ดูดไขมัน (Liposuction) กำจัดไขมันเฉพาะจุด กระชับสัดส่วน ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์

ดูดไขมัน

สารบัญ

บทความนี้ผ่านการตรวจสอบทางการแพทย์โดย นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์ (หมอหนึ่ง)

ดูดไขมัน (Liposuction) คือ ทางเลือกในการลดไขมันเฉพาะจุด โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยกำจัดไขมัน ทั้งบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา ใต้คาง และส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย สำหรับผู้ที่ควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ยังมีไขมันบางจุดที่กำจัดได้ยาก ด้วยเทคโนโลยีการ ดูดไขมัน ที่ทันสมัยในปัจจุบัน หัตถการนี้สามารถช่วยปรับรูปร่างให้กระชับ ได้สัดส่วน เสริมความมั่นใจ และให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับการดูดไขมันอย่างละเอียด เช่น

  • เทคนิคการดูดไขมัน
  • ข้อดี-ข้อเสียของการดูดไขมัน
  • การเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน
  • การดูแลหลังดูดไขมัน

และข้อควรทราบอื่น ๆ เพื่อให้ทุกคนตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุด

ดูดไขมัน คืออะไร ?

 

ดูดไขมัน (Liposuction) คือ หัตถการทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีช่วยปรับรูปร่างให้สมส่วน โดยเฉพาะในบุคคลที่ต้องการลดไขมันเฉพาะจุดที่กำจัดยาก เช่น หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน และใต้คาง ดูดไขมันจึงไม่ใช่การลดน้ำหนัก แต่เป็นการช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินเพื่อให้ได้สัดส่วนที่ชัดเจนและมีรูปทรงกระชับขึ้น

หลักการดูดไขมัน กำจัดไขมันออกจากร่างกายอย่างไร

 

การดูดไขมัน คือ หัตถการที่ใช้หลักการกำจัดไขมันเฉพาะจุดออกจากร่างกาย โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “แคนนูล่า” (Cannula) หรือท่อขนาดเล็กที่ถูกออกแบบมาให้สามารถเจาะเข้าสู่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังได้อย่างปลอดภัย

แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการให้ยาชาเฉพาะจุด หรือในบางกรณีอาจใช้วิธีวางยาสลบเพื่อความสบายใจของผู้เข้ารับบริการ จากนั้นจะทำการสอดแคนนูล่าเข้าสู่ตำแหน่งที่มีไขมันสะสม โดยปลายท่อจะเชื่อมต่อกับเครื่องดูดสุญญากาศ ซึ่งทำหน้าที่ดูดเซลล์ไขมันออกจากร่างกายอย่างต่อเนื่อง

หัตถการนี้ช่วยลดปริมาณไขมันในบริเวณที่ต้องการ ปรับสัดส่วนให้สมส่วนยิ่งขึ้น และส่งเสริมความมั่นใจในรูปร่างโดยไม่ต้องลดน้ำหนักทั้งตัว

ทีมแพทย์ดูดไขมัน
ที่ รัตตินันท์ คลินิก

นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์
นายแพทย์ - CEO

ฝึกอบรมเฉพาะทางด้านศัลยกรรมความงาม

นพ. ทวีชัย ทวีเจริญกุล
ศัลยแพทย์หู คอ จมูก (Ph.D.)

อบรมเฉพาะทางด้านศัลยกรรมและเวชศาสตร์ความงาม

น.ต.นพ. จตุพร ซื่อสัตย์
ศัลยแพทย์ตกแต่ง

ศัลยศาสตร์ตกแต่งและเสริมสร้าง

นพ. อนิวรรต นิลกาญจน์
นายแพทย์

ฝึกอบรมเฉพาะทางด้านศัลยกรรมความงาม

นพ. ศรัณย์ เปรื่องประยูร
นายแพทย์

ปริญญาโท สาขาเวชศาสตร์ความงาม

จุดยอดนิยมที่คนมักเลือกดูดไขมันออก

 

ข้อมูลเบื้องลึกจากประสบการณ์แพทย์ดูดไขมัน เพราะการดูดไขมัน เป็นหนึ่งในหัตถการที่ช่วยปรับรูปร่างให้กระชับและได้สัดส่วนมากขึ้น โดยเฉพาะในคนที่แม้ควบคุมอาหาร ออกกำลังกายจนผอมลงแล้ว แต่ “บางจุด” ยังมีไขมันดื้อสะสมอยู่ เมื่อการลดเองไม่ตอบโจทย์ หลายคนจึงเลือกใช้ “การดูดไขมันเฉพาะจุด” เพื่อแก้ไขให้ตรงกับปัญหาของตัวเอง

ซึ่งคำถามยอดนิยมคือ ดูดไขมันเฉพาะจุด ทำตรงไหนได้บ้าง? ด้านล่างนี้คือ “จุดยอดนิยม” พร้อมคำอธิบายลึกถึงปัญหาไขมันสะสมในแต่ละส่วนจากมุมมองแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ดูดไขมัน นายแบบ
ดูดไขมัน ดารา

ดูดไขมันหน้าท้อง (หน้าท้องบน–ล่าง, เอวเอส, Love Handles)

 

ไขมันหน้าท้องเป็นโซนที่คนเข้าใจผิดกันมากว่า “ลดเองได้ง่าย” แต่ตามหลักจริง ไขมันในร่างกายจะลดเป็นลำดับส่วน ไม่ใช่ลดเฉพาะจุดตามที่อยากให้หาย

เมื่อเราลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ไขมันจะลดจากปลายมือ–ปลายเท้าก่อน ต่อมาที่ใบหน้า ศีรษะ คอแล้วจึงค่อยลงมาที่หน้าอก หน้าท้องบน และสุดท้ายคือหน้าท้องล่างในทางกลับกัน เวลาอ้วนขึ้น ไขมันหน้าท้องล่างจะขึ้นก่อนเสมอ และค่อยลามขึ้นไปด้านบน

