ฉีดไขมันหน้าอก เสริมอกสวยด้วยไขมันตัวเอง เพื่อรูปทรงที่ดูธรรมชาติ

ฉีดไขมันหน้าอก เสริมอกสวยด้วยไขมันตัวเองเพื่อรูปทรงที่ดูธรรมชาติ

บทความนี้ผ่านการตรวจสอบทางการแพทย์โดย ดร. นายแพทย์ทวีชัย ทวีเจริญกุล

หน้าอกที่สวยได้รูปและดูเป็นธรรมชาติ คือความมั่นใจที่ผู้หญิงหลายคนปรารถนา แต่การเลือกวิธีที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ปัจจุบัน การฉีดไขมันเพื่อเสริมขนาดหน้าอก จึงกลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดี เพราะช่วยขจัดความกังวลเรื่องสิ่งแปลกปลอม ด้วยการใช้ไขมันของตัวเองมาเติมเต็ม

การฉีดไขมันหน้าอกมีข้อดีที่โดดเด่นคือ คุณจะได้รับประโยชน์ถึง 2 ต่อในครั้งเดียว

  • ได้รูปร่างที่เพรียวลงจากการดูดไขมัน
  • หน้าอกที่อวบอิ่มขึ้นดูเป็นธรรมชาติ

ที่ Rattinan Clinic เรามุ่งเน้นผลลัพธ์ที่ประณีตด้วยเทคนิค ‘The Art of Precision’ นำโดย ดร. นายแพทย์ทวีชัย ทวีเจริญกุล ที่ผสานความใส่ใจในรายละเอียดเข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเผยรูปร่างใหม่ที่คุณมั่นใจกว่าเดิม

รีวิว ฉีดไขมันหน้าอก หลังทำ 1 ปี Rattinan Clinic

สารบัญ

ฉีดไขมันหน้าอกคืออะไร?

การฉีดไขมันหน้าอก (Breast Fat Grafting) หรือในทางการแพทย์เรียกว่า “Autologous Fat Transfer” คือกระบวนการศัลยกรรมตกแต่งที่ใช้ “เซลล์ไขมันที่มีชีวิต” ของผู้เข้ารับบริการเอง มาทำหน้าที่เป็นสารเติมเต็มธรรมชาติ (Natural Filler) เพื่อเพิ่มขนาด ปรับรูปทรง หรือแก้ไขความบกพร่องของหน้าอก แทนการใช้วัสดุสังเคราะห์อย่างซิลิโคน

หลักการสำคัญของหัตถการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การย้ายไขมัน แต่คือการ “ปลูกถ่ายเซลล์” (Grafting) โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ 3 ขั้นตอนหลัก คือ

  1. Harvesting การดูดไขมันออกจากบริเวณที่มีไขมันสะสมส่วนเกิน (เช่น หน้าท้อง ต้นขา)
    ด้วยเทคนิคที่ถนอมเซลล์ให้บอบช้ำน้อยที่สุด โดยที่รัตตินันท์ เราใช้เทคโนโลยีระบบสั่น PAL ในขั้นตอนนี้เพื่อรักษาคุณภาพของเซลล์ไขมันให้คงประสิทธิภาพไว้อย่างดี
  2. Purification การนำไขมันที่ได้มาผ่านกระบวนการคัดแยก
    เพื่อกำจัดน้ำเลือด น้ำมัน และเซลล์ที่ตายแล้ว จนได้เฉพาะ “เซลล์ไขมันบริสุทธิ์” ที่แข็งแรง ซึ่งเราพิถีพิถันในขั้นตอนคัดแยกเป็นอย่างมาก เพื่อประโยชน์สูงสุดของเซลล์ที่จะถูกเติมกลับเข้าไปในร่างกาย
  3. Injection การฉีดกลับเข้าไปที่ชั้นไขมันเหนือกล้ามเนื้อหน้าอก
    โดยศัลยแพทย์ต้องมีความใส่ใจในการกระจายเซลล์ไขมันให้ทั่วถึง เพื่อให้เส้นเลือดสามารถเข้าไปเลี้ยงเซลล์ใหม่ให้อยู่รอด (Fat Viability) และเติบโตเป็นเนื้อเยื่อหน้าอกอย่างถาวรต่อไป
ขั้นตอนเติมไขมันหน้าอก rattinan clinic

ทีมแพทย์เติมไขมัน
ที่ รัตตินันท์ คลินิก

นพ. ทวีชัย ทวีเจริญกุล
ศัลยแพทย์หู คอ จมูก (Ph.D.)

อบรมเฉพาะทางด้านศัลยกรรม
และเวชศาสตร์ความงาม

นพ. ศรัณย์ เปรื่องประยูร
นายแพทย์

ปริญญาโท สาขาเวชศาสตร์ความงาม

การฉีดไขมันหน้าอก เสริมขนาดหน้าอก เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่หลงใหลความเป็นธรรมชาติ (The Naturalist)
  • ผู้ที่มีไขมันส่วนเกินสะสม (The Dual Benefit Seeker)
  • คุณแม่หลังให้นมบุตร (Post-Partum Restoration)
  • ผู้ที่มีปัญหาหน้าอกสองข้างไม่เท่ากัน (Asymmetry Correction)
  • ผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาจากซิลิโคนเดิม (The Dual Benefit Seeker)เพราะปัญหาเห็นขอบซิลิโคน
ใครเหมาะกับการฉีดไขมันหน้าอก

การฉีดไขมันหน้าอก มีข้อดีอย่างไร?

