ศัลยกรรม ตัดหน้าอก (Top Surgery) ปรับทรงเรียบแบน โดยแพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง

บทความนี้ผ่านการตรวจสอบทางการแพทย์โดย พญ. ดิษญาณิณพ์ ทวีธนัตสิทธิ์

การตัดสินใจ “ผ่าตัดหน้าอก” (Top Surgery) นับเป็นก้าวสำคัญของการเดินทางเพื่อยืนยันตัวตน (Gender Affirmation) สำหรับผู้ชายข้ามเพศ (Transgender Men) และผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (Non-Binary) ที่ รัตตินันท์ คลินิก เราเข้าใจดีว่า นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของความงาม แต่คือการปลดล็อกความรู้สึกอึดอัดทางร่างกายและจิตใจ ให้คุณได้ใช้ชีวิตด้วยความมั่นใจในแบบที่เป็นคุณอย่างแท้จริง

เลือกหัวข้อที่คุณสนใจ

ศัลยกรรม ตัดหน้าอก (Top Surgery ) คืออะไร?

ศัลยกรรม ตัดหน้าอก (Top Surgery) คือ การศัลยกรรมที่ลดขนาดหรือเอาเนื้อเยื่อเต้านมออก เพื่อให้รูปร่างหน้าอกสอดคล้องกับเพศสภาพที่ผู้รับบริการระบุตัวตน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีเพศกำเนิดเป็นหญิง แต่ระบุตัวตนเป็นชาย (Transgender Men) หรือบุคคลเพศหลากหลาย (Non-Binary)

ในทางการแพทย์ เราเรียกหัตถการนี้ว่า Masculinizing Chest Surgery หรือ Mastectomy ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการนำเนื้อเยื่อเต้านมออกเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการ “ปรับแต่งผนังหน้าอก” (Chest Wall Contouring) ให้มีความแบนราบ ได้สัดส่วน และมีการจัดวางตำแหน่งของหัวนมและปานนม (Nipple-Areola Complex) ใหม่ ให้สอดคล้องกับสรีระของผู้ชายมากที่สุด เพื่อให้คุณสามารถสวมใส่เสื้อผ้าได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสเตย์รัดหน้าอกอีกต่อไป

ศัลยกรรม ตัดหน้าอก ต่างจาก ลดขนาดหน้าอก อย่างไร?

ศัลยกรรม ตัดหน้าอก มักเรียกว่า Top Surgery หรือ Gender-Affirming Mastectomy หรือ Masculinizing Chest Surgery ซึ่งมุ่งเน้นสร้างรูปร่างหน้าอกที่ดูเป็นชายมากขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับเพศสภาพ โดยอาจมีการปรับตำแหน่งปานนม ลดขนาดปานนม และปรับสัดส่วนกล้ามเนื้อหน้าอกให้เหมาะสม

ส่วน การผ่าตัดลดขนาดหน้าอก (Breast Reduction Surgery) หรือ Reduction Mammoplasty คือหัตถการที่นำเนื้อเยื่อเต้านม ไขมัน และผิวหนังส่วนเกินออก เพื่อให้หน้าอกมีขนาดเล็กลง แบนราบ และเหมาะสมกับรูปร่างที่ต้องการ 

การผ่าตัดนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงแค่ด้านความงามเท่านั้น แต่ยังช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพที่สำคัญหลายประการ เช่น การลดอาการปวดหลัง คอ และไหล่ที่เกิดจากน้ำหนักของหน้าอกที่มากเกินไป การปรับปรุงท่าทางการยืนและนั่ง การเพิ่มความสะดวกในการออกกำลังกายและกิจกรรมต่าง  ๆ รวมถึงการสร้างความมั่นใจและปรับปรุงคุณภาพชีวิตโดยรวม

ศัลยกรรม ตัดหน้าอก (Top Surgery) เหมาะกับใคร

เพื่อให้รู้ได้ว่าการตัดหน้าอกเหมาะสมแล้วจริงๆ ก่อนเข้ารับการผ่าตัด แพทย์จะประเมินความพร้อมใน 3 ด้านหลัก เพื่อความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานทางการแพทย์ ดังนี้

