ดูดไขมัน กำจัดไขมันส่วนเกิน ปั้นหุ่นสวยอย่างปลอดภัยและแม่นยำ โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง

ดูดไขมัน

เลือกหัวข้อที่คุณสนใจ

บทความนี้ผ่านการตรวจสอบทางการแพทย์โดย นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์ (หมอหนึ่ง)

 

ดูดไขมัน (Liposuction) คือ หัตถการเพื่อลดไขมันเฉพาะจุด โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยกำจัดไขมัน ทั้งบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา ใต้คาง และส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย สำหรับผู้ที่ควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ยังมีไขมันบางจุดที่กำจัดได้ยาก ด้วยเทคโนโลยีการ ดูดไขมัน ที่ทันสมัยในปัจจุบัน หัตถการนี้สามารถช่วยปรับรูปร่างให้กระชับ ได้สัดส่วน เสริมความมั่นใจ และให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับการดูดไขมันอย่างละเอียด เช่น

  • เทคนิคการดูดไขมัน
  • ข้อดี-ข้อเสียของการดูดไขมัน
  • การเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน
  • การดูแลหลังดูดไขมัน

และข้อควรทราบอื่น ๆ เพื่อให้ทุกคนตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุด

ดูดไขมัน คืออะไร ?

 

ดูดไขมัน (Liposuction) คือ หัตถการทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีช่วยปรับรูปร่างให้สมส่วน โดยเฉพาะในบุคคลที่ต้องการลดไขมันเฉพาะจุดที่กำจัดยาก เช่น หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน และใต้คาง ดูดไขมันจึงไม่ใช่การลดน้ำหนัก แต่เป็นการช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินเพื่อให้ได้สัดส่วนที่ชัดเจนและมีรูปทรงกระชับขึ้น

รีวิวผลลัพธ์หลังดูดไขมัน ที่ รัตตินันท์ คลินิก

เทรนด์ ดูดไขมัน 2026

 

ในปี 2026 เทรนด์การ ดูดไขมัน ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเอาไขมันออกให้มากที่สุดอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัย ความเป็นธรรมชาติ และคุณภาพผิวหลังทำมากขึ้น เทคโนโลยีสมัยใหม่ถูกพัฒนาให้สามารถ สลายไขมัน ควบคู่กับการกระชับผิว ในขั้นตอนเดียว ลดปัญหาผิวหย่อนคล้อย ฟื้นตัวเร็ว และช่วยให้แพทย์ออกแบบรูปร่างได้แม่นยำยิ่งขึ้น

ด้วยประสบการณ์ดูดไขมันตั้งแต่ปี 1999 และมีผู้รับการดูดไขมันมากกว่า 883 เคสในปี 2025 ทำให้เราพบว่าหัวใจสำคัญของเทรนด์ดูดไขมันในปี 2026 คือ การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับ โครงสร้างร่างกายของแต่ละบุคคล และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงสวยงาม แต่ยังปลอดภัยในระยะยาว

 

เทคโนโลยีดูดไขมันที่ได้รับความนิยมในปี 2026

  • BodyTite (RFAL) คือ เทคโนโลยีดูดไขมันพร้อมกระชับผิวในขั้นตอนเดียว BodyTite (RFAL: Radiofrequency Assisted Lipolysis) โดยเป็นเทคโนโลยีที่ผสาน การดูดไขมันและการกระชับผิว ไว้ในเครื่องเดียว โดยใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (RF) ส่งผ่านหัวดูดไขมันที่ออกแบบพิเศษ

     

    พลังงาน RF จะช่วย ละลายไขมันในชั้นใต้ผิว ควบคู่กับการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวหดตัว กระชับ และเรียบเนียนมากขึ้นหลังการดูดไขมัน เหมาะกับผู้ที่กังวลเรื่องผิวหย่อนคล้อยหลังทำ และต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ

 

  • Vaser (Ultrasound) คือ สลายไขมันอย่างแม่นยำ เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว Vaser เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ คลื่นเสียงอัลตราซาวนด์ความถี่สูง เพื่อสลายไขมันอย่างนุ่มนวล โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อ เส้นประสาท หรือหลอดเลือดรอบข้าง

    ข้อดีของ Vaser คือ ช่วยให้แพทย์สามารถ ออกแบบสัดส่วนได้อย่างละเอียดและแม่นยำ ผลลัพธ์ที่ได้คือรูปร่างกระชับ ได้รูป เจ็บน้อย รอยช้ำน้อย และใช้เวลาพักฟื้นสั้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปร่างให้ชัดเจน แต่ยังคงความเรียบเนียนของผิว

 

  • J-Plasma / Renuvion คือ กระชับผิวลึก ด้วยพลังงานพลาสมา J-Plasma หรือ Renuvion เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ พลังงานพลาสมาฮีเลียม (Helium Plasma) ร่วมกับพลังงานคลื่นวิทยุ (RF) เพื่อกระชับผิวจากภายใน โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อรอบข้าง

     

    พลังงานจะช่วยให้โครงสร้างผิวที่เรียกว่า Fibroseptal Network (FSN) หดตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผิวตึงกระชับเห็นผลทันทีหลังทำ พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยหลังดูดไขมัน หรือผู้ที่ต้องการยกระดับผลลัพธ์ให้ผิวแน่นและกระชับยิ่งขึ้น

     

    ที่ รัตตินันท์ คลินิก เราให้ความสำคัญมากกว่าการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย คือการ ออกแบบแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ตั้งแต่การประเมินสรีระ โครงสร้างผิว การเลือกเทคนิคดูดไขมัน ไปจนถึงการดูแลหลังทำ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้ทั้งสวยงาม ปลอดภัย และเหมาะกับร่างกายของแต่ละคนอย่างแท้จริง

หลักการดูดไขมัน กำจัดไขมันออกจากร่างกายอย่างไร?

 

การดูดไขมัน คือ การกำจัดไขมันเฉพาะจุด ออกจากร่างกาย โดยใช้เทคนิค Vaser, J-Plasma, BodyTite โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “แคนนูล่า” (Cannula) หรือท่อขนาดเล็กที่ถูกออกแบบมาให้สามารถเจาะเข้าสู่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังได้อย่างปลอดภัย

แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการให้ยาชาเฉพาะจุด หรือในบางกรณีอาจใช้วิธีวางยาสลบเพื่อความสบายใจของผู้เข้ารับบริการ จากนั้นจะทำการสอดแคนนูล่าเข้าสู่ตำแหน่งที่มีไขมันสะสม โดยปลายท่อจะเชื่อมต่อกับเครื่องดูดสุญญากาศ ซึ่งทำหน้าที่ดูดเซลล์ไขมันออกจากร่างกายอย่างต่อเนื่อง

หัตถการนี้ช่วยลดปริมาณไขมันในบริเวณที่ต้องการ ปรับสัดส่วนให้สมส่วนยิ่งขึ้น และส่งเสริมความมั่นใจในรูปร่างโดยไม่ต้องลดน้ำหนักทั้งตัว

หลักการดูดไขมัน กำจัดไขมันออกจากร่างกายอย่างไร

ดูดไขมันส่วนไหนได้บ้าง? จุดยอดนิยมที่คนมักเลือกดูดไขมันออก

ดูดไขมันส่วนไหนได้บ้าง

โดยปกติแล้ว ร่างกายคนเราจะมี “คลังสำรองไขมัน” ที่ถูกกำหนดมาด้วยพันธุกรรม ซึ่งบริเวณหน้าท้อง รอบเอว ต้นขา ต้นแขน และเหนียง มักเป็นจุดที่ร่างกายเลือกสะสมไขมันเป็นอันดับต้นๆ และเป็นจุดสุดท้ายที่ยอมปล่อยไขมันออกมา แม้ว่าคนไข้จะพยายามควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายอย่างหนักแล้วก็ตาม เราจึงเรียกไขมันส่วนนี้ว่า “ไขมันดื้อด้าน” (Stubborn Fat) บริเวณที่คนนิยมดูดไขมันได้แก่

เหตุผลที่ทั้ง 5 จุดนี้ได้รับความนิยมสูงสุด นั่นเป็นเพราะว่ามันเป็นบริเวณที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ และ หุ่นแต่ละคน (Silhouette) โดยตรง การดูดไขมันออกในบริเวณเหล่านี้ เช่น การสร้างส่วนเว้าบริเวณเอว หรือการกำจัดเหนียงเพื่อให้กรอบหน้าชัดเจนขึ้น สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดูเป็นธรรมชาติและชัดเจนประหนึ่งการแกะสลักรูปปั้น ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อความมั่นใจและการสวมใส่เสื้อผ้าให้ดูสง่างามขึ้น 