การฉีดไขมันถือเป็น “Gold Standard” สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นธรรมชาติมาก ๆ โดยมีจุดเด่นในเชิงการแพทย์ดังนี้

  • สัมผัสและรูปทรงที่เป็นธรรมชาติ (Natural Look & Feel)
    เนื่องจากเป็นเนื้อเยื่อของร่างกายตนเอง หน้าอกที่ได้จึงมีความนิ่ม ยืดหยุ่น และเคลื่อนไหวไปตามสรีระ ไม่เป็นบล็อก หรือแข็งเป็นก้อนเหมือนการใส่ซิลิโคน
  • ไม่มีความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาต่อต้าน (No Foreign Body Reaction)
    ตัดปัญหาเรื่องร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอม (Rejection) หรือการเกิดพังผืดรัดรอบซิลิโคน (Capsular Contracture) ซึ่งอาจเป็นภาวะแทรกซ้อนระยะยาวที่พบได้ในการเสริมด้วยถุงเต้านมเทียม
  • ปรับสัดส่วนร่างกายแบบ Two-in-One
    คนไข้จะได้รับประโยชน์สองต่อ คือการลดสัดส่วนในบริเวณที่ไม่ต้องการ (Liposuction) พร้อมกับเพิ่มขนาดหน้าอกในคราวเดียว (Augmentation)
  • ช่วยฟื้นฟูสภาพผิว
    ในกระบวนการปั่นแยกไขมัน มักจะมีสเต็มเซลล์ (Adipose-Derived Stem Cells) ติดมาด้วย ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวหน้าอกให้ดูเปล่งปลั่งและลดเลือนริ้วรอย
  • แผลผ่าตัดเล็ก
    แผลจากการฉีดไขมันมีขนาดเล็กมาก ทำให้แทบไม่เห็นรอยแผลเป็นเมื่อหายดี ต่างจากการผ่าตัดใส่ซิลิโคนที่ต้องเปิดแผลใหญ่กว่า

การใช้ไขมันตัวเองฉีดหน้าอกเพื่อเสริมขนาดหน้าอก มีข้อจำกัดอะไรไหม?

แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่การฉีดไขมันหน้าอกก็มีข้อจำกัดทางสรีรวิทยาที่ผู้รับบริการต้องทำความเข้าใจ ได้แก่

  • ข้อจำกัดด้านขนาด (Volume Limitation) ไม่สามารถเพิ่มขนาดหน้าอกได้มากเท่ากับการใส่ซิลิโคนในครั้งเดียว โดยปกติจะเพิ่มได้ประมาณ 0.5 – 1 คัพ ต่อการทำหนึ่งครั้ง หากต้องการขนาดที่ใหญ่มาก อาจต้องทำซ้ำ 2-3 รอบ
  • อัตราการรอดของเซลล์ไขมัน (Fat Resorption) ธรรมชาติของการปลูกถ่ายไขมัน เซลล์ไขมันบางส่วนจะสลายไป โดยอัตราการติด (Survival Rate) จะอยู่ที่ประมาณ 50-80% จากประสบการณ์ในการใช้เทคนิคของแพทย์ที่รัตตินันท์ คลินิกและการดูแลตัวเองหลังทำของผู้รับบริการ
  • ต้องมีไขมันตั้งต้นเพียงพอ ผู้เข้ารับบริการต้องมีไขมันส่วนเกินในร่างกายมากพอที่จะนำมาใช้ หากเป็นคนรูปร่างผอมมาก อาจไม่สามารถทำหัตถการนี้ได้
  • ความเสี่ยงต่อการเกิดถุงน้ำมันหรือหินปูน (Oil Cyst & Calcification) หากเทคนิคการฉีดไม่ดี หรือฉีดอัดแน่นเกินไปจนเลือดไปเลี้ยงไม่ทัน เซลล์ไขมันอาจตายและกลายเป็นก้อนแข็ง (Calcification) หรือถุงน้ำมัน ซึ่งอาจรบกวนการตรวจมะเร็งเต้านมในอนาคต (แต่สามารถแยกแยะได้ด้วยเครื่องมือ Mammogram สมัยใหม่)

ฉีดไขมันหน้าอก ใช้ไขมันตัวเองจากส่วนไหนได้บ้าง?

การเลือกตำแหน่งที่จะดูดไขมัน (Donor Site) แพทย์จะพิจารณาจากบริเวณที่มีไขมันสะสมหนาแน่นและมีคุณภาพของเซลล์ไขมันที่ดี (Fat Quality) โดยตำแหน่งที่นิยมใช้ ได้แก่

  1. หน้าท้อง (Abdomen) เป็นบริเวณยอดนิยมที่สุด เพราะมักมีไขมันสะสมหนาแน่น ทั้งหน้าท้องบนและล่าง ไขมันบริเวณนี้มักมีความนิ่มและง่ายต่อการเก็บเกี่ยว
  2. ต้นขา (Thighs) โดยสามารถใช้ได้ทั้งต้นขาด้านนอก (Outer Thighs) เพราะเป็นแหล่งไขมันที่มีความคงทนสูง (Fibrous Fat) เหมาะสำหรับการปรับรูปทรง และ ต้นขาด้านใน (Inner Thighs) เพราะเป็นบริเวณที่ไขมันมีความละเอียดและเชื่อว่ามีสัดส่วนของสเต็มเซลล์สูง ช่วยให้อัตราการรอดของไขมันดีขึ้น
  3. สะโพกและเอว (Hips & Flanks) หรือบริเวณ Love Handles การดูดไขมันบริเวณนี้ช่วยสร้างส่วนเว้าโค้งของเอวให้ชัดเจนขึ้น (S-Curve) ส่งผลให้รูปร่างโดยรวมดูดีขึ้นอย่างชัดเจน

ที่รัตตินันท์ คลินิก แพทย์จะประเมิน “ความหนาแน่น” และ “คุณภาพ” ของไขมันในแต่ละจุดอย่างใส่ใจในรายละเอียด เพื่อวางแผนการดูดไขมันให้ได้ปริมาณเซลล์ที่มีชีวิตมากที่สุด เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนของการเติมไขมันหน้าอก

ฉีดไขมันหน้าอก ใช้ไขมันตัวเองจากส่วนไหนได้บ้าง

เสริมหน้าอกมีกี่วิธี แตกต่างกันอย่างไร?