  1. ภาวะความไม่สอดคล้องทางเพศ (Gender Dysphoria) มีความรู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายใจกับสรีระทางเพศเดิมอย่างต่อเนื่อง
  2. สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงสูง หรือหากมี ต้องได้รับการควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  3. ความพร้อมทางจิตใจ ผ่านการประเมินและได้รับใบรับรองจากจิตแพทย์ตามเกณฑ์ที่กำหนด (1 หรือ 2 ท่าน ขึ้นอยู่กับกรณีและกฎระเบียบ ณ ปัจจุบันของ ราชกิจจานุเบกษา) (ที่มา)

ข้อดีของการตัดหน้าอก มีอะไรบ้าง

การผ่าตัดหน้าอก (Top Surgery) ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงทางสรีระภายนอก แต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตในหลายมิติ ทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนี้

  • ปลดล็อกความมั่นใจในตัวตน (Gender Affirmation) ช่วยให้สรีระภายนอกสอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศภายใน ลดภาวะความไม่สบายใจทางเพศ (Gender Dysphoria) ทำให้รู้สึกเป็นตัวเองได้อย่างสมบูรณ์
  • อิสระจากการรัดหน้าอก หมดปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการใส่สเตย์หรือเทปรัดหน้าอกเป็นเวลานาน เช่น อาการปวดหลัง หายใจไม่สะดวก ผื่นคัน หรือรอยช้ำกดทับ
  • ความคล่องตัวในการใช้ชีวิต สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ว่ายน้ำ หรือการเลือกสวมใส่เสื้อผ้าได้หลากหลายสไตล์โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสรีระ
  • ผลลัพธ์ระยะยาว เมื่อผ่าตัดนำต่อมน้ำนมออกแล้ว หน้าอกจะแบนราบถาวร (ภายใต้การดูแลน้ำหนักตัวที่เหมาะสม)

ข้อจำกัดของการตัดหน้าอก

Rattinan Clinic ต้องการให้คุณได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและลึกซึ้ง เพื่อการเตรียมตัวที่ดีที่สุด

  1. ความรู้สึกที่หัวนม (Nipple Sensation) จะหายไปไหม?

กรณีผ่าตัดแผลเล็ก/ส่องกล้อง: เส้นประสาทที่เลี้ยงหัวนมมักไม่ถูกตัดขาด ความรู้สึกจึงมักจะยังคงอยู่ หรือลดลงเพียงชั่วคราวในช่วงแรก

กรณีผ่าตัดแผลยาว (ย้ายหัวนม): เนื่องจากต้องมีการตัดหัวนมออกมาและปลูกถ่ายใหม่ (Free Nipple Graft) เส้นประสาทเดิมจะถูกตัดขาด ทำให้ความรู้สึกทางเพศที่หัวนมอาจลดลงหรือหายไป แต่หัวนมยังคงตอบสนองต่ออุณหภูมิได้บ้าง

  1. ภาวะ Dog Ear (เนื้อปลิ้นข้างรักแร้) คืออะไร?

ปัญหานี้มักพบในผู้ที่มีเนื้อหน้าอกด้านข้างเยอะ เมื่อเย็บแผลปิด อาจเกิดเนื้อนูน ๆ บริเวณสุดปลายแผลคล้ายหูสุนัข

แนวทางการป้องกันของรัตตินันท์ ศัลยแพทย์จะใช้เทคนิค ดูดไขมัน ร่วมในการผ่าตัด เพื่อเก็บรายละเอียดบริเวณด้านข้างลำตัวและใต้รักแร้ ให้เรียบเนียน ลดโอกาสการเกิด Dog Ear ตั้งแต่ขั้นตอนแรก

วิธีการตัดหน้าอกมีกี่แบบ ?

