัน ปวดนานตั้งแต่ 10 นาทีจนถึงชั่วโมง ปวดร้าวลงไปบริเวณกลางหลัง คลื่นไส้ อาเจียน
- โรคติดเชื้อทางผิวหนัง อย่างโรคงูสวัด (Herpes zoster) ถ้าเคยมีแผลบริเวณนี้ก็จะส่งผลให้ปวดท้องในบริเวณนี้ได้ โดยลักษณะจะเป็นแบบปวดแสบปวดร้อน
2. อาการปวดท้อง ช่องท้องด้านบนซ้าย
- กระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) ลักษณะปวดท้องหรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่และช่องท้องด้านบนซ้าย มักเป็นเวลากินอาหารหรือหลังอาหารเล็กน้อย คลื่นไส้อาเจียน
- ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis)
- ม้ามโต (Splenomegaly) จะมีอาการแน่นท้อง อึดอัด หายใจเข้าออกลำบาก หายใจไม่สะดวก ตัวซีด มีรอยเลือดจ้ำๆ เป็นห้อเลือดจุดๆตามร่างกาย
- กรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis)
- นิ่วในไต (Kidney stones)
3. ช่องท้องด้านล่างขวา หรือบริเวณท้องน้อยขวา
- ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) ลักษณะปวดเสียด รู้สึกเหมือนบีบอยู่ตลอดเวลา เมื่อกดบริเวณท้องน้อยด้านขวาจะรู้สึกเจ็บมาก ร่วมกับมีอาการไข้ คลื่นไส้ อาเจียน
- ลำไส้ที่อยู่บริเวณนี้อุดตัน (Intestinal obstruction) จะมีอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง ท้องผูกเป็นเวลานาน อุจจาระไม่ออก ไม่สามารถผายลมได้
- โรคกระเปาะที่ลำไส้ใหญ่ (Diverticular disease) โรคถุงผนังลำไส้อักเสบ (Diverticulitis) มีอาการปวดท้องเรื้อรัง เวลากดที่ท้องแล้วมีอาการเจ็บบริเวณท้องน้อยด้านซ้ายหรือด้านขวา มีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส มีอาการหนาวสั่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เหนื่อยและอ่อนเพลีย มีอาการท้องอืด ท้องผูก หรืออาจมีท้องเสีย
- นิ่วในท่อไต (Ureteral calculi) จะมีลักษณะปวดเกร็งเป็นระยะ ๆ ร้าวมาที่ต้นขา
- ปีกมดลูกอักเสบ (Salpingitis) หรือ โรคอุ้งเชิงการอักเสบ (การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน) เฉียบพลัน มีอาการปวดท้องน้อยทั้ง 2 ข้าง มีไข้ มีตกขาวผิดปกติ
- เยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นผิดที่ (Endometriosis) จะมีอาการปวดประจำเดือน ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ปวดเวลาถ่ายอุจจาระ (โดยเฉพาะเวลาท้องผูก) ปวดเวลาปัสสาวะ หรือปวดปัสสาวะตลอดเวลา ปวดเวลามีเพศสัมพันธ์ ร่วมกับมีประจำเดือนมามาก มาไม่สม่ำเสมอ มานาน มากะปริบกะปรอย
- ถุงน้ำรังไข่บิดขั้ว (Torsion of ovarian cyst) อาการปวดท้องน้อยจะเกิดขึ้นโดยฉับพลัน ทันทีทันใด ปวดท้องน้อยที่ข้างใดข้างหนึ่งตามพยาธิสภาพว่าเกิดที่ถุงน้ำรังไข่ข้างใด ไม่มีไข้ คลำท้องน้อยจะมีอาการเจ็บมาก
- การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic pregnancy) สามารถปวดท้องน้อยข้างใดข้างหนึ่งขึ้นกับพยาธิสภาพว่าการตั้งครรภ์เกิดที่ท่อนำไข่ข้างใด ไม่มีไข้ มีอาการเจ็บ/ปวดท้องมาก มีภาวะซีด มีประวัติประจำเดือนมาผิดปกติหรือประจำเดือนขาด
- ปวดท้องจากการตกไข่ (Mittelschmerz) จะมีอาการบริเวณท้องน้อยด้านข้าง ข้างใดข้างหนึ่ง (คือข้างที่มีไข่ตก) หรือสลับไปมาในช่วงกลางรอบเดือนแต่ละเดือน ซึ่งหากปวดไม่มากก็จะไม่เป็นปัญหา แต่หากปวดมากควรต้องไปพบแพทย์