การศัลยกรรมหน้าอกในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่การเพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่คือการ “Design” สรีระช่วงบนให้สมส่วนและดูเป็นธรรมชาติที่สุด จากประสบการณ์ดูแลเคสศัลยกรรมและดูดไขมันมายาวนาน ที่ Rattinan Clinic เราแบ่งเทคนิคการเสริมหน้าอกออกเป็น 3 วิธีหลัก ซึ่งแต่ละวิธีมีจุดเด่นและเหมาะกับสรีระที่แตกต่างกัน ดังนี้

เสริมหน้าอกมีกี่วิธี แตกต่างกันอย่างไร

1. การเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน (Silicone Implant)

การ เสริมหน้าอก ด้วยซิลิโคน เป็นวิธีมาตรฐานที่เป็นที่นิยมที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มขนาดหน้าอกอย่างชัดเจน (2-3 คัพขึ้นไป) หรือต้องการรูปทรงที่มีความพุ่ง (Projection) และความกลมที่ชัดเจน

จุดเด่น

สามารถกำหนดขนาด (cc) และรูปทรงได้แม่นยำ ปัจจุบันเราเลือกใช้ซิลิโคนเกรดการแพทย์มาตรฐาน FDA (เช่น Mentor หรือ Motiva) ที่ให้สัมผัสนิ่มคล้ายจริงและลดโอกาสเกิดพังผืด (Capsular Contracture) ได้ดีกว่าในอดีตมาก

2. การเสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง (Fat Grafting)

การเสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง เป็นการย้ายเซลล์ไขมันจากบริเวณที่ไม่ต้องการ (เช่น หน้าท้อง ต้นขา) มาเติมเต็มที่หน้าอก เป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยความใส่ใจในด้านการดูดไขมันและการเติมไขมันสูง เพื่อให้เซลล์ไขมันรอดชีวิต (Fat Survival Rate) มากที่สุด

จุดเด่น

เป็นธรรมชาติที่สุดทั้งรูปลักษณ์และการสัมผัส ไม่มีสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย แผลเล็กมาก และได้ประโยชน์ 2 ต่อคือสัดส่วนอื่นเล็กลงพร้อมหน้าอกที่อิ่มขึ้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มขนาดเพียงเล็กน้อย (0.5 – 1 คัพ) หรือต้องการแก้ไขรูปทรงที่ไม่เท่ากัน

3. การเสริมหน้าอกแบบไฮบริด (Hybrid Breast Augmentation)

การเสริมหน้าอกแบบไฮบริด นี่คือเทคนิคที่ผสมผสานข้อดีของ “ซิลิโคน” และ “ไขมันตัวเอง” เข้าด้วยกัน โดยแพทย์จะใส่ซิลิโคนเพื่อสร้างฐานและขนาดที่ต้องการ จากนั้นจะใช้ไขมันของคนไข้เติมทับบริเวณขอบซิลิโคนและร่องอก

จุดเด่น

เทคนิคนี้แก้ Pain Point ของคนผอมที่เสริมซิลิโคนแล้วเห็นขอบ หรือเป็นลอนคลื่น (Rippling) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเติมไขมันทับจะช่วยพรางขอบซิลิโคน ทำให้เนินอกดูสโลปสวย สัมผัสนิ่มนวลเหมือนหน้าอกจริงมาก และช่วยให้ร่องอกชิดกัน จากประสบการณ์ผู้รับบริการหลายรายบอกว่าสวยกว่าการใส่ซิลิโคนเพียงอย่างเดียว

การเสริมหน้าอกแบบไฮบริด (Hybrid Breast Augmentation)

รู้ได้อย่างไร ระหว่างเสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง กับ เสริมหน้าอกใส่ซิลิโคน เลือกวิธีไหนดี

การตัดสินใจเลือกวิธีผ่าตัด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความชอบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินจาก “ต้นทุนเดิมของร่างกาย” เป็นสำคัญ แพทย์ที่รัตตินันท์จะประเมินปัจจัยเหล่านี้ร่วมกับผู้รับบริการเสมอ

  1. ปริมาณเนื้อหน้าอกเดิมและความหนาของผิวหนัง
  • คนผอม เนื้อน้อย ผิวบาง หากใส่ซิลิโคนเพียงอย่างเดียว มีความเสี่ยงสูงที่จะเห็นขอบซิลิโคนเป็นวง หรือสัมผัสแล้วเจอถุงซิลิโคนได้ง่าย ในกรณีนี้เราแนะนำ เทคนิค Hybrid เป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อใช้ไขมันมาเป็นตัวคลุม (Soft Tissue Coverage) ให้ดูเนียนตา
  • คนมีเนื้อหน้าอกอยู่บ้าง สามารถเลือกเสริมด้วยซิลิโคนปกติได้ โดยเลือกวางตำแหน่งใต้กล้ามเนื้อ (Dual Plane) เพื่อความเป็นธรรมชาติ
  1. ความต้องการเรื่องขนาด (Size Goal)
  • หากต้องการอัพไซส์แบบก้าวกระโดด (เช่น จาก Cup A ไป Cup D) ซิลิโคน คือคำตอบเดียว
  • หากต้องการเพียงแค่ให้หน้าอกดูเต็มขึ้น แก้ไขหน้าอกแฟบจากการให้นมบุตร หรือต้องการความนูนเพียงเล็กน้อย การเติมไขมัน จะตอบโจทย์กว่าและดูละมุนกว่า
  1. ปัญหาความหย่อนคล้อย (Breast Ptosis)
  • สำคัญมาก หากหน้าอกมีความหย่อนคล้อยมาก (หัวนมต่ำกว่าระดับราวนม) การเสริมด้วยซิลิโคนหรือเติมไขมันเพียงอย่างเดียวจะไม่ช่วยให้หน้าอกสวยขึ้น แต่จะทำให้ดูห้อยย้อยขนาดใหญ่แทน
  • ในกรณีนี้ แพทย์จำเป็นต้องทำ การยกกระชับหน้าอก (Breast Lift / Mastopexy) ร่วมด้วย เพื่อจัดตำแหน่งหัวนมและตัดผิวหนังส่วนเกินออก ก่อนที่จะเติมเต็มด้วยซิลิโคนหรือไขมัน เพื่อให้หน้าอกตั้งเต้าสวยและดูอ่อนเยาว์อย่างแท้จริง
  1. แหล่งไขมันในร่างกาย
  • สำหรับการเติมไขมัน หรือ Hybrid คนไข้จำเป็นต้องมีไขมันสะสมในบริเวณอื่นเพียงพอที่จะดูดออกมาใช้ หากเป็นคนที่ผอมแห้งมาก (BMI ต่ำมาก) อาจไม่สามารถใช้วิธี Fat Grafting ได้ จำเป็นต้องพึ่งพาซิลิโคนเป็นหลัก
เสริมหน้าอกแบบไหนดี ฉีดไขมัน ซิลิโคน หรือผสม