การผ่าตัดหน้าอก (Masculinizing Top Surgery) สามารถทำได้ด้วยหลายเทคนิค เพื่อให้ตอบโจทย์กับสรีระที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะ สรีระหน้าอกดั้งเดิม ความยืดหยุ่นของผิวหนัง การจัดวางตำแหน่งหัวนม และ ลักษณะรอยแผล

โดยแบ่งออกเป็น 3 เทคนิคหลักคือ

1.ตัดหน้าอกแผลเล็ก 

2.ตัดหน้าอกแผลขนาดกลาง

3.ตัดหน้าอกแผลยาว

เทคนิคตัดหน้าอกแผลเล็ก (Minimal Scar)

คือการผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อเต้านมออกโดย เปิดแผลเฉพาะบริเวณปานนม เท่านั้น ไม่มีการกรีดแผลยาวออกไปนอกเขตปานนม ทำให้เมื่อแผลหายดีแล้ว รอยแผลจะเนียนไปกับขอบของปานนมจนแทบมองไม่เห็น

โดยรอยแผลแบ่งเป็น

1.Keyhole (ครึ่งวงกลม): กรีดแผลเป็นเส้นโค้งเล็กๆ ที่ขอบล่างของปานนม แล้วสอดเครื่องมือเข้าไปตัดและดูดเนื้อเยื่อออก

2.Periareolar (วงกลมรอบปานนม): กรีดเป็นวงกลมรอบปานนมทั้งหมด (เหมือนรูปโดนัท) เพื่อตัดผิวหนังส่วนเกินออกได้นิดหน่อย แล้วดึงผิวหนังข้างนอกมาเย็บติดกับปานนมใหม่

เทคนิคตัดหน้าอกแผลเล็กเหมาะกับใคร

  • ขนาดหน้าอกเล็ก ส่วนใหญ่ต้องไม่เกิน คัพ A หรือ B ต้นๆ
  • ผิวหนังยืดหยุ่นดีมาก: ผิวต้องเต่งตึง เมื่อเอาเนื้อข้างในออกแล้ว ผิวต้องสามารถหดกลับไปราบเรียบได้เอง (เหมือนปลอกหมอนที่ยืดหยุ่น)
  • หัวนมอยู่ในตำแหน่งที่ดี: หัวนมเดิมต้องไม่อยู่ต่ำเกินไป เพราะวิธีนี้ย้ายตำแหน่งหัวนมไม่ได้

เทคนิคตัดหน้าอกแผลเล็กไม่เหมาะกับใคร?

  • หน้าอกใหญ่ (คัพ C ขึ้นไป) เพราะจะมีเนื้อเยื่อและผิวหนังส่วนเกินมากเกินกว่าจะดึงให้เรียบผ่านแผลเล็กๆ ได้
  • หน้าอกหย่อนคล้อย หากมีผิวหนังย้วยหรือเสียความยืดหยุ่น (เช่น จากการรัดหน้าอกมานานหลายปี หรืออายุมาก) ถ้าฝืนทำแผลเล็ก ผิวหนังจะเหลือและดูเหี่ยวเป็นถุงกาแฟ
  • คนที่อยากย้ายตำแหน่งหัวนม ถ้าหัวนมเดิมอยู่ต่ำหรือห่างกันเกินไป วิธีนี้ช่วยไม่ได้

ข้อดีของเทคนิคตัดหน้าอกแผลเล็ก

  • แผลเป็นน้อยที่สุด ซ่อนเนียนไปกับขอบปานนม เหมาะกับคนชอบถอดเสื้อ
  • รักษาความรู้สึก มีโอกาสสูงมากที่หัวนมจะยังรับความรู้สึกได้เหมือนเดิม (เพราะไม่ได้ตัดขั้วประสาท)
  • ฟื้นตัวไว แผลขนาดเล็กทำให้เจ็บน้อยกว่าและกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เร็ว