ดังนั้น ที่รัตตินันท์ คลินิก เราจึงบอกเสมอว่าการดูดไขมันไม่ใช่ลดน้ำหนัก แต่เป็นการปรับสมดุลสัดส่วนเพื่อให้ได้รูปร่างที่สมบูรณ์แบบตามโครงสร้างเฉพาะบุคคล

ทำไมไขมันหน้าท้องถึงลดยาก? และดูดไขมันตอบโจทย์อย่างไร

 

ไขมันในร่างกายลดเป็นลำดับ ไม่ได้ลดเฉพาะจุด เมื่อลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ไขมันจะลดจากปลายมือ-ปลายเท้าก่อน แล้วค่อยมาที่ใบหน้า คอ หน้าอกบน และสุดท้ายคือหน้าท้องล่าง แต่ตอนอ้วนขึ้น? ไขมันหน้าท้องล่างขึ้นก่อนเสมอ

นั่นหมายความว่า ก่อนจะลดไขมันหน้าท้องได้ คุณต้องลดไขมันใบหน้าและส่วนบนทั้งหมดจนหายก่อน ส่งผลให้แก้มตอบ หน้าโทรม ขมับบาง ดูเหมือนคนป่วย

 

Doctor’s Note โดย นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์

“คนที่น้ำหนักปกติมักมีไขมัน 19-25% ซึ่งยังเห็นพุงอยู่ แต่ถือว่าไม่อ้วนตามดัชนีมวลกาย หากต้องการหน้าท้องแบนจริงๆ ต้องลดไขมันลงเหลือ 12-15% แต่สำหรับคนอายุเกิน 35 ปี การลดไขมันถึงระดับนั้นจะทำให้เห็นถุงใต้ตา หน้าผากไม่เหลือคอลลาเจน หน้าดูโทรมทั้งที่หน้าท้องยังไม่แบน

นี่คือเหตุผลที่ทำไม การดูดไขมันหน้าท้อง ถึงเป็นจุดที่นิยมมากที่สุด และคุ้มค่าที่สุด เพราะสามารถกำจัดไขมันเฉพาะจุดได้โดยไม่ต้องลดน้ำหนักทั้งตัว ไม่ต้องเสี่ยงให้ใบหน้าโทรม และได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนถาวร”

ปัญหาไขมันสะสมตรงสะโพก ดูดไขมันช่วยได้อย่างไร?

 

ดูดไขมันสะโพกหรือปีกสะโพก เป็นอีกหนึ่งส่วนยอดนิยมในผู้หญิง โดยเฉพาะคนที่มีรูปร่าง สะโพกใหญ่แต่ขาเล็ก ลักษณะคล้ายผลชมพู่ ทำให้ใส่เสื้อผ้าไม่สวย ใส่กางเกงได้แต่ติดกระดุมไม่ได้ บางคนพยายามลดเองแต่ไม่ได้ผล เพราะเป็น “ไขมันเฉพาะส่วน” ที่ลดตามธรรมชาติได้ยาก ประสบการณ์ดูดไขมันของรัตตินันท์ คลินิก ทำให้เราพบว่า “การดูดไขมันสะโพกช่วยปรับสัดส่วนให้บาลานซ์ขึ้น ทำให้การใส่เสื้อผ้าดูสวยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

ทำไมไขมันต้นขาถึงลดยาก? และดูดไขมันตอบโจทย์อย่างไร

 

ไขมันต้นขาและน่องเป็นกลุ่มไขมันที่ลดได้ยากที่สุด โดยเฉพาะด้านในและด้านนอกที่สะสมตามพันธุกรรม การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวมักไม่ตอบโจทย์ การดูดไขมันต้นขา ช่วยลดขนาดให้ขาเรียวขึ้น และปรับช่องขา (Thigh Gap) ให้สวยเป็นธรรมชาติ แต่ที่สำคัญกว่านั้น ในบางกรณีไม่ใช่แค่ “อ้วน” แต่เป็นภาวะ Lipedema (ลิพีดีมา) ซึ่งเป็นการสะสมไขมันผิดปกติที่มักมาพร้อมอาการเจ็บปวดและขาหนัก

 

Doctor’s Note โดย นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์

“หลายท่านมีไขมันสะสมตั้งแต่ต้นขาจรดน่อง บางคนปวดขาตลอดเวลาทั้งเช้าเย็น เคยรักษาหลายที่ รวมถึงหมอระบบประสาทที่ให้แค่ยากินและบอกว่าเป็นการอักเสบของเซลล์ไขมัน แต่ไม่ดีขึ้น เมื่อมาดูดไขมันอาการปวดจากเซลล์ไขมันอักเสบทุเลาลงทันที เพราะเอาต้นเหตุที่อักเสบออกไปแล้ว

นี่คือเหตุผลที่ การดูดไขมันขา ไม่ได้แค่ปรับสัดส่วน แต่ยังช่วยแก้ปัญหาปวดเรื้อรังจากไขมันผิดปกติได้อีกด้วย

ทำไมไขมันแขนถึงลดยาก? และดูดไขมันตอบโจทย์อย่างไร

 

ไขมันแขนมักสะสมตั้งแต่หัวไหล่จนถึงข้อศอก บางคนลามถึงไหปลาร้า ทำให้ช่วงตัวบนดูใหญ่และเลือกใส่เสื้อผ้าไม่มั่นใจ แม้จะไม่ใช่คนอ้วนมากก็ตาม

การดูดไขมันแขน ช่วยลดขนาดต้นแขนให้เล็กลงโดยไม่ต้องอดอาหาร และที่น่าสนใจคือ เมื่อดูดไขมันรอบแขนทั้งหมด รวมถึงใต้รักแร้ จะทำให้ทรงหน้าอกดูชัดขึ้นด้วย เพราะบริเวณขอบด้านข้างแบนลง หน้าอกจึงดูเด่นขึ้นแม้ไม่ได้ทำหน้าอก

 

Doctor’s Note โดย นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์

“การดูดไขมันแขนทำได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่เป้าหมายต่างกัน

เพราะผู้ชายมักมีกล้ามแต่ยังไม่เห็นร่องชัด เราจะดูดให้เป็นร่อง ทำให้กล้ามที่ไหล่ดูคมขึ้น บางคนดูดเข้าที่หัวไหล่เพื่อให้เห็นความเป็นผู้ชายมากขึ้น

ในผู้หญิง จะทำให้ต้นแขนเล็กลงโดยไม่ต้องอดข้าว ด้วยวิธีการของคลินิก เราไม่เย็บแผลแน่นเกินไป เพื่อให้น้ำเหลืองระบายออกได้ดี ทำให้ฟกช้ำและบวมน้อยมาก ผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่บอกว่า ‘ไม่เจ็บ’ หลังทำ ถ้าไม่จับแรงจะไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำ”

ปัญหาไขมันสะสมบริเวณใต้รักแร้ ดูดไขมันนมน้อยช่วยได้อย่างไร?

 

ปัญหาไขมันสะสมบริเวณใต้รักแร้ “นมน้อย” ดูดไขมันช่วยได้อย่างไร?

“นมน้อย” คือไขมันนูนบริเวณใต้รักแร้ที่พบได้ทุกกลุ่มอายุ ส่วนใหญ่เกิดจากฮอร์โมน หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองหรือเนื้องอก แต่จริงแล้วเป็นไขมันสะสมที่ลดด้วยการควบคุมน้ำหนักเองยากมาก

การรักษามี 2 แบบ ขึ้นอยู่กับสภาพผิว:

  1. ดูดไขมันอย่างเดียว เหมาะกับกรณีที่มีหนังไม่เกิน
  2. ดูดไขมัน ร่วมกับ ตัดหนังส่วนเกิน เหมาะกับกรณีนูนมากและมีหนังส่วนเกิน (แผลซ่อนอยู่ในรักแร้มองไม่เห็น)

 

Doctor’s Note โดย นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์

“ประเด็นสำคัญของนมน้อยคือ ต้องดูว่าเป็นแบบไหน หากนูนมากและเราดูดไขมันออกไปเยอะ จะเกิดหนังส่วนเกิน ตอนบวมอาจดูตึงดี แต่พอหุบแขนลงจะเห็นหนังย่น ทำให้ทรงดูไม่เปลี่ยนหรือเปลี่ยนน้อยมาก การตัดหนังส่วนเกินจึงจำเป็น โดยแผลจะซ่อนอยู่ใต้รักแร้มองไม่เห็น

นมน้อยเจอได้ทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้ใหญ่ ถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมน เมื่อก่อนคนไข้ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร จนมาเห็น Content ของเรา เราน่าจะเป็นสถานพยาบาลแรกๆ ที่ใช้คำว่า ‘นมน้อย เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น”

ปัญหาไขมันสะสมบริเวณใบหน้า ลำคอ ดูดไขมันช่วยได้อย่างไร?