ทำไม การเติมไขมันหน้าอก ถึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยม

ที่ผ่านมา จากประสบการณ์การดูแลผู้เข้ารับบริการที่ Rattinan Clinic เราพบว่าส่วนหนึ่งที่เลือกวิธีนี้ ไม่ได้มองหาแค่ความใหญ่ แต่ต้องการแก้ไขปัญหาเฉพาะจุดและต้องการความสบายใจในระยะยาว โดยแบ่งเป็น 3 เหตุผลสำคัญ คือ

  1. เพื่อความสวยงามและความเป็นธรรมชาติ (Aesthetic Needs)
  • ต้องการสัมผัสเหมือนจริง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มขนาดเพียงเล็กน้อย (0.5 – 1 คัพ) แต่ให้ความสำคัญกับความนิ่มที่เป็นธรรมชาติ ไม่เป็นบล็อก และไม่มีสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย
  • กังวลเรื่องซิลิโคน ไม่อยากผ่าตัดใหญ่ กลัวเจ็บ หรือกังวลเรื่องพังผืดในระยะยาว
  1. เพื่อแก้ไขปัญหาจากการเสริมหน้าอกเดิม
  • แก้ไขรอยคลื่น/รอยย่น (Rippling Correction) ช่วยเติมเต็มผิวหนังที่บางจนเห็นขอบซิลิโคน หรือเป็นลอนคลื่น ให้กลับมาเรียบเนียน
  • ปรับทรงหน้าอก (Contouring) ใช้ไขมันเติมแต่งร่องอกให้ชิดสวย (Cleavage) หรือแก้ปัญหาหน้าอกสองข้างไม่เท่ากัน (Asymmetry) ได้แม่นยำกว่าการเลือกไซส์ซิลิโคน
  • ถอดซิลิโคนเก่า (Explant Replacement) สำหรับผู้ที่เจอปัญหาพังผืดรัดแข็ง หรือต้องการถอดซิลิโคนออก การเติมไขมันทันทีจะช่วยป้องกันไม่ให้หน้าอกดูแฟบหรือเหี่ยวจนเสียความมั่นใจ
  • เทคนิค Hybrid การใส่ซิลิโคนร่วมกับไขมัน เพื่อผสานข้อดีของความพุ่งชันจากซิลิโคน และความนิ่มนวลจากไขมันเข้าด้วยกัน
  1. เพื่อการรักษาและฟื้นฟู
  • ความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ช่วงตรงกลางหน้าอกบุ๋ม (Pectus Excavatum), หน้าอกทรงกระบอก (Tubular Breast) หรือ กลุ่มอาการโปแลนด์ (Poland’s Syndrome) ซึ่งไขมันสามารถช่วยปั้นแต่งรูปทรงให้ใกล้เคียงปกติได้ดีที่สุด
  • ฟื้นฟูหลังรักษามะเร็งเต้านม ในผู้ป่วยที่ผ่าตัดเต้านมและผ่านการฉายแสง ผิวหนังมักจะขาดความยืดหยุ่น การฉีดไขมันจะช่วยฟื้นฟูสภาพผิวและเติมเต็มเนื้อหน้าอกให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งอย่างปลอดภัย

ขั้นตอนฉีดไขมันหน้าอก เทคนิค The Art of Precision ที่ รัตตินันท์ คลินิก

การเสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเองที่ Rattinan Clinic ไม่ใช่เพียงแค่การย้ายไขมันจากที่หนึ่งไปใส่อีกที่หนึ่ง แต่คือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ผสานกับศิลปะ (Art & Science) เราให้ความสำคัญกับ “อัตราการรอดชีวิตของเซลล์ไขมัน” (Fat Survival Rate) สูงสุด เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่กับคุณได้ยาวนาน โดยมีขั้นตอนละเอียดอ่อน ดังนี้

ขั้นตอนฉีดไขมันหน้าอก เทคนิค The Art of Precision ที่ รัตตินันท์ คลินิก

Step 1: Atraumatic Harvesting with MicroAire PAL

Atraumatic Harvesting with MicroAire PAL (การดูดไขมันด้วยระบบสั่นสะเทือน) ขั้นตอนนี้คือ “ตัวตัดสิน” ว่าไขมันจะติดหรือไม่ติด ที่ Rattinan Clinic เราเลือกใช้เทคโนโลยี MicroAire PAL® (Power-Assisted Liposuction) มาตรฐาน FDA ซึ่งเป็นเครื่องมือดูดไขมันระบบสั่นสะเทือนที่แพทย์ทั่วโลกยอมรับว่า “มีประสิทธิภาพมากสำหรับการทำ Fat Grafting”