ข้อจำกัดของเทคนิคตัดหน้าอกแผลเล็ก

  • ผิวหนังไม่เรียบ ถ้าผิวไม่ยืดหยุ่นพอ หลังทำผิวอาจจะย่นหรือหย่อนคล้อย
  • ย้ายหัวนมไม่ได้ ต้องยอมรับตำแหน่งหัวนมเดิมที่ธรรมชาติให้มา
  • อาจเหลือเนื้อเยื่อตกค้าง เนื่องจากช่องผ่าตัดแคบ หมออาจมองเห็นข้างในไม่ทั่วถึงเท่าแผลใหญ่ (แต่อาจดูดไขมันช่วยได้)
  • ปานนมย่น ในวิธี Periareolar ถ้าดึงผิวหนังมากไป แผลรอบปานนมอาจเป็นจีบๆ ในช่วงแรก

เทคนิคตัดหน้าอกแผลขนาดกลาง

คือเทคนิคที่เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างแผลเล็กกับแผลยาว โดยมีการกรีดแผลรอบปานนมร่วมกับแผลแนวดิ่งหรือแนวนอนสั้นๆ เพื่อให้สามารถเอาเนื้อเยื่อและผิวหนังส่วนเกินออกได้มากกว่าวิธีแผลเล็ก แต่ไม่ต้องเปิดแผลยาวจนถึงข้างลำตัว

โดยรอยแผลแบ่งเป็น

  • Lollipop แผลรอบปานนมและกรีดแนวดิ่งลงมาถึงฐานอก
  • Inverted-T เพิ่มแผลแนวนอนสั้นๆ ที่ฐาน โดยเลาะเนื้อนมออกขณะที่ยังรักษา “ขั้วประสาทและเส้นเลือด” ที่เลี้ยงหัวนมเอาไว้ แล้วจึงเย็บปิดผิวหนังให้ตึง

เทคนิคตัดหน้าอกแผลกลางเหมาะกับใคร

ผู้ที่มีหน้าอกขนาดปานกลาง (คัพ B ถึง C) หรือมีความหย่อนคล้อยเล็กน้อยแต่ไม่ต้องการสูญเสียความรู้สึกที่หัวนม เพราะเทคนิคนี้มักใช้วิธีเก็บขั้วประสาท (Pedicle) ไว้

เทคนิคตัดหน้าอกแผลกลางไม่เหมาะกับใคร


ผู้ที่มีหน้าอกขนาดใหญ่และหย่อนคล้อยมากเกินไป เพราะจะจัดการผิวหนังส่วนเกินได้ไม่หมดจนเกิดรอยย่น หรือผู้ที่ต้องการแผลที่เนียนกริบที่สุด (เนื่องจากวิธีนี้ทิ้งรอยแผลเป็นกลางหน้าอกที่เห็นชัด)

ข้อดีของเทคนิคตัดหน้าอกแผลกลาง

สามารถรักษาความรู้สึกที่หัวนมไว้ได้สูงกว่าวิธีแผลยาว และจัดการผิวหนังที่หย่อนได้ดีกว่าวิธีแผลเล็ก

ข้อจำกัดของเทคนิคตัดหน้าอกแผลกลาง

รอยแผลเป็นเห็นได้ชัด (เป็นรูปอมยิ้มหรือสมอเรือ) และมีความเสี่ยงที่หน้าอกอาจจะยังดูมีวอลลุ่มเล็กน้อย (ไม่แบนราบกริบเท่าแผลยาว) เพราะต้องเหลือเนื้อเยื่อบางส่วนไว้เลี้ยงหัวนม

เทคนิคตัดหน้าอกแผลยาว (Double Incision – DI)

คือเทคนิคมาตรฐานที่นิยมที่สุด (Standard) โดยการกรีดแผลแนวนอนยาว 2 เส้นใต้ฐานหน้าอก เพื่อเปิดทางให้แพทย์ตัดเนื้อเยื่อและ “ผิวหนังส่วนเกิน” ออกได้มากที่สุดเท่าที่ต้องการ เพื่อสร้างหน้าอกให้แบนราบและเข้ารูปกล้ามเนื้อมากที่สุด

