สารบัญ
1. อาการปวดหัว มีกี่ประเภท- ปวดศีรษะแบบตึงตัว (Tension-type headache)
- ปวดศีรษะไมเกรน (Migraine headache)
- ปวดศีรษะแบบกลุ่ม (Cluster headache)
อาการปวดหัว มีกี่ประเภท อะไรบ้าง ?
- อาการปวดศีรษะปฐมภูมิ (Primary Headache) เป็นกลุ่มที่ไม่มีรอยโรคในสมอง ศีรษะ หรือคอ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่ร้ายแรง โดยมักปวดเป็นๆ หายๆ ช่วงหายจะหายสนิท ได้แก่ ไมเกรน (Migraine), ปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อตึงตัว (Tension-type Headache), ปวดศีรษะคลัสเตอร์ (Cluster Headache) เป็นต้น
- อาการปวดศีรษะทุติยภูมิ (Secondary Headache) เป็นกลุ่มที่มีรอยโรคในสมอง ศีรษะ หรือคอ เช่น เนื้องอกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หลอดเลือดสมองโป่งพอง หลอดเลือดอักเสบ เลือดออกในสมอง กระดูกคอเสื่อม กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืดที่ศีรษะและคอ ต้อหิน โพรงไซนัสอักเสบ โรคบริเวณข้อต่อขากรรไกร การใช้ยา/ถอนยาหรือสารเสพติดบางอย่าง โรคทางจิตใจ เป็นต้น
- อาการปวดศีรษะจากเส้นประสาทสมองและอื่นๆ (Cranial neuralgias, central and primary facial pain and other headaches) เช่น อาการปวดศีรษะที่เกิดจากประสาทสมองเส้นที่ 5 (Trigeminal neuralgia ) เป็นต้น
ปวดศีรษะแบบตึงตัว (Tension-type headache)
บทความน่าสนใจที่เกี่ยวข้อง
ปวดศีรษะไมเกรน (Migraine headache)
ปวดศีรษะแบบกลุ่ม (Cluster headache)
อาการปวดหัว แบบไหนอันตราย ต้องรีบพบแพทย์!
- ปวดศีรษะครั้งแรกในชีวิต (ไม่เคยปวดแบบนี้มาก่อน)
- ปวดศีรษะรุนแรงมากที่สุดในชีวิต ปวดฉับพลันทันที
- ปวดศีรษะมากจนต้องตื่นขึ้นจากการนอนหลับ (Awakening headache)
- ปวดศีรษะข้างเดิมตลอด
- ปวดศีรษะมากขึ้นเมื่อไอ จาม เบ่ง ออกแรง เปลี่ยนท่าทาง หรือขณะมีเพศสัมพันธ์
- ผู้ป่วยอายุมากกว่า 50 ปีที่มีอาการปวดศีรษะครั้งแรกหรือเปลี่ยนไปจากเดิม
- ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น การติดเชื้อเรื้อรัง, SLE (โรคแพ้ภูมิตนเองหรือลูปัส)
- ปวดศีรษะจนต้องใช้ยาแก้ปวดปริมาณมากหรือบ่อย
- ปวดศีรษะมากอย่างเฉียบพลันร่วมกับคอแข็งและ/หรือมีไข้สูง เพราะอาจเป็นอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
- ในผู้ป่วยโรคมะเร็งและเกิดมีอาการปวดศีรษะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอาจเป็นอาการของมะเร็งแพร่กระจายสู่สมอง
- ปวดศีรษะภายหลังอุบัติเหตุต่อสมองหรือบริเวณศีรษะ เพราะเป็นอาการของการมีเลือดออกในสมอง
- ปวดศีรษะมากร่วมกับปวดตามาก ตาแดง และเห็นภาพไม่ชัด เพราะเป็นอาการของ โรคต้อหิน
- ปวดศีรษะมากร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน และอาจจะมีแขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หน้าหรือปากเบี้ยว เพราะอาจเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมอง หรือเป็นอาการของความดันในสมองเพิ่ม อาจเกิดจากเนื้องอกหรือมะเร็งสมอง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม อารมณ์หรืออาการชัก ซึ่งพบน้อยมากที่ผู้ป่วยเนื้องอกในสมองจะมีเพียงอาการปวดศีรษะอย่างเดียว