  • Why MicroAire?: ต่างจากเครื่องดูดไขมันทั่วไปที่ใช้ความร้อน (เช่น เลเซอร์ หรือ อัลตราซาวด์/Vaser) ซึ่งอาจทำให้เซลล์ไขมันสุกหรือตายได้ แต่ MicroAire ใช้ “พลังงานการสั่นถี่สูง” ช่วยสลายก้อนไขมันให้ออกมาอย่างนุ่มนวล
  • The Result: เราได้เซลล์ไขมันที่สมบูรณ์ (Intact Fat Cells) ไม่บอบช้ำ และไม่มีการปนเปื้อนของเซลล์ที่ตายจากความร้อน ทำให้อัตราการรอดชีวิตของไขมัน (Survival Rate) สูงกว่าการใช้เครื่องมืออื่น ๆ
  • Patient Benefit: การสั่นของหัวดูดไขมัน ยังช่วยลดแรงกระแทกต่อเนื้อเยื่อข้างเคียง ทำให้คนผู้รับบริการ เจ็บน้อยลง เขียวช้ำน้อยลง และฟื้นตัวได้เร็วกว่าการดูดไขมันแบบเดิม

สิ่งสำคัญที่ Rattinan Clinic คำนึงถึงคือ ขั้นตอนการดูดไขมัน จะต้องทำให้ตำแหน่งที่ดูดไขมันออกไปนั้นเรียบเนียน สวยได้สัดส่วนเท่ากันทั้ง 2 ข้างด้วย

Doctor’s Insight ทำไมเราไม่ใช้พลังงานความร้อนในการดูดไขมันเพื่อเติมหน้าอก?

แม้เครื่องพลังงานความร้อน (Heat-based devices) จะสลายไขมันได้ดี แต่ความร้อนคือศัตรูของเซลล์ที่มีชีวิต การใช้ความร้อนอาจทำให้ผนังเซลล์ไขมันเสียหาย (Cell Membrane Damage) หรือเซลล์ตาย (Apoptosis) เมื่อนำมาฉีดที่หน้าอก ร่างกายจะมองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมและกำจัดออก ทำให้ฉีดแล้วยุบหายไปเร็ว หรือเกิดพังผืด

Rattinan Clinic จึงยืนหยัดใช้ MicroAire PAL ในเคสเติมไขมันทุกเคส เพื่อให้มั่นใจว่า “ไขมันทุกหยดคือเซลล์ที่มีคุณภาพที่สุด” สำหรับหน้าอกของคุณ

Step 2: Purification Process

Purification Process (กระบวนการคัดแยกไขมันบริสุทธิ์) ไขมันที่ดูดออกมาจะมีส่วนผสมของน้ำเกลือ เลือด และน้ำมัน (Free Oil) ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้ไขมันตายหรือเกิดพังผืด

  • The Process เรานำไขมันเข้าสู่กระบวนการปั่นแยก (Centrifuge) หรือกรองด้วยระบบปิด (Closed System) เพื่อคัดแยกสิ่งเจือปนออกจนหมด เหลือเพียง “เซลล์ไขมันสีเหลืองทองบริสุทธิ์” ที่แข็งแรงและมีคุณภาพสูง พร้อมสำหรับการปลูกถ่ายที่หน้าอกเท่านั้น

Step 3: Micro-Droplet Injection

Micro-Droplet Injection (ศิลปะการเติมเต็มแบบละเมียด) นี่คือขั้นตอนที่ต้องใช้ทักษะของแพทย์เป็นอย่างมาก เพื่อป้องกันปัญหาไขมันตาย เป็นก้อนแข็ง (Oil Cyst) หรือหินปูน (Calcification)

  • Technique แพทย์จะไม่ฉีดไขมันเข้าไปเป็นก้อนใหญ่ก้อนเดียว แต่จะใช้เทคนิค Micro-Droplet คือการค่อย ๆ วางเซลล์ไขมันทีละจุดเล็ก ๆ คล้ายละอองไข่มุก กระจายตัวในชั้นผิวที่แตกต่างกัน (Multi-plane) ทั้งชั้นเหนือกล้ามเนื้อและชั้นไขมัน
  • Benefit เทคนิคนี้ช่วยให้เส้นเลือดสามารถแทรกซึมเข้าไปเลี้ยงเซลล์ไขมันได้อย่างทั่วถึงทุกอณู เพิ่มโอกาสการติดของไขมันให้สูงขึ้น และทำให้หน้าอกดูเป็นทรงธรรมชาติ ไม่เป็นก้อนไต

Step 4: Sculpting & Shaping

Sculpting & Shaping (การปั้นแต่งทรง) ในขณะเติมไขมัน แพทย์จะทำการปั้นแต่งทรงหน้าอกไปพร้อมกัน เพื่อแก้ไขจุดบกพร่องเฉพาะบุคคล เช่น เติมเต็มเนินอกที่หายไป แก้ไขขนาดหน้าอกที่ไม่เท่ากัน หรือสร้างร่องอกให้ดูชิดขึ้น โดยคำนึงถึงความสมมาตรและสรีระเดิมของคนไข้เป็นหลัก

Step 5: Recovery & Care

Recovery & Care (การดูแลหลังทำ) เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่ไม่มีสิ่งแปลกปลอม แผลที่หน้าอกจึงเป็นเพียงรูเข็มเล็ก ๆ เท่านั้น คนไข้จะรู้สึกตึงระบมคล้ายกล้ามเนื้ออักเสบเพียงเล็กน้อย และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้รวดเร็ว โดยทางคลินิกจะมีโปรแกรมการดูแลแผลดูดไขมันต้นทาง เพื่อให้ผิวหนังกระชับและเรียบเนียน ไม่เป็นคลื่นหลังการรักษา

นอกจากนี้ เรายังมีบริการจัดเก็บไขมันไว้ในตู้เก็บไขมันโดยเฉพาะ นาน 6 เดือนในอุณหภูมิติดลบ -20 องศา สำหรับการเติมครั้งที่ 2 หลังจากเซลล์ไขมันครั้งแรกอยู่ในปริมาณที่คงที่บนหน้าอกแล้ว ข้อดีคือ ไม่ต้องดูดไขมันเพิ่มอีกรอบ สามารถกลับมาเติมอีกครั้งได้เลย

fat freezing ตู้เก็บไขมัน ตู้แช่ไขมัน
fat freezing ตู้เก็บไขมัน ตู้แช่ไขมัน

เตรียมพร้อมอย่างไร ก่อนเติมไขมันหน้าอก?