แพทย์จะกรีดแผลแนวนอนยาวใต้แนวกล้ามเนื้ออก นำเนื้อเยื่อและผิวหนังส่วนเกินออกทั้งหมด จากนั้นมักจะใช้วิธี Nipple Graft คือการตัดหัวนมและปานนมออกมา ปรับขนาดให้เล็กลง แล้วนำไป “แปะ” ในตำแหน่งใหม่ที่เหมาะสมกับสรีระชาย

เทคนิคตัดหน้าอกแผลยาวเหมาะกับใคร

ทำได้ทุกคนทุกขนาดไซส์ โดยเฉพาะคนที่มีหน้าอกขนาดใหญ่ (คัพ C ขึ้นไป) ผิวหนังหย่อนคล้อยมาก หรือคนที่ผิวหนังเสียความยืดหยุ่นจากการรัดหน้าอกมานาน

เทคนิคตัดหน้าอกแผลยาวไม่เหมาะกับใคร

การตัดหน้าอกแผลยาวไม่มีข้อห้ามทางสรีระ แต่ “ไม่แนะนำ” สำหรับคนที่กังวลเรื่องรอยแผลเป็นยาว หรือคนที่ต้องการรักษาความรู้สึกของหัวนมไว้ 100%

ข้อดีของเทคนิคตัดหน้าอกแผลยาว

หน้าอกแบนราบที่สุด (Flatที่สุด) จัดวางตำแหน่งและขนาดหัวนมได้สวยงามแม่นยำที่สุด และแก้ปัญหาผิวหนังย้วยได้สมบูรณ์แบบ

ข้อจำกัดของเทคนิคตัดหน้าอกแผลยาว 

มีรอยแผลเป็นแนวนอนยาวชัดเจน และ สูญเสียความรู้สึกที่หัวนมเกือบทั้งหมดหรือถาวร เนื่องจากเส้นประสาทถูกตัดขาดจากการย้ายตำแหน่งหัวนม

เปรียบเทียบเทคนิคตัดหน้าอก แตกต่างกันอย่างไร

เทคนิคการผ่าตัด

เหมาะกับใคร (ขนาดหน้าอก/ผิวหนัง)

ลักษณะแผลเป็น

การรักษาความรู้สึกที่หัวนม

ข้อดีหลัก

ข้อจำกัด/ความเสี่ยง

1. แผลเล็ก (Keyhole)

เล็กมาก (Cup A), ผิวหนังยืดหยุ่นสูงมาก

แผลเล็กโค้งครึ่งวงกลม ขอบล่างปานนม

สูงมาก (ไม่ได้ตัดขั้วประสาท)

แผลเล็กที่สุด พักฟื้นไวมาก

กำจัดเนื้อเยื่อได้น้อย ไม่สามารถย้ายตำแหน่งหัวนมได้

2. รอบปานนม (Periareolar / Double O)

เล็กถึงกลาง (Cup A-B), ผิวหนังยืดหยุ่นดี

แผลวงกลมรอบขอบปานนม

สูง (รักษาขั้วประสาทไว้ได้)

แผลซ่อนเนียนกับขอบปานนม ปรับขนาดปานนมได้

ผิวหนังอาจย่นเป็นจีบ (Purse-string) หากผิวไม่ยืดหยุ่นพอ

3. แผลปานนม ขยายข้าง (Omega / Extended Peri)

ขนาดกลาง (Cup B), มีความหย่อนคล้อยเล็กน้อย

แผลรอบปานนม ขีดออกด้านข้างเล็กน้อย

ปานกลางถึงสูง

เอาเนื้อเยื่อออกได้มากกว่าแบบวงกลมปกติ

เห็นรอยแผลยื่นออกมาจากขอบปานนมชัดขึ้น

4. แผลรูปตัว T (Inverted-T / Anchor)

ขนาดกลางถึงใหญ่, ต้องการเก็บความรู้สึกหัวนม

แผลรอบปานนม แนวนอนใต้ฐาน แนวตั้งเชื่อมกัน

สูง (ใช้เทคนิค Pedicle รักษาเส้นประสาท)

