Dumping Syndrome อาการหลังผ่าตัดกระเพาะ คืออะไร มีวิธีรักษาอย่างไร?

อาการ Dumping Syndrome หลังผ่าตัดกระเพาะ คืออะไร

Dumping Syndrome เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้หลังจากการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร แต่ก็ไม่ได้เป็นในทุกคนเสมอไป ซึ่งผู้ป่วยจะต้องได้รับการดูแลและได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นักโภชนาการ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งหลังการผ่าตัด เพื่อปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงการรับประทานอาหารด้วย เพื่อปรับสมดุลในร่างกาย

Dumping Syndrome หลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร คืออะไร ?

อาการ Dumping Syndrome หลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร แบ่งออกเป็น 2 ชนิด โดยเรียกชื่อตามเวลาที่เกิดอาการ หลังจากการรับประทานอาหาร

1. อาการ Dumping Syndrome : Early dumping

Early dumping เกิดอาการภายใน 10-30 นาที หลังรับประทานอาหาร โดยอาการที่เกิดขึ้นจะเกิดจากการที่อาหารที่ทานเข้าไปไหลออกจากกระเพาะอาหาร เข้าไปสู่ลำไส้เล็กส่วนต้นรวดเร็วเกินไป (rapid gastric emptying time) ซึ่งอาหารเหล่านี้ก็จะดึงเอาสารน้ำหรือของเหลว (fluid shift) ที่อยู่ในหลอดเลือด (intravascular compartment) เข้าไปในลำไส้ (intestinal lumen) ทำให้ลำไส้เกิดการโป่งพอง (small bowel distension) และบีบตัวเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการ เช่น

  • คลื่นไส้/อาเจียน(nausea/vomiting)
  • อืดแน่นท้อง (epigastric fullness)
  • ปวดท้อง (abdominal cramping)
  • ถ่ายเหลว (diarrhea)

นอกจากนี้ก็ทําให้มีการลดลงของสารน้ำที่อยู่ในหลอดเลือด (Intravascular Volume) จนร่างกายตอบสนองด้วยการหลั่งสารสื่อประสาทต่างๆ จึงทําให้เกิดอาการทาง Vasomotor ได้ เช่น

  • ใจสั่น (palpitation)
  • ตามัว (blurred vision)
  • มึนศีรษะ (dizziness)
  • เหงื่อออกท่วมตัว (diaphoresis)

สาเหตุ เกิดจากหลังจากการทำผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ รวมไปถึงการผ่าตัดแบบบายพาส (Bypass) จะส่งผลทําให้การทำงานของอวัยวะที่ควบคุมระยะเวลาที่อาหารคงอยู่ในกระเพาะหรือ gastric emptying time ทำงานไม่ปกติและเสียสมดุลไป เป็นผลให้อาหารที่ทานเข้าไป และยังไม่ย่อย (Hyperosmolar Chyme) ผ่านลงสู่ลําไส้เล็กส่วนต้นอย่างรวดเร็ว

Dumping Syndrome อาการเป็นอย่างไร
Schölmerich J. Postgastrectomy syndromes–diagnosis and treatment. Best Pract Res Clin Gastroenterol. 2004 Oct;18(5):917-33.

2. อาการ Dumping Syndrome : Late dumping

Late dumping เกิดอาการหลังทานอาหาร 1-3 ชั่วโมง มีอาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ (Vasomotor symptoms) เช่น

  • หน้าแดง (flushing)
  • มึนศีรษะ (dizziness)
  • ใจสั่น (palpitation)
  • ตรวจร่างกาย พบมีความดันต่ำ (hypotension)
  • หัวใจเต้นเร็ว (tachycardia)

ผู้ป่วย late dumping พบประมาณ 25% ของผู้ป่วย dumping syndrome ทั้งหมด เกิดจากมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหลังทานอาหาร (Postprandial hypoglycemia) เนื่องจากการหลั่งอินซูลิน ที่ไม่สัมพันธ์กับระดับน้ำตาล

สาเหตุ มาจากอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ผ่านลงสู่ลำไส้เล็กอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสอย่างรวดเร็ว จึงกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งอินซูลินออกมามาก(hyperinsulinemic response) และทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำตามมา (reactive hypoglycemia) ผู้ป่วยที่มีอาการ dumping รุนแรงจะทำให้เกิดการกลัวการทานอาหาร (Sitophobia) ทำให้น้ำหนักลด และขาดสารอาหาร (malnutrition)