แพทย์ให้ข้อมูลว่า “การมีซิกแพคจริงเป็นเรื่องยากมาก เพราะแค่กินเกินมานิดเดียว ไขมันหน้าท้องล่างก็ขึ้นเร็วที่สุด ซิกแพคก็หายได้ภายในคืนเดียว” หลายคนตั้งใจลดหน้าท้องเอง แต่ลืมไปว่า ก่อนจะลดไขมันหน้าท้องได้ แปลว่าต้องลดไขมันใบหน้าและส่วนบนทั้งหมดจนหายก่อน ทำให้แก้มตอบ หน้าดูโทรม ขมับบาง จนดูเหมือนคนป่วย

เพราะแบบนี้เอง การดูดไขมันหน้าท้อง จึงเป็น “จุดที่นิยมมากที่สุด” ในมุมมองแพทย์ และเป็นจุดที่แก้ปัญหาได้คุ้มค่าที่สุด

ดูดไขมันสะโพก / ปีกสะโพก (Hips / Flanks)

 

ดูดไขมันสะโพกหรือปีกสะโพก เป็นอีกหนึ่งส่วนยอดนิยมในผู้หญิง โดยเฉพาะคนที่มีรูปร่าง สะโพกใหญ่แต่ขาเล็ก ลักษณะคล้ายผลชมพู่ ทำให้ใส่เสื้อผ้าไม่สวย ใส่กางเกงได้แต่ติดกระดุมไม่ได้ บางคนพยายามลดเองแต่ไม่ได้ผล เพราะเป็น “ไขมันเฉพาะส่วน” ที่ลดตามธรรมชาติได้ยาก

แพทย์อธิบายว่า “การดูดไขมันสะโพกช่วยปรับสัดส่วนให้บาลานซ์ขึ้น ทำให้การใส่เสื้อผ้าดูสวยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

ดูดไขมันต้นขา (ด้านใน–นอก–หลังต้นขา)

 

ต้นขาเป็นอีกจุดที่มีไขมันดื้อสูง โดยเฉพาะด้านในและด้านนอกที่เป็นจุดเก็บไขมันตามพันธุกรรม ดังนั้นการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ การดูดไขมันต้นขา จะช่วยลดขนาดต้นขา ให้ขาดูเรียวขึ้น และยังช่วยปรับช่องขา (Thigh Gap) ให้ขาดูสวยเป็นธรรมชาติ

 

ดูดไขมันแขน (Upper Arms)

 

ไขมันแขนมักสะสมตั้งแต่หัวไหล่จนถึงข้อศอก และบางคนลามขึ้นไปจนถึงไหปลาร้า ทำให้ดูเป็น “ช่วงตัวบนใหญ่” แม้ว่าจะไม่ใช่คนอ้วนมากก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อดูดไขมันรอบแขนทั้งหมด จะให้ผลลัพธ์ที่สวยกว่า และการดูดไขมันใต้รักแร้ช่วยให้ทรงหน้าอกชัดขึ้น แม้ไม่ได้ทำหน้าอกก็ตาม ผู้เข้ารับบริการมักพูดว่า “ดูมีหน้าอกขึ้น” ทั้งที่จริงแล้วเป็นเพราะบริเวณขอบด้านข้างแบนลง หน้าอกจึงดูเด่นขึ้น

 

ดูดไขมันเหนียง / ใต้คาง (Double Chin)

 

ดูดไขมันเหนียงหรือไขมันใต้คาง เป็นจุดที่ได้รับความนิยมสูงมาก โดยเฉพาะในคนที่เคย “ฉีดสลายไขมัน” แล้วไม่เห็นผล หรือเกิดพังผืดจนคางไม่เป็นทรง แพทย์ให้ข้อมูลว่า “การฉีดเกือบทั้งหมดไม่ได้ผล แต่ที่ได้ผลคือการดูดไขมัน” การดูดไขมันใต้คางช่วยให้ กรามชัดขึ้น คางมีมิติ ใบหน้าเรียว ในผู้ชายจะเห็นลูกกระเดือกชัดขึ้น จุดประสงค์หลักคือทำให้กรอบหน้าคมชัด เป็นร่อง และดูมีความเว้าอย่างเป็นธรรมชาติ

ดูดไขมันหน้า / แก้ม (Buccal Fat / Mid Cheeks)

 

ไขมันแก้มทำให้หน้าดูใหญ่ ดูมน หรือดูไม่คม แม้ตัวจริงจะผอมก็ตาม ดังนั้นการดูดไขมันแก้มช่วยเพิ่มความคมชัดของหน้า ทำให้กรอบหน้าดูชัดขึ้น และช่วยให้จมูกและคางโดดเด่นขึ้น เป็นตัวเลือกที่นิยมมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการภาพลักษณ์หน้าเรียว V-line

เจาะลึกโปรแกรมดูดไขมันแต่ละจุด ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

 

การสะสมของไขมันแต่ละตำแหน่งในร่างกายมีสาเหตุแตกต่างกัน บางจุดลดง่าย บางจุดลดแทบไม่ได้เลยแม้จะออกกำลังกายหรือคุมอาหารอย่างดี ทำให้หลายคนที่มีน้ำหนักตัวปกติหรือค่าดัชนีมวลกายไม่สูง ยังรู้สึกว่ารูปร่างไม่กระชับ มีพุง มีต้นขาใหญ่ หรือต้นแขนหนา ซึ่งเป็นปัญหาที่การดูดไขมันสามารถช่วยแก้ไขได้ตรงจุดมากกว่า

แพทย์อธิบายว่า แม้คนที่ “ไม่อ้วน” ส่วนใหญ่จะมีค่าไขมันเฉลี่ย 19–25% ซึ่งถือว่าปกติทางการแพทย์ แต่ระดับนี้ยังคง “เห็นพุง” อยู่ ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจเวลาใส่เสื้อผ้ารัดรูป หรือไม่กล้าใส่เสื้อเข้ารูปที่โชว์ช่วงเอว โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป ร่างกายจะสูญเสียคอลลาเจน ไขมันบนใบหน้าและหน้าผากจะลดลง แต่ไขมันหน้าท้องกลับยังอยู่ ทำให้แม้จะผอมลงแต่พุงยังไม่ยุบ เป็นปัญหาที่หลายคนพบเจอ

