Biostimulator คืออะไร? เจาะลึกนวัตกรรม Hybrid และงานผิวทุกยี่ห้อ

สารบัญ

หลังอายุ 20 ปี ร่างกายของเราสูญเสียคอลลาเจนประมาณ 1% ต่อปี ส่งผลให้ผิวหน้าเริ่มหย่อนคล้อย ไม่กระชับ และสูญเสียความยืดหยุ่นไปตามวัย แม้ครีมบำรุงจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาที่เกิดจาก “โครงสร้างผิวชั้นลึก” นั้น ต้องการหนทางแก้ไขที่ทำงานตั้งแต่ภายใน

Biostimulator คือ สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติของร่างกาย (Bio-stimulation) ไม่ใช่แค่สารเติมเต็มชั่วคราวแบบฟิลเลอร์ทั่วไป แต่เป็นการ “สั่งให้ร่างกายซ่อมแซมผิวจากภายใน” โดยกระตุ้นเซลล์ Fibroblast ให้ผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ขึ้นมาเอง

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก Biostimulator ทุกประเภท ตั้งแต่ Sculptra, Radiesse ไปจนถึง Bioremodeller อย่าง Profhilo ที่เป็นเทรนด์ปี 2026 พร้อมข้อดี-ข้อเสีย ช่วงราคา และวิธีเช็กของแท้ก่อนฉีด

หลักการทำงานของ Biostimulator กระตุ้นคอลลาเจนได้อย่างไร?

ลองนึกภาพผิวของเราเหมือน ที่นอนสปริง เมื่อใหม่ ๆ สปริงยังแน่น ที่นอนจึงเด้งดี แต่เมื่อใช้ไปนาน ๆ สปริงเริ่มยุบ ที่นอนก็ยวบตาม ผิวหน้าของเราก็เช่นกัน เมื่อสปริง อย่าง คอลลาเจนและอีลาสตินเริ่มลดลง ผิวจึงหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอยตามมาด้วย

Biostimulator ทำงานอย่างไร? แทนที่จะยัดฟองน้ำเข้าไปเติมเต็มชั่วคราวแบบฟิลเลอร์ Biostimulator เลือกที่จะ ซ่อมสปริง คือกระตุ้นให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง

กระบวนการ Neocollagenesis ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ได้อย่างไร

เมื่อแพทย์ฉีด Biostimulator เข้าสู่ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) จะเกิดกระบวนการที่เรียกว่า Neocollagenesis หรือ “การสร้างคอลลาเจนใหม่” ซึ่งแบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 กระตุ้นสัญญาณ (สัปดาห์ที่ 1-2) สาร Biostimulator ทำหน้าที่เป็นสัญญาณปลุกให้เซลล์ Fibroblast ซึ่งเป็นโรงงานผลิตคอลลาเจนของร่างกาย ตื่นตัวและเริ่มทำงาน

ระยะที่ 2 เริ่มสร้างโครงสร้าง (สัปดาห์ที่ 2-6) Fibroblast เริ่มผลิต Collagen Type I และ Type III ซึ่งเป็นโปรตีนโครงสร้างหลักของผิว พร้อมกับ Elastin ที่ให้ความยืดหยุ่น เส้นใยเหล่านี้ค่อยๆ สานตัวเป็นโครงข่ายใหม่

ระยะที่ 3 ผิวกระชับขึ้น (เดือนที่ 2-3) โครงข่ายคอลลาเจนหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ผิวจึงเริ่มแน่นขึ้น กระชับขึ้น ริ้วรอยตื้นลง และพื้นผิวเรียบเนียนขึ้น

ระยะที่ 4 ผลลัพธ์สูงสุด (เดือนที่ 3-6) คอลลาเจนใหม่เข้าที่เต็มที่ ผิวดูอิ่มเอิบดูเป็นธรรมชาติ และเนื่องจากเป็นคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างเอง ผลลัพธ์จึงคงอยู่ได้นาน 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของสาร

กลไกการทำงานแยกตามสารประกอบ

Biostimulator แต่ละชนิดมีวิธีกระตุ้นคอลลาเจนที่แตกต่างกัน ทำให้เหมาะกับปัญหาผิวที่ต่างกัน สามารถแบ่งได้ตามนี้

CaHA – Calcium Hydroxylapatite (Radiesse, HArmonyCa)

สาร CaHA ประกอบด้วยอนุภาคแคลเซียมขนาดเล็ก (25-45 ไมครอน) แขวนลอยอยู่ในเจลพาหะ เมื่อฉีดเข้าสู่ผิว อนุภาคเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น “นั่งร้าน” (Scaffold) ให้เส้นใยคอลลาเจนใหม่ยึดเกาะและเติบโต เปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้ที่ต้องมีค้างให้เลื้อยพัน

เมื่อคอลลาเจนแข็งแรงดีแล้ว อนุภาค CaHA จะค่อย ๆ สลายตัวเป็นแคลเซียมและฟอสเฟต ซึ่งร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ตามธรรมชาติ

งานวิจัยพบว่า CaHA สามารถกระตุ้นการสร้าง Collagen Type I และ Type III รวมถึง Elastin, Fibronectin และ Proteoglycan ทำให้ผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างครบถ้วน

HA Bioremodeller – Hybrid Hyaluronic Acid (Profhilo)

Profhilo ใช้เทคโนโลยี NAHYCO® ที่ผสานไฮยาลูรอนิกน้ำหนักโมเลกุลสูง (H-HA) และต่ำ (L-HA) เข้าด้วยกันโดยไม่ใช้สารเชื่อมข้าม (Cross-linking Agent) ทำให้ได้ความเข้มข้นสูงถึง 64 mg/2mL

สิ่งที่ทำให้ Profhilo พิเศษคือความสามารถในการกระตุ้นเซลล์ได้หลายชนิดพร้อมกัน ทั้ง Fibroblast (สร้างคอลลาเจน), Keratinocyte (ฟื้นฟูผิวชั้นนอก) และ Adipocyte (รักษาไขมันใต้ผิวหนัง) จึงให้ผลลัพธ์ที่เรียกว่า “Bioremodelling” คือการปรับโครงสร้างผิวทั้งระบบ ไม่ใช่แค่กระตุ้นคอลลาเจนอย่างเดียว

งานวิจัยจาก PubMed Central ยืนยันว่า Profhilo ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว ลดความหย่อนคล้อย และให้ความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก โดยเฉพาะบริเวณที่ผิวบางอย่างคอและหลังมือ

PLLA – Poly-L-Lactic Acid (Sculptra)

PLLA เป็นสาร Biostimulator รุ่นบุกเบิกที่ใช้มานานกว่า 20 ปี อนุภาค PLLA จะกระตุ้นให้เกิด “Controlled Inflammatory Response” หรือการอักเสบระดับอ่อนที่ควบคุมได้ ซึ่งเป็นสัญญาณให้ร่างกายส่ง Fibroblast มาซ่อมแซม และสร้างคอลลาเจนรอบอนุภาค

เมื่อเวลาผ่านไป อนุภาค PLLA จะสลายตัวเป็นกรดแลคติก แล้วเปลี่ยนเป็น CO₂ และ H₂O ที่ร่างกายขับออกได้ตามธรรมชาติ เหลือไว้เพียงโครงข่ายคอลลาเจนใหม่ที่แข็งแรง

ทำไม Biostimulator ถึงให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ?