 

ไขมันแก้มทำให้หน้าดูใหญ่ ดูมน ไม่คม แม้ตัวจะผอม การดูดไขมันแก้ม ช่วยเพิ่มความคมชัดของหน้า ทำให้กรอบหน้าชัด จมูกและคางโดดเด่นขึ้น เป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการหน้าเรียว V-line

การดูดไขมันหน้าและคอ ช่วยทำให้กรอบหน้าชัด คางเรียว ลดความอูมของแก้มและเหนียงได้เห็นผล

แต่มีข้อสำคัญที่ต้องรู้: ใบหน้าบวมไม่ได้เกิดจากความอ้วนเพียงอย่างเดียว บางครั้งเกิดจาก ผลข้างเคียงของยา เช่น:

  • ยาต้านไวรัส HIV
  • ยาสเตียรอยด์ (รวมถึงที่แฝงในสมุนไพรไทยบางชนิด เช่น ขมิ้นชัน)

Doctor’s Note โดย นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์

“ภาวะที่แพทย์มักพบคือ ไขมันสะสมผิดปกติจากยาสเตียรอยด์หรือยาต้านไวรัส HIV ซึ่งทำให้ไขมันลามจากหน้าไปคอจนถึงไหปลาร้า บางครั้งมีรอยแตกลายสีม่วงด้วย

ที่สำคัญคือ แม้คนไข้จะหยุดยามานานมากแล้ว อาการบวมเหล่านี้ก็ยังไม่หาย จะเป็นแบบนี้ไปตลอด และคนไข้มักจำไม่ได้เพราะนานเกินไป

แพทย์ต้องวินิจฉัยให้ถูกต้องก่อนว่า:

  • เป็นไขมันจากความอ้วนปกติ หรือ
  • เป็นไขมันจากผลข้างเคียงของยา

เพราะวิธีรักษาจะแตกต่างกัน ต้องเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดกับสาเหตุของแต่ละคน”

ปัญหาไขมันสะสมใต้คางจนเกิดเป็นเหนียง ดูดไขมันช่วยได้อย่างไร?

 

ดูดไขมันเหนียงหรือไขมันใต้คาง เป็นจุดที่ได้รับความนิยมสูงมาก โดยเฉพาะในคนที่เคย “ฉีดสลายไขมัน” แล้วไม่เห็นผล หรือเกิดพังผืดจนคางไม่เป็นทรง  ด้วยประสบการณ์ดูดไขมันตั้งแต่ปี 1999 เราพบว่า “การฉีดเกือบทั้งหมดไม่ได้ผล แต่ที่ได้ผลคือการดูดไขมัน” การดูดไขมันใต้คางช่วยให้ กรามชัดขึ้น คางมีมิติ ใบหน้าเรียว ในผู้ชายจะเห็นลูกกระเดือกชัดขึ้น จุดประสงค์หลักคือทำให้กรอบหน้าคมชัด เป็นร่อง และดูมีความเว้าอย่างเป็นธรรมชาติ

เจาะลึกโปรแกรมดูดไขมันแต่ละจุด ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

 

การสะสมของไขมันแต่ละตำแหน่งในร่างกายมีสาเหตุแตกต่างกัน บางจุดลดง่าย บางจุดลดแทบไม่ได้เลยแม้จะออกกำลังกายหรือคุมอาหารอย่างดี ทำให้หลายคนที่มีน้ำหนักตัวปกติหรือค่าดัชนีมวลกายไม่สูง ยังรู้สึกว่ารูปร่างไม่กระชับ มีพุง มีต้นขาใหญ่ หรือต้นแขนหนา ซึ่งเป็นปัญหาที่การดูดไขมันสามารถช่วยแก้ไขได้ตรงจุดมากกว่า

แพทย์อธิบายว่า แม้คนที่ “ไม่อ้วน” ส่วนใหญ่จะมีค่าไขมันเฉลี่ย 19–25% ซึ่งถือว่าปกติทางการแพทย์ แต่ระดับนี้ยังคง “เห็นพุง” อยู่ ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจเวลาใส่เสื้อผ้ารัดรูป หรือไม่กล้าใส่เสื้อเข้ารูปที่โชว์ช่วงเอว โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป ร่างกายจะสูญเสียคอลลาเจน ไขมันบนใบหน้าและหน้าผากจะลดลง แต่ไขมันหน้าท้องกลับยังอยู่ ทำให้แม้จะผอมลงแต่พุงยังไม่ยุบ เป็นปัญหาที่หลายคนพบเจอ

ข้อดีโดยเฉพาะของโปรแกรมดูดไขมัน

  • ช่วยปรับรูปร่างเฉพาะจุด การดูดไขมันช่วยกำจัดไขมันสะสมในบริเวณที่ต้องการ เช่น หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน ทำให้รูปร่างสมส่วนตามที่ต้องการ
  • ช่วยเพิ่มความมั่นใจ สำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุด การดูดไขมันจะช่วยลดปัญหาดังกล่าว เพิ่มความมั่นใจในการแต่งกายและการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ช่วยลดไขมันส่วนเกินที่กำจัดได้ยาก สำหรับบางคน ไขมันบางจุดลดได้ยากแม้จะควบคุมอาหารและออกกำลังกาย การดูดไขมันช่วยกำจัดไขมันเหล่านี้ได้ตรงจุด
  • ใช้ไขมันเติมเต็มส่วนอื่นของร่างกายได้ ไขมันที่ดูดออกสามารถนำไปเติมเต็มส่วนอื่น เช่น หน้าอกหรือสะโพก เพื่อเพิ่มวอลลุ่มได้
  • เทคโนโลยีทันสมัยช่วยลดการพักฟื้น เทคนิคการดูดไขมันแบบใหม่ เช่น TripleTite, J Plasma ทำให้เจ็บน้อยลงและฟื้นตัวเร็วกว่าแบบดั้งเดิม
ข้อดีโดยเฉพาะของโปรแกรมดูดไขมัน

เทคโนโลยีดูดไขมันหลากหลาย
พร้อมกระชับผิวในขั้นตอนเดียว

ออกแบบรูปร่างเคสต่อเคส
เพื่อสรีระที่แตกต่างของแต่ละคน

เทคนิคการกระจายไขมัน
FAT EQUALIZATION

ดูดไขมัน เหมาะกับใครบ้าง?

ดูดไขมัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุด และต้องการปรับรูปร่าง โดยไม่เน้นการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ผู้ที่เหมาะกับการดูดไขมัน จึงควรอยู่ในเกณฑ์น้ำหนักมาตรฐาน และมีสุขภาพแข็งแรง การดูดไขมันช่วยปรับสัดส่วนให้ชัดเจน โดยกำจัดไขมันในจุดที่ต้องการ เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา และใต้คาง

  • ผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะบริเวณ

ผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะบริเวณที่ไม่ลดลงแม้จะออกกำลังกายและควบคุมอาหารแล้ว เช่น หน้าท้อง สะโพก ต้นขา แขน หลัง หรือใต้คาง การดูดไขมันจะช่วยกำจัดไขมันเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสัดส่วนร่างกายที่ดีขึ้น

  • ไขมันจากพันธุกรรม

ผู้ที่มีการสะสมไขมันจากพันธุกรรม ในบริเวณที่เฉพาะเจาะจง เช่น คนที่มีรูปร่างแอปเปิล (ไขมันสะสมที่หน้าท้อง) หรือรูปร่างลูกแพร์ (ไขมันสะสมที่สะโพกและต้นขา) การดูดไขมันจะช่วยปรับสัดส่วนให้สมดุลขึ้น

  • BMI ในเกณฑ์ปกติ

ผู้ที่มี BMI 18.5-29 เป็นกลุ่มที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากการดูดไขมันไม่ใช่วิธีลดน้ำหนัก แต่เป็นการปรับแต่งรูปร่างและสัดส่วน ผู้ที่มีน้ำหนักมากเกินไปควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมก่อน