ข้อดีโดยเฉพาะของโปรแกรมดูดไขมัน

  • ช่วยปรับรูปร่างเฉพาะจุด การดูดไขมันช่วยกำจัดไขมันสะสมในบริเวณที่ต้องการ เช่น หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน ทำให้รูปร่างสมส่วนตามที่ต้องการ
  • ช่วยเพิ่มความมั่นใจ สำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุด การดูดไขมันจะช่วยลดปัญหาดังกล่าว เพิ่มความมั่นใจในการแต่งกายและการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ช่วยลดไขมันส่วนเกินที่กำจัดได้ยาก สำหรับบางคน ไขมันบางจุดลดได้ยากแม้จะควบคุมอาหารและออกกำลังกาย การดูดไขมันช่วยกำจัดไขมันเหล่านี้ได้ตรงจุด
  • ใช้ไขมันเติมเต็มส่วนอื่นของร่างกายได้ ไขมันที่ดูดออกสามารถนำไปเติมเต็มส่วนอื่น เช่น หน้าอกหรือสะโพก เพื่อเพิ่มวอลลุ่มได้
  • เทคโนโลยีทันสมัยช่วยลดการพักฟื้น เทคนิคการดูดไขมันแบบใหม่ เช่น TripleTite, J Plasma ทำให้เจ็บน้อยลงและฟื้นตัวเร็วกว่าแบบดั้งเดิม

ด้านล่างนี้คือการเจาะลึกว่า การดูดไขมันแต่ละจุดตอบโจทย์ปัญหาอะไรได้บ้าง

ปัญหาไขมันสะสมช่วงกลางลำตัว ดูดไขมันช่วยลดได้อย่างไร?

 

ไขมันหน้าท้องเป็นบริเวณที่ “ดื้อ” มาก และเป็นจุดสุดท้ายที่ไขมันจะหายไป เมื่อเราลดน้ำหนัก แต่กลับเป็นจุดแรกที่เพิ่มขึ้นเมื่อเรารับประทานอาหารเกินพอดี ทำให้หลายคนแม้ว่าน้ำหนักจะปกติ ก็ยังมีพุงเวลาใส่เสื้อ และชัดมากเวลางอตัว

ปัญหาที่พบได้บ่อยในวัย 30 ขึ้นไป ได้แก่

  • ค่าคอเลสเตอรอลและฮอร์โมนเริ่มเปลี่ยน
  • คอลลาเจนชั้นผิวลดลง
  • ไขมันส่วนอื่นของร่างกายลดได้ แต่หน้าท้องยังอยู่

ปัญหาไขมันสะสมบริเวณขา ดูดไขมันช่วยลดได้อย่างไร?

 

ไขมันต้นขาและน่องเป็นกลุ่มไขมันที่ลดได้ยากที่สุด และในบางกรณีไม่ใช่แค่ “อ้วน” แต่เป็นภาวะที่เรียกว่า Lipedema (ลิพีดีมา) ซึ่งเป็นการสะสมของไขมันผิดปกติและมักเจ็บปวด หรือหนักขา หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองมีภาวะนี้ ทำให้รักษาผิดทางมานาน

แพทย์ให้ข้อมูลว่า

  • หลาย ๆ ท่าน มีไขมันสะสมตั้งแต่ต้นขาจรดน่อง
  • บางคนปวดขาตลอดเวลา ทั้งตอนเช้าและตอนเย็น
  • เคยรักษาหลายที่ รวมถึงหมอระบบประสาท แต่ไม่ดีขึ้น

จนสุดท้ายการดูดไขมันด้วยเครื่อง PAL (Power Assisted Liposuction) อาการปวดจากเซลล์ไขมันอักเสบทุเลาลง ถือเป็นจุดที่การดูดไขมันช่วยได้มากเป็นพิเศษ ช่วยทั้งเรื่องสัดส่วนและปัญหาปวดเรื้อรังจากไขมันผิดปกติ

ปัญหาไขมันสะสมบริเวณแขน ดูดไขมันช่วยลดได้อย่างไร?

 

ปัญหาไขมันบริเวณช่วงแขน เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ช่วงบนดูตัน เลือกใส่เสื้อผ้าแล้วบางท่านอาจยังไม่มั่นใจ ถึงแม้จะไม่อ้วนแต่มีไขมันสะสมตรงต้นแขนมากจนดูใหญ่ผิดสัดส่วน สิ่งที่การดูดไขมันแขนช่วยได้ ได้แก่ ลดขนาดต้นแขนให้เล็กลงโดยไม่ต้องอดอาหาร เทคนิคของแพทย์ คือ ไม่เย็บแผลแน่นเกินไป เพื่อให้น้ำเหลืองระบายออกได้ดี ทำให้ฟกช้ำและการบวมหลังทำลดลงอย่างมาก ผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่บอกว่า “ไม่เจ็บ” หลังทำ

ปัญหาไขมันสะสมบริเวณใต้รักแร้ ดูดไขมันนมน้อยช่วยได้อย่างไร?

 

“นมน้อย” เป็นไขมันนูนที่อยู่บริเวณใต้รักแร้ ซึ่งพบได้ทุกกลุ่มอายุ ตั้งแต่เด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่เกิดจากฮอร์โมน และคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองหรือเนื้องอก แพทย์อธิบายว่า “นมน้อย” มี 2 ประเภท คือ แบบที่ดูดไขมันแล้วหาย และ แบบที่ต้องตัดหนังร่วมด้วย เพราะมีหนังส่วนเกินเยอะ หากดูดไขมันอย่างเดียวจะทำให้ผิวเป็นรอยย่นเวลาหุบแขน และทรงอาจไม่เปลี่ยนมาก ซึ่งแผลผ่าตัดจะซ่อนอยู่บริเวณรักแร้และมองเห็นยากมาก สามารถแก้ปัญหานูนบริเวณนี้ได้อย่างตรงจุดกว่าการลดน้ำหนักเอง

ปัญหาไขมันสะสมบริเวณใบหน้า ลำคอ ดูดไขมันช่วยได้อย่างไร?