ความแตกต่างสำคัญระหว่าง Biostimulator กับการเติมเต็มแบบอื่นคือผลลัพธ์ที่ได้มาจาก คอลลาเจนของตัวเอง ไม่ใช่สารแปลกปลอมที่ใส่เข้าไป

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ

  • ฟิลเลอร์ เหมือนการยืมเงินมาใช้ ได้ผลทันที แต่ต้องคืน (สลายตัว)
  • Biostimulator เหมือนการลงทุน ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล แต่ได้ดอกเบี้ย คือคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างเอง อยู่ได้นานกว่า

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่เลือก Biostimulator มักพอใจกับความธรรมชาติของผลลัพธ์  ใบหน้าดูสดใสขึ้น กระชับขึ้น โดยที่คนรอบข้างไม่รู้ว่าทำอะไรมา

Biostimulator ต่างจาก Filler และ Botox อย่างไร?

ยังคงมีหลายคนคิดว่า “ในเมื่อเป็นการฉีดเหมือนกัน ทำไมต้องแยกเป็น Botox, Filler และ Biostimulator?” คำตอบคือทั้งสามอย่างนี้ทำงานคนละหลักการ แก้ปัญหาคนละจุด และให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ลองนึกภาพใบหน้าเหมือน “บ้าน” ที่มีปัญหาหลายอย่าง เช่น

  • Botox เหมือน “ติดตั้งระบบลดแรงสั่นสะเทือน” หยุดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดรอยย่น
  • Filler เหมือน “โป๊วผนัง” เติมเต็มรอยบุ๋ม ร่องลึก ให้เรียบเนียนทันที
  • Biostimulator เหมือน “ซ่อมโครงสร้างบ้าน” เสริมฐานรากให้แข็งแรงจากภายใน

ตารางเปรียบเทียบ โปรแกรม Botox vs Filler vs Biostimulator

ประเด็น Botox Filler (HA) Biostimulator
หลักการทำงาน ยับยั้งสัญญาณประสาท ลดการเกร็งกล้ามเนื้อ เติมเต็มปริมาตรด้วยสารไฮยาลูรอน กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเอง
แก้ปัญหา ริ้วรอยจากการขมวดคิ้ว ยิ้ม หัวเราะ ร่องแก้ม ร่องน้ำตา ริมฝีปากบาง ผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ ผิวบาง
เห็นผล 3-7 วัน ทันทีหลังฉีด 1-3 เดือน (Hybrid บางตัวเห็นทันที)
ผลลัพธ์คงอยู่ 3-6 เดือน 6-18 เดือน 12-24 เดือน
กระตุ้นคอลลาเจน ไม่กระตุ้น น้อยมาก กระตุ้นสูง
ความเป็นธรรมชาติ สูง (ถ้าไม่ฉีดมาก) ปานกลาง สูงมาก
Downtime ไม่มี – 1 วัน 1-3 วัน (อาจบวมช้ำ) 1-7 วัน (อาจมีตุ่มเล็ก ๆ)
ราคาโดยประมาณ 13,500-17,500 บาท/50 ซีซี 20,000-26,000 บาท/ซีซี 25,000-39,000 บาท/ครั้ง

บริเวณที่เหมาะสมของแต่ละชนิด

Botox เหมาะกับ

  • รอยย่นหน้าผาก, รอยขมวดคิ้ว (เลข 11) ตีนกา
  • กรามใหญ่จากกล้ามเนื้อ (ลด Masseter)
  • ยกคิ้ว ยกมุมปาก

Filler เหมาะกับ

  • ร่องแก้ม (Nasolabial Fold) ร่องน้ำตา
  • เสริมจมูก คาง ริมฝีปาก
  • เติมแก้มตอบ ขมับยุบ

Biostimulator เหมาะกับ

  • ผิวหย่อนคล้อยทั้งใบหน้า คอ และลำตัว
  • ผิวบาง ไม่มีความยืดหยุ่น
  • ผิวหลังมือที่เหี่ยวย่น
  • ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวม

เมื่อไหร่ควรเลือกอะไร?

ปัญหาของคุณ ทางเลือกที่เหมาะ
“มีรอยย่นเวลาขมวดคิ้ว หรือยิ้มแล้วมีตีนกา” Botox
“แก้มตอบ มีร่องลึก อยากเติมให้อิ่มทันที” Filler
“ผิวหน้าเริ่มหย่อน ไม่กระชับ อยากให้ผิวแน่นขึ้นดูธรรมชาติ” Biostimulator
“อยากได้ทั้งวอลลุ่มทันที + กระตุ้นคอลลาเจน” Hybrid Biostimulator (Radiesse)
“ผิวแห้ง หมองคล้ำ อยากให้ผิวฉ่ำวาวมีออร่า” Bioremodeller (Profhilo)

ทำร่วมกันได้ไหม?

คำตอบคือ ได้ และหลายครั้งการทำร่วมกันให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะแต่ละอย่างแก้ปัญหาคนละจุด

ตัวอย่างการทำร่วมกันที่นิยม

ลำดับ หัตถการ ระยะห่าง เหตุผล
1 Biostimulator ปูพื้นฐานโครงสร้างผิวก่อน
2 Botox 2 สัปดาห์ ลดริ้วรอยจากกล้ามเนื้อ
3 Filler 2-4 สัปดาห์ เติมเต็มจุดที่ยังขาด

หลักการสำคัญ

  • ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนลำดับการทำที่เหมาะสม
  • ไม่ควรทำหลายอย่างในวันเดียวกัน เพื่อให้แพทย์ประเมินผลลัพธ์ได้ชัดเจน
  • Biostimulator มักแนะนำให้ทำก่อน เพราะต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลเต็มที่

สรุปง่าย ๆ

Botox = หยุดกล้ามเนื้อ – ป้องกันริ้วรอยใหม่

Filler = เติมเต็ม – เห็นผลทันที แต่ไม่ได้ซ่อมผิว

Biostimulator = ซ่อมสร้าง – ใช้เวลา แต่ได้ผิวที่แข็งแรงจากภายใน

ถ้าเปรียบกับการดูแลรถยนต์ Botox คือการปรับช่วงล่าง Filler คือการเคาะพ่นตัวถัง แต่ Biostimulator คือการยกเครื่องใหม่ทั้งคัน ที่ใช้เวลานานกว่า แต่ได้รถที่แข็งแรงกว่าในระยะยาว

Biostimulator ปัจจุบันมีกี่ประเภท?