  • สุขภาพแข็งแรง
    • อายุ 18-65 ปี มีสุขภาพดี
    • ไม่มีโรคประจำตัวรุนแรง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
    • ไม่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด
    • ไม่แพ้ยาชาหรือยาที่ใช้ในการผ่าตัด
  • ผิวยืดหยุ่นดี 

ผู้ที่มีผิวยืดหยุ่นจะได้ผลลัพธ์ที่ดีหลังดูดไขมัน เพราะผิวสามารถกระชับเข้ารูปร่างใหม่ได้ง่าย สำหรับผู้ที่มีผิวยืดหยุ่นน้อย อาจแนะนำให้ทำร่วมกับเทคโนโลยียกกระชับ เช่น TripleTite หรือ J Plasma เพื่อให้ผิวเรียบเนียนและแนบตัวมากขึ้นหลังทำ

แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า การดูดไขมัน ไม่ใช่การลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน และ ไม่สามารถแทนที่การควบคุมอาหารหรือการออกกำลังกายได้ทั้งหมด แต่เป็นวิธีที่ช่วยจัดการไขมันส่วนเกินเฉพาะจุด และปรับรูปร่างให้สมส่วนอย่างเป็นธรรมชาติ

วิธีดูดไขมัน มีกี่แบบ แต่ละเทคโนโลยี ต่างกันอย่างไร?

 

ปัจจุบันการ ดูดไขมัน ไม่ได้มีเพียงวิธีเดียว เพราะร่างกายและความต้องการของแต่ละคนแตกต่างกัน เทคโนโลยีจึงถูกพัฒนาเพื่อให้แพทย์เลือกใช้ วิธีดูดไขมันที่เหมาะสมที่สุดกับแต่ละเคส โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

 

1.เทคโนโลยีดูดไขมัน โดยไม่ใช้พลังงานความร้อน (Non-thermal Liposuction) โดยพลังงานกลในการเข้าไปสลายไขมัน 

 

2.เทคโนโลยีดูดไขมันโดยใช้พลังงานความร้อน (Thermal Liposuction) 

เทคโนโลยีดูดไขมันโดยใช้พลังงานความร้อน มีจุดประสงค์เพื่อ ทำให้ไขมันสลายเร็วขึ้น กระชับผิวได้มากกว่า non-thermal ด้วยประสบการณ์ดูดไขมันตั้งแต่ปี 1999 ของ รัตตินันท์ คลินิก เราพบว่า การดูดไขมันที่ใช้พลังงานความ ชต้องมีความชำนาญสูง เพราะหากใช้หลายพลังงานซ้อนกัน อาจเกิดความร้อนสะสมมากเกินไป เสี่ยงผิวบางหรือเบิร์น ซึ่งเทคโนโลยีดูดไขมันโดยใช้พลังงานความร้อนในปัจจุบัน ได้แก่

  • BodyTite (RFAL)
  • Vaser (Ultrasound)
  • J-Plasma / Renuvion (Plasma + Helium)

 

3.เทคโนโลยีดูดไขมัน โดยใช้พลังงานน้ำ (Water-assisted Liposuction) โดยใช้แรงดันน้ำเกลือ

วิธีดูดไขมัน มีกี่แบบ
ดูดไขมัน รวมเครื่อง

เทคโนโลยีดูดไขมัน PAL (Power-Assisted Liposuction) 

 

คือเทคโนโลยีดูดไขมันที่ใช้หัวดูดสั่นด้วยมอเตอร์ความเร็วสูงถึง 4,000 ครั้ง/นาที แยกไขมันออกจากเนื้อเยื่ออย่างแม่นยำ ลดการบอบช้ำและแรงกดดันต่อเนื้อเยื่อ เหมาะสำหรับดูดไขมันปริมาณมาก บริเวณที่ไขมันแน่น (หน้าท้อง ขา หลัง แขน หน้าอกผู้ชาย) และการเก็บไขมันไปเติม เช่น BBL หรือเติมใบหน้า ไม่ช่วยกระชับผิว จึงควรใช้ร่วมกับเทคโนโลยีอื่นเช่น BodyTite หรือ J-Plasma หากต้องการผลลัพธ์ที่กระชับด้วย

ข้อดีของ PAL

ข้อควรระวังของ PAL

  • ดูดไขมันได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ด้วยแรงสั่นช่วยแยกไขมัน

  • ลดความเหนื่อยล้าของแพทย์ โดยเฉพาะในเคสดูดไขมันปริมาณมาก

  • ปั้นรูปร่างได้แม่นยำ โดยเฉพาะเมื่อใช้หัวดูดแบบ Tri-Port หรือ HD

  • ใช้ได้หลากหลายบริเวณ และผสมผสานกับเทคโนโลยีอื่นได้ง่าย

  • เหมาะกับการเก็บไขมัน ด้วยหัวดูดที่นุ่มนวล (เช่น Multi-Hole)

  • ลดการบอบช้ำเมื่อเทียบกับการดูดไขมันแบบดั้งเดิม

  • ไม่ช่วยกระชับผิว จำเป็นต้องใช้ร่วมกับเทคโนโลยีอื่น

  • ต้องเรียนรู้การควบคุมแรงสั่นเพื่อใช้งานอย่างเหมาะสม

  • เครื่องมีเสียงดังและแรงสั่นขณะใช้งาน

  • ต้องเลือกหัวดูดให้เหมาะสม หากใช้หัวที่แรงเกินในจุดบาง อาจเกิดผิวเป็นคลื่นได้

  • ควรมีการฝึกอบรมสำหรับแพทย์ โดยเฉพาะในเคสที่ละเอียดหรือซับซ้อน เช่น คอ ขาด้านใน

เทคโนโลยีดูดไขมัน BodyTite Pro

 

BodyTite Pro คือเทคโนโลยีดูดไขมันและยกกระชับด้วยคลื่น RF ที่ทำงานพร้อมกันในขั้นตอนเดียว โดยใช้หัวเครื่องสองชั้นควบคุมอุณหภูมิเพื่อละลายไขมันและกระตุ้นคอลลาเจน ให้ผิวกระชับทันทีและดีขึ้นต่อเนื่อง 3-6 เดือน

เหมาะสำหรับคนที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุด (ท้อง แขน ขา คอ) แต่ไม่อยากผ่าตัดใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยและต้องการสัดส่วนที่กระชับขึ้นโดยฟื้นตัวเร็วและแผลเล็ก

ข้อดีของ BodyTite (RFAL)

ข้อควรระวังของ BodyTite (RFAL)

  • กระชับผิวและดูดไขมันได้พร้อมกันในเครื่องเดียว

  • แผลเล็ก เจ็บน้อย บวมช้ำน้อย พักฟื้นสั้น

  • ผิวเรียบขึ้น ไม่เป็นคลื่นหรือหย่อนหลังดูดไขมัน

  • มีระบบควบคุมอุณหภูมิ ลดความเสี่ยงผิวไหม้

  • ผลลัพธ์ใกล้เคียงการผ่าตัดยกกระชับบางเคส แต่ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน

  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยรุนแรง (ควรผ่าตัดยกกระชับ)

  • ต้องทำโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงในการควบคุมพลังงาน RF

  • อาจมีอาการบวม ฟกช้ำ ชาเล็กน้อยหลังทำ

เทคโนโลยีดูดไขมัน VASER 

 

คือเทคโนโลยีดูดไขมันด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงที่เลือกทำลายเฉพาะเซลล์ไขมัน ไม่กระทบหลอดเลือดและเส้นประสาท พร้อมกระตุ้นผิวให้กระชับด้วยพลังงานความร้อน ให้ผลลัพธ์แบบ High-Definition สามารถดูดไขมันทั้งชั้นตื้นและลึกเพื่อปั้นรูปร่างได้ชัดเจน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปร่าง 360° หรือมีผิวหย่อนเล็กน้อยถึงปานกลาง สามารถทำร่วมกับการผ่าตัดอื่นๆ เช่น ตัดหนังหน้าท้อง เพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ข้อดีของ Vaser (Ultrasound)

ข้อควรระวังของ Vaser (Ultrasound)

  • ลดการบอบช้ำของเนื้อเยื่อรอบข้างเมื่อเทียบกับการดูดไขมันแบบดั้งเดิม

  • ผิวมีโอกาสกระชับมากขึ้นจากพลังงานความร้อน

  • เหมาะสำหรับเคสดูดไขมันซ้ำ หรือ เคสแก้ดูดไขมัน

  • ใช้ได้กับหลายตำแหน่ง เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา คาง รอบเอว และหน้าอกผู้ชาย (gynecomastia)

