SMAS คืออะไร? รู้จักชั้นผิว เพื่อการยกกระชับหน้าที่ถูกวิธี

ความสำคัญของการยกกระชับถึงชั้น SMAS

“ผิวชั้น SMAS คืออะไรกันนะ” นี่อาจเป็นคำถามที่พบได้บ่อยเมื่อคุณก้าวเข้าสู่วงการกระชับหน้า โดยเฉพาะในกลุ่ม HIFU และ Ulthera เพราะไม่ว่าใครก็บอกเสมอว่า ลงลึกถึง SMAS ซึ่งการลงลึกถึงผิวชั้นนี้ดียังไง ช่วยในการยกกระชับอย่างไร รัตตินันท์ คลินิก จะมาอธิบายให้คุณได้เข้าใจโครงสร้างชั้นผิวก่อนตัดสินใจเลือกทำหัตถการยกกระชับใด ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้ดีที่สุด

SMAS คืออะไร?

SMAS (สแมส) คือชั้นเนื้อเยื่อที่อยู่ใต้ผิวหนังและชั้นไขมัน แต่อยู่เหนือกล้ามเนื้อแสดงสีหน้า ย่อมาจาก Superficial Musculo-Aponeurotic System มีลักษณะเป็นพังผืดเหนียว ๆ ที่แผ่ปกคลุมทั่วใบหน้าและลำคอเป็นกุญแจสำคัญในการทำศัลยกรรมดึงหน้าและยกกระชับผิวในปัจจุบัน เปรียบเสมือนตาข่ายที่คอยพยุงผิวหนังชั้นบนเอาไว้ไม่ให้หย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วง

ชั้นผิว SMAS อยู่ลึกแค่ไหน?

SMAS เป็นหนึ่งในห้าโครงสร้างหลักของใบหน้า อยู่ลึกลงไปชั้นที่ 4 นับจากผิวหนังกำพร้า ถ้าหากจำแนกโครงสร้างชั้นผิวที่ควรรู้เมื่อเข้าวงการยกกระชับ จะสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้ (เรียงจากนอกไปใน)

  • Epidermis ผิวหนังกำพร้า
  • Dermis ผิวหนังแท้ (แหล่งรวมคอลลาเจน)
  • Subcutaneous fat ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
  • SMAS ชั้นพังผืดกล้ามเนื้อ (จุดที่เน้นการกระชับผิว)
  • Muscle ชั้นกล้ามเนื้อ

ถ้าชั้น SMAS แข็งแรง ใบหน้าก็จะดูตึงกระชับ แต่ถ้า SMAS เริ่มเสื่อมสภาพหรือหย่อนตัวลง ก็จะเกิดปัญหาหน้าห้อย มีร่องแก้ม หรือเหนียงใต้คาง

ปัญหาผิวชั้น SMAS มีอะไรบ้าง?

ปัญหาของผิวชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ส่วนใหญ่มักเกิดจากความเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างใบหน้าทั้งหมด และเมื่อชั้น SMAS มีปัญหา มักจะแสดงผลออกมาในลักษณะดังนี้

  1. ผิวหย่อนคล้อย นี่คือปัญหาที่ชัดเจนที่สุด เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นพังผืด SMAS จะเสื่อมประสิทธิภาพลง ทำให้ผิวย้วยหรือขยายตัวออก ส่งผลให้ผิวหนังชั้นบนทั้งหมดตกลงตามแรงโน้มถ่วง เกิดร่องแก้มลึก แก้มตอบหรือแก้มห้อย และเกิดเหนียงใต้คาง
  2. ผิวสูญเสียแรงยึดเกาะ เพราะชั้น SMAS ทำหน้าที่ยึดโยงระหว่างชั้นไขมันและกล้ามเนื้อ หากอ่อนแอลง จะเกิดการเคลื่อนที่ของไขมันบนใบหน้า ส่งผลให้เกิดถุงใต้ตาและร่องน้ำหมาก
  3. ผิวขาดความยืดหยุ่นและการคืนตัว หากชั้น SMAS เสื่อมสภาพ การขยับกล้ามเนื้อใบหน้าเพื่อแสดงสีหน้าบ่อยๆ จะทำให้เกิดริ้วรอยที่ฝังลึกได้ง่ายขึ้น เพราะฐานรองรับผิวไม่มีแรงสปริงตัวกลับเหมือนเดิม

หากคุณรู้สึกว่า หน้าดูเหนื่อย แม้จะพักผ่อนเพียงพอ หรือพอลองเอามือดันช่วงโหนกแก้มขึ้นแล้วหน้าดูเด็กลงทันที นั่นมักจะเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาหาตัวช่วยยกกระชับผิวในชั้น SMAS แล้ว

หัตถการยกกระชับหน้า ถึงชั้น SMAS มีอะไรบ้าง?

