เปรียบเทียบ Hifu กับ ร้อยไหม ต่างกันอย่างไร? เลือกทำแบบไหนดี?

Hifu กับ ร้อยไหม

หากพูดถึงการยกกระชับหน้า หน้าเรียว หรือการปรับรูปหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ลง หลายท่านอาจลังเลว่าควรเลือกหัตถการแบบไหนจึงจะตอบโจทย์มากที่สุด เพราะในปัจจุบันมีเทคโนโลยีด้านความงามเกิดขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง Hifu และ ร้อยไหม เป็นสองตัวเลือกที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบกันอยู่เสมอ

คำถามสำคัญคือ… แบบไหนเหมาะกับใบหน้ามากกว่ากัน? แบบไหนคุ้มค่า เจ็บน้อย และให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่า? รวมถึงยังมีเทคโนโลยีอื่นที่อาจตอบโจทย์ได้ดีกว่าอีกหรือไม่

บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกทุกมิติ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ทำความรู้จัก Hifu กับ ร้อยไหม คืออะไร?

Hifu คืออะไร?

Hifu (High Intensity Focused Ultrasound) คือ เทคโนโลยียกกระชับผิวโดยใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูง ยิงลงลึกถึงผิวชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า

หลักการทำงานคือการส่งพลังงานความร้อนลงไปกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวเกิดความกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

จุดเด่นของ Hifu คือ ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผล เห็นผลทันทีประมาณ 20% ผลลัพธ์ชัดขึ้นใน 1–2 เดือน ช่วยยกกระชับ ลดความหย่อนคล้อย และอยู่ได้นานประมาณ 6–12 เดือน

เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง และต้องการผลลัพธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป

ร้อยไหม คืออะไร?

ร้อยไหม คือ หัตถการยกกระชับใบหน้าโดยใช้ไหมละลาย (Thread Lift) สอดเข้าไปใต้ผิวหนัง เพื่อดึงยกผิวที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้นทันที

ไหมที่ใช้มีหลายชนิด เช่น ไหมเงี่ยง ไหมเรียบ หรือไหมโครงสร้าง ซึ่งแต่ละแบบจะมีคุณสมบัติในการยกและกระตุ้นคอลลาเจนที่แตกต่างกัน

จุดเด่นของการร้อยไหม คือ เห็นผลยกกระชับทันทีหลังทำ สามารถปรับรูปหน้าได้ชัดเจน เช่น ยกแก้ม ยกเหนียง กระตุ้นคอลลาเจนระยะยาว 

เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก โดยผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 6–18 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดไหมและการดูแลหลังทำ

เปรียบเทียบ Hifu กับ ร้อยไหม ต่างกันอย่างไร?

1. ขั้นตอนการทำ

Hifu

  • ใช้เครื่องยิงพลังงานลงสู่ผิว
  •  ไม่ต้องใช้เข็มหรือผ่าตัด
  • ใช้เวลาประมาณ 30–60 นาที
  • ทำเสร็จสามารถใช้ชีวิตได้ทันที

ร้อยไหม

  •  ใช้เข็มนำไหมสอดเข้าใต้ผิว
  • มีการฉีดยาชา
  • ใช้เวลาประมาณ 45–90 นาที
  • อาจมีบวมเล็กน้อยหลังทำ

2. ความรู้สึกขณะทำ Hifu กับ ร้อยไหม แบบไหนเจ็บกว่า?

Hifu

  • รู้สึกอุ่น ๆ หรือจี๊ดเล็กน้อยใต้ผิว
  • ระดับความเจ็บขึ้นอยู่กับพลังงานที่ใช้
  • ไม่ต้องฉีดยาชาในบางกรณี

ร้อยไหม

  • มีการฉีดยาชา ทำให้ไม่เจ็บขณะทำ
  • หลังทำอาจรู้สึกตึง ๆ หรือระบมเล็กน้อย

3. Hifu กับ ร้อยไหม เหมาะกับสภาพปัญหาผิวแบบไหน?

Hifu เหมาะกับ

  • ผิวเริ่มหย่อนคล้อย
  • ต้องการยกกระชับแบบธรรมชาติ
  • มีไขมันสะสมเล็กน้อย เช่น ใต้คาง
  • ต้องการป้องกันริ้วรอยในอนาคต

ร้อยไหม เหมาะกับ

  • ผิวหย่อนคล้อยชัดเจน
  • แก้มห้อย มีเหนียง
  • ต้องการยกหน้าแบบเห็นผลทันที
  • ต้องการปรับรูปหน้าให้ชัดขึ้น

4. Hifu กับ ร้อยไหม แบบไหนผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่า?

  • Hifu อยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน
  • ร้อยไหม อยู่ได้นานประมาณ 6-18 เดือน

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ สภาพผิว การดูแลตัวเอง และเทคนิคของแพทย์

5. ราคา ระหว่าง Hifu กับ ร้อยไหม แบบไหนคุ้มค่า?

Hifu ราคาต่อครั้งค่อนข้างย่อมเยา เหมาะกับการทำต่อเนื่อง

ร้อยไหม ราคาสูงกว่า ขึ้นอยู่กับจำนวนเส้นไหม แต่ให้ผลลัพธ์ชัดเจนทันที

อยากหน้าเรียว เลือก Hifu หรือ ร้อยไหม?

หากเป้าหมายข คือ ต้องการหน้าเรียว อาจจะพิจารณาจากสาเหตุของปัญหา คือ ไขมันสะสม/ผิวไม่กระชับ ซึ่ง Hifu จะช่วยสลายไขมันและยกกระชับ

แต่ถ้าหากปัญหา คือ ผิวหย่อนคล้อย/โครงหน้าเริ่มตก ร้อยไหมจะช่วยยกขึ้นอย่างชัดเจน

ทำ Hifu กับ ร้อยไหม พร้อมกันได้ไหม?

สามารถทำ Hifu กับ ร้อยไหม ร่วมกันได้ และในหลายเคสแพทย์มักแนะนำให้ทำแบบผสมผสาน ซึ่งการทำ Hifu ก่อน เพื่อเตรียมผิวและกระตุ้นคอลลาเจน โดยเว้นระยะประมาณ 2–4 สัปดาห์  แล้วจึงร้อยไหมเพื่อยกโครงหน้า 

ซึ่งข้อดีของการทำร่วมกัน คือ ได้ทั้งความกระชับ และ การยก ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ อยู่ได้นานขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม การทำหัตถการควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

สรุป Hifu กับ ร้อยไหม เลือกแบบไหนดี? เจ็บน้อย อยู่ได้นาน

การเลือกทำ Hifu หรือ ร้อยไหม ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับปัญหาและความต้องการของแต่ละบุคคล เลือก Hifu หากต้องการยกกระชับแบบไม่ต้องพักฟื้น เจ็บน้อยกว่าผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ และงบประมาณไม่สูงมาก

เลือก ร้อยไหม หากต้องการเห็นผลทันที ยกหน้าได้ชัดเจน แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยระดับปานกลาง-มาก หรือเลือกทำร่วมกัน หากต้องการผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในระยะยาว

สุดท้ายนี้สิ่งสำคัญที่สุด คือ การเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้มีประสบการณ์ เพื่อประเมินโครงหน้าและออกแบบการรักษาให้เหมาะกับผู้เข้ารับบริการโดยเฉพาะ เพราะความสวยที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล คือความสวยที่พอดีเป็นเอกลักษณ์