  • ขึ้นอยู่กับทักษะของแพทย์ หากใช้อย่างไม่เหมาะสม อาจเกิดแผลไหม้หรือดูดไขมันมากเกินไปได้

  • ราคาสูงกว่าเครื่องดูดไขมันทั่วไป

  • ต้องอาศัยการฝึกฝนสำหรับแพทย์ที่ไม่เคยใช้เทคโนโลยี Ultrasound มาก่อน

เทคโนโลยีดูดไขมัน J-Plasma (Renuvion) 

 

คือเทคโนโลยีกระชับผิวด้วยพลังงานพลาสมาเย็นร่วมกับคลื่น RF ที่ใช้ก๊าซฮีเลียมสร้างพลาสมาแม่นยำสูง ทำให้เนื้อเยื่อหดตัวทันทีและกระตุ้นคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง ผิวกระชับขึ้นได้ถึง 82% เหมาะสำหรับผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณคอ ใต้คาง หน้าท้อง แขน ขา แผ่นหลัง โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ทั้งยังเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เคยดูดไขมันแล้วแต่ผิวยังไม่กระชับพอ ต้องการผลลัพธ์ที่เรียบแน่นและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

ข้อดีของ J-Plasma (Helium Plasma & RF)

ข้อควรระวังของ J-Plasma (Helium Plasma & RF)

  • แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว แทบไม่ทิ้งรอยแผลเป็น

  • เห็นผลทันทีบางส่วน และจะดีขึ้นต่อเนื่องภายใน 3–6 เดือนจากการสร้างคอลลาเจน

  • ใช้ร่วมกับการดูดไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ปลอดภัยกว่าบางระบบ RF เพราะใช้พลังงานต่ำกว่าและควบคุมได้ดีกว่า

  • อาจมีอาการบวม ฟกช้ำ หรือแดงบริเวณที่ทำในช่วงแรก

  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยมาก (ควรพิจารณาการผ่าตัดยกกระชับแทน)

  • ห้ามใช้ในผู้ที่มีโรคบางชนิด เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง แผลหายยาก การติดเชื้อ หรือสตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร

เปรียบเทียบเทคโนโลยีดูดไขมัน 2026

คุณสมบัติหลัก

PAL

VASER

BodyTite

J-Plasma

เทคโนโลยี

พลังงานกล

คลื่นเสียงอัลตราซาวด์

คลื่นวิทยุ RF แบบสองขั้ว

คลื่นวิทยุRF ร่วมกับฮีเลียมพลาสมา

กลไกการทำงาน

เขย่าเซลล์ไขมันให้แตกตัว

สั่นละลายไขมัน

ความร้อนละลายไขมัน กระตุ้นคอลลาเจน อีลาสตินผิวหดตัว

พลาสมาเย็นทำให้เนื้อเยื่อหดตัวทันที

การทำงานหลัก

ดูดไขมันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ทำร้ายเซลล์ไขมัน

สลายไขมัน และ พังผืด

ละลายไขมัน และ กระชับผิว

กระชับผิว

กระชับผิว

ไม่มี

เล็กน้อย

สูงสุดถึง 47%

ชัดเจนใต้ผิวถึง 82%

คุณภาพเก็บเซลล์ไขมัน

ดีเยี่ยม

ปานกลาง

ไม่เหมาะ

ไม่เหมาะ

รอยแผล

น้อย

น้อย

น้อย

น้อย

ความเจ็บ/พักฟื้น

ปานกลาง (2–5 วัน)

ปานกลาง (3–7 วัน)

ปานกลาง (3–7 วัน)

เบา (3–7 วัน)

ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีอื่น

VASER, BodyTite, J-Plasma

PAL, J-Plasma

PAL, J-Plasma, Morpheus8

PAL, VASER

เหมาะกับเคส

ดูดไขมันทั่วไป และ เติมไขมัน

ปั้นรูปร่าง Hi-Def, ไขมันแน่น, ผิวมีพังผืด

ดูดไขมันและกระชับผิวใน 1 เดียว

ยกกระชับหลังดูดไขมัน

ผ่านการรับรอง

FDA

FDA

FDA

FDA

หัวดูดไขมัน (Cannula) สำคัญอย่างไร?

 

การดูดไขมันทุกประเภทมีหลักการเดียวกัน คือ ใส่ท่อดูดไขมัน (Cannula) เข้าไปใต้ชั้นผิว แล้วขยับไปมา เพื่อสลายไขมันและดูดออกจากร่างกาย แต่หัวดูดไขมันเป็นอุปกรณ์ที่ต้องเลือกให้ “ตรงกับบริเวณที่ดูด” อย่างละเอียด เพราะแต่ละจุดมีความโค้ง เนื้อเยื่อ ความลึก และรูปทรงไม่เหมือนกัน

เช่น การดูดไขมันน่องซึ่งเป็นบริเวณที่โค้งมาก ต้องใช้หัวดูดแบบพิเศษ ไม่เช่นนั้นจะเจาะรูหลายจุด หรือการดูดไขมันหน้าและคาง ที่ต้องใช้หัวดูดนุ่ม ปลายทู่ ปากบาน เพื่อไม่ให้โดนเส้นเลือดคอ หรือ แม้แต่ การดูดไขมันเพื่อรักษา Gynecomastia ที่ต้องใช้หัวแบบฟันเลื่อย เพื่อตัดต่อมนมที่อยู่ลึก

โดยขนาดหัวดูดไขมันที่ใช้บ่อยได้แก่

  • 2–3 มม. ใช้ร่วมกับยาชา เจ็บน้อยแต่ดูดช้ากว่า
  • 4–5 มม. ใช้กับเคสดมยา ดูดเร็ว เหมาะกับงานปริมาณมาก
  • 6 มม. ใช้ในผู้ป่วยอ้วนมาก เพราะใช้หัวเล็กจะนานและเพิ่มความเสี่ยง

ความยาวหัวดูดก็สำคัญ โดยเฉพาะ ที่ รัตตินันท์ คลินิก มีหัวดูดยาวถึง 45 ซม. สามารถดูดไขมันตั้งแต่ขาหนีบไปถึงหัวเข่า โดยไม่ต้องเปิดแผลเพิ่ม ลดรอยแผลและให้ผลเนียนกว่า

รู้ได้อย่างไรว่า เลือกเทคโนโลยีดูดไขมันแบบไหนดี?

 

คำถามที่ว่าเครื่องมือไหนดีที่สุดอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการดูดไขมัน เพราะหัวใจสำคัญกว่า 50% คือ “ฝีมือและประสบการณ์ของแพทย์” เปรียบเสมือนเชฟฝีมือเอกที่แม้จะมีมีดธรรมดาก็ทำอาหารให้อร่อยได้ แต่หากได้เครื่องมือที่ดีควบคู่กับแพทย์ที่ชำนาญ ผลลัพธ์ก็จะยิ่งออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

นอกจากนี้ เครื่องมือแต่ละชนิดถูกออกแบบมาให้มีจุดเด่นต่างกัน เช่น บางเครื่องดูดไขมันได้ดีแต่ไม่ช่วยกระชับผิว ขณะที่บางเครื่องช่วยกระชับผิวได้ดีเยี่ยมแต่ดูดไขมันได้น้อย การเลือกใช้เครื่องมือแบบผสมผสานเพื่อกลบจุดอ่อนซึ่งกันและกันจึงเป็นเทคนิคที่ช่วยให้การปรับรูปทรงร่างกายออกมาสวยงามและเรียบเนียนเหมือนงานศิลปะ

การรับคำแนะนำจากทีมแพทย์ รัตตินันท์ คลินิก ก่อนเลือกเทคโนโลยีดูดไขมันจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับความต้องการ เพราะเรามีการปรึกษาแบบละเอียดและจำลองผลลัพธ์ด้วย 3D Body Scanner นวัตกรรมวัดรูปร่างแบบสามมิติ จำลองภาพเปรียบเทียบ ก่อน-หลังดูดไขมัน เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการเห็นภาพผลลัพธ์ก่อนการรักษาจริง การตัดสินใจที่ถูกต้องเริ่มต้นจากข้อมูลที่ครบถ้วนและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ สามารถปรึกษาฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