ปัจจุบัน Biostimulator ในตลาดสามารถแบ่งได้เป็น 5 ประเภทหลัก ตามสารออกฤทธิ์ โดยแต่ละประเภทมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับปัญหาผิว เป้าหมาย และความคาดหวังของแต่ละคน

ตารางสรุป 5 ประเภท Biostimulator

ประเภท สารออกฤทธิ์ แบรนด์ตัวอย่าง จุดเด่น ผลลัพธ์คงอยู่
1. CaHA Hybrid Calcium Hydroxylapatite + Carrier Radiesse, HArmonyCa งานโครงสร้าง + ผิว ในครั้งเดียว 12-24 เดือน
2. HA Bioremodeller High + Low MW Hyaluronic Acid Profhilo ฟื้นฟูผิวทั้งระบบ ชุ่มชื้นล้ำลึก 6-12 เดือน
3. PLLA Poly-L-Lactic Acid Sculptra กระตุ้นคอลลาเจนสูง ผลลัพธ์นาน 18-24 เดือน
4. PDLLA Hybrid Poly-D,L-Lactic Acid + HA Juvelook, Lenisna งานผิว หลุมสิว รูขุมขน 12-18 เดือน
5. PCL Polycaprolactone Gouri เนื้อสารเหลว กระจายตัวดี 12-24 เดือน

1. CaHA Hybrid เติมเต็ม + กระตุ้นในครั้งเดียว

สาร Calcium Hydroxylapatite (CaHA) เป็นแร่ธาตุชนิดเดียวกับที่พบในกระดูกมนุษย์ จึงมีความเข้ากันได้ทางชีวภาพสูงและปลอดภัย

Radiesse

Gold Standard ของ CaHA Biostimulator ที่ใช้มานานกว่า 18 ปีทั่วโลก

หัวข้อ รายละเอียด
ส่วนประกอบ CaHA 30% + CMC Gel Carrier
จุดเด่น “5-in-1” Volume, Lift, กระตุ้นคอลลาเจน ปรับคุณภาพผิว กรอบหน้าชัด
เหมาะกับ ผิวเหี่ยว หย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด ต้องการงานโครงสร้าง
บริเวณที่นิยม แก้ม ขากรรไกร คาง หลังมือ
เห็นผล ทันที (จาก Gel) + ค่อย ๆ ดีขึ้น (จากคอลลาเจนใหม่)
ผลลัพธ์คงอยู่ 12-18 เดือน
การรับรอง US FDA (2006), Thai FDA

ข้อควรรู้ Radiesse มี 2 รุ่น Classic และ Plus (ผสม Lidocaine ลดความเจ็บ) การเลือกรุ่นขึ้นอยู่กับความต้องการและการประเมินของแพทย์

HArmonyCa

First-in-Class Hybrid Filler จาก Allergan Aesthetics ที่ผสม HA + CaHA ในซีริงค์เดียว

หัวข้อ รายละเอียด
ส่วนประกอบ CaHA 55.7% + HA 20mg/mL
จุดเด่น HA ให้ Lift ทันที + CaHA กระตุ้นคอลลาเจนต่อเนื่อง
เหมาะกับ คนใจร้อน อยากเห็นผลทันทีแต่ต้องการผลระยะยาวด้วย
บริเวณที่นิยม แก้มส่วนกลาง ร่องข้างคาง (Pre-jowl)
เห็นผล ทันทีหลังฉีด
ผลลัพธ์คงอยู่ 12-18 เดือน
การรับรอง US FDA, Thai FDA

หลักฐานทางคลินิก การศึกษาในอิตาลี (N=129 ราย) พบว่า HArmonyCa ช่วยเพิ่มปริมาตรบริเวณแก้มเฉลี่ย 2.1 cc ต่อข้าง ที่ Day 180 ความพึงพอใจ 95% และ 92% รายงานว่าเห็นการปรับปรุงของคุณภาพผิว

ข้อจำกัด CaHA

  • ไม่เหมาะกับบริเวณที่ผิวบางมาก เช่น ใต้ตา ริมฝีปาก
  • ไม่สามารถละลายได้ด้วย Hyaluronidase (ต่างจาก HA Filler)
  • ต้องการแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการฉีด

2. HA Bioremodeller ฟื้นฟูโครงสร้างผิวทั้งระบบ

แตกต่างจาก HA Filler ทั่วไปตรงที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อ เติมเต็ม แต่เพื่อ ฟื้นฟู โครงสร้างผิวจากภายใน

Profhilo

Bioremodeller ตัวแรกของโลก จาก IBSA Derma ประเทศอิตาลี

หัวข้อ รายละเอียด
ส่วนประกอบ H-HA 32mg + L-HA 32mg = 64mg/2mL (เทคโนโลยี NAHYCO®)
จุดเด่น ไม่มี Cross-linking Agent, กระตุ้นเซลล์ 3 ชนิดพร้อมกัน
เหมาะกับ ผิวหย่อนคล้อย แห้งกร้าน ไม่ต้องการเพิ่มวอลลุ่ม
บริเวณที่นิยม ใบหน้า คอ หน้าอก หลังมือ ต้นแขน
เทคนิคฉีด BAP Technique 5 จุดต่อข้าง รวม 10 จุด
โปรโตคอล 2 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน
ผลลัพธ์คงอยู่ 6-12 เดือน
การรับรอง CE Mark, Thai FDA

ทำไม Profhilo ถึงควรค่า?