หัตถการยกกระชับหน้า ถึงชั้น SMAS ปัจจุบันมีเทคโนโลยีและเทคนิคทางการแพทย์ที่สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ ได้แก่ กลุ่มเครื่องยกกระชับ (Non-Invasive) กลุ่มกึ่งผ่าตัด (Minimally Invasive) และกลุ่มผ่าตัดดึงหน้า (Invasive / Surgery) โดยหัตถการที่เป็นยอดนิยมและปลอดภัย มีดังนี้

โปรแกรม Ulthera

นวัตกรรมกลุ่มเครื่องยกกระชับที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (Micro-focused Ultrasound) ส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS โดยจุดเด่นที่สุดคือเทคโนโลยีหน้าจอแสดงผลแบบ Real-time ช่วยให้แพทย์มองเห็นชั้นผิวจริงขณะทำ ทำให้ส่งพลังงานลงสู่พังผืด SMAS ได้แม่นยำ 100% ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและหดตัวชั้นพังผืดให้ตึงขึ้นทันที ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ กรอบหน้าชัดเจน และอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี โดยไม่ต้องพักฟื้น

HIFU, Ultraformer III และ Ultraformer MPT, LinearZ

หัตถการกลุ่มเครื่องยกกระชับที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อสร้างจุดความร้อนในชั้น SMAS กระตุ้นให้พังผืดหดตัวและสร้างคอลลาเจนใหม่ Ultraformer III โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี MMFU ที่มีหัวยิงหลายระดับความลึก ทำให้ปรับการรักษาได้ตรงจุดมากกว่าเครื่อง HIFU รุ่นทั่วไป ส่วน Ultraformer MPT และ LinearZ พัฒนาต่อยอดด้วยโหมดปล่อยพลังงานแบบเส้นตรง (Linear) ที่ครอบคลุมพื้นที่ชั้น SMAS ได้กว้างและรวดเร็วขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับน้อยถึงปานกลาง หรือต้องการดูแลความกระชับอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี

การร้อยไหม (Thread Lift)

หัตถการกลุ่มกึ่งผ่าตัดที่ใช้ไหมละลายมีเงี่ยงสอดใต้ผิวเพื่อเกี่ยวและดึงรั้งชั้นพังผืดให้ยกขึ้น เหมาะกับความหย่อนคล้อยระดับน้อยถึงปานกลาง เพราะไหมทำงานในชั้น superficial fascia ซึ่งอยู่เหนือ SMAS (ส่งผลต่อชั้น SMAS ทางอ้อม) ไม่ได้เข้าถึงชั้น SMAS เท่ากับการผ่าตัด แต่ช่วยให้เห็นผลยกกระชับได้ทันทีและกระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาว ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6 ถึง 12 เดือน

FaceTite

หัตถการกึ่งผ่าตัดที่ใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (RF) ผ่านหัวเครื่องขนาดเล็กสอดลงไปใต้ผิวหนัง ส่งความร้อนไปยังชั้นไขมันและชั้น SMAS โดยตรง ทำให้พังผืดหดตัวและกระชับจากภายใน มักทำร่วมกับการดูดไขมันบริเวณแก้มและเหนียงเพื่อให้เห็นผลกรอบหน้าชัดเจนยิ่งขึ้น

J-Plasma (Renuvion)

หัตถการกึ่งผ่าตัดที่ใช้พลังงาน Helium Plasma ร่วมกับ RF ส่งผ่านหัวเครื่องขนาดเล็กใต้ผิวหนัง ให้ความร้อนที่แม่นยำสูงต่อชั้นพังผืดและ SMAS ทำให้เนื้อเยื่อหดตัวและกระชับทันทีหลังทำ นิยมใช้คู่กับการดูดไขมันเพื่อยกกระชับผิวในคราวเดียวกัน

การผ่าตัดดึงหน้า (Facelift)

วิธีแก้ไขที่ชั้น SMAS ได้โดยตรงและให้ผลยาวนานที่สุด ศัลยแพทย์จะเข้าไปจัดการกับชั้น SMAS โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการเย็บพับหรือตัดแต่ง เพื่อดึงรั้งพังผืดและยึดตำแหน่งใหม่ให้แข็งแรง พร้อมกำจัดผิวหนังส่วนเกิน แก้ความหย่อนคล้อยได้ทั่วทั้งใบหน้าและลำคอ ผลลัพธ์อยู่ได้มากกว่า 10 ปี

Deep Plane Facelift

เทคนิคผ่าตัดดึงหน้าขั้นสูงที่ลงลึกกว่า SMAS ชั้นเดียว โดยปลดล็อกเส้นยึดเกาะตามธรรมชาติ เพื่อยกทั้งแผงกล้ามเนื้อและพังผืดขึ้น ช่วยลดแรงตึงที่ผิวชั้นนอก ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติมาก ๆ และคงทนยาวนานที่สุดในปัจจุบัน