4 ขั้นตอนการดูดไขมัน รัตตินันท์ คลินิก เพื่อผลลัพธ์ที่คุณมั่นใจ

ขั้นตอนที่ 1 ปรึกษาและวางแผนโดยแพทย์ดูดไขมัน

เริ่มต้นด้วยการสแกนร่างกาย 3 มิติ (3D Body Scan & Mapping) ด้วยเทคโนโลยี Styku เพื่อวิเคราะห์อย่างละเอียด ว่าไขมันและกล้ามเนื้อกระจายตัวอย่างไร ไขมันสะสมบริเวณไหนบ้างที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า รวมถึง วิเคราะห์ความหย่อนคล้อยของผิว และโครงสร้างกล้ามเนื้อเฉพาะบุคคล จากนั้นจึงพบแพทย์เพื่อประเมินสภาพร่างกายของคุณแบบเฉพาะบุคคล พูดคุยถึงเป้าหมายที่ต้องการ

ทีมแพทย์ที่ รัตตินันท์ คลินิก วิเคราะห์จริงใจและตรงไปตรงมา ช่วยออกแบบรูปร่างที่คุณต้องการและแก้ปัญหาหุ่นอย่างตรงจุด กำหนดจุดดูดไขมัน จุดเติมไขมัน และระดับการกระชับผิวที่เหมาะสมกับสัดส่วนและเป้าหมายของคุณโดยเฉพาะ

ขั้นตอนที่ 2 การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดก่อนเข้ารับบริการดูดไขมัน

แพทย์จะมีการเตรียมความพร้อมเพื่อความปลอดภัยและเพื่อผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับคุณ
เริ่มจากการตรวจเลือด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเสียเลือดหรือภาวะแทรกซ้อนระหว่างผ่าตัด จากนั้นผู้เข้ารับบริการจะต้องทำความสะอาดร่างกายและบริเวณที่จะผ่าตัดด้วยสารฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ก่อนเริ่มการผ่าตัด ศัลยแพทย์จะทำการ วาดแผนที่ ลงบนร่างกาย เพื่อกำหนดขอบเขตและทิศทางในการดูดไขมันอย่างแม่นยำ

สุดท้าย คือ การให้ยาสลบหรือยาชา ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละกรณีทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน และได้ผลลัพธ์ที่ตรงตามความคาดหวัง

ขั้นตอนที่ 3 การดูดไขมันหลังจากที่ยาชาหรือยาสลบออกฤทธิ์

แพทย์จะผู้ดูดไขมันด้วยเทคโนโลยีดูดไขมันที่เหมาะสม เพื่อจัดการกับเซลล์ไขมันที่แน่นหนาใต้ชั้นผิวหนัง หากเป็นเคสที่ต้องการเก็บเซลล์ไขมันสำหรับการเติมไขมัน หรือ สกัดเป็นสเต็มเซลล์ จำเป็นต้องใช้เครื่องดูดไขมันที่ไม่มีความร้อน ในการเขย่าไขมันให้นุ่มลงและยังคงมีคุณภาพดี
หากเป็นบริเวณที่ไขมันค่อนข้างแข็งแน่น เช่น หลังหรือหนอกคอ รวมถึง มีพังผืด ก็จะจำเป็นต้องใช้เครื่องดูดไขมันพลังงานอัลตราซาวด์เพื่อละลายไขมัน และ ควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ
Fat Equalization คือ เทคนิคการดูดไขมันเฉพาะที่ รัตตินันท์ คลินิก เพื่อปรับระดับและเกลี่ยผิวหนังบริเวณดูดไขมันให้มีความเรียบสม่ำเสมอ

ขั้นตอนสุดท้ายในของการดูดไขมันที่ รัตตินันท์ คลินิก เราจะเสริมการกระชับผิวหนังให้เรียบเนียนยิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีพลังงาน RF เพื่อลดปัญหาผิวหนังที่ไม่เรียบหรือมีลักษณะคล้ายเปลือกส้มที่อาจเกิดขึ้นหลังการดูดไขมัน

ขั้นตอนที่ 4 รับบริการ Aftercare โดยการฉายแสงลดบวม

ที่รัตตินันท์ คลินิก เรามอบ Aftercare ให้ผู้รับบริการทุกคน โดยการฉายแสง LED เพื่อลดการบวม เป็นเทคนิคการรักษาที่ใช้ความยาวคลื่นและคุณสมบัติเฉพาะตัวของแสง LED สีต่างๆ ด้วยความเข้มสูงเพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมและฟื้นฟูของเซลล์ผิวหนังในระดับลึก
Aftercare นี้เพื่อช่วยให้เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับเซลล์ผิว ลดอาการอักเสบและการบวมแดง พร้อมทั้งส่งเสริมการไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองให้ดีขึ้น ต่อต้านการอักเสบ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เพื่อการดูแลที่ครอบคลุมตลอดการฟื้นตัวหลังดูดไขมัน

ข้อควรพิจารณา
แม้เทคโนโลยีจะพัฒนา แต่การดูดไขมันยังต้องอาศัยความเชี่ยวชาญสูง การเลือกแพทย์และสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานจะช่วยให้ผลลัพธ์ปลอดภัยและคงทน การดูแลตัวเองหลังการทำก็สำคัญเพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานและผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

4 ข้อควรรู้สำคัญ ก่อนเข้ารับการดูดไขมัน

 

ก่อนตัดสินใจ ดูดไขมัน ควรทำความเข้าใจทั้งข้อดีและข้อจำกัด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและตรงตามความคาดหวัง โดยมีสิ่งสำคัญดังต่อไปนี้

  1. ต้องดูแลตัวเองหลังทำอย่างเคร่งครัด หลังการดูดไขมัน จำเป็นต้องใส่ชุดกระชับสัดส่วน หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงทำให้แผลอักเสบ และใช้เวลาหลายสัปดาห์จนกว่าแผลจะหายสนิท
  2. ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง การดูดไขมันโดยเฉพาะเทคนิคที่ทันสมัยอาจมีค่าใช้จ่ายสูง และในบางกรณีอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น การฉีดไขมันเพื่อเติมเต็มในตำแหน่งที่ต้องการ
  3. การดูดไขมัน ไม่ใช่วิธีลดน้ำหนัก การดูดไขมันเป็นการ ปรับสัดส่วนและลดไขมันเฉพาะจุด ไม่ใช่วิธีลดน้ำหนัก หากต้องการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน ควรควบคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย
  4. ผลลัพธ์ไม่ถาวรหากไม่ดูแลตัวเอง แม้ดูดไขมันแล้ว หากไม่มีการควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ไขมันก็สามารถกลับมาสะสมได้อีกในอนาคต

การดูดไขมัน ช่วยปรับรูปร่าง เพิ่มความมั่นใจ และจัดการไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดได้ดี แต่ก็มาพร้อมกับข้อจำกัดด้านการฟื้นตัว ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงที่ควรพิจารณา ผู้ที่สนใจควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินความเหมาะสมของหัตถการ และวางแผนการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด

เตรียมตัวอย่างไร ก่อนดูดไขมัน

 

การเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และทำให้ผลลัพธ์ออกมาน่าพอใจ การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยให้กระบวนการเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้ผลดี

  1. ปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดควรเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพและตำแหน่งที่จะดูดไขมัน พร้อมแจ้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ หรืออาหารเสริม เพื่อให้แพทย์วางแผนได้อย่างเหมาะสม
  2. ตรวจสุขภาพและงดอาหารก่อนผ่าตัดควรตรวจเลือดและเตรียมร่างกายให้พร้อม โดยงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมงก่อนทำหัตถการ โดยเฉพาะหากต้องวางยาสลบ
  3. งดยาและอาหารเสริมบางชนิดหยุดใช้ยาแอสไพริน ยาแก้อักเสบ วิตามินอี หรือผลิตภัณฑ์เสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ล่วงหน้า 1–2 สัปดาห์
  4. งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ควรงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการดูดไขมัน เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  5. เตรียมชุดกระชับและพื้นที่พักฟื้นการใส่ชุดกระชับหลังดูดไขมันมีส่วนช่วยลดบวมและทำให้ผิวเข้ารูปได้ดีขึ้น ควรเตรียมชุดและพื้นที่สำหรับการพักฟื้นให้พร้อมก่อนวันทำหัตถการ

ดูแลตัวเองอย่างไร? หลังดูดไขมัน

 