หน้าอกแบนราบแต่ยังมีความรู้สึกที่หัวนม

แผลเป็นค่อนข้างเยอะ (รูปสมอเรือ)

5. แผลใต้ฐานอก (Double Incision - DI)

ใหญ่ / หย่อนคล้อยมาก (ทุกไซส์ทำวิธีนี้ได้)

แผลแนวนอนยาว 2 เส้น ใต้กล้ามเนื้อหน้าอก

ต่ำมาก (มักใช้วิธีแปะหัวนมใหม่ - Nipple Graft)

หน้าอกแบนราบที่สุด กำจัดผิวหนังส่วนเกินได้สมบูรณ์

แผลเป็นยาวเห็นชัด และสูญเสียความรู้สึกหัวนมถาวร

6. ดูดไขมัน (Liposuction)

เล็กมาก และมีไขมันเป็นส่วนประกอบหลัก

แผลจุดเล็กๆ (2-3 มม.)

สูงมาก

ไม่มีแผลผ่าตัดยาว แทบไม่ต้องพักฟื้น

ไม่สามารถ กำจัดต่อมน้ำนมแข็งๆ ออกได้ มักใช้ทำร่วมกับวิธีอื่น

เทคนิค ผ่าตัดหน้าอกแบบส่องกล้องผ่านแผลใต้รักแร้ จาก รัตตินันท์ คลินิก

เทคนิคการผ่าตัดแบบส่องกล้องผ่านแผลใต้รักแร้ (Endoscopic Transaxillary Breast Surgery) เป็น การผ่าตัดแผลเล็ก (Subcutaneous) โดยนำเทคโนโลยีส่องกล้องมาช่วยในการผ่าตัด เหมาะสำหรับ หน้าอกขนาดเล็กถึงปานกลาง (Cup A-B) แพทย์จะเปิดแผลขนาดเล็กซ่อนไว้บริเวณรักแร้ และใช้กล้อง Endoscope สอดเข้าไปเพื่อตัดแต่งเนื้อเยื่อเต้านม จุดเด่น คือ ไร้รอยแผลเป็นบริเวณหน้าอก ลดการบอบช้ำของเนื้อเยื่อภายใน ฟื้นตัวได้ดีกว่าการผ่าตัดแบบเปิดปกติ

ในบางกรณี ผู้รับบริการที่มีหน้าอกปานกลางขึ้นไป (B/C) อาจไม่สามารถผ่าตัดแผลเล็ก ผ่านปานนม หรือผ่านกล้องใต้รักแร้ได้ เนื่องจากอาจมีเนื้อเยื่อเต้านมบางส่วน เช่น ด้านข้างลำตัว ที่ผ่าตัดแผลเล็กเข้าไม่ถึง หรือไม่สามารถเอาออกได้หมด สุดท้ายแพทย์อาจจะต้องเลือกทำการกรีดแผลบริเวณปานนมให้ใหญ่ขึ้น หรือยาวออกไปด้านข้าง เพื่อเอาไขมันและเนื้อเยื่อที่อยู่ด้านข้างเต้านมออก ทำให้มีแผลเป็นยาวเพิ่มขึ้นอีก

แต่กรณีนี้สามารถแก้ได้โดยใช้ เทคนิคส่องกล้องใต้รักแร้ ร่วมกับการ ผ่าตัดบริเวณปานนม จะทำให้แผลเป็นบริเวณปานนมจะมีขนาดเล็กมาก เนื่องจากไม่จำเป็นต้องกรีดขยายแผลยาวจากปานนมออกไปด้านข้าง (Extended) พร้อมทำการ Contouring หน้าอกให้เรียบเนียน เหมาะสม และเป็นธรรมชาติคล้ายหน้าอกผู้ชายมากที่สุด