- ฝีในกล้ามเนื้อโซแอส (Psoas Abscess) มักเกิดจากวัณโรคกระดูกสันหลัง จะคลำก้อนหนองได้ที่แอ่งอุ้งเชิงกราน มีไข้ เหงื่อออกมากในช่วงกลางคืน รู้สึกเบื่ออาหาร น้ำหนักลด
4. ช่องท้องด้านล่างซ้าย หรือบริเวณท้องน้อยซ้าย
5. อาการปวดท้อง ใต้ลิ้นปี่
- กระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) กรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease: GERD)
- นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) ถ้าไม่ได้มีถุงน้ำดีอักเสบร่วมด้วย ก็อาจจะไม่มีอาการ หรือมีแค่ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย แสบร้อนที่ยอดอก มีลมในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะเสียดแน่นท้องบริเวณลิ้นปี่หลังรับประทานอาหารมัน
- หัวใจขาดเลือด (Acute coronary syndrome) ปวดจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ เหงื่อแตก ใจสั่น เหนื่อย ร่วมกับมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก อาจจะร้าวไปไหล่ คอ กราม
6. รอบสะดือ
- ลำไส้อักเสบ มีอาการปวดบีบที่ท้อง อุจจาระเหลว เป็นน้ำ เป็นมูกหรือเป็นมูกเลือด บางคนอาจถ่ายวันละ 10-20 ครั้ง จนบางครั้งทำให้ผู้ป่วยต้องตื่นกลางดึกขึ้นมาเพื่อถ่าย มีไข้รู้สึกอ่อนเพลีย
- เป็นอาการเริ่มแรกของโรคไส้ติ่งอักเสบ ก็คืออาการปวดท้องรอบ ๆ สะดือ โดยมีอาการปวดบิดเป็นพักๆ รอบสะดือ คล้ายอาการปวดถ่ายท้องเสีย หลังจากนั้นอาการปวดท้องจะย้ายตำแหน่งมาที่ท้องน้อยด้านขวา
7. อาการปวดท้อง เหนือหัวหน่าว
- กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) ปวดท้องร่วมกับปัสสาวะกะปริบกะปรอย และปวดเวลาปัสสาวะ
- นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ (Bladder Stone) ปวดท้องน้อย ปัสสาวะมีเลือดปน ปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะกะปริบกะปรอย มีเม็ดนิ่วลักษณะคล้ายกรวดทรายปนออกมาพร้อมปัสสาวะ
- มดลูกอักเสบ (endometritis) ปวดท้องน้อย ร่วมกับ มีไข้สูง มีตกขาวกลิ่นเหม็น
- เนื้องอกมดลูก (Myoma Uteri) ปวดท้องน้อยเวลามีประจำเดือนบ่อยครั้งจนเรื้อรัง และมีลักษณะปวดเกร็ง ประจำเดือนมาผิดปกติ
อาการปวดท้อง แบบไหนที่ต้องรีบมาพบแพทย์
- ปวดนานมากกว่า 6 ชั่วโมงแล้วอาการเป็นมากขึ้น
- ปวดจนกินอาหารไม่ได้
- ปวดท้องและอาเจียนอย่างมาก มากกว่า 3-4 ครั้ง
- ปวดท้องมากขึ้นเมื่อขยับตัว
- ปวดที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา
- ปวดท้องรุนแรง นอนไม่ได้
- ปวดร่วมกับเลือดออกจากช่องคลอด
- ปวดท้อง ร่วมกับมีไข้


นักเขียนบทความสุขภาพ รัตตินันท์ คลินิก ทำหน้าที่ ค้นคว้าและตรวจสอบงานวิจัยล่าสุด ทั้งเรื่องผิวหนัง สารออกฤทธิ์ เลเซอร์ และศัลยกรรมความงาม เพื่อนำความรู้ที่ซับซ้อนเหล่านั้นมา แปลให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ถูกต้อง และเชื่อถือได้ เป้าหมายหลักคือการทำให้ข้อมูลทุกชิ้นที่คลินิกสื่อสารออกไปนั้น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ (Evidence-based) เพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถ ตัดสินใจเลือกการดูแลผิวหรือหัตถการได้อย่างมั่นใจและเหมาะสม โดยไม่ถูกชี้นำเกินจริง และเข้าใจถึงกลไกที่แท้จริงเบื้องหลังผลลัพธ์นั้น ๆ