 

ดูดไขมันหน้าและคอช่วยทำให้กรอบหน้าชัด คางเรียว และลดความอูมของแก้มและเหนียงได้อย่างเห็นผล แต่มีข้อควรรู้สำคัญที่แพทย์มักพบคือ ผู้เข้ารับบริการบางท่านมีใบหน้าบวมจาก “ยา” ไม่ใช่แค่ความอ้วนธรรมดา เช่น ยาต้านไวรัส HIV หรือ ยาสเตียรอยด์ (รวมถึงสมุนไพรไทยบางชนิด เช่น ขมิ้นชันที่มีส่วนผสมสเตียรอยด์แฝง)

ภาวะเหล่านี้ทำให้ไขมันสะสมบริเวณใบหน้าและคอผิดปกติ บางครั้งร่วมกับรอยแตกลายสีม่วง หากเป็นลักษณะนี้แม้หยุดยาไปนานแล้ว ไขมันและอาการบวมก็ยังอยู่ ต้องใช้การรักษาที่แตกต่างจากการดูดไขมันทั่วไป ซึ่งแพทย์จะต้องวินิจฉัยก่อนว่าเป็นเพราะ ไขมันจากการอ้วนปกติ หรือ ไขมันจากผลข้างเคียงของยา เพื่อให้เลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุด

ดูดไขมัน เหมาะกับใครบ้าง

 

ดูดไขมัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุด และต้องการปรับรูปร่าง โดยไม่เน้นการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ผู้ที่เหมาะกับการดูดไขมัน จึงควรอยู่ในเกณฑ์น้ำหนักมาตรฐาน และมีสุขภาพแข็งแรง การดูดไขมันช่วยปรับสัดส่วนให้ชัดเจน โดยกำจัดไขมันในจุดที่ต้องการ เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา และใต้คาง

  • ผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะบริเวณ

ผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะบริเวณที่ไม่ลดลงแม้จะออกกำลังกายและควบคุมอาหารแล้ว เช่น หน้าท้อง สะโพก ต้นขา แขน หลัง หรือใต้คาง การดูดไขมันจะช่วยกำจัดไขมันเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสัดส่วนร่างกายที่ดีขึ้น

  • ไขมันจากพันธุกรรม

ผู้ที่มีการสะสมไขมันจากพันธุกรรม ในบริเวณที่เฉพาะเจาะจง เช่น คนที่มีรูปร่างแอปเปิล (ไขมันสะสมที่หน้าท้อง) หรือรูปร่างลูกแพร์ (ไขมันสะสมที่สะโพกและต้นขา) การดูดไขมันจะช่วยปรับสัดส่วนให้สมดุลขึ้น

  • BMI ในเกณฑ์ปกติ

ผู้ที่มี BMI 18.5-29 เป็นกลุ่มที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากการดูดไขมันไม่ใช่วิธีลดน้ำหนัก แต่เป็นการปรับแต่งรูปร่างและสัดส่วน ผู้ที่มีน้ำหนักมากเกินไปควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมก่อน

  • สุขภาพแข็งแรง
    • อายุ 18-65 ปี มีสุขภาพดี
    • ไม่มีโรคประจำตัวรุนแรง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
    • ไม่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด
    • ไม่แพ้ยาชาหรือยาที่ใช้ในการผ่าตัด

รูปร่างแบบเรา ดูดไขมันดีไหม รูปร่างแบบใดที่เหมาะกับการดูดไขมัน

 

แม้การดูดไขมันจะไม่ใช่การลดน้ำหนัก แต่เป็นวิธีที่ช่วยปรับรูปร่าง และ ลดไขมันเฉพาะจุด ได้อย่างเห็นผล ดังนั้นเรามาดูกันว่า รูปร่างแบบใด ที่เหมาะกับการดูดไขมันบ้าง

  1. มีไขมันสะสมเฉพาะจุด เช่น บริเวณหน้าท้อง สะโพก เหนียง ต้นแขน หรือขา ซึ่งมักลดยากแม้จะควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การดูดไขมันจึงช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินเหล่านี้ได้อย่างตรงจุด
  2. มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง การดูดไขมันเหมาะกับบุคคลที่มีสุขภาพโดยรวมดี ไม่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการทำหัตถการ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง หากมีโรคประจำตัว สามารถเข้ารับการปรึกษาและประเมินความปลอดภัยกับแพทย์ได้ก่อนล่วงหน้า
  3. ผิวยืดหยุ่นดี ผู้ที่มีผิวยืดหยุ่นจะได้ผลลัพธ์ที่ดีหลังดูดไขมัน เพราะผิวสามารถกระชับเข้ารูปร่างใหม่ได้ง่าย สำหรับผู้ที่มีผิวยืดหยุ่นน้อย อาจแนะนำให้ทำร่วมกับเทคโนโลยียกกระชับ เช่น TripleTite หรือ J Plasma เพื่อให้ผิวเรียบเนียนและแนบตัวมากขึ้นหลังทำ
  4. น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน การดูดไขมันเหมาะกับผู้ที่น้ำหนักปกติ แต่มีไขมันเฉพาะจุดที่ต้องการปรับรูปร่างให้ชัดเจนมากขึ้น (BMI ไม่ควรเกิน 25) กรณีที่น้ำหนักเกินหรือ BMI สูง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนลดน้ำหนักร่วมกับการดูแลรูปร่างอย่างปลอดภัย

แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า การดูดไขมัน ไม่ใช่การลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน และ ไม่สามารถแทนที่การควบคุมอาหารหรือการออกกำลังกายได้ทั้งหมด แต่เป็นวิธีที่ช่วยจัดการไขมันส่วนเกินเฉพาะจุด และปรับรูปร่างให้สมส่วนอย่างเป็นธรรมชาติ

วิธีดูดไขมัน มีกี่แบบ แต่ละเทคโนโลยี ต่างกันอย่างไร?