  1. สวมชุดกระชับตามคำแนะนำแพทย์
    ควรใส่ชุดกระชับ 4-6 สัปดาห์ โดยในช่วงแรกใส่ตลอดเวลา (ยกเว้นตอนทำความสะอาด) เพื่อช่วยลดบวมและให้ผิวกระชับเข้ารูป
  2. หลีกเลี่ยงการยกของหนักและออกกำลังกายหนัก
    อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์หลังทำ เพื่อป้องกันไม่ให้แผลบวม หรือแผลฉีก ควรรอให้แผลหายดีก่อนกลับไปทำกิจกรรมปกติ
  3. รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์
    ยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวดต้องรับประทานตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และไม่ปรับปริมาณยาเอง
  4. นอนในท่าที่เหมาะสม
    ควรนอนยกศีรษะสูงในช่วง 1-2 วันแรก เพื่อลดอาการบวม และหลีกเลี่ยงการนอนทับบริเวณที่ดูดไขมัน
  5. รักษาความสะอาดแผล
    ทำความสะอาดแผลอย่างระมัดระวังด้วยผ้าสะอาดตามคำแนะนำ หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์และสารเคมีที่เข้มข้น
  6. ดื่มน้ำมากและทานอาหารที่มีประโยชน์
    ดื่มน้ำช่วยขับของเสีย ควรทานอาหารที่มีโปรตีนและวิตามินสูง เช่น ผัก ผลไม้ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น
  7. หลีกเลี่ยงแสงแดด
    เพราะบริเวณที่ดูดไขมันจะไวต่อแสงแดด จึงควรสวมเสื้อผ้าปกปิดเพื่อป้องกันรอยด่างดำ
  8. ติดตามอาการและพบแพทย์ตามนัด
    ควรพบแพทย์ตามกำหนดเพื่อตรวจสอบผลการรักษา หากพบอาการผิดปกติ เช่น แผลบวมแดงหรือปวด ควรแจ้งแพทย์ทันที
  9. ระยะเวลาในการพักฟื้น
    หลังดูดไขมัน ระยะเวลาในการพักฟื้นหลังดูดไขมัน ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แนะนำให้ใส่ชุดกระชับตลอดเป็นเวลา 3 วัน
การดูแลตัวเองหลังดูดไขมัน

ดูดไขมันที่ไหนดี ทำไมเลือกดูดไขมัน ต้องเลือกที่รัตตินันท์ คลินิก

 

การเลือกคลินิกสำหรับการ ดูดไขมัน เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องทั้งความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลลัพธ์ที่ได้รับ ดังนั้นที่ รัตตินันท์ คลินิก ของเรามีจุดเด่นที่ทำให้แตกต่างและเป็นเหตุผลที่ผู้เข้ารับบริการไว้วางใจเลือกใช้บริการ ได้แก่

  • เทคโนโลยีดูดไขมันทันสมัย ที่ช่วยสลายไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
  • ทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านการดูดไขมัน ที่มีประสบการณ์ตรงและเข้าใจสรีระของแต่ละบุคคล
  • การบริการที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ตั้งแต่การประเมินก่อนทำ การวางแผนหัตถการ จนถึงการดูแลหลังทำอย่างใกล้ชิด

ด้วยเหตุนี้ รัตตินันท์ คลินิก จึงเป็นหนึ่งในคลินิกชั้นนำด้านการดูดไขมัน ที่มอบทั้งความมั่นใจ ผลลัพธ์ที่เห็นชัด และมาตรฐานด้านความปลอดภัยระดับสูง

ประสบการณ์จริงจากคุณสปอมและคุณสรันตอกย้ำว่าการดูดไขมันคือการ “คืนความมั่นใจ” ในจุดที่การลดน้ำหนักหรือออกกำลังกายไม่สามารถแก้ปัญหาได้

โดยคุณสรันเลือกดูดไขมันต้นแขนเพื่อแก้ปัญหาแขนใหญ่ที่ลดไม่ลงแม้จะพยายามลดน้ำหนักไปกว่า 10 กิโลกรัม ขณะที่คุณสปอมเลือกดูดไขมันต้นขาเพื่อปรับสัดส่วนให้ขาเล็กลง พร้อมนำไขมันที่ได้ไป “เติมหน้าผาก” เพื่อแก้ปัญหาหน้าผากแบนและขมับตอบ ช่วยให้หน้าดูเด็กลงอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งสองท่านให้ความสำคัญสูงสุดกับ “ความปลอดภัย” โดยเลือกคลินิกที่มีวิสัญญีแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิม และมีพยาบาลดูแลจำนวนมากในห้องผ่าตัด ทำให้รู้สึกอุ่นใจและไม่น่ากลัวอย่างที่คิด พร้อมทั้งยืนยันว่าผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่าจนรู้อย่างนี้มาทำตั้งนานแล้ว

ดูดไขมันราคาเท่าไหร่ ที่ รัตตินันท์ คลินิก

บริการดูดไขมันที่ รัตตินันท์ คลินิก เริ่มต้นที่ 49,000 บาทต่อบริเวณ โดยราคาอาจปรับเปลี่ยนตามสัดส่วนที่เลือกทำ
เพื่อความคุ้มค่าเรายังมี “แพ็กเกจเหมาส่วน” ให้เลือกตามความต้องการ ซึ่งทุกเคสดูแลโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล (AACI) หากคุณสนใจ สามารถเข้ามาปรึกษาและให้หมอประเมินแนวทางการรักษาได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ราคาหัตถการดูดไขมัน (Liposuction)

ราคาเริ่มต้น

Dermatite

45,000 บาท

ดูดไขมันเฉพาะส่วน

49,000 บาท

ดูดไขมันคาง เหนียง

49,000 บาท

ดูดไขมันขา ต่อส่วน

49,000 บาท

ดูดไขมันน่อง

49,000 บาท

ดูดไขมันแขน

49,000 บาท

ดูดไขมันแผ่นหลัง

49,000 บาท

ดูดไขมันก้น

49,000 บาท

ดูดไขมันสะโพก

49,000 บาท

ดูดไขมันหน้าอก

49,000 บาท

ดูดไขมันนมน้อย

49,000 บาท

ดูดไขมันนมน้อย พร้อมตัดหนัง

69,000 บาท

ดูดไขมันหนอก (Buffalo Hump)

49,000 บาท

ดูดไขมันหนอก (Buffalo Hump) พร้อมตัดหนัง

69,000 บาท

ปั้น Sexy Line/ Six Pack (Scarless Technique)

59,000 บาท

ดูดไขมันหน้าท้อง ต่อส่วน

49,000 บาท

J-Plasma

85,000 บาท

ทีมแพทย์ดูดไขมัน รัตตินันท์ คลินิก

" The Aesthetic Wisdom "
นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์ มีความถนัดด้านการดูดไขมันและการปรับรูปร่าง (Body Contouring) โดยเน้นการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อให้ผลลัพธ์สอดคล้องกับสัดส่วนและเป้าหมายของแต่ละคน

แพทย์ – ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์
ข้อมูลแพทย์
น.ต.นพ. จตุพร ซื่อสัตย์ เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งและเสริมสร้าง ที่มีความถนัดด้านศัลยกรรมใบหน้า การยกกระชับ และการปรับรูปร่าง โดยเน้นการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อให้ผลลัพธ์สอดคล้องกับโครงสร้างและเป้าหมายของแต่ละคน

ศัลยแพทย์ตกแต่งและเสริมสร้าง

น.ต.นพ. จตุพร ซื่อสัตย์
ข้อมูลแพทย์
ดร. นายแพทย์ทวีชัย ทวีเจริญกุล เป็นแพทย์ด้านหู คอ จมูก ที่มีความถนัดด้านการดูดไขมัน เติมไขมัน และศัลยกรรมปรับรูปหน้า ด้วยพื้นฐานความเข้าใจกายวิภาคของใบหน้าและคออย่างลึกซึ้ง จึงสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างละเอียดและแม่นยำ พร้อมทั้งได้รับการฝึกอบรมด้านศัลยกรรมความงามจากสถาบันชั้นนำ

แพทย์ด้านหู คอ จมูก

ดร. นายแพทย์ทวีชัย ทวีเจริญกุล
ข้อมูลแพทย์
นพ. อนิวรรต นิลกาญจน์ มีความถนัดด้านการดูดไขมัน เติมไขมัน และการรักษาภาวะนมแหลมในผู้ชาย (Gynecomastia) โดยได้ผ่านการศึกษาจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และเน้นการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อให้ผลลัพธ์สอดคล้องกับสัดส่วนและเป้าหมายของแต่ละคน

นายแพทย์

นพ. อนิวรรต นิลกาญจน์
ข้อมูลแพทย์
นพ. ศรัณย์ เปรื่องประยูร สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาเวชศาสตร์ความงาม และมีความถนัดด้านการดูดไขมันและเติมไขมัน โดยได้รับการถ่ายทอดเทคนิคเฉพาะทางจาก นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์ โดยตรง

นายแพทย์

นพ. ศรัณย์ เปรื่องประยูร
ข้อมูลแพทย์
พญ. ชนาธิป อาชวานนท์ เป็นวิสัญญีแพทย์ที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภาสาขาวิสัญญีวิทยา มีความถนัดด้านการดูแลผู้ป่วยตลอดกระบวนการผ่าตัด รวมถึงการลดอาการไม่สบายหลังการดมยาสลบ โดยเน้นการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้อย่างราบรื่น

วิสัญญีแพทย์

พญ. ชนาธิป อาชวานนท์
ข้อมูลแพทย์

เสียงตอบรับจากลูกค้า

สรุปดูดไขมัน คืออะไร ทำที่รัตตินันท์ ดีอย่างไร?

