ปัญหาผิวที่กวนใจที่สุดรองจากสิว ก็คือ “รอยสิว” นี่แหละ เพราะในขณะที่สิวอักเสบอาจหายได้ใน 1 สัปดาห์ แต่รอยแผลเป็นที่ทิ้งไว้อาจอยู่กับเรานานเป็นปี หากรักษาไม่ถูกวิธี
บทความนี้ เราจะพาคุณทำความเข้าใจเชิงลึก สามารถแยกประเภทรอยสิวได้อย่างละเอียด วิเคราะห์ส่วนผสมใน เซรั่มลดรอยสิว ที่แพทย์ยอมรับ และเจาะลึกเทคโนโลยี เลเซอร์รอยสิว รวมถึงหัตถการทางการแพทย์มาตรฐาน FDA ที่จะช่วยกู้คืนผิวใสของคุณได้อย่างแท้จริง
รอยสิว มีกี่แบบ แตกต่างกันอย่างไร?
จุดที่หลายคนพลาดและทำให้รักษาไม่หาย คือการเหมาว่าทุกรอยคือ “จุดด่างดำ” แท้จริงแล้วแพทย์ผิวหนังเราแบ่งรอยสิวเป็น 3 ประเภทหลัก ซึ่งมีกลไกการเกิดต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนี้
1. รอยแดง (PIE – Post Inflammatory Erythema)
รอยแดงสิว คือ รอยแดงไม่ได้เกิดจากเม็ดสี แต่เกิดจาก “เส้นเลือดฝอย” ใต้ผิวหนังที่ขยายตัวผิดปกติ มักเกิดหลังจากที่มี สิวอักเสบแดง ๆ หรือสิวหัวหนองที่เพิ่งยุบตัวลง ร่างกายจะส่งเลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นเพื่อซ่อมแซมแผล แม้สิวหายแล้วแต่เส้นเลือดยังไม่หดกลับ จึงเห็นเป็นรอยแดงทิ้งไว้
วิธีสังเกต ง่ายที่สุดคือลองใช้นิ้วกดลงไปที่รอย ถ้าสีแดงจางหายไปกลายเป็นสีขาวชั่วคราว แสดงว่าเป็นรอยแดง
การดูแลเบื้องต้น ห้ามขัดหน้าแรง ๆ และหลีกเลี่ยงความร้อน เพราะจะยิ่งทำให้เส้นเลือดขยายตัว ควรเน้นสกินแคร์ที่ช่วยลดการระคายเคือง (Soothing) หรือลดการอักเสบ
2. รอยดำ (PIH – Post Inflammatory Hyperpigmentation)
รอยดำสิว เกิดจากการที่ผิวหนังมีการผลิต “เม็ดสีเมลานิน” ออกมามากเกินไปเพื่อตอบสนองต่อการอักเสบ มักเกิดจาก สิวอักเสบเม็ดใหญ่ หรือพฤติกรรม การบีบ แกะ สิว จนช้ำ รวมถึงมักพบในผู้ที่มีสีผิวเข้ม (Skin Type III-V) ได้ง่ายกว่าคนผิวขาว
วิธีสังเกต รอยจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม หรือสีดำคล้ำ เมื่อใช้นิ้วกดลงไป สีจะไม่เปลี่ยน ไม่จางลง
การดูแลเบื้องต้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ “กันแดด” เพราะแสงยูวีจะกระตุ้นให้รอยดำเข้มขึ้นได้ง่ายมาก ควรใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Whitening หรือผลัดเซลล์ผิวร่วมด้วย
3. หลุมสิว (Atrophic Scars)
หลุมสิว เป็นรูปแบบแผลเป็นที่รักษายากที่สุด เกิดจากการที่เนื้อเยื่อคอลลาเจนถูกทำลายอย่างรุนแรง หรือกระบวนการสมานแผลไม่สมบูรณ์ ทำให้ผิวหนังยุบตัวลง มักเกิดจาก สิวอักเสบหัวช้าง (Cystic Acne) หรือสิวที่กินพื้นที่ลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้
วิธีสังเกต ผิวหน้าไม่เรียบเนียน เป็นแอ่งลึก หรือรูขุมขนกว้างผิดปกติ
ข่าวร้ายคือ การดูแลเบื้องต้นอย่าง “ครีมทาผิว” แทบไม่สามารถเติมเต็มหลุมสิวให้กลับมาเต็ม 100% ได้ การรักษาจำเป็นต้องใช้หัตถการทางการแพทย์เพื่อกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่เท่านั้น