 

ปัจจุบันการ ดูดไขมัน ไม่ได้มีเพียงวิธีเดียว เพราะร่างกายและความต้องการของแต่ละคนแตกต่างกัน เทคโนโลยีจึงถูกพัฒนาเพื่อให้แพทย์เลือกใช้ วิธีดูดไขมันที่เหมาะสมที่สุดกับแต่ละเคส โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

1.กลุ่มที่ไม่มีพลังงานความร้อน (Non-thermal Liposuction)

  • เทคโนโลยีดูดไขมัน PAL – Power Assisted Liposuction (เครื่องสั่นดูดไขมัน)เป็นเทคโนโลยีที่แพทย์นิยมอย่างมาก เพราะมีความปลอดภัยสูง ตัวเครื่องจะช่วย “สั่น” ทำให้ดูดไขมันได้ง่ายและสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องใช้แรงมาก และไม่จำเป็นต้องใช้หัวดูดแหลม ลดโอกาสโดนกล้ามเนื้อหรือเส้นเลือด
    ข้อดีของ PAL คือ ปลอดภัยเพราะปลายหัวดูดทู่ ทะลุยาก ดูดได้ง่าย ละเอียด บาดเจ็บเนื้อเยื่อน้อย และ เหมาะกับการดูดหลายบริเวณในร่างกาย
  • เทคโนโลยีดูดไขมัน Water-assisted Liposuction (ดูดไขมันพลังงานน้ำ)มีการเคลมว่าไขมันจะนุ่มขึ้น ดูดออกง่ายขึ้น แม้อยู่ในกลุ่มไม่ใช้ความร้อน แต่แพทย์พบว่าคุณสมบัติจริงไม่ได้ต่างจากกลุ่ม non-thermal อื่น ๆ มากนัก เพียงเพิ่มแรงดันน้ำเข้าไปช่วย

2.กลุ่มที่ใช้พลังงานความร้อน (Thermal Liposuction)

มีจุดประสงค์เพื่อ ทำให้ไขมันสลายเร็วขึ้น กระชับผิวได้มากกว่ากลุ่มไม่มีพลังงานความร้อน

ยกตัวอย่าง เทคโนโลยีดูดไขมันพลังงานความร้อน

  • BodyTite (RFAL)
  • Vaser (Ultrasound)
  • J-Plasma / Renuvion (Plasma + Helium)

แพทย์ย้ำว่า ต้องการเลือกใช้เทคโนโลยีในการดูดไขมัน อาศัยความชำนาญสูง เพราะหากใช้หลายพลังงานซ้อนกัน เช่น BodyTite ต่อด้วย J-Plasma โดยไม่ได้วางแผน อาจเกิดความร้อนสะสมมากเกินไป เสี่ยงผิวบางหรือผิวเบิร์น (ไหม้) ได้

ดูดไขมัน รวมเครื่อง

หัวดูดไขมัน (Cannula) สำคัญกว่าที่หลายคนคิด

 

การดูดไขมันทุกประเภทมีหลักการเดียวกัน คือ ใส่ท่อดูดไขมัน (Cannula) เข้าไปใต้ชั้นผิว แล้วขยับไปมา เพื่อสลายไขมันและดูดออกจากร่างกาย แต่หัวดูดไขมันเป็นอุปกรณ์ที่ต้องเลือกให้ “ตรงกับบริเวณที่ดูด” อย่างละเอียด เพราะแต่ละจุดมีความโค้ง เนื้อเยื่อ ความลึก และรูปทรงไม่เหมือนกัน

เช่น การดูดไขมันน่องซึ่งเป็นบริเวณที่โค้งมาก ต้องใช้หัวดูดแบบพิเศษ ไม่เช่นนั้นจะเจาะรูหลายจุด หรือการดูดไขมันหน้าและคาง ที่ต้องใช้หัวดูดนุ่ม ปลายทู่ ปากบาน เพื่อไม่ให้โดนเส้นเลือดคอ หรือ แม้แต่ การดูดไขมันเพื่อรักษา Gynecomastia ที่ต้องใช้หัวแบบฟันเลื่อย เพื่อตัดต่อมนมที่อยู่ลึก

โดยขนาดหัวดูดไขมันที่ใช้บ่อยได้แก่

  • 2–3 มม. ใช้ร่วมกับยาชา เจ็บน้อยแต่ดูดช้ากว่า
  • 4–5 มม. ใช้กับเคสดมยา ดูดเร็ว เหมาะกับงานปริมาณมาก
  • 6 มม. ใช้ในผู้ป่วยอ้วนมาก เพราะใช้หัวเล็กจะนานและเพิ่มความเสี่ยง

ความยาวหัวดูดก็สำคัญ โดยเฉพาะ ที่ รัตตินันท์ คลินิก มีหัวดูดยาวถึง 45 ซม. สามารถดูดไขมันตั้งแต่ขาหนีบไปถึงหัวเข่า โดยไม่ต้องเปิดแผลเพิ่ม ลดรอยแผลและให้ผลเนียนกว่า

รู้ได้อย่างไรว่า เลือกเทคโนโลยีดูดไขมันแบบไหนดี

 

การรับคำแนะนำจากทีมแพทย์ รัตตินันท์ คลินิก ก่อนเลือกเทคโนโลยีดูดไขมันจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับความต้องการ เพราะเรามีการปรึกษาแบบละเอียดและจำลองผลลัพธ์ด้วย 3D Body Scanner นวัตกรรมวัดรูปร่างแบบสามมิติ จำลองภาพเปรียบเทียบ ก่อน-หลังดูดไขมัน เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการเห็นภาพผลลัพธ์ก่อนการรักษาจริง การตัดสินใจที่ถูกต้องเริ่มต้นจากข้อมูลที่ครบถ้วนและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ สามารถปรึกษาฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

เพราะความมั่นใจของท่าน คือ ความภาคภูมิใจของเรา

4 ข้อควรรู้สำคัญ ก่อนเข้ารับการดูดไขมัน

 

ก่อนตัดสินใจ ดูดไขมัน ควรทำความเข้าใจทั้งข้อดีและข้อจำกัด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและตรงตามความคาดหวัง โดยมีสิ่งสำคัญดังต่อไปนี้