เทคโนโลยี NAHYCO® ทำให้ได้ความเข้มข้น HA สูงถึง 64mg/2mL โดยไม่ต้องใช้สารเชื่อมข้าม (BDDE) ซึ่งหมายความว่า

  • HA ทั้งหมดพร้อมทำงานทันที ไม่ถูกล็อกไว้กับสารเชื่อม
  • กระตุ้น Fibroblast (สร้างคอลลาเจน), Keratinocyte (ฟื้นฟูผิวชั้นนอก) และ Adipocyte (รักษาไขมันใต้ผิว) พร้อมกัน
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ถึง 4 ชนิด (Type I, III, IV, VII) + Elastin

หลักฐานทางคลินิก งานวิจัยจาก PubMed Central พบว่า Profhilo ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว (วัดด้วย Cutometer) และลดระดับความหย่อนคล้อยบน IBSA Neck Laxity Scale อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อจำกัด HA Bioremodeller

  • ไม่ให้วอลลุ่มหรือ Lift ทันที
  • ต้องทำ 2 ครั้งถึงจะเห็นผลเต็มที่
  • ผลลัพธ์อยู่ได้สั้นกว่า CaHA หรือ PLLA

3. PLLA กระตุ้นคอลลาเจนสูง ผลลัพธ์ยาวนาน

Poly-L-Lactic Acid เป็น Biostimulator รุ่นบุกเบิกที่ใช้มานานกว่า 20 ปี

Sculptra

หัวข้อ รายละเอียด
ส่วนประกอบ PLLA Microparticles
จุดเด่น กระตุ้นคอลลาเจนสูงมาก ผลลัพธ์ค่อย ๆ เห็นแต่อยู่นาน
เหมาะกับ ใบหน้าที่สูญเสียวอลลุ่มมาก (Lipoatrophy)
บริเวณที่นิยม ขมับ แก้ม ขากรรไกร
จำนวนครั้ง 2-3 ครั้ง ห่างกัน 4-6 สัปดาห์
ผลลัพธ์คงอยู่ 18-24 เดือน
การรับรอง US FDA (2004), Thai FDA

กฎ 5-5-5 หลังฉีด Sculptra ต้องนวดบริเวณที่ฉีด 5 ครั้งต่อวัน ครั้งละ 5 นาที เป็นเวลา 5 วัน เพื่อกระจายสารให้ทั่วและป้องกันการเกิดก้อน (Nodule)

ข้อจำกัด PLLA

  • ต้องนวดหลังฉีด (กฎ 5-5-5)
  • ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล (2-3 เดือน)
  • ไม่เหมาะกับบริเวณที่เคลื่อนไหวมาก เช่น ริมฝีปาก รอบตา
  • อาจเกิด Nodule หากฉีดไม่ถูกเทคนิค

5. PCL นวัตกรรมที่ถูกพัฒนาให้มีเนื้อสารเหลว

Polycaprolactone เป็น Biostimulator รุ่นใหม่ที่มีลักษณะเป็นของเหลว กระจายตัวได้ทั่วใบหน้า

Gouri

หัวข้อ รายละเอียด
ส่วนประกอบ PCL 21% ในรูปแบบ Liquid
จุดเด่น เนื้อเหลว กระจายตัวทั่วใบหน้า ให้ผิว “Glass Skin”
เหมาะกับ ต้องการผิวฉ่ำวาว กระจ่างใส ไม่ต้องการเติมจุดเฉพาะ
บริเวณที่นิยม ทั้งใบหน้า
ผลลัพธ์คงอยู่ 12-24 เดือน

ข้อจำกัด PCL

  • เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ข้อมูลระยะยาวยังมีจำกัด
  • ไม่เหมาะกับการแก้ปัญหาเฉพาะจุด

เลือกประเภทไหนดี?

ปัญหา/ความต้องการ ประเภทที่แนะนำ แบรนด์
อยากได้ทั้งวอลลุ่ม + กระตุ้นคอลลาเจน CaHA Hybrid Radiesse, HArmonyCa
ผิวหย่อน แห้ง อยากฟื้นฟูทั้งหน้า HA Bioremodeller Profhilo
ใบหน้าตอบมาก ต้องการผลลัพธ์ยาวนาน PLLA Sculptra
หลุมสิว รูขุมขนกว้าง ริ้วรอยละเอียด PDLLA Hybrid Juvelook
อยากได้ผิว Glass Skin ฉ่ำวาว PCL Gouri

ที่รัตตินันท์ คลินิก แพทย์จะประเมินและแนะนำตัวเลือกที่เหมาะสมกับโครงสร้างหน้าและความต้องการของคุณ

ใครบ้างที่เหมาะกับการฉีด Biostimulator?

Biostimulator ไม่ได้เหมาะกับทุกคนเหมือนกัน การเลือกว่าเหมาะหรือไม่ และควรเลือกแบบไหน ขึ้นอยู่กับอายุ ปัญหาผิว และความคาดหวังของแต่ละคน

คนที่เหมาะกับ Biostimulator

ตามลักษณะผิวและปัญหา

ปัญหา/ลักษณะ ทำไมถึงเหมาะ
ผิวหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง Biostimulator ช่วยกระชับได้ดี โดยไม่ต้องผ่าตัด
ผิวบาง เหี่ยว ไม่มีความยืดหยุ่น (Crepey Skin) กระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินจากภายใน
แก้มตอบ ขมับยุบ แต่ไม่อยากฉีดฟิลเลอร์มาก Hybrid Biostimulator ให้วอลลุ่ม + กระตุ้นคอลลาเจน
ผิวหมองคล้ำ ไม่มีออร่า Bioremodeller ช่วยฟื้นฟูความชุ่มชื้นและความสดใส
รูขุมขนกว้าง หลุมสิวตื้น PDLLA Hybrid ช่วยปรับเนื้อผิวให้เรียบเนียน
ผิวคอ หน้าอก หลังมือที่เริ่มเหี่ยว Biostimulator ทำได้หลายบริเวณนอกใบหน้า

ตามความคาดหวัง

คุณต้องการแบบนี้ไหม? ถ้าใช่ = เหมาะกับ Biostimulator
อยากสวยแบบค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ไม่เปลี่ยนทันที ใช่
กลัวดูไม่เป็นธรรมชาติ หรือ “หน้าตึง” เกินไป ใช่
ต้องการผลลัพธ์ที่อยู่นาน 1-2 ปี ใช่
อยากปรับปรุงคุณภาพผิวโดยรวม ไม่ใช่แค่เติมจุดเดียว ใช่
พร้อมรอผลลัพธ์ 1-3 เดือน ใช่

หากแบ่งตามช่วงอายุ ต้องเลือก Biostimulator อย่างไร?

ช่วงอายุ ปัญหาที่มักพบ Biostimulator ที่แนะนำ
25-35 ปี ผิวเริ่มหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง หลุมสิว Profhilo (ฟื้นฟูผิว), PDLLA (หลุมสิว)
35-45 ปี ผิวเริ่มหย่อน ร่องแก้มเริ่มชัด แก้มตอบ HArmonyCa (Lift+กระตุ้น), Radiesse (งานโครงสร้าง)
45-55 ปี ผิวหย่อนชัด กรอบหน้าไม่ชัด ผิวบาง Radiesse (5-in-1), Sculptra (กระตุ้นสูง)
55+ ปี ผิวเหี่ยวมาก ต้องการฟื้นฟูหลายด้าน ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผน Combination Treatment

ปัญหาแบบนี้ เลือกแบรนด์ไหน?