 

การ ดูดไขมัน เป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ช่วยปรับสัดส่วนของร่างกาย โดยกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดที่ลดได้ยาก เช่น บริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา เอว และเหนียงใต้คาง ที่ รัตตินันท์ คลินิก มีการเลือกใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น J Plasma และ TripleTite ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถดูดไขมันได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งช่วยให้ผิวแนบกระชับมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการดูแลของแต่ละบุคคล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้รูปร่างดูสมส่วนและเป็นธรรมชาติ

FAQs : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับดูดไขมัน

การดูดไขมันใช้ยาชาเฉพาะที่แบบ Tumescent ซึ่งจะฉีดยาชาผสมน้ำเกลือลงในบริเวณที่จะดูดไขมัน ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการผ่าตัด สำหรับกรณีที่ดูดไขมันปริมาณมากหรือหลายบริเวณ อาจใช้ยาสลบทั่วไป หลังผ่าตัดจะมีความเจ็บปวดระดับปานกลาง 2-3 วันแรก ซึ่งสามารถคุมได้ด้วยยาแก้ปวดทั่วไป ความเจ็บจะลดลงเรื่อยๆ และหายไปภายใน 1-2 สัปดาห์

ไขมันที่ดูดออกแล้วจะไม่กลับมาซ้ำ เพราะเซลล์ไขมันที่ถูกดูดออกไปแล้วจะไม่สร้างใหม่ อย่างไรก็ตาม หากรับประทานอาหารมากเกินไปหลังการดูดไขมัน เซลล์ไขมันที่เหลืออยู่จะขยายตัว และอาจมีไขมันสะสมในบริเวณอื่นที่ไม่ได้ดูด ดังนั้นการรักษาน้ำหนักและออกกำลังกายสม่ำเสมอหลังการดูดไขมันจึงสำคัญมากสำหรับการรักษาผลลัพธ์ให้ยาวนาน

ระยะเวลาฟื้นตัวขึ้นอยู่กับปริมาณและบริเวณที่ดูด

  • ถ้าหากการดูดไขมันเล็กน้อย (เช่น ใต้คาง) สามารถกลับไปทำงานได้ใน 2-3 วัน
  • การดูดไขมันปริมาณปานกลาง (เช่น หน้าท้อง) ต้องพัก 5-7 วัน
  • การดูดไขมันปริมาณมาก (หลายบริเวณ) อาจต้องพัก 1-2 สัปดาห์
  • ต้องใส่เสื้อกระชับ 4-6 สัปดาห์
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก 4-6 สัปดาห์
  • เห็นผลลัพธ์สุดท้าย 3-6 เดือน
  • ผู้ที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ คนที่อ้วนมาก (BMI >35)
  • ผู้ที่คาดหวังให้ดูดไขมันช่วยลดน้ำหนัก
  • ผู้ที่มีผิวหย่อนมากเกินไป
  • คนที่มีโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
  • ผู้ที่ต้องระวังพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมลูก, ผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด, คนที่เพิ่งคลอดหรือลดน้ำหนักมาก

ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนตัดสินใจ

การดูแลหลังผ่าตัด

  • ใส่เสื้อกระชับตลอดเวลา 4-6 สัปดาห์แรก
  • นวดระบายน้ำเหลือง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • หลีกเลี่ยงการแช่น้ำ 2 สัปดาห์
  • ออกกำลังกายเบาๆ หลัง 2 สัปดาห์
  • ออกกำลังกายปกติหลัง 6 สัปดาห์

การรักษาผลลัพธ์

  • รักษาน้ำหนักไม่ให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 3-5 กิโลกรัม
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • กินอาหารสมดุล

ผลลัพธ์จะคงทนถาวร หากดูแลน้ำหนักได้ดี เพราะเซลล์ไขมันที่ดูดออกไปแล้วจะไม่กลับมา แต่เซลล์ที่เหลือยังสามารถขยายตัวได้หากกินมากเกินไป

การดูดไขมัน สามารถช่วยได้จริงในเรื่องของการกำจัดไขมันส่วนเกิน ไขมันเฉพาะจุด ที่การออกกำลังกายนั้นไม่สามารถช่วยได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่การดูดไขมันนั้นสามารถช่วยได้ แต่หลายคนมักจะเข้าใจผิดคิดว่า การดูดไขมันคือการลดน้ำหนักใช่ไหม? แต่แท้จริงแล้วการดูดไขมัน คือการกำจัดไขมันส่วนเกินนั่นเอง

แม้การดูดไขมันจะเป็นวิธีที่ผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด แต่บางท่านอาจไม่เหมาะกับการดูดไขมันเช่น สุขภาพไม่พร้อม อายุเยอะเกินไป หรือมีโรคประจำตัวที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ซึ่งหลาย ๆ คนมักมองหาทางเลือกอื่นเพื่อลดไขมันเฉพาะส่วน

แพทย์อธิบายเพิ่มเติมว่า ทางเลือกอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การดูดไขมัน แม้จะช่วยกำจัดไขมันได้จริง แต่มีหลักการทำงานแบบเดียวกันทั้งหมด คือ ทำให้เซลล์ไขมันตายและเกิดการอักเสบ ซึ่งอาจนำไปสู่พังผืดและก้อนใต้ผิวได้

  1. การฉีดสลายไขมัน (Fat Dissolving Injection)

เป็นการฉีดสารเคมีเพื่อทำให้เซลล์ไขมันตาย วิธีนี้มักได้รับความนิยมเพราะไม่ต้องผ่าตัด แต่แพทย์พบว่าผู้เข้ารับบริการจำนวนมากมีผลข้างเคียง เช่น

  • เกิดการอักเสบมาก
  • บวมเป็นก้อนแข็ง
  • เกิดพังผืดใต้ผิว
  1. การกำจัดไขมันด้วยความเย็น (CoolSculpting)

เป็นการใช้ความเย็นทำลายไขมันโดยไม่ต้องเจาะผิว ซึ่งอาจช่วยลดสัดส่วนได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็มีข้อจำกัด เช่น

  • ต้องรอผลหลายสัปดาห์
  • ไขมันตายแล้วเกิดการอักเสบคล้ายการฉีด
  • มีโอกาสเกิดพังผืดและก้อนเดียวกัน

แพทย์ย้ำว่า “ไม่ว่าวิธีไหนที่ทำให้เซลล์ไขมันตาย ร่างกายจะตอบสนองด้วยการอักเสบและเกิดพังผืดเสมอ” มากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน

  1. การลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติ

เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุด และเหมาะกับคนที่ไม่สามารถทำหัตถการใด ๆ ได้ เช่น ผู้ป่วยที่สุขภาพไม่ดี หรือผู้สูงอายุ วิธีกำจัดไขมันด้วยวิธีธรรมชาติ คือ การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร หรือใช้ปากกาลดน้ำหนักภายใต้การดูแลแพทย์

ท้ายที่สุดแล้ว การลดน้ำหนักที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับทุกคน ควรเริ่มต้นจากการปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกวิธี เพราะลักษณะไขมันแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเหมาะกับการลดน้ำหนักแบบธรรมชาติ บางคนจำเป็นต้องดูดไขมันเพื่อกำจัดปัญหาที่ลดเองไม่ได้นั่นเอง

[simple-author-box]