  1. ต้องดูแลตัวเองหลังทำอย่างเคร่งครัด หลังการดูดไขมัน จำเป็นต้องใส่ชุดกระชับสัดส่วน หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงทำให้แผลอักเสบ และใช้เวลาหลายสัปดาห์จนกว่าแผลจะหายสนิท
  2. ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง การดูดไขมันโดยเฉพาะเทคนิคที่ทันสมัยอาจมีค่าใช้จ่ายสูง และในบางกรณีอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น การฉีดไขมันเพื่อเติมเต็มในตำแหน่งที่ต้องการ
  3. การดูดไขมัน ไม่ใช่วิธีลดน้ำหนัก การดูดไขมันเป็นการ ปรับสัดส่วนและลดไขมันเฉพาะจุด ไม่ใช่วิธีลดน้ำหนัก หากต้องการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน ควรควบคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย
  4. ผลลัพธ์ไม่ถาวรหากไม่ดูแลตัวเอง แม้ดูดไขมันแล้ว หากไม่มีการควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ไขมันก็สามารถกลับมาสะสมได้อีกในอนาคต

การดูดไขมัน ช่วยปรับรูปร่าง เพิ่มความมั่นใจ และจัดการไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดได้ดี แต่ก็มาพร้อมกับข้อจำกัดด้านการฟื้นตัว ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงที่ควรพิจารณา ผู้ที่สนใจควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินความเหมาะสมของหัตถการ และวางแผนการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด

เตรียมตัวอย่างไร ก่อนดูดไขมัน

 

การเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และทำให้ผลลัพธ์ออกมาน่าพอใจ การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยให้กระบวนการเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้ผลดี

  1. ปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดควรเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพและตำแหน่งที่จะดูดไขมัน พร้อมแจ้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ หรืออาหารเสริม เพื่อให้แพทย์วางแผนได้อย่างเหมาะสม
  2. ตรวจสุขภาพและงดอาหารก่อนผ่าตัดควรตรวจเลือดและเตรียมร่างกายให้พร้อม โดยงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมงก่อนทำหัตถการ โดยเฉพาะหากต้องวางยาสลบ
  3. งดยาและอาหารเสริมบางชนิดหยุดใช้ยาแอสไพริน ยาแก้อักเสบ วิตามินอี หรือผลิตภัณฑ์เสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ล่วงหน้า 1–2 สัปดาห์
  4. งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ควรงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการดูดไขมัน เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  5. เตรียมชุดกระชับและพื้นที่พักฟื้นการใส่ชุดกระชับหลังดูดไขมันมีส่วนช่วยลดบวมและทำให้ผิวเข้ารูปได้ดีขึ้น ควรเตรียมชุดและพื้นที่สำหรับการพักฟื้นให้พร้อมก่อนวันทำหัตถการ
การเตรียมตัว ดูดไขมัน ก่อน ด้วยวิธีดมยาสลบ โดย..วิสัญญีแพทย์

ดูแลตัวเองอย่างไร? หลังดูดไขมัน

 

  1. สวมชุดกระชับตามคำแนะนำแพทย์
    ควรใส่ชุดกระชับ 4-6 สัปดาห์ โดยในช่วงแรกใส่ตลอดเวลา (ยกเว้นตอนทำความสะอาด) เพื่อช่วยลดบวมและให้ผิวกระชับเข้ารูป
  2. หลีกเลี่ยงการยกของหนักและออกกำลังกายหนัก
    อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์หลังทำ เพื่อป้องกันไม่ให้แผลบวม หรือแผลฉีก ควรรอให้แผลหายดีก่อนกลับไปทำกิจกรรมปกติ
  3. รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์
    ยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวดต้องรับประทานตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และไม่ปรับปริมาณยาเอง
  4. นอนในท่าที่เหมาะสม
    ควรนอนยกศีรษะสูงในช่วง 1-2 วันแรก เพื่อลดอาการบวม และหลีกเลี่ยงการนอนทับบริเวณที่ดูดไขมัน
  5. รักษาความสะอาดแผล
    ทำความสะอาดแผลอย่างระมัดระวังด้วยผ้าสะอาดตามคำแนะนำ หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์และสารเคมีที่เข้มข้น
  6. ดื่มน้ำมากและทานอาหารที่มีประโยชน์
    ดื่มน้ำช่วยขับของเสีย ควรทานอาหารที่มีโปรตีนและวิตามินสูง เช่น ผัก ผลไม้ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น
  7. หลีกเลี่ยงแสงแดด
    เพราะบริเวณที่ดูดไขมันจะไวต่อแสงแดด จึงควรสวมเสื้อผ้าปกปิดเพื่อป้องกันรอยด่างดำ
  8. ติดตามอาการและพบแพทย์ตามนัด
    ควรพบแพทย์ตามกำหนดเพื่อตรวจสอบผลการรักษา หากพบอาการผิดปกติ เช่น แผลบวมแดงหรือปวด ควรแจ้งแพทย์ทันที
  9. ระยะเวลาในการพักฟื้น
    หลังดูดไขมัน ระยะเวลาในการพักฟื้นหลังดูดไขมัน ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แนะนำให้ใส่ชุดกระชับตลอดเป็นเวลา 3 วัน
การดูแลตัวเองหลังดูดไขมัน

4 ขั้นตอนการดูดไขมัน รัตตินันท์ คลินิก เพื่อผลลัพธ์ที่คุณมั่นใจ

 

  1. ขั้นตอน การปรึกษาและประเมินผลแพทย์ของทาง รัตตินันท์ คลินิก จะประเมินร่างกาย ช่วยวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับรูปร่างของแต่ละบุคคล ซึ่งจะเริ่มจากการซักประวัติสุขภาพ การใช้ยา และความต้องการของผู้เข้ารับการรักษาหลังจากนั้นจะมีการตรวจร่างกาย ประเมินบริเวณที่จะดูดไขมันและความหนาของชั้นไขมัน เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนวางแผนการรักษา พร้อมทั้งเลือกเทคนิคและกำหนดจำนวนไขมันที่จะดูด การอธิบายขั้นตอน ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ข้อเสี่ยง และการดูแลหลังผ่าตัด