เราเข้าใจดีว่าหลายท่านอาจกังวลเมื่อได้ยินว่าต้องทำหัตถการถึง 2 อย่างพร้อมกัน คือ “การดูดไขมัน” และ “การฉีดหน้าอก” คำถามที่พบบ่อยคือ “ต้องดมยาสลบไหม?”, “เจ็บไหม?” หรือ “ร่างกายจะรับไหวหรือเปล่า?”

ที่ Rattinan Clinic เราอยากให้คุณวางใจว่า นี่ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ที่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่เป็นการ “ศัลยกรรมแผลเล็ก” (Minimally Invasive Surgery) ที่เจ็บตัวครั้งเดียวแต่ได้ผลลัพธ์ถึง 2 ต่อ (หุ่นดีขึ้น + หน้าอกสวยขึ้น) ภายใต้การดูแลความปลอดภัยมาตรฐาน AACI  เพื่อให้การผ่าตัดราบรื่นและปลอดภัยที่สุด เราขอให้คุณเตรียมตัวง่าย ๆ ดังนี้

  1. แจ้งประวัติสุขภาพ แจ้งโรคประจำตัว ยาที่ทานประจำ หรือการแพ้ยา ให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด
  2. งดวิตามินและอาหารเสริม ควรงดกลุ่มวิตามิน E, น้ำมันตับปลา, แปะก๊วย หรือสมุนไพรต่าง ๆ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้เลือดหยุดยาก
  3. งดน้ำและอาหาร (NPO) สำคัญมากสำหรับการดมยา ต้องงดอย่างเคร่งครัด 8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด
  4. เตรียมชุดใส่สบาย วันผ่าตัดควรใส่เสื้อที่มีกระดุมหน้า เพื่อให้เปลี่ยนชุดง่าย ไม่ต้องยกแขนสวมหัว และสวมรองเท้าส้นเตี้ย
  5. พาเพื่อนมาด้วย หากเป็นไปได้ ควรมีญาติหรือเพื่อนมารับกลับ เพื่อความปลอดภัยหลังฟื้นจากยาสลบ

หลังเติมไขมันหน้าอก ควรดูแลตัวเองอย่างไร

หัวใจสำคัญของการเติมไขมันหน้าอก ไม่ใช่แค่ฝีมือแพทย์ในห้องผ่าตัด แต่คือ “การทะนุถนอมเซลล์ไขมันในช่วง 1 เดือนแรก” เพราะเซลล์ไขมันที่ย้ายมาใหม่ต้องการเวลาในการสร้างเส้นเลือดมาเลี้ยง หากดูแลดี ไขมันจะติดเยอะ หน้าอกก็จะอิ่มสวยและอยู่กับเราไปตลอดชีวิต และนี่คือคู่มือการดูแลตัวเองฉบับ Rattinan Clinic

  1. ท่านอนและการพักผ่อน (สำคัญที่สุด!)
  • ห้ามนอนคว่ำหรือตะแคงเด็ดขาด ในช่วง 1 เดือนแรก (โดยเฉพาะ 7-14 วันแรก) ต้องนอนหงายเท่านั้น เพื่อป้องกันแรงกดทับที่จะทำให้เซลล์ไขมันตายหรือเสียรูปทรง
  • ขยับตัวได้ ไม่ต้องนอนติดเตียง วันรุ่งขึ้นสามารถเดินเบา ๆ ได้ทันที เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด แต่อย่าหักโหม
  • งดกิจกรรมหนัก หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย ยกของหนัก หรือกิจกรรมที่กระทบกระเทือนหน้าอก 2-4 สัปดาห์
  1. การสวมใส่ชุดชั้นใน เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหน้าอกได้ดีที่สุด ห้ามรัดหน้าอกจนแน่นเกินไป
  • สัปดาห์แรก “งดใส่ Bra และยกทรงทุกชนิด” ปล่อยให้หน้าอกสบายที่สุด (อนุญาตให้แปะที่ปิดหัวนม Nipple Covers ได้
  • ครบ 1 เดือน เริ่มใส่ Sport Bra แบบหลวม ๆ ไร้โครง
  • ครบ 3 เดือน ขนาดหน้าอกเริ่มคงที่ สามารถกลับมาใส่ยกทรงขนาดปกติสวย ๆ ได้เลย
  1. การดูแลแผลและความสะอาด
  • ห้ามแผลโดนน้ำ 7 วัน ใช้วิธีเช็ดตัวทำความสะอาดร่างกายแทนการอาบน้ำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • ดูแลเทปปิดแผล จะมีเทปสีเนื้อติดที่หน้าอกหลังทำ ห้ามแกะออกและต้องดูแลไม่ให้เปียกน้ำ อย่างน้อย 7 วัน หรือตามแพทย์สั่ง
  • งดความร้อน งดการอาบน้ำอุ่นจัด ซาวน่า หรืออยู่ในที่อากาศร้อนจัด เพราะความร้อนอาจทำลายเซลล์ไขมันที่กำลังฟื้นตัว
  1. การดูแลแผลและความสะอาด
  • เน้นโปรตีนและไขมันดี ช่วงนี้คือกำไรชีวิต ให้ทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ อะโวคาโด น้ำมันมะกอก เพื่อนำสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ไขมันให้รอดชีวิต
  • งดของแสลง งดอาหารรสจัด เผ็ดจัด เค็มจัด (ทำให้บวมน้ำ) อาหารหมักดอง อาหารดิบ ในช่วงสัปดาห์แรก
  • งดแอลกอฮอล์และบุหรี่ อย่างเคร่งครัด 2-4 สัปดาห์ เพราะสิ่งเหล่านี้ทำลายเส้นเลือด ทำให้ไขมันตายได้ง่าย
  • ข้อควรระวัง ห้ามนวดหน้าอกเด็ดขาดในช่วงแรก และหากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวด บวม แดง ร้อนจัดผิดปกติ ให้รีบกลับมาพบแพทย์ทันที