Dumping Syndrome รักษาอย่างไร

การวินิจฉัยอาการ Dumping Syndrome

  • Oral glucose provocation and hydrogen breath test ช่วยวินิจฉัยในรายที่ยังวินิจฉัยได้ไม่ชัดเจน โดยให้ผู้ป่วยดื่มกลูโคส 50 กรัม หลังจากที่ให้อดอาหาร10 ชั่วโมง ถ้าหากพบว่ามีอัตราการเต้นของหัวใจ (heart rate) เพิ่มขึ้น 10 ครั้ง/นาที ในชั่วโมงแรก ถือว่าผลเป็นบวก (positive) โดยการทดสอบนี้มีความไวของการทดสอบ (sensitivity) 100%และความจำเพาะของการทดสอบ (specificity) 92%
  • Hydrogen breath test หลังจากดื่มกลูโคส มีความไวของการทดสอบ (sensitivity)100% สำหรับ early dumping
  • การวินิจฉัย late dumping โดยเก็บตัวอย่างเลือด (blood sampling) ซ้ำๆ หลังให้การทดสอบด้วยการดื่มน้ำตาลกลูโคส โดยจะพบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือด (plasma glucose level) เพิ่มสูงขึ้นในชั่วโมงแรกและลดลงในอีก 1-2 ชั่วโมงถัดมา
  • การตรวจพิเศษทางรังสีของทางเดินอาหารส่วนต้น (upper GI study) ก็ช่วยยืนยันการที่มีrapid gastric emptying time

วิธีการรักษาอาการ Dumping Syndrome

  • การรักษาหลัก คือ เริ่มจากการปรับวิธีการรับประทานอาหาร (dietary modification)
  • ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหรือของเหลวระหว่างรับประทานอาหาร โดยให้ดื่มน้ำได้หลังจากรับประทานอาหารอย่างน้อย 30 นาที
  • ปริมาณอาหารควรเพิ่มเป็นอย่างน้อย 6 มื้อ/วัน
  • ควรลดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต (Low carbohydrates) หรือทานเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex carbohydrate) ก็คือคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านกรรมวิธีหรือการขัดสี เช่น ข้าวกล้อง, ข้าวโอ๊ต, ธัญพืชต่างๆ, เผือก, มันเทศ, ฟักทอง เป็นต้น
  • นมและครีมต่างๆ ควรหลีกเลี่ยง แต่ให้เน้นอาหารที่มีโปรตีน และไขมันสูง เพื่อให้ได้พลังงานตามที่ต้องการ
  • อาหารที่มีเส้นใย (fiber) ต่างๆ ช่วยลดอาการน้ำตาลต่ำหลังกินหรือ late hypoglycemia ได้
  • พยายามไม่รับประทานอาหารที่เป็นของเหลวและของแข็งปนกัน (Liquid & solid Diet)

ผู้ป่วยส่วนมากตอบสนองต่อการควบคุมอาหาร แนะนำให้นอนราบเป็นเวลา 30นาที หลังรับประทานอาหาร เพื่อลดอาการเป็นลม (syncope) โดยสามารถเพิ่มระยะเวลาให้อาหารอยู่ในกระเพาะได้นานขึ้น และช่วยเพิ่มอัตราการไหลของเลือดกลับสู่หัวใจ (Venous return)

หากไม่ได้ผลจึงพิจารณาใช้ยาในการรักษา

  • โดยยาในกลุ่ม Somatostatin analog (Octreotide) 50-100 µg. sc. ประมาณ 15-30 นาทีก่อนรับประทานอาหาร มีรายงานว่าสามารถช่วยลดการหลั่งของ Vasomotor Substances ลงได้ ช่วยเพิ่มระยะเวลาที่อาหารอยู่ในกระเพาะ ในระยะแรกของการรักษาสามารถ ลดอาการได้เกือบ 100% แต่มีข้อเสีย คือ ต้องฉีดยาวันละ 3 ครั้ง ปัจจุบันมี long-acting release octreotide, Sandrostatin LAP ซึ่งฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เพียงเดือนละครั้ง ทำให้เพิ่ม compliance และ quality of life ขึ้นมาก
  • ยาเม็ดลดน้ำตาลในเลือด (acarbose) ยารักษาเบาหวาน Alpha-Glucosidase inhibitors จะไปลดการดูดซึมสารอาหารที่ลำไส้เล็กส่วนต้น โดยจะชะลอการเปลี่ยนแป้งไปเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (monosaccharide) ทำให้ลำไส้เล็กดูดซึมน้ำตาลได้ช้าลง เป็นการไปลดการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลในเลือด และอินซูลิน

จะมีผู้ป่วยส่วนหนึ่งจํานวนไม่มากที่อาการไม่ดีขึ้นหลังจากให้ยาและปรับการรับประทานอาหาร ซึ่งจําเป็นต้องให้การรักษาด้วยการผ่าตัดแต่ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับการผ่าตัดด้วยวิธีใดที่ให้ผลการรักษาดีที่สุด

Ref.
http://medinfo2.psu.ac.th/surgery/Collective%20review/2553/7.Postgastrectomy_syndrome%20(Phuwasit%2018.8.53).pdf
http://medinfo2.psu.ac.th/surgery/Collective%20review/Postgastrectomy%20syndrome.pdf
Schölmerich J. Postgastrectomy syndromes–diagnosis and treatment. Best Pract Res Clin Gastroenterol. 2004 Oct;18(5):917-33.