  2. ขั้นตอน การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดก่อนเข้ารับบริการดูดไขมัน แพทย์จะมีการเตรียมความพร้อมเพื่อความปลอดภัยและเพื่อผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับคุณ เริ่มจากการตรวจเลือด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเสียเลือดหรือภาวะแทรกซ้อนระหว่างผ่าตัดจากนั้นผู้เข้ารับบริการจะต้องทำความสะอาดร่างกายและบริเวณที่จะผ่าตัดด้วยสารฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ก่อนเริ่มการผ่าตัด ศัลยแพทย์จะทำการ วาดแผนที่ ลงบนร่างกาย เพื่อกำหนดขอบเขตและทิศทางในการดูดไขมันอย่างแม่นยำสุดท้าย คือ การให้ยาสลบหรือยาชา ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละกรณีทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน และได้ผลลัพธ์ที่ตรงตามความคาดหวัง

  3. ขั้นตอน การดูดไขมันหลังจากที่ยาชาหรือยาสลบออกฤทธิ์ แพทย์จะเริ่มดำเนินการด้วยเทคโนโลยี BodyTite เพื่อละลายเซลล์ไขมันที่แน่นหนาใต้ชั้นผิวหนังพร้อมทั้งกระชับเนื้อเยื่อผิวหนังโดยใช้พลังงานความร้อนที่ควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำต่อด้วยขั้นตอน PowerTite ในการดูดสกัดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันจะทำ Fat Equalization เพื่อปรับระดับและเกลี่ยผิวหนังบริเวณที่ได้รับการรักษาให้มีความเรียบสม่ำเสมอเมื่อการปิดแผลเสร็จสิ้นแล้ว จะดำเนินการขั้นตอนสุดท้ายด้วย DermaTite เพื่อเสริมการกระชับผิวหนังให้เรียบเนียนยิ่งขึ้น ลดปัญหาผิวหนังที่ไม่เรียบหรือมีลักษณะคล้ายเปลือกส้มที่อาจเกิดขึ้นหลังการดูดไขมัน

  4. ขั้นตอน ฉายแสงลดบวมการฉายแสง LED เพื่อลดการบวม เป็นเทคนิคการรักษาที่ใช้แสงสีต่างๆ ด้วยความเข้มสูงเพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมและฟื้นฟูของเซลล์ผิวหนังในระดับลึกการรักษานี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับเซลล์ผิว ลดอาการอักเสบและการบวมแดง พร้อมทั้งส่งเสริมการไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองให้ดีขึ้นแสง LED แต่ละสีมีความยาวคลื่นและคุณสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถกำหนดเป้าหมายการรักษาได้หลากหลาย เช่น การต่อต้านการอักเสบ การกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และการปรับปรุงระบบไหลเวียนเลือด ทำให้เป็นการรักษาที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือกระบวนการฟื้นตัวของผิวหนัง

ข้อควรพิจารณา

แม้เทคโนโลยีจะพัฒนา แต่การดูดไขมันยังต้องอาศัยความเชี่ยวชาญสูง การเลือกแพทย์และสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานจะช่วยให้ผลลัพธ์ปลอดภัยและคงทน การดูแลตัวเองหลังการทำก็สำคัญเพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานและผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

ดูดไขมันที่ไหนดี ทำไมเลือกดูดไขมัน ต้องเลือกที่รัตตินันท์ คลินิก

 

การเลือกคลินิกสำหรับการ ดูดไขมัน เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องทั้งความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลลัพธ์ที่ได้รับ ดังนั้นที่ รัตตินันท์ คลินิก ของเรามีจุดเด่นที่ทำให้แตกต่างและเป็นเหตุผลที่ผู้เข้ารับบริการไว้วางใจเลือกใช้บริการ ได้แก่

  • เทคโนโลยีดูดไขมันทันสมัย ที่ช่วยสลายไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
  • ทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านการดูดไขมัน ที่มีประสบการณ์ตรงและเข้าใจสรีระของแต่ละบุคคล
  • การบริการที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ตั้งแต่การประเมินก่อนทำ การวางแผนหัตถการ จนถึงการดูแลหลังทำอย่างใกล้ชิด

ด้วยเหตุนี้ รัตตินันท์ คลินิก จึงเป็นหนึ่งในคลินิกชั้นนำด้านการดูดไขมัน ที่มอบทั้งความมั่นใจ ผลลัพธ์ที่เห็นชัด และมาตรฐานด้านความปลอดภัยระดับสูง

เสียงตอบรับจากลูกค้า

สรุปดูดไขมัน คืออะไร ทำที่รัตตินันท์ ดีอย่างไร?

 

การ ดูดไขมัน เป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ช่วยปรับสัดส่วนของร่างกาย โดยกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดที่ลดได้ยาก เช่น บริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา เอว และเหนียงใต้คาง ที่ รัตตินันท์ คลินิก มีการเลือกใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น J Plasma และ TripleTite ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถดูดไขมันได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งช่วยให้ผิวแนบกระชับมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการดูแลของแต่ละบุคคล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้รูปร่างดูสมส่วนและเป็นธรรมชาติ

FAQs : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับดูดไขมัน

การดูดไขมันใช้ยาชาเฉพาะที่แบบ Tumescent ซึ่งจะฉีดยาชาผสมน้ำเกลือลงในบริเวณที่จะดูดไขมัน ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการผ่าตัด สำหรับกรณีที่ดูดไขมันปริมาณมากหรือหลายบริเวณ อาจใช้ยาสลบทั่วไป หลังผ่าตัดจะมีความเจ็บปวดระดับปานกลาง 2-3 วันแรก ซึ่งสามารถคุมได้ด้วยยาแก้ปวดทั่วไป ความเจ็บจะลดลงเรื่อยๆ และหายไปภายใน 1-2 สัปดาห์

ไขมันที่ดูดออกแล้วจะไม่กลับมาซ้ำ เพราะเซลล์ไขมันที่ถูกดูดออกไปแล้วจะไม่สร้างใหม่ อย่างไรก็ตาม หากรับประทานอาหารมากเกินไปหลังการดูดไขมัน เซลล์ไขมันที่เหลืออยู่จะขยายตัว และอาจมีไขมันสะสมในบริเวณอื่นที่ไม่ได้ดูด ดังนั้นการรักษาน้ำหนักและออกกำลังกายสม่ำเสมอหลังการดูดไขมันจึงสำคัญมากสำหรับการรักษาผลลัพธ์ให้ยาวนาน