ผลลัพธ์หลังเติมไขมันหน้าอก อยู่ได้นานไหม

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการเติมไขมันจะหายไปหมดเมื่อเวลาผ่านไป แต่ความจริงแล้ว “การเติมไขมันหน้าอกคือการปลูกถ่ายเซลล์ที่มีชีวิต” (Living Tissue Transplantation)

  • ช่วง 3 เดือนแรกคือช่วงวัดใจ หลังทำทันที หน้าอกอาจดูใหญ่กว่าความเป็นจริงเล็กน้อยจากอาการบวม ร่างกายจะค่อย ๆ ขจัดเซลล์ไขมันส่วนที่ไม่ติดออกไป (โดยปกติเทคนิคของรัตตินันท์จะมีอัตราการติดสูงถึง 60-80% ขึ้นอยู่กับการดูแลของผู้รับบริการ)
  • ผลลัพธ์ถาวร เมื่อผ่านพ้น 3 เดือนไปแล้ว เซลล์ไขมันที่เหลือรอดจะกลายเป็นเนื้อเยื่อหน้าอกจริง ๆ ของเรา “อยู่ได้ถาวรตลอดชีวิต” ไม่สลายหายไปเหมือนฟิลเลอร์
  • เปลี่ยนแปลงตามน้ำหนักตัว เนื่องจากเป็นเซลล์ไขมันธรรมชาติ หากในอนาคตคนไข้น้ำหนักขึ้น หน้าอกก็มีโอกาสใหญ่ขึ้นได้ และหากผอมลงมาก ๆ หน้าอกก็อาจเล็กลงได้ตามธรรมชาติของร่างกาย

คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการฉีดไขมันหน้าอก

“ห้ามนวดเด็ดขาด” ซึ่งจะตรงกันข้ามกับการเสริมด้วยซิลิโคน เพราะเซลล์ไขมันที่เพิ่งฉีดเข้าไป เปรียบเสมือนต้นกล้าที่เพิ่งปลูก ต้องการความนิ่งเพื่อให้ราก (เส้นเลือด) เข้าไปยึดเกาะและหล่อเลี้ยง การนวด ขยี้ หรือบีบคลึงในช่วงแรก จะทำให้เซลล์ไขมันบอบช้ำ ขาดเลือดไปเลี้ยง และตายในที่สุด ส่งผลให้ยุบตัวเร็วหรือเป็นก้อนไตได้

“อยู่ได้ถาวรตลอดชีวิต” หลังจากผ่านช่วง 3 เดือนแรกไปแล้ว เซลล์ไขมันที่เหลือรอดจะกลายเป็นเนื้อเยื่อหน้าอกปกติของเรา 100% ไม่สลายหายไปเหมือนฟิลเลอร์ อย่างไรก็ตาม ขนาดอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามน้ำหนักตัวของคนไข้ (ถ้าน้ำหนักขึ้น นมก็ใหญ่ขึ้น ถ้าน้ำหนักลง นมก็อาจเล็กลง)

สาเหตุหลักเกิดจาก 3 ปัจจัย ดังนี้

  1. เทคนิคแพทย์ หากใช้แรงดูดไขมันสูงเกินไป เซลล์จะตายตั้งแต่ตอนดูด หรือหากฉีดอัดแน่นเกินไปในจุดเดียว เลือดจะเข้าไปเลี้ยงไม่ถึง ทำให้ไขมันตาย
  2. การดูแลหลังทำ การนอนกดทับหน้าอก หรือการขยับตัวรุนแรงในช่วงแรก มีผลอย่างมาก
  3. พฤติกรรม การสูบบุหรี่และการพักผ่อนน้อย จะทำลายระบบไหลเวียนเลือด ทำให้เปอร์เซ็นต์การติดลดลงอย่างน่าเสียดาย

มีแผลขนาดเล็กมากใน 2 จุด ได้แก่

  1. จุดดูดไขมัน แพทย์จะซ่อนแผลไว้ในจุดซ่อนเร้น เช่น ขอบบิกินี่ หรือสะดือ (ประมาณ 1 เซนติเมตร)
  2. จุดเติมหน้าอก เป็นเพียงรอยเข็มเล็ก ๆ บริเวณใต้ราวนมหรือขอบปานนม ซึ่งจะจางหายไปเองจนแทบมองไม่เห็นเมื่อเวลาผ่านไป

ปริมาณที่เติมได้ขึ้นอยู่กับ “ความยืดหยุ่นของผิวหน้าอกเดิม” เป็นหลัก โดยเฉลี่ยจะเติมได้ข้างละ 200 – 300 cc (เพิ่มได้ประมาณ 0.5 – 1 คัพ)

ข้อควรระวัง: การเติมเยอะเกินไป (Overfilling) ไม่ใช่เรื่องดี เพราะหากผิวหนังตึงเกินไป จะเกิดแรงดันทำให้ไขมันขาดเลือดและตาย กลายเป็นก้อนน้ำมัน (Oil Cyst) ได้ แพทย์ที่รัตตินันท์จะเน้นเติมในปริมาณที่ “พอดี” เพื่อให้ไขมันรอดชีวิตสูงสุดและรูปทรงสวยงาม