20 วิธีลดรอยสิว ดูแลผิวอย่างไรให้รอยสิวหายไวสุด
เพื่อให้คุณเห็นภาพรวม เราได้จัดลำดับวิธี ลดรอยสิว จากวิธีธรรมชาติที่ต้องใช้เวลา ไปจนถึงวิธีทางการแพทย์ที่เห็นผลลัพธ์รวดเร็วที่สุด
วิธีธรรมชาติ & ปรับพฤติกรรม (ใช้เวลา 3-6 เดือนขึ้นไป)
กลุ่มนี้เน้นความปลอดภัย แต่อาจต้องอาศัยวินัยและความใจเย็นสูง
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ ผิวที่ชุ่มชื้นจะซ่อมแซมตัวเองได้ดีกว่าผิวที่ขาดน้ำ
- การนอนหลับที่มีคุณภาพ Growth Hormone จะหลั่งตอนเราหลับลึก ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่สึกหรอ
- พอกหน้าด้วยว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) ช่วยสมานแผล ลดความร้อน และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว
- น้ำผึ้งมาสก์หน้า มีฤทธิ์ฆ่าเชื้ออ่อน ๆ และช่วยสมานผิว (Healing)
- แตงกวา ช่วยลดอุณหภูมิผิว ลดอาการบวมแดงของสิวใหม่ ๆ
- ใบบัวบก (Centella Asiatica): สมุนไพรยอดฮิตที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและลดการฟกช้ำ
- หอมแดง สารสกัดจากหอมแดงช่วยลดรอยดำได้ แต่ต้องระวังเรื่องกลิ่นและการระคายเคืองตา
สกินแคร์ & ยาทา (ใช้เวลา 1-3 เดือน)
กลุ่มนี้เป็นพื้นฐานที่ทุกคนควรทำ เพื่อให้รอยจางลงเรื่อย ๆ
- ครีมกันแดด (สำคัญที่สุด) ป้องกันไม่ให้รอยแดงกลายเป็นรอยดำ และไม่ให้รอยดำเข้มขึ้น
- เจลลดรอยแผลเป็น ที่มีส่วนผสมของ Allium Cepa หรือ Dragon’s Blood ช่วยสมานแผล
- Vitamin C ช่วยยับยั้งเม็ดสี ลดรอยดำ และทำให้ผิวกระจ่างใส
- Niacinamide (Vit B3) ช่วยลดการอักเสบ (รอยแดง) และลดการส่งผ่านเม็ดสี (รอยดำ)
- AHA (Glycolic Acid) กรดผลไม้ช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นนอก ให้รอยหมองคล้ำหลุดออกไวขึ้น
- BHA (Salicylic Acid) ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน ลดสิวอุดตัน และผลัดผิวเบา ๆ
- Retinol (Vit A) ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง
- Arbutin / Kojic Acid สารกลุ่ม Whitening ที่เน้นตัดวงจรการผลิตเม็ดสีโดยตรง
หัตถการทางการแพทย์ (เห็นผลใน 1-4 สัปดาห์)
กลุ่มนี้คือทางลัดสำหรับคนที่ต้องการผลลัพธ์ชัดเจน หรือมีรอยที่ครีมเอาไม่อยู่
- Medical Peeling (ลอกหน้าผลัดเซลล์) ใช้น้ำยาความเข้มข้นสูงโดยแพทย์ เพื่อผลัดผิวชั้นบนออก รอยดำจางไวมาก
- Phono / Ionto การใช้เครื่องผลักวิตามินเข้าสู่ผิว ได้ลึกกว่าการทาครีมปกติ
- Meso Therapy / Made Collagen การสะกิดตัวยาลงใต้ผิว เพื่อลดการอักเสบและขับสารพิษ
- Vascular Laser (เช่น Pro Yellow) เลเซอร์จับเส้นเลือดโดยเฉพาะ เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับ รอยแดง
- Pigment & Resurfacing Laser (เช่น Pico Laser) เทคโนโลยีขั้นสูงที่จัดการได้ทั้ง รอยดำฝังลึก และกระตุ้นคอลลาเจนรักษา หลุมสิว ได้ในเครื่องเดียว
เปรียบเทียบ วิธีลดรอยสิว เซรั่มลดรอยสิว vs เลเซอร์รอยสิว