ยกกระชับ ชั้นผิว SMAS เหมาะกับใคร

การยกกระชับถึงชั้น SMAS เหมาะกับผู้ที่เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างใบหน้าที่ดูแลด้วยครีมหรือเลเซอร์ทั่วไปแล้วยังไม่ตอบโจทย์ โดยปกติมักพบในช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างและพันธุกรรมของแต่ละคน กลุ่มที่เหมาะสม ได้แก่

  • ผู้ที่แก้มเริ่มหย่อนลง ร่องแก้มลึกขึ้น หรือเหนียงเริ่มปรากฏ
  • ผู้ที่กรอบหน้าไม่คมชัดเหมือนเดิมแม้จะดูแลผิวสม่ำเสมอ
  • ผู้ที่เคยรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วยังไม่ได้ผลตามที่ต้องการ
  • ผู้ที่ต้องการป้องกันความหย่อนคล้อยก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงขึ้น

ยกกระชับ ชั้นผิว SMAS ไม่เหมาะกับใคร

การยกกระชับถึงชั้น SMAS ไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะกับทุกคน มีบางกลุ่มที่ควรเลื่อนหรืองดการรักษาไว้ก่อน ได้แก่

  • ผู้ที่มีความหย่อนคล้อยน้อยมากหรืออายุน้อย ซึ่งการดูแลผิวชั้นนอกยังให้ผลเพียงพอ
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อบริเวณใบหน้า แผลเปิด หรือเพิ่งฉีดฟิลเลอร์ในระยะเวลาใกล้เคียง
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยยาบางชนิดที่อาจมีผลต่อการรักษา

ในทุกกรณีควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนเสมอ

ข้อดีของการยกกระชับ ชั้นผิว SMAS

การยกกระชับที่ชั้น SMAS เป็นการแก้ไขที่โครงสร้างซึ่งเป็นต้นเหตุของความหย่อนคล้อย ไม่ใช่เพียงผิวชั้นนอก ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ดังนี้

  • ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ดึงตึงเกินจริง เพราะยกจากโครงสร้างชั้นล่าง
  • คงอยู่ได้นานกว่าการดูแลเฉพาะผิวชั้นบนอย่างเห็นได้ชัด
  • ผิวชั้นบนไม่ต้องรับแรงดึงมากเกินไป ทำให้แสดงสีหน้าและอารมณ์ได้เป็นปกติ ไม่แข็งเกร็ง

ข้อควรระวังของการยกกระชับ ชั้นผิว SMAS

การยกกระชับในระดับชั้น SMAS นั้นลงลึกถึงชั้นโครงสร้าง จึงมีสิ่งที่ต้องระวังมากกว่าการรักษาผิวชั้นนอกทั่วไป ดังนี้

  • ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ที่เข้าใจกายวิภาคของใบหน้าเป็นอย่างดี โดยเฉพาะตำแหน่งของเส้นประสาทสำคัญบริเวณใบหน้า
  • หากรักษาไม่ถูกตำแหน่งอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อได้ชั่วคราว
  • สำหรับหัตถการที่ต้องสอดเครื่องมือหรือผ่าตัด ควรเผื่อเวลาพักฟื้นและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

สรุป SMAS คืออะไร? หัตถการยกกระชับหน้า ถึงชั้น SMAS มีอะไรบ้าง?

SMAS คือชั้นเนื้อเยื่อที่อยู่เหนือชั้นกล้ามเนื้อบนใบหน้า ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพยุงเนื้อเยื่อทั้งหมดไว้ เมื่ออายุมากขึ้น ชั้นนี้จะยืดและหย่อนตัวลงตามแรงโน้มถ่วง ส่งผลให้ผิวหนังด้านบนหย่อนตามลงมาด้วย การดูแลที่ได้ผลจริงจึงต้องแก้ไขที่ชั้น SMAS โดยตรง ไม่ใช่เพียงยกกระชับผิวชั้นนอก

หัตถการที่ส่งพลังงานหรือเข้าถึงชั้น SMAS ได้ในปัจจุบัน ได้แก่ กลุ่มเครื่องยกกระชับอย่าง Ultherapy, HIFU, Ultraformer III, Ultraformer MPT และ LinearZ อีกทั้งยังมีกลุ่มกึ่งผ่าตัดอย่าง ร้อยไหม FaceTite และ J-Plasma รวมถึงกลุ่มผ่าตัดอย่าง ศัลยกรรมดึงหน้า และ ศัลยกรรมดึงหน้าเทคนิค Deep Plane

โดยแต่ละวิธีเหมาะกับระดับความหย่อนคล้อยและความต้องการที่แตกต่างกัน การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินโครงสร้างใบหน้าเป็นรายบุคคลจึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนตัดสินใจเลือกหัตถการเสมอ