มีความปลอดภัยมาก เพราะใช้ไขมันตัวเอง 100% จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องการแพ้สิ่งแปลกปลอม หรือปฏิกิริยาต่อต้านจากร่างกาย (Anti-body) แต่ความปลอดภัยนี้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า “ต้องทำในห้องผ่าตัดที่ปลอดเชื้อ และทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญเท่านั้น” เพื่อป้องกันการติดเชื้อ หรือการฉีดผิดชั้นผิว

ที่ Rattinan Clinic เรายึดถือความจริงใจและโปร่งใส (Transparency) ราคาที่แจ้งก่อนทำหัตถการคือราคา Net Price ไม่มีการบวกค่าใช้จ่ายจุกจิกหน้างาน

สิ่งที่รวมในแพ็กเกจ (All Inclusive)

  • ค่าแพทย์และค่าห้องผ่าตัดปลอดเชื้อ
  • ค่ายาและเวชภัณฑ์พื้นฐาน
  • ชุดทำแผลและชุดรัดกระชับ (ตามเงื่อนไข)
  • การติดตามผล (Follow up)

หมายเหตุ: ราคาอาจแตกต่างกันในแต่ละเคส ขึ้นอยู่กับความยากง่ายและโปรโมชันในช่วงนั้น แพทย์จะประเมินและแจ้งราคาสุทธิให้ทราบก่อนตัดสินใจเสมอ

หัตถการเติมไขมัน

ราคาเริ่มต้น

เติมไขมัน และ PRP

69,000 บาท

เติมไขมันหน้าอก/สะโพก ทั้งหมด

69,000 บาท

เพื่อผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและความปลอดภัย เราอาจไม่แนะนำวิธีนี้หากคุณมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (ซึ่งแพทย์จะช่วยประเมินทางออกอื่นให้)

  • คนผอมมาก (Very Low BMI) หากคุณไม่มีไขมันสะสมส่วนเกินเพียงพอ (เช่น หน้าท้องแบนราบ ขาเล็กมาก) อาจไม่สามารถดูดไขมันมาเติมหน้าอกได้เพียงพอ
  • ต้องการเพิ่มขนาดมาก ๆ หากเป้าหมายของคุณคือการเพิ่มขนาด 2-3 คัพ หรือต้องการหน้าอกทรงพุ่งชันชัดเจน การเสริมด้วย “ซิลิโคน” จะตอบโจทย์ได้ดีกว่าและประหยัดงบกว่า
  • วางแผนลดน้ำหนักอย่างหนักหน่วง หากคุณมีแผนจะลดน้ำหนัก 5-10 กิโลกรัมหลังทำ ไขมันที่เติมไปที่หน้าอกก็มีโอกาสสลายหายไปพร้อมน้ำหนักตัวได้

คำตอบคือ “ไม่ได้เด็ดขาด” การเสริมหน้าอกด้วยไขมัน จำเป็นต้องใช้ไขมันของคุณเอง (Autologous Fat Transfer) เท่านั้น ด้วยเหตุผลทางการแพทย์ 3 ประการสำคัญ ได้แก่

  1. ความปลอดภัยทางชีวภาพ (No Rejection Risk)
    ร่างกายมนุษย์มีระบบภูมิคุ้มกันที่จะต่อต้านเซลล์ของบุคคลอื่นทันที (เหมือนกับการปลูกถ่ายอวัยวะ) หากนำไขมันคนอื่นมาฉีด ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรง (Graft Rejection) ทำให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ และเนื้อเยื่อตายได้ ดังนั้น ไขมันตัวเองจึงเป็นวัสดุที่ปลอดภัยที่สุด 100% ไม่แพ้ และเข้ากันได้กับร่างกายอย่างสมบูรณ์
  2. ประโยชน์จากสเต็มเซลล์ธรรมชาติ (Stem Cell Rejuvenation)
    ในไขมันของคุณอุดมไปด้วยสเต็มเซลล์และ Growth Factor ธรรมชาติ ข้อดีคือเมื่อฉีดเข้าไป นอกจากจะได้ขนาดที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวบริเวณหน้าอกให้ดูเต่งตึง สดใส และดูอ่อนเยาว์ขึ้น (Skin Rejuvenation) ซึ่งเป็นสิ่งที่ซิลิโคนทำไม่ได้
  3. สัมผัสที่รู้สึกมั่นใจกว่าสารเติมเต็มอื่น (Superior Texture)
    ไขมันที่ปลูกถ่ายติดแล้วจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายจริง ๆ ทำให้สัมผัสนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นก้อนแข็ง ไม่เห็นขอบ และที่สำคัญคือ “ไม่มีการไหล” ย้อยไปผิดตำแหน่งเหมือนการฉีดสารเติมเต็ม (Filler) หรือสารเหลวที่ไม่ได้มาตรฐาน

หลายท่านกังวลว่าไขมันที่เติมเข้าไปจะเป็นก้อน หรือบดบังการตรวจมะเร็งเต้านมในอนาคต ที่ Rattinan Clinic เราขอชี้แจงข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ดังนี้

  1. ไม่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง การเติมไขมันตัวเอง ไม่มีผลกระตุ้นให้เกิดเซลล์มะเร็งเต้านม
  2. แยกออกได้ชัดเจน แม้ไขมันบางส่วนที่สลายตัวอาจเกิดเป็นตะกอนแคลเซียม (Calcification) เล็ก ๆ ได้ แต่ “รังสีแพทย์สามารถแยกความแตกต่าง” ระหว่างหินปูนจากไขมัน กับ หินปูนจากมะเร็ง ได้อย่างชัดเจนจากการทำ Mammogram หรือ Ultrasound
  3. Standard Screening เพื่อความสบายใจขั้นสุด สำหรับคนไข้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติครอบครัว แพทย์แนะนำให้ทำ Mammogram เพื่อเช็กสุขภาพเต้านมก่อนทำหัตถการ