ปัญหาของคุณ แบรนด์ที่แนะนำ เหตุผล
ผิวหย่อน + อยากได้วอลลุ่มทันที HArmonyCa HA Lift ทันที + CaHA กระตุ้นต่อเนื่อง
กรอบหน้าไม่ชัด + ผิวเหี่ยว Radiesse งานโครงสร้าง 5-in-1
ผิวแห้ง หมองคล้ำ ไม่มีออร่า Profhilo ฟื้นฟูความชุ่มชื้นทั้งใบหน้า
หลุมสิว รูขุมขนกว้าง Juvelook เนื้อละเอียด เหมาะงานผิว
ใบหน้าตอบมาก ต้องการผลนาน Sculptra กระตุ้นคอลลาเจนสูง อยู่ได้ 2 ปี

ใครบ้างที่ไม่เหมาะ หรือควรระวัง?

การฉีด Biostimulator มีข้อจำกัดและข้อห้ามที่ต้องพิจารณา เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดี ดังนี้

ข้อห้ามเด็ดขาด

ข้อห้าม เหตุผล
ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ
แพ้ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ อาจเกิดปฏิกิริยารุนแรง
มีการติดเชื้อบริเวณที่จะฉีด เสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อ
มีโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune) ที่ไม่ควบคุม อาจกระตุ้นอาการกำเริบ
เป็นแผลเป็นคีลอยด์ (Keloid) อาจเกิดแผลเป็นนูนหลังฉีด

ข้อควรระวัง (Relative Contraindications):

สถานการณ์ คำแนะนำ
กำลังใช้ยาละลายลิ่มเลือด ปรึกษาแพทย์ก่อน อาจต้องหยุดยาชั่วคราว
มีประวัติเริม (Herpes) บริเวณใบหน้า แพทย์อาจให้ยาป้องกันก่อนทำ
เพิ่งทำเลเซอร์หรือหัตถการอื่นมาไม่นาน ควรเว้นระยะอย่างน้อย 2 สัปดาห์
มีฟิลเลอร์ถาวร (Permanent Filler) ในบริเวณเดียวกัน ต้องประเมินความเสี่ยงเป็นรายกรณี
ผิวหย่อนมาก (Severe Laxity) Biostimulator อาจไม่เพียงพอ อาจต้องพิจารณา Facelift
อายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่แนะนำ

ความคาดหวังที่ไม่สมจริง

ถ้าคุณคาดหวังแบบนี้… Biostimulator อาจไม่ใช่คำตอบ
อยากเห็นผลทันทีหลังฉีด ยกเว้น Hybrid บางตัว ส่วนใหญ่ต้องรอ 1-3 เดือน
อยากยกหน้าแบบ Facelift Biostimulator ช่วยกระชับ แต่ไม่ใช่การผ่าตัด
อยากเปลี่ยนรูปหน้าโดยสิ้นเชิง ฟิลเลอร์หรือศัลยกรรมอาจเหมาะกว่า

ฉีด Biostimulator อันตรายไหม? และผลข้างเคียงที่ต้องรู้

คำถามที่พบบ่อยที่สุดก่อนตัดสินใจฉีด Biostimulator คือเรื่องความปลอดภัย ซึ่งเป็นข้อกังวลที่สมเหตุสมผล เพราะเป็นการฉีดสารเข้าสู่ร่างกาย มาดูข้อมูลที่คุณควรรู้กันดังต่อไปนี้

ความปลอดภัยของ Biostimulator

Biostimulator ที่ใช้ในปัจจุบันผ่านการวิจัยและรับรองจากหน่วยงานสากล

ผลิตภัณฑ์ การรับรอง ใช้มานานแค่ไหน
Radiesse US FDA (2006), CE Mark, Thai FDA 18+ ปี
HArmonyCa US FDA, CE Mark, Thai FDA 5+ ปี
Profhilo CE Mark, Thai FDA, 60+ ประเทศ 8+ ปี
Sculptra US FDA (2004), CE Mark, Thai FDA 20+ ปี

ข้อมูลความปลอดภัยที่น่าสนใจ

  • Radiesse มีงานวิจัยรองรับมากกว่า 245 ชิ้น และใช้กับผู้ป่วยทั่วโลกมากกว่า 15 ล้านซีริงค์
  • สาร CaHA (Calcium Hydroxylapatite) เป็นแร่ธาตุชนิดเดียวกับที่พบในกระดูกมนุษย์ จึงมีความเข้ากันได้ทางชีวภาพสูง
  • Profhilo ใช้ HA บริสุทธิ์โดยไม่มีสารเชื่อมข้าม ลดความเสี่ยงของปฏิกิริยาแพ้

ปัจจัยสำคัญที่กำหนดความปลอดภัย

  1. คุณภาพผลิตภัณฑ์ ของแท้ vs ของปลอม
  2. ทักษะของแพทย์ เทคนิคการฉีด การเลือกชั้นผิวที่ถูกต้อง
  3. สถานที่ทำหัตถการ ความสะอาด มาตรฐานปลอดเชื้อ
  4. การคัดกรองผู้รับบริการ ตรวจสอบข้อห้ามก่อนทำ

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

เช่นเดียวกับหัตถการทางการแพทย์ทุกชนิด Biostimulator มีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ แบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้

ผลข้างเคียงทั่วไป (พบบ่อย หายเองได้)

อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับเกือบทุกคนและถือเป็นเรื่องปกติ

อาการ สาเหตุ หายภายใน
บวม ร่างกายตอบสนองต่อการฉีด 2-7 วัน
รอยแดง การระคายเคืองชั่วคราว 1-3 วัน
รอยช้ำ เข็มโดนเส้นเลือดเล็ก 5-14 วัน
เจ็บเล็กน้อย แผลจากการฉีด 1-3 วัน
ตุ่มนูนเล็ก ๆ บริเวณที่ฉีด สารยังกระจายตัวไม่ทั่ว 1-2 สัปดาห์
อาการคัน การฟื้นตัวของผิว 1-3 วัน

วิธีรับมือเบื้องต้น

  • ประคบเย็นเบา ๆ ใน 24-48 ชั่วโมงแรก เพื่อลดบวม
  • หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดบริเวณที่ฉีด (ยกเว้น Sculptra ที่ต้องนวดตามคำแนะนำ)
  • ไม่แต่งหน้าหนักใน 24 ชั่วโมงแรก
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก 24-48 ชั่วโมง

ผลข้างเคียงไม่รุนแรง (พบได้บ้าง ต้องติดตาม)

อาการ สาเหตุ ควรทำอย่างไร
บวมนานกว่าปกติ (>7 วัน) ปฏิกิริยาของร่างกาย แจ้งแพทย์เพื่อประเมิน
ก้อนเล็กๆ ใต้ผิว (Nodule) สารรวมตัวกันเป็นก้อน แพทย์อาจนวดหรือฉีดยาละลาย
ผิวไม่เรียบ สารกระจายไม่สม่ำเสมอ รอดูอาการ หรือแพทย์ปรับแก้
อาการชา ชั่วคราว เส้นประสาทถูกกด มักหายเองใน 1-4 สัปดาห์