สำหรับการเปรียบเทียบระหว่าง เซรั่มลดรอยสิว และ เลเซอร์รอยสิว หากจะให้อธิบายเห็นภาพง่ายที่สุด ต้องบอกว่าเซรั่มเปรียบเสมือน “การดูแลรายวัน” ในขณะที่เลเซอร์คือ “การรักษาแบบเร่งด่วน” นั่นเอง
ในมุมของเซรั่มลดรอยสิว จุดเด่นคือความสะดวกที่คุณสามารถทำได้เองที่บ้านทุกวัน และมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ไม่สูงมาก หลักการทำงานคือการใช้สารสกัดหรือสารออกฤทธิ์ที่มีส่วนผสมของ Vitamin C หรือ AHA ค่อย ๆ ซึมลงไปผลัดเซลล์ผิวชั้นบน (หนังกำพร้า) หรือยับยั้งเม็ดสี
จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีรอยสิวจาง ๆ เป็นรอยใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือใช้เพื่อป้องกันไม่ให้รอยเข้มขึ้น แต่ข้อจำกัดคือต้องอาศัย วินัย และ เวลา ค่อนข้างมาก (อาจใช้เวลา 1-3 เดือนกว่าจะเห็นผลชัด) และที่สำคัญคือ ไม่สามารถรักษาปัญหาเชิงโครงสร้างผิวอย่าง “หลุมสิว” หรือรอยแผลเป็นที่มีพังผืดเกาะยึดได้
ในทางกลับกัน เลเซอร์รอยสิว คือเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาที่ “ต้นตอ” ในระดับที่ลึกกว่า เครื่องมือเหล่านี้สามารถส่งพลังงานผ่านลงไปถึงชั้นหนังแท้ เพื่อจัดการเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการยิงให้เม็ดสีแตกละเอียดทันที (สำหรับรอยดำ) การทำให้เส้นเลือดฝอยฝ่อตัวลง (สำหรับรอยแดง) หรือการกระตุ้นคอลลาเจนใหม่มหาศาลเพื่อดันหลุมสิวให้ตื้นขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ครีมทาผิวทำไม่ได้ จุดเด่นคือเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้รวดเร็วกว่ามาก เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหารอยสิวเรื้อรัง รอยเข้มจัด หรือมีหลุมสิวที่ต้องการการฟื้นฟูอย่างจริงจัง
ทำไมต้องรักษารอยสิวที่ รัตตินันท์ คลินิก (Rattinan Clinic)
การรักษารอยสิวให้หายขาด ไม่ใช่แค่การยิงเลเซอร์ให้จบ ๆ ไป แต่ที่ รัตตินันท์ คลินิก เราให้ความสำคัญกับการดูแลแบบองค์รวม
- ตัดวงจรสิว (Break the Cycle) เราไม่ได้รักษาแค่รอย แต่เรามีนวัตกรรม Plasmalis ที่ช่วยฆ่าเชื้อสิว C. acnes และลดการอักเสบ เพื่อป้องกันไม่ให้สิวใหม่เกิดขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการป้องกันรอยใหม่ในอนาคต
- วิเคราะห์รอยสิวเฉพาะบุคคล แพทย์ของเราจะประเมินว่ารอยของคุณเป็นประเภทไหน (แดง/ดำ/หลุม) เพื่อเลือกเครื่องมือที่แม่นยำที่สุด ไม่ใช้สูตรสำเร็จเดียวกับทุกคน โดยใช้เทคโนโลยีสแกนผิวหน้า VISIA
- มาตรฐาน FDA เครื่องมือเลเซอร์และตัวยาทุกชนิด ผ่านการรับรองมาตรฐาน มั่นใจได้ในความปลอดภัยและผลลัพธ์
หากคุณกำลังมองหาทางออกของปัญหารอยสิวที่เรื้อรัง ลองเข้ามาปรึกษาแพทย์ผิวหนังที่ รัตตินันท์ คลินิก เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะกับผิวคุณที่สุด คืนความมั่นใจให้หน้าใสอีกครั้ง
ทีมแพทย์รักษาผิวพรรณ
รัตตินันท์ คลินิก
พญ. