หลังการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร ร่างกายของคุณแม่ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงหลายประการ และหนึ่งในปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณแม่หลังคลอดเป็นอันดับต้น ๆ คือภาวะ กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อรูปร่างและความกระชับของหน้าท้องเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ความมั่นใจ และสุขภาพโดยรวมในระยะยาว
บทความนี้จะพาคุณแม่ทุกท่านไปรู้จักกับภาวะ กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก อย่างละเอียด ตั้งแต่ความหมาย สาเหตุของการเกิด ไปจนถึงแนวทางการรักษาและการดูแลที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้คุณแม่สามารถตัดสินใจเลือกวิธีฟื้นฟูได้อย่างมั่นใจ และกลับมามีหน้าท้องที่แข็งแรงได้อีกครั้งอย่างปลอดภัยและตรงจุด
กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก คืออะไร
กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก (Diastasis Recti) คือ ภาวะที่กล้ามเนื้อหน้าท้องมัดตรงทั้งสองข้างแยกออกจากกันบริเวณแนวกึ่งกลางลำตัว เนื่องจากเนื้อเยื่อพังผืดที่ทำหน้าที่ยึดกล้ามเนื้อ (Linea Alba) ถูกยืดออกหรืออ่อนแรง ภาวะนี้พบได้บ่อยในคุณแม่หลังตั้งครรภ์และคลอดบุตร ส่งผลให้หน้าท้องดูนูน ไม่กระชับ แม้น้ำหนักจะลดลงแล้วก็ตาม และในบางรายอาจมีอาการปวดหลังหรือรู้สึกแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรงร่วมด้วย
รู้ได้อย่างไรว่าร่างกายกำลังเผชิญภาวะ กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก
สัญญาณที่พบบ่อยของ ภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยก ได้แก่ หน้าท้องนูนหรือยื่นออกมาชัดเจน โดยเฉพาะเวลาลุก นั่ง หรือเกร็งหน้าท้อง รู้สึกว่าหน้าท้องหย่อน ไม่กระชับ แม้จะออกกำลังกายหรือควบคุมน้ำหนักแล้วก็ตาม บางรายอาจมีอาการปวดหลัง ปวดเอว หรือรู้สึกว่าลำตัวขาดความมั่นคง ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้ามและควรได้รับการประเมินอย่างถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญ
สาเหตุของ กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก
-
การตั้งครรภ์และการขยายตัวของมดลูก
ในช่วงตั้งครรภ์ มดลูกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องจะดันผนังหน้าท้องออก ส่งผลให้กล้ามเนื้อหน้าท้องและเนื้อเยื่อยึดเกาะถูกยืดออก หากร่างกายไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่หลังคลอด ก็อาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกได้
-
ฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์
ฮอร์โมนบางชนิด เช่น รีแลกซิน (Relaxin) มีบทบาททำให้เนื้อเยื่อและเอ็นต่าง ๆ ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อเตรียมร่างกายสำหรับการคลอด ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้อาจส่งผลให้พังผืดบริเวณหน้าท้องอ่อนแรงและแยกออกได้ง่ายขึ้น
-
การใช้งานกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ไม่เหมาะสม
การยกของหนัก การลุกนั่งผิดท่า หรือการออกกำลังกายที่ไม่ถูกวิธี โดยเฉพาะในช่วงหลังคลอด อาจเพิ่มแรงดันในช่องท้องและทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแยกรุนแรงขึ้นหรือฟื้นตัวได้ช้าลง
กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก เกิดขึ้นกับใครได้บ้าง
แม้ภาวะ กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก จะพบได้บ่อยในคุณแม่หลังคลอด แต่ในความเป็นจริงสามารถเกิดขึ้นได้กับหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หลายครั้ง ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ที่ออกกำลังกายหนักโดยไม่ถูกวิธี
รวมถึงผู้ชายบางรายที่มีแรงดันในช่องท้องสูงเป็นเวลานาน ดังนั้นการเข้าใจภาวะนี้อย่างถูกต้องและเข้ารับการประเมินอย่างเหมาะสม จึงเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลและฟื้นฟูกล้ามเนื้อหน้าท้องให้กลับมาแข็งแรงอย่างยั่งยืน
กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก ส่งผลอย่างไรต่อคุณแม่หลังคลอด
ภาวะ กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก ไม่ใช่เพียงเรื่องของรูปร่างภายนอกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย การใช้ชีวิตประจำวัน และความมั่นใจของคุณแม่หลังคลอดในหลายด้าน หากไม่ได้รับการดูแลหรือรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้
-
ส่งผลต่อรูปร่างและความกระชับของหน้าท้อง
คุณแม่ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกมักมีลักษณะหน้าท้องนูน ยื่น หรือหย่อนคล้อย แม้น้ำหนักจะลดลงแล้วก็ตาม ทำให้การฟื้นฟูรูปร่างหลังคลอดเป็นไปได้ยากกว่าปกติ และอาจส่งผลต่อความมั่นใจในการแต่งกายหรือการใช้ชีวิตประจำวัน
-
กระทบต่อความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว
กล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นส่วนสำคัญของแกนกลางลำตัว (Core Muscle) เมื่อกล้ามเนื้อแยกออก ความแข็งแรงและการพยุงลำตัวจะลดลง ทำให้คุณแม่รู้สึกไม่มั่นคงขณะเคลื่อนไหว ลุก นั่ง หรืออุ้มลูก
-
เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการปวดหลังและปวดเอว
เมื่อแกนกลางลำตัวทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ร่างกายจะถ่ายน้ำหนักไปยังหลังและเอวมากขึ้น ส่งผลให้คุณแม่หลังคลอดมีอาการปวดหลัง ปวดเอว หรือเมื่อยล้าได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องดูแลลูกน้อยเป็นเวลานาน
-
ส่งผลต่อท่าทางและการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน
ภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกอาจทำให้ท่าทางการยืน เดิน หรือการเคลื่อนไหวผิดไปจากปกติ ส่งผลให้เกิดการใช้งานกล้ามเนื้อส่วนอื่นชดเชย ซึ่งในระยะยาวอาจนำไปสู่ปัญหาข้อต่อหรือกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ ได้
-
กระทบต่อความมั่นใจและสุขภาพจิตใจ
รูปร่างที่ไม่กระชับและอาการไม่สบายตัวจากภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยก อาจทำให้คุณแม่รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง เกิดความเครียด หรือกังวลเกี่ยวกับการฟื้นฟูร่างกายหลังคลอด ซึ่งสุขภาพจิตที่ดีถือเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้สุขภาพกาย
ดังนั้น การทำความเข้าใจผลกระทบของภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกและเข้ารับการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้คุณแม่หลังคลอดสามารถฟื้นฟูร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลับมาแข็งแรง มั่นใจ และพร้อมใช้ชีวิตในบทบาทคุณแม่ได้อย่างเต็มที่
กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก หายเองได้ไหม?
ภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยก สามารถดีขึ้นได้เองในบางราย โดยเฉพาะในช่วง 2–3 เดือนแรกหลังคลอด หากเป็นการแยกในระดับเล็กน้อยและร่างกายยังสามารถฟื้นฟูเนื้อเยื่อได้ตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม สำหรับคุณแม่จำนวนมาก กล้ามเนื้อและพังผืดบริเวณหน้าท้องอาจไม่กลับมาชิดกันได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้หน้าท้องยังคงหย่อน นูน หรือขาดความกระชับ แม้จะผ่านระยะหลังคลอดไปแล้วหลายเดือน
หากภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกเป็นในระดับปานกลางถึงรุนแรง หรือมีอาการปวดหลัง แกนกลางลำตัวไม่แข็งแรง การปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจทำให้ปัญหาเรื้อรังและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ดังนั้น การประเมินและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
วิธีการรักษา กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก ทำอย่างไร?
แนวทางการรักษากล้ามเนื้อหน้าท้องแยกจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง สภาพร่างกายของคุณแม่ และความต้องการในการฟื้นฟู
ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แนวทางหลัก คือ การรักษาแบบไม่ผ่าตัด และ การรักษาแบบผ่าตัด
วิธีการรักษา กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก โดยวิธีไม่ผ่าตัด
การรักษาแบบไม่ผ่าตัดเหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และต้องการฟื้นฟูอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเน้นการเสริมสร้างความแข็งแรงจากภายใน ได้แก่
-
การออกกำลังกายเฉพาะทาง
เป็นท่าบริหารที่ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อหน้าท้องชั้นลึก โดยต้องทำอย่างถูกวิธีและอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มแรงดันในช่องท้อง
-
การรักษาด้วยเครื่องพลังงานหรือเลเซอร์
หากเลือกใช้เลเซอร์หรือเครื่องพลังงาน ควรเป็นเทคโนโลยีที่สามารถส่งพลังงานลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อและพังผืด ไม่ใช่เพียงผิวหนังชั้นตื้น โดยคุณสมบัติที่เหมาะสมควรมีดังนี้
- สามารถกระตุ้นการหดตัวและฟื้นฟูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
- ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและการซ่อมแซมพังผืด (Linea Alba)
- ให้พลังงานอย่างสม่ำเสมอและปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง
- เทคโนโลยีในกลุ่มคลื่นวิทยุหรือเลเซอร์พลังงานลึก (Deep Energy-Based Devices) มักถูกนำมาใช้เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพในการฟื้นฟูกล้ามเนื้อหน้าท้อง
-
การดูแลท่าทางในชีวิตประจำวัน
การลุก นั่ง อุ้มลูก หรือยกของอย่างถูกวิธี จะช่วยลดแรงดันในช่องท้องและป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแยกรุนแรงขึ้น
วิธีการรักษา กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก โดยวิธีผ่าตัด
การผ่าตัดเหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกในระดับรุนแรง มีการแยกของกล้ามเนื้อชัดเจน หรือมีปัญหาร่วม เช่น หน้าท้องหย่อนคล้อยมาก ไส้เลื่อน หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัด
การผ่าตัด จะเป็นการเย็บกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องให้กลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ช่วยฟื้นฟูความแข็งแรงของแกนกลางลำตัวและปรับรูปร่างหน้าท้องให้เรียบกระชับมากขึ้น โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีการผ่าตัดให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและยั่งยืน
การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม ควรเริ่มจากการประเมินอย่างละเอียดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณแม่หลังคลอดสามารถฟื้นฟูหน้าท้องได้อย่างตรงจุด ปลอดภัย และกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก
-
กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก ป้องกันได้ไหม
ภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยก สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดได้ แม้ไม่อาจป้องกันได้ 100% โดยเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์ สิ่งที่ช่วยได้คือการดูแลกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือท่าทางที่เพิ่มแรงดันในช่องท้องมากเกินไป การลุก นั่ง และยกของอย่างถูกวิธี รวมถึงการฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังคลอดด้วยท่าบริหารเฉพาะทางภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยลดโอกาสการเกิดหรือความรุนแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกได้
-
หากไม่รักษา กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก อันตรายไหม
แม้กล้ามเนื้อหน้าท้องแยกจะไม่ใช่ภาวะอันตรายเร่งด่วน แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจส่งผลกระทบในระยะยาว เช่น หน้าท้องหย่อนคล้อยเรื้อรัง แกนกลางลำตัวอ่อนแรง อาการปวดหลัง ปวดเอว หรือปัญหาท่าทางการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ในบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนร่วม เช่น ไส้เลื่อน ดังนั้นการประเมินและดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจลุกลามในอนาคต
-
พักฟื้นอย่างไรหลังผ่าตัดกล้ามเนื้อหน้าท้องแยก
ในกรณีที่แพทย์พิจารณาให้รักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งมักทำร่วมกับการผ่าตัดหนังหน้าท้อง การดูแลหลังผ่าตัดอย่างถูกต้องมีส่วนสำคัญต่อผลลัพธ์และความปลอดภัย
การ ผ่าตัดหนังหน้าท้อง คือการผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหาหนังหน้าท้องหย่อนคล้อย โดยตัดผิวหนังและไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องออก พร้อมกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องในรายที่จำเป็น เพื่อให้หน้าท้องเรียบตึง กระชับ และได้สัดส่วนมากขึ้น
แนวทางการพักฟื้นหลังผ่าตัด ได้แก่
- รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- ใส่ชุดกระชับตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 1 เดือน หลังจากนั้นใส่วันละประมาณ 12 ชั่วโมง ต่อเนื่องอีก 2–3 เดือน
- การถอดชุดกระชับควรถอดในท่านั่งหรือยืน โดยมีที่ยึดจับ และถอดอย่างช้า ๆ
- อาจมีอาการเขียวช้ำบริเวณผ่าตัด ซึ่งจะค่อย ๆ หายภายใน 2–3 สัปดาห์ หากมีอาการปวด บวม แดง หรือมีไข้ ควรรีบพบแพทย์ทันที
- ช่วง 1–2 สัปดาห์แรก ควรเดินก้มตัวเล็กน้อย และนอนยกศีรษะสูง เพื่อไม่ให้แผลตึง หลังจากนั้นค่อย ๆ ยืดตัวเพื่อป้องกันอาการปวดหลังและเอว
- อาการบวม ชา จะค่อย ๆ ดีขึ้นและกลับสู่ภาวะปกติประมาณ 3–4 เดือน
- รอยย่นหรือจีบบริเวณแผลผ่าตัดจะค่อย ๆ เรียบขึ้นในช่วง 4–6 เดือน
- ห้ามยกของหนักอย่างน้อย 1 เดือนหลังผ่าตัด
- หลังผ่าตัด 1–3 เดือน สามารถเริ่มออกกำลังกายได้ตามปกติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของแต่ละบุคคล
- หลังออกจากโรงพยาบาล จะมีการนัดทำแผลและติดตามปริมาณของเหลวในท่อระบาย
- ทำแผลวันเว้นวัน (กรณีแผลไม่ซึม) และหลีกเลี่ยงไม่ให้แผลโดนน้ำจนกว่าจะตัดไหม
- ประมาณ 10–14 วัน จะนัดตัดไหมบริเวณสะดือ
- หลังตัดไหม สามารถเริ่มทายารักษารอยแผลเป็นและป้องกันแผลนูน (Keloid)
- 1 เดือนหลังผ่าตัด แนะนำให้ปิดแผลด้วยแผ่น Silicone Sheet
- แนะนำให้นวดบริเวณที่ดูดไขมันด้วยมือหรือนวดด้วยเครื่องที่คลินิก เพื่อช่วยลดการเกิดก้อนน้ำเหลือง (Seroma)
การดูแลด้านโภชนาการและพฤติกรรม
- ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1–2 ลิตร
- งดดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่อย่างน้อย 7 วัน
- งดอาหารหมักดอง และอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ จนกว่าจะตัดไหม
- เน้นอาหารโปรตีนสูง เช่น อกไก่ ไข่ เพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
- ลดอาหารแป้งและอาหารเค็มที่มีโซเดียมสูง อย่างน้อย 2 สัปดาห์
สรุป กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก คืออะไร? หายเองได้ไหม? คุณแม่หลังคลอดควรทำอย่างไร?
กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก คือ ภาวะที่กล้ามเนื้อหน้าท้องแยกออกจากกัน ทำให้หน้าท้องไม่กระชับและแกนกลางลำตัวอ่อนแรง คุณแม่บางท่านอาจดีขึ้นได้เอง หากเป็นไม่รุนแรงและดูแลอย่างถูกวิธี แต่สำหรับหลายคน ภาวะนี้อาจไม่หายไปเองและส่งผลต่อรูปร่าง สุขภาพ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว
สิ่งสำคัญสำหรับคุณแม่หลังคลอดคือ การประเมินภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกอย่างถูกต้อง และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูแบบไม่ผ่าตัดหรือการผ่าตัดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างปลอดภัย ได้ผลลัพธ์ที่ดี และช่วยให้คุณแม่กลับมามั่นใจ แข็งแรง และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง
อ้างอิงแหล่งที่มา
https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/22346-diastasis-recti

ในฐานะนักเขียนสายสุขภาพ ฉันมุ่งพัฒนาเนื้อหาที่ถูกต้อง อิงหลักการแพทย์ และเข้าใจง่ายสำหรับผู้อ่านทุกกลุ่ม โดย อ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้มาตรฐานสากล และแหล่งข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อให้บทความที่เผยแพร่มีความถูกต้อง เป็นกลาง และเป็นข้อมูลที่ผู้อ่านไว้วางใจได้อย่างแท้จริง