ผลข้างเคียงร้ายแรง (หายากมาก แต่ต้องรู้)

ผลข้างเคียงเหล่านี้พบได้น้อยมาก (น้อยกว่า 1%) แต่ต้องรู้ไว้เพื่อสังเกตอาการ

อาการ สาเหตุ ความเสี่ยง
การติดเชื้อ เชื้อโรคเข้าแผล หายาก
Granuloma (ก้อนเนื้ออักเสบ) ร่างกายตอบสนองต่อสารแปลกปลอม หายากมาก
การอุดตันเส้นเลือด (Vascular Occlusion) สารเข้าไปในเส้นเลือด หายากมาก
Tyndall Effect (ผิวเป็นสีเขียว/น้ำเงิน) ฉีดตื้นเกินไป (เฉพาะ HA) หายาก
เนื้อตาย (Necrosis) เส้นเลือดถูกอุดตัน หายากมาก

ปัจจัยลดความเสี่ยง

  • เลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้จากแหล่งที่เชื่อถือได้
  • ทำในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน
  • แจ้งประวัติสุขภาพและการใช้ยาให้แพทย์ทราบครบถ้วน

ผลข้างเคียงเฉพาะของแต่ละสาร

Biostimulator แต่ละชนิดมีผลข้างเคียงที่ต้องระวังต่างกัน

สาร ผลข้างเคียงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ วิธีป้องกัน
CaHA (Radiesse, HArmonyCa) ก้อนนูนถ้าฉีดตื้นเกินไป ไม่สามารถละลายด้วย Hyaluronidase แพทย์ต้องฉีดในชั้นที่เหมาะสม
HA Bioremodeller (Profhilo) ตุ่มเล็กๆ บริเวณที่ฉีด มักหายเองใน 24-48 ชม.
PLLA (Sculptra) Nodule ถ้าไม่นวดหลังฉีด ปฏิบัติตามกฎ 5-5-5
PDLLA (Juvelook) บวมนานกว่าปกติในบางราย รอดูอาการ ปกติหายใน 1 สัปดาห์

สัญญาณอันตราย เมื่อไหร่ต้องพบแพทย์ทันที

หากมีอาการเหล่านี้ ควรติดต่อแพทย์หรือกลับมาพบแพทย์ทันที

สัญญาณ ความหมาย
ปวดรุนแรงผิดปกติ ที่ไม่ดีขึ้นใน 24-48 ชม. อาจมีการอุดตันเส้นเลือด
ผิวเปลี่ยนสีเป็นขาวซีด หรือม่วงคล้ำ เลือดไหลเวียนผิดปกติ
มีไข้ หลังทำหัตถการ อาจมีการติดเชื้อ
บวมมากขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะดีขึ้น ปฏิกิริยาผิดปกติ
มีหนองไหล จากบริเวณที่ฉีด การติดเชื้อ
ตาพร่ามัว หรือมองเห็นผิดปกติ (ถ้าฉีดบริเวณใบหน้า) ภาวะฉุกเฉิน ต้องพบแพทย์ทันที

สรุป อันตรายไหม?

คำตอบตรง ๆ คือ Biostimulator มีความปลอดภัยสูงเมื่อ

  • ใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ที่ผ่านการรับรอง
  • ทำโดยแพทย์ที่มีความใส่ใจ
  • ทำในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน
  • คัดกรองข้อห้ามก่อนทำอย่างเหมาะสม

ผลข้างเคียงส่วนใหญ่เป็นอาการเล็กน้อยที่หายเองได้ ส่วนผลข้างเคียงรุนแรงพบได้น้อยมากและสามารถป้องกันได้ด้วยการเลือกคลินิกและแพทย์ที่เหมาะสม

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเลือกสถานพยาบาลที่ใช้ของแท้และมีแพทย์ที่ใส่ใจ เพราะผลข้างเคียงส่วนใหญ่ที่รุนแรงมักเกิดจากการใช้ของปลอมหรือเทคนิคการฉีดที่ไม่ถูกต้อง

วิธีเช็ก Biostimulator ของแท้

ปัญหาของปลอมและของลักลอบนำเข้าในตลาด Biostimulator เป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวังแล้ว ยังอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย นี่คือวิธีตรวจสอบที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง

Checklist 7 ข้อ ก่อนฉีด Biostimulator

สิ่งที่ต้องตรวจ ของแท้ ของปลอม/น่าสงสัย
สภาพกล่อง ใหม่ สะอาด พิมพ์คมชัด กล่องเก่า สีซีด พิมพ์เบลอ
ซีลกล่อง ซีลแน่น ไม่มีร่องรอยเปิด ซีลหลวม หรือมีรอยแกะ
ฉลากภาษาไทย มีฉลากภาษาไทยติดข้างกล่อง ไม่มี หรือติดทับฉลากเดิม

คลินิกที่ดีจะแกะกล่องให้ดูต่อหน้าทุกครั้ง ถ้าคลินิกไหนปฏิเสธหรือบอกว่า “แกะไว้แล้ว” ควรตั้งคำถาม

ผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าถูกกฎหมายต้องมีข้อมูลครบ เช่น

สถานะ

คงอยู่

ประเภทผลิตภัณฑ์

เครื่องมือแพทย์

ใบสำคัญ/เลขที่อนุญาต

66-2-1-2-0010931

ชื่อผลิตภัณฑ์ (TH)

เรเดียสซ์ โวลูม แอดเวนแทจ

ชื่อผลิตภัณฑ์ (EN)

Radiesse Volume Advantage Injectable Implant Radiesse Volume Advantage Injectable Implant

ชื่อผู้รับอนุญาต

บริษัท เมิร์ซ เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด

สถานที่ผลิต

บริษัท เมิร์ซ เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด

ที่อยู่สถานที่ผลิต

บ้านเลขที่1875 อาคารวัน แบงค็อก ทาวเวอร์ 3 ชั้นที่ 29 ถนนพระราม 4 ตำบลลุมพินี อำเภอปทุมวัน จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10330

วิธีเช็กออนไลน์ สามารถพิมพ์ชื่อแบรนด์ตรวจสอบเลขทะเบียน อย. ได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

ผลิตภัณฑ์แท้จากบริษัทผู้ผลิตจะมี QR Code ที่สามารถสแกนเพื่อยืนยันความถูกต้องได้ เช่น

แบรนด์ ระบบตรวจสอบ
Radiesse / HArmonyCa Merz Aesthetics Verification หรือ QR Code บนกล่อง
Profhilo IBSA Verification System
Sculptra Galderma Product Verification