อาการปวดหัว ของโรคเนื้องอกในสมอง (Brain Tumor)
การวินิจฉัยอาการปวดศีรษะ / อาการปวดหัว
- ซักถามประวัติอาการปวด เป็นมานานเท่าใด อาการรุนแรงขึ้นหรือไม่เปลี่ยนแปลง ลักษณะปวดเป็นอย่างไร ปวดตรงไหน ปวดบ่อยแค่ไหน ขณะปวดศีรษะยังทํางานได้ปกติดีหรือไม่ ทําอย่างไรจึงหายปวด มีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น มีไข้ ในระยะนี้กินยาอะไรอยู่ และมีประวัติได้รับอุบัติเหตุหรือไม่ เป็นต้น
- ตรวจร่างกายทั่วไป
- ตรวจร่างกายทางระบบประสาท
- การตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือด, การเจาะน้ำไขสันหลัง (Lumbar puncture), เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT brain), การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI brain) หรือตรวจภาพหลอดเลือดสมอง (MRA)
การดูแลตัวเองเบื้องต้น และการป้องกัน อาการปวดหัว
- การรับประทานยาแก้ปวด เช่น ยากลุ่มพาราเซตามอล (Acetaminophen) หรือยาแก้ปวดลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ซึ่งเป็นยาที่สามารถหาซื้อเองไว้ติดบ้านและมีใช้อย่างแพร่หลาย แต่ก็ควรใช้อย่างระมัดระวัง และควรอ่านฉลากและคำเตือนให้รอบคอบ
- การประคบเย็นในบริเวณที่ปวด หรือประคบอุ่นในกรณีเป็นไซนัสอักเสบ
- การนวดหรือกดคลึงบริเวณที่มีกล้ามเนื้อตึงตัวมากเกินไป
- การหยุดดื่มสุราและสูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ
- พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นสาเหตุกระตุ้นอาการปวดศีรษะ ที่พบได้บ่อยๆ เช่น
- ความเครียด ซึ่งหมายรวมถึงทุกอย่างที่ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะเครียด เช่น อากาศร้อน แสงจ้า กลิ่นบางชนิด เช่น ควันบุหรี่ ควันรถยนต์ กลิ่นน้ำหอม
- ได้รับกาเฟอีนมากหรือน้อยเกินไป เช่น กาแฟวันละเกิน 3 แก้วขึ้นไป หรือน้อยเกินไป เช่น คนที่ทานกาแฟเป็นประจำทุกวันแล้วไม่ได้ทาน
- นอนไม่พอ หรือนอนมากเกินไป นอนไม่หลับ นอนกรน หรือหยุดหายใจขณะหลับ
- รับประทานอาหารบางชนิด เช่น ชา กาแฟ ชีส ช็อกโกแลต ผงชูรส แอลกอฮอร์


นักเขียนบทความสุขภาพ รัตตินันท์ คลินิก ทำหน้าที่ ค้นคว้าและตรวจสอบงานวิจัยล่าสุด ทั้งเรื่องผิวหนัง สารออกฤทธิ์ เลเซอร์ และศัลยกรรมความงาม เพื่อนำความรู้ที่ซับซ้อนเหล่านั้นมา แปลให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ถูกต้อง และเชื่อถือได้ เป้าหมายหลักคือการทำให้ข้อมูลทุกชิ้นที่คลินิกสื่อสารออกไปนั้น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ (Evidence-based) เพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถ ตัดสินใจเลือกการดูแลผิวหรือหัตถการได้อย่างมั่นใจและเหมาะสม โดยไม่ถูกชี้นำเกินจริง และเข้าใจถึงกลไกที่แท้จริงเบื้องหลังผลลัพธ์นั้น ๆ