ระยะเวลาฟื้นตัวขึ้นอยู่กับปริมาณและบริเวณที่ดูด

  • ถ้าหากการดูดไขมันเล็กน้อย (เช่น ใต้คาง) สามารถกลับไปทำงานได้ใน 2-3 วัน
  • การดูดไขมันปริมาณปานกลาง (เช่น หน้าท้อง) ต้องพัก 5-7 วัน
  • การดูดไขมันปริมาณมาก (หลายบริเวณ) อาจต้องพัก 1-2 สัปดาห์
  • ต้องใส่เสื้อกระชับ 4-6 สัปดาห์
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก 4-6 สัปดาห์
  • เห็นผลลัพธ์สุดท้าย 3-6 เดือน
  • ผู้ที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ คนที่อ้วนมาก (BMI >35)
  • ผู้ที่คาดหวังให้ดูดไขมันช่วยลดน้ำหนัก
  • ผู้ที่มีผิวหย่อนมากเกินไป
  • คนที่มีโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
  • ผู้ที่ต้องระวังพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมลูก, ผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด, คนที่เพิ่งคลอดหรือลดน้ำหนักมาก

ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนตัดสินใจ

การดูแลหลังผ่าตัด

  • ใส่เสื้อกระชับตลอดเวลา 4-6 สัปดาห์แรก
  • นวดระบายน้ำเหลือง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • หลีกเลี่ยงการแช่น้ำ 2 สัปดาห์
  • ออกกำลังกายเบาๆ หลัง 2 สัปดาห์
  • ออกกำลังกายปกติหลัง 6 สัปดาห์

การรักษาผลลัพธ์

  • รักษาน้ำหนักไม่ให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 3-5 กิโลกรัม
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • กินอาหารสมดุล

ผลลัพธ์จะคงทนถาวร หากดูแลน้ำหนักได้ดี เพราะเซลล์ไขมันที่ดูดออกไปแล้วจะไม่กลับมา แต่เซลล์ที่เหลือยังสามารถขยายตัวได้หากกินมากเกินไป

การดูดไขมัน สามารถช่วยได้จริงในเรื่องของการกำจัดไขมันส่วนเกิน ไขมันเฉพาะจุด ที่การออกกำลังกายนั้นไม่สามารถช่วยได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่การดูดไขมันนั้นสามารถช่วยได้ แต่หลายคนมักจะเข้าใจผิดคิดว่า การดูดไขมันคือการลดน้ำหนักใช่ไหม? แต่แท้จริงแล้วการดูดไขมัน คือการกำจัดไขมันส่วนเกินนั่นเอง

แม้การดูดไขมันจะเป็นวิธีที่ผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด แต่บางท่านอาจไม่เหมาะกับการดูดไขมันเช่น สุขภาพไม่พร้อม อายุเยอะเกินไป หรือมีโรคประจำตัวที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ซึ่งหลาย ๆ คนมักมองหาทางเลือกอื่นเพื่อลดไขมันเฉพาะส่วน

แพทย์อธิบายเพิ่มเติมว่า ทางเลือกอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การดูดไขมัน แม้จะช่วยกำจัดไขมันได้จริง แต่มีหลักการทำงานแบบเดียวกันทั้งหมด คือ ทำให้เซลล์ไขมันตายและเกิดการอักเสบ ซึ่งอาจนำไปสู่พังผืดและก้อนใต้ผิวได้

  1. การฉีดสลายไขมัน (Fat Dissolving Injection)

เป็นการฉีดสารเคมีเพื่อทำให้เซลล์ไขมันตาย วิธีนี้มักได้รับความนิยมเพราะไม่ต้องผ่าตัด แต่แพทย์พบว่าผู้เข้ารับบริการจำนวนมากมีผลข้างเคียง เช่น

  • เกิดการอักเสบมาก
  • บวมเป็นก้อนแข็ง
  • เกิดพังผืดใต้ผิว
  1. การกำจัดไขมันด้วยความเย็น (CoolSculpting)

เป็นการใช้ความเย็นทำลายไขมันโดยไม่ต้องเจาะผิว ซึ่งอาจช่วยลดสัดส่วนได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็มีข้อจำกัด เช่น

  • ต้องรอผลหลายสัปดาห์
  • ไขมันตายแล้วเกิดการอักเสบคล้ายการฉีด
  • มีโอกาสเกิดพังผืดและก้อนเดียวกัน

แพทย์ย้ำว่า “ไม่ว่าวิธีไหนที่ทำให้เซลล์ไขมันตาย ร่างกายจะตอบสนองด้วยการอักเสบและเกิดพังผืดเสมอ” มากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน

  1. การลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติ

เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุด และเหมาะกับคนที่ไม่สามารถทำหัตถการใด ๆ ได้ เช่น ผู้ป่วยที่สุขภาพไม่ดี หรือผู้สูงอายุ วิธีกำจัดไขมันด้วยวิธีธรรมชาติ คือ การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร หรือใช้ปากกาลดน้ำหนักภายใต้การดูแลแพทย์

ท้ายที่สุดแล้ว การลดน้ำหนักที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับทุกคน ควรเริ่มต้นจากการปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกวิธี เพราะลักษณะไขมันแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเหมาะกับการลดน้ำหนักแบบธรรมชาติ บางคนจำเป็นต้องดูดไขมันเพื่อกำจัดปัญหาที่ลดเองไม่ได้นั่นเอง

Brand Heritage

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1999 จุดเริ่มต้นของ Rattinan Clinic
ไม่ใช่เพียงการทำศัลยกรรมเพื่อเปลี่ยนภายนอกแต่คือการสร้างสรรค์

“งานศิลปะแห่งความแม่นยำ”

ที่เชื่อมโยง ร่างกายและจิตใจ อย่างลึกซึ้ง ภายใต้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ และนี่คือหัวใจที่เรายึดมั่นเสมอ

Premium Holistic Care
ที่โอบรับทั้งสุขภาพและความมั่นใจ

26 ปีแห่งการเดินทาง บนเส้นทางของ The Aesthetic Wisdom

รู้จัก รัตตินันท์ คลินิก