ผลที่ควรได้ หน้าจอแสดงข้อมูลผลิตภัณฑ์ ชื่อ Batch Number วันผลิต วันหมดอายุ และยืนยันว่า “ของแท้” (Authentic)

สิ่งที่ต้องเช็ก วิธีดู
Batch Number ตัวเลข/ตัวอักษรบนกล่องต้องตรงกับที่พิมพ์บนซีริงค์
วันหมดอายุ ต้องยังไม่หมดอายุ และเหลือเวลาอีกอย่างน้อย 6 เดือน
ความสอดคล้อง ข้อมูลบนกล่อง ซีริงค์ และใบรับรองต้องตรงกันทั้งหมด

ระวัง ของปลอมมักใช้ Batch Number ซ้ำ ๆ หรือวันหมดอายุที่ไกลผิดปกติ

ผลิตภัณฑ์แท้ในประเทศไทยต้องผ่านตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาต เช่น

แบรนด์ ผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่ายในไทย
Radiesse Merz Aesthetics บริษัทที่ได้รับการแต่งตั้งจาก Merz
HArmonyCa Allergan Aesthetics บริษัทที่ได้รับการแต่งตั้งจาก Allergan
Profhilo IBSA Derma บริษัทที่ได้รับการแต่งตั้งจาก IBSA

เคล็ดลับ คลินิกที่ใช้ของแท้จะสามารถแสดงหลักฐานการสั่งซื้อจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้ หากคลินิกไม่สามารถให้ข้อมูลนี้ได้ ควรระวัง

เมื่อเห็นซีริงค์แล้ว ให้สังเกต

ลักษณะ ของแท้ ของปลอม/น่าสงสัย
เนื้อสาร เนียน สม่ำเสมอ ไม่มีตะกอน เนื้อไม่เรียบ มีตะกอน สีผิดปกติ
ซีริงค์ โลโก้ชัด พิมพ์คม มี Lot Number พิมพ์เบลอ ไม่มีหมายเลข
บรรจุภัณฑ์ ถาดพลาสติกแน่น ไม่มีฝุ่น หลวม มีฝุ่น หรือรอยขีดข่วน
แบรนด์ ช่วงราคาปกติ (โดยประมาณ)
Radiesse 39,000 – 45,000 บาท/ซีริงค์
HArmonyCa 30,000 – 50,000 บาท/ซีริงค์
Profhilo 25,000 – 30,000 บาท/ครั้ง

Red Flag ถ้าราคาถูกกว่าท้องตลาดมากผิดปกติ (เช่น ถูกกว่า 50%) ควรตั้งคำถามว่าเป็นของแท้หรือไม่ เพราะต้นทุนนำเข้าของแท้มีราคาขั้นต่ำที่แน่นอน

สัญญาณเตือน (Red Flags) ที่ต้องระวัง

สัญญาณ ความหมาย
ไม่ยอมแกะกล่องให้ดู อาจเป็นของปลอมหรือของเก่า
ไม่มีฉลากภาษาไทย นำเข้าผิดกฎหมาย
QR Code สแกนไม่ได้ หรือขึ้นข้อมูลไม่ตรง ของปลอมหรือถูกใช้ซ้ำ
ราคาถูกผิดปกติ อาจเป็นของปลอมหรือใกล้หมดอายุ
ไม่สามารถบอกแหล่งที่มาได้ ไม่ผ่านตัวแทนจำหน่ายที่ถูกต้อง
Batch Number บนกล่องไม่ตรงกับซีริงค์ มีการสลับหรือปลอมแปลง

วิธีเช็กเฉพาะแต่ละแบรนด์

  • มี Hologram สติกเกอร์บนกล่อง
  • สแกน QR Code เชื่อมไปยัง Merz Verification
  • ซีริงค์มี Lot Number พิมพ์ชัดเจน
  • เจลสีขาวขุ่น เนื้อเนียน
  • กล่องมีโลโก้ Allergan ชัดเจน
  • มี QR Code สำหรับ Product Verification
  • ซีริงค์มี 2 ส่วน: HA ใส + CaHA ขาว
  • กล่องสีขาว-ฟ้า มีโลโก้ IBSA
  • มี QR Code และ Serial Number
  • เจลใส เนื้อเหลว ไม่ข้นเหมือนฟิลเลอร์
  • บรรจุในซีริงค์แก้ว

ที่รัตตินันท์ คลินิก เราแกะกล่องให้ดูทุกเคส และยินดีให้ตรวจสอบ QR Code, Batch Number และหลักฐานการนำเข้าทุกครั้ง เพราะความปลอดภัยของคุณคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุด

การดูแลตัวเองหลังฉีด Biostimulator

สำหรับ Sculptra (PLLA)

กฎ “5-5-5” คือ นวดบริเวณที่ฉีด 5 ครั้งต่อวัน ครั้งละ 5 นาที เป็นเวลา 5 วัน เพื่อกระจายสารและลดความเสี่ยงของก้อน

สำหรับ Radiesse และ HArmonyCa

  • ไม่จำเป็นต้องนวดหลังฉีด (ต่างจาก Sculptra)
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือกดบริเวณที่ฉีดแรง ๆ ใน 24-48 ชั่วโมงแรก

สำหรับ Profhilo

  • อาจมีตุ่มเล็ก ๆ บริเวณจุดฉีด จะยุบหายเองใน 1-2 วัน
  • ไม่ต้องนวด

สำหรับ Juvelook (PDLLA)

ไม่ต้องนวด เนื่องจากอนุภาคละเอียดมากและกระจายตัวได้ดี

คำแนะนำทั่วไป

  • งดเลเซอร์ความร้อนสูง 24 ชั่วโมงหลังฉีด
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อช่วยการฟื้นตัว
  • งดแต่งหน้า 24 ชั่วโมง
  • งดออกกำลังกายหนัก 24-48 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือกดบริเวณที่ฉีดแรง ๆ

สรุป Biostimulator เหมาะกับคนที่

  • ต้องการ แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย โดยไม่ต้องผ่าตัด
  • ชอบความ เป็นธรรมชาติ ค่อยๆ สวยขึ้นทีละนิด
  • พร้อม รอผลลัพธ์ และต้องการให้อยู่ นาน 1-2 ปี
  • ไม่มี ข้อห้าม ทางการแพทย์

หากยังไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตัวเองหรือไม่ การปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจคือทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะแพทย์จะประเมินสภาพผิว ความต้องการ และแนะนำ Biostimulator ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

ทำไมต้องฉีด Biostimulator ที่ รัตตินันท์ คลินิก

การเลือกคลินิกสำหรับฉีด Biostimulator ไม่ใช่แค่เรื่องของราคาหรือความสะดวก แต่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ความใส่ใจของแพทย์ และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ นี่คือเหตุผลที่ลูกค้าเลือกไว้วางใจรัตตินันท์ คลินิก