ตัดหน้าอกที่ไหนดี ทำไมต้องที่ รัตตินันท์ คลินิก

  1. มาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) เราได้รับการรับรองมาตรฐานด้าน Ambulatory Plastic Surgical Center ซึ่งเน้นความปลอดภัยของผู้ป่วยนอกเทียบเท่าโรงพยาบาลชั้นนำ 3 ปี ซ้อนด้วยคะแนน 98%
  2. ดมยาโดยวิสัญญีแพทย์เฉพาะทาง ทุกเคสผ่าตัดใหญ่ จะได้รับการดูแลเรื่องการระงับความรู้สึกโดยวิสัญญีแพทย์แบบ 1:1 ตลอดการผ่าตัด
  3. เทคนิค Chest Wall Contouring แพทย์ของเราไม่เพียงแค่ “เอาออก” แต่ “ออกแบบ” โดยใช้ศิลปะในการเหลาและดูดไขมัน เพื่อให้หน้าอกดูเป็นทรงกล้ามเนื้อผู้ชายอย่างเป็นธรรมชาติ

เตรียมตัวอย่างไรก่อนตัดหน้าอก

เพื่อให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ผู้รับบริการควรเตรียมตัวดังนี้

  1. การหยุดฮอร์โมน (Testosterone)
    • ผู้ที่ได้รับฮอร์โมนเพศชายมาต่อเนื่อง อาจมีค่าความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit) สูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อลิ่มเลือดอุดตัน
    • คำแนะนำแพทย์ ควรหยุดฮอร์โมนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ – 1 เดือน ก่อนผ่าตัด และต้องตรวจเลือดดูค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ให้ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัย
  2. ใบรับรองแพทย์ (Psychiatrist Letter)
    • ต้องใช้ใบรับรองจากจิตแพทย์เพื่อยืนยันภาวะ Gender Dysphoria ตามข้อกำหนดของแพทยสภาและกฎหมายปัจจุบัน (โปรดสอบถามจำนวนใบรับรองที่ต้องใช้กับเจ้าหน้าที่อีกครั้ง เนื่องจากมีการอัปเดตตามระเบียบโรงพยาบาล)

ตัดหน้าอก ใช้เวลาพักฟื้นนานไหม

ระยะเวลาการพักฟื้นของการผ่าตัดหน้าอก จะแตกต่างกันไปตามเทคนิคที่ใช้และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้เตรียมตัวพักฟื้นอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนกลับไปทำงาน (สำหรับงาน Office) และควรงดออกแรงหนักต่อเนื่อง 1-2 เดือน

ดูแลตัวเองอย่างไรหลังผ่าตัดหน้าอก

การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดส่งผลต่อความสวยงามของแผลถึง 50% นี่คือไทม์ไลน์คร่าว ๆ ที่คุณควรทราบ

  • Day 1-3 (ช่วงพักฟื้น) อาจต้องใส่สายระบายเลือด (Drain) เพื่อลดอาการบวมและป้องกันเลือดคั่ง ต้องสวมชุดกระชับหน้าอกตลอดเวลา อาการปวดสามารถควบคุมได้ด้วยยา
  • Day 5-7 (ถอดสายเดรน) แพทย์จะนัดติดตามอาการเพื่อถอดสายเดรนและตัดไหม (ในบางกรณี) เริ่มอาบน้ำได้ตามคำแนะนำแพทย์
  • Week 2-4 (เริ่มใช้ชีวิตปกติ) อาการบวมช้ำจะค่อย ๆ ลดลง สามารถกลับไปทำงานที่ไม่ต้องใช้แรงยกของหนักได้
  • Month 1-3 (ดูแลแผลเป็น) เป็นช่วงเวลาดีมาก ๆ (Golden Period) ในการทายาลดรอยแผลเป็น เพื่อป้องกันคีลอยด์ เริ่มออกกำลังกายเบา ๆ ได้
  • Month 6 (เข้าที่สมบูรณ์) กล้ามเนื้อหน้าอกและผิวหนังจะกระชับเข้ารูป แผลเป็นจางลงจนดูเป็นธรรมชาติ