1. ตัวเลือกครบ ครอบคลุมทุกความต้องการ

เรามี Biostimulator ครบ ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาแบบไหน เราก็มีทางออกที่ตอบโจทย์

ความต้องการ ผลิตภัณฑ์ที่เรามี จุดเด่น
งานโครงสร้าง + ผิว Radiesse 5-in-1 Volume, Lift, กระตุ้นคอลลาเจน ปรับผิว กรอบหน้าชัด
ฟื้นฟูผิวทั้งระบบ Profhilo Bioremodeller ผิวฉ่ำ กระชับ ยืดหยุ่น

ไม่ว่าจะเป็นผิวหย่อนคล้อย แก้มตอบ กรอบหน้าไม่ชัด หรือผิวแห้งหมองคล้ำ แพทย์จะเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

2. แพทย์วิเคราะห์โครงสร้างหน้าก่อนทำ

ที่รัตตินันท์ เราเชื่อว่า ไม่มี Biostimulator ตัวไหนดีที่สุด มีแต่ตัวที่เหมาะกับคุณที่สุด

ก่อนทำหัตถการทุกครั้ง แพทย์จะ

  • ประเมินโครงสร้างใบหน้า สัดส่วน ความสมมาตร จุดที่ต้องการปรับปรุง
  • วิเคราะห์สภาพผิว ความยืดหยุ่น ความหนาของผิว ระดับความหย่อนคล้อย
  • รับฟังความต้องการ เป้าหมายที่คุณอยากได้ งบประมาณ ความคาดหวัง
  • แนะนำอย่างตรงไปตรงมา ถ้า Biostimulator ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แพทย์จะบอกตามตรง

เราไม่ขายยัดเยียด ไม่ผลักดันให้ทำในสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะความพึงพอใจของคุณคือเป้าหมายหลักของเรา

3. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. เท่านั้น

ความปลอดภัยคือสิ่งที่เรายึดถือไม่ประนีประนอม ผลิตภัณฑ์ทุกตัวที่ใช้ในคลินิก

  • ผ่านการรับรองจาก อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา)
  • นำเข้าโดยบริษัทที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง
  • แกะกล่องให้ดูต่อหน้าทุกเคส คุณเห็นกล่อง เห็นซีล เห็นผลิตภัณฑ์ด้วยตาตัวเอง
  • ตรวจสอบได้ สแกน QR Code และเช็ก Batch Number กับบริษัทผู้ผลิตได้ทันที

เราเข้าใจว่าในตลาดมีของปลอมและของลักลอบนำเข้าจำนวนมาก การเลือกใช้ของแท้จากแหล่งที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับความปลอดภัยของคุณ

4. มาตรฐานสถานพยาบาลระดับสูง

รัตตินันท์ คลินิก ดำเนินงานภายใต้มาตรฐานสถานพยาบาลที่กฎหมายกำหนด ดังนี้

  • ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล ถูกต้องตามกฎหมาย ตรวจสอบได้
  • สถานที่สะอาด ปลอดเชื้อ ห้องทำหัตถการได้มาตรฐาน
  • อุปกรณ์ปลอดเชื้อ ใช้เข็มและอุปกรณ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง
  • ระบบจัดการขยะติดเชื้อ ตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข

5. ติดตามผลหลังทำ (Follow-up)

การฉีด Biostimulator ไม่ได้จบแค่ในวันที่ทำหัตถการ ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต้องอาศัยการติดตามและดูแลอย่างต่อเนื่อง

  • นัดพบแพทย์หลังทำ ประเมินผลลัพธ์ ตอบคำถาม แก้ไขข้อกังวล
  • ให้คำปรึกษาตลอดกระบวนการ ตั้งแต่ก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำ
  • วางแผนการดูแลระยะยาว แนะนำเวลาที่เหมาะสมสำหรับการทำซ้ำ

เราไม่ได้แค่ “ทำแล้วจบ” แต่เราดูแลคุณตลอดเส้นทาง

สรุป ทำไมต้องรัตตินันท์?

เหตุผล สิ่งที่คุณได้รับ
ตัวเลือกครบ Radiesse, Profhilo ครอบคลุมทุกความต้องการ
แพทย์วิเคราะห์ก่อนทำ ได้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคุณจริง ๆ ไม่ใช่แค่ตัวที่ “ขายดี”
อย. รับรอง ตัวยาปลอดภัย ตรวจสอบได้ แกะกล่องให้ดู
มาตรฐานสถานพยาบาล สถานที่สะอาด ถูกกฎหมาย
Follow-up ไม่ทิ้งกันหลังทำ ดูแลจนกว่าจะพอใจ

 

คำถามที่พบบ่อย

ขึ้นอยู่กับชนิดของสาร โดยทั่วไป Radiesse และ HArmonyCa อยู่ได้ 12-18 เดือน, Profhilo ผลสูงสุด 2 เดือนหลังครั้งที่ 2 และแนะนำทำซ้ำทุก 6 เดือน

HArmonyCa เห็นผล Lift ทันทีหลังฉีด และค่อย ๆ ดีขึ้นตามการสร้างคอลลาเจน Radiesse เห็นผลทันทีจากเจล และดีขึ้นต่อเนื่อง Profhilo เห็นผลชัดเจน 10-15 วันหลังครั้งแรก สูงสุด 2 เดือนหลังครั้งที่ 2

HArmonyCa มียาชา Lidocaine 0.3% ผสมอยู่ในตัวยาแล้ว นอกจากนี้แพทย์จะทายาชาหรือฉีดยาชาก่อน ความเจ็บจึงอยู่ในระดับที่ทนได้

Filler เน้น “เติมเต็ม” ทันที ส่วน Biostimulator เน้น “กระตุ้น” ให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเอง ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติและอยู่ได้นานกว่า Hybrid Biostimulator อย่าง HArmonyCa รวมข้อดีทั้งสองอย่างไว้ด้วยกัน

Radiesse เน้นงานโครงสร้างและผิว (5-in-1), HArmonyCa เป็น Hybrid ที่ Lift ทันที + กระตุ้นคอลลาเจน, Profhilo เน้นฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวม ไม่เพิ่มวอลลุ่ม แพทย์จะแนะนำตามความต้องการของคุณ

ทีมแพทย์รักษาผิวพรรณ
รัตตินันท์ คลินิก

พญ. รัตตินันท์ ตรีรัตน์
ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ

พญ. นฤมล วิเชียร
แพทย์หญิง

พญ. จุฑามาศ ตันคุณากร
แพทย์โรคผิวหนัง

นพ. ศศินทร์ ตรีรัตน์
นายแพทย์