ทีมแพทย์ตัดหน้าอก รัตตินันท์ คลินิก

" The Aesthetic Wisdom "
พญ. ดิษญาณิณพ์ ทวีธนัตสิทธิ์ (หมอเอิง) เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งและเสริมสร้าง ที่มีความถนัดด้านการเสริมหน้าอก ศัลยกรรมยกกระชับ และศัลยกรรมปรับรูปร่าง

ศัลยแพทย์ตกแต่งและเสริมสร้าง

พญ. ดิษญาณิณพ์ ทวีธนัตสิทธิ์
ข้อมูลแพทย์
พญ. ชนาธิป อาชวานนท์ เป็นวิสัญญีแพทย์ที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภาสาขาวิสัญญีวิทยา มีความถนัดด้านการดูแลผู้ป่วยตลอดกระบวนการผ่าตัด รวมถึงการลดอาการไม่สบายหลังการดมยาสลบ โดยเน้นการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้อย่างราบรื่น

วิสัญญีแพทย์

พญ. ชนาธิป อาชวานนท์
ข้อมูลแพทย์

ตัดหน้าอก ราคาเท่าไหร่?

หากคุณกำลังตามหาว่า ตัดหน้าอก ราคาเท่าไหร่? ค่าใช้จ่ายจริงจะขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดที่แพทย์ประเมินว่าเหมาะสมกับสรีระและขนาดหน้าอกเดิมของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคแผลเล็ก, แผลโอ หรือแผลยาว รวมถึงความซับซ้อนของแต่ละเคส

ที่รัตตินันท์ คลินิก เราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยตามมาตรฐาน AACI และความโปร่งใสของราคา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง ท่านสามารถตรวจสอบตารางราคาและรายละเอียดแพ็กเกจเบื้องต้นได้ด้านล่างนี้

ราคาหัตถการตัดหน้าอก (Mastectomy)

ราคาเริ่มต้น

ผ่าตัดหน้าอกทอม (Mastectomy) แบบส่องกล้อง

330,000

ผ่าตัดหน้าอกทอม (Mastectomy) แบบปานนม

200,000

ผ่าตัดหน้าอกทอม (Mastectomy) แบบใต้ราวนม

280,000

ผ่าตัดหน้าอกทอม (Mastectomy) แบบใต้ราวนมร่วมกับย้ายหัวนม

330,000

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการตัดหน้าอก

Q: ตัดหน้าอก เจ็บมากไหม?

A: ระหว่างการผ่าตัดผู้รับบริการจะได้รับการดมยาสลบ จึงไม่รู้สึกเจ็บใด ๆ หลังตื่นขึ้นมาอาจมีความรู้สึกตึงหรือปวดหนึบ ๆ คล้ายกับการออกกำลังกายหน้าอกอย่างหนัก ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดที่แพทย์จัดให้ และอาการจะดีขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 3-5 วัน

Q: ผ่าตัดแล้ว หน้าอกจะกลับมาโตอีกไหม?

A: การผ่าตัดจะนำเนื้อเยื่อต่อมเต้านมออกไปเกือบทั้งหมด ทำให้หน้าอกไม่สามารถกลับมาขยายขนาดแบบเต้านมผู้หญิงได้อีก อย่างไรก็ตาม หากมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาก อาจมีการสะสมของ “ไขมัน” บริเวณหน้าอกได้ เช่นเดียวกับผู้ชายทั่วไปที่มีภาวะอ้วนลงพุง

Q: การผ่าตัดเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่?

A: การผ่าตัด Top Surgery ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมได้มาก เนื่องจากเนื้อเยื่อเต้านมส่วนใหญ่ถูกตัดออกไป แต่แพทย์ไม่ได้ตัดออก 100% (เพื่อคงรูปทรงที่สวยงาม) จึงยังมีความเป็นไปได้ทางทฤษฎี (แต่น้อยมาก) ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปียังคงเป็นสิ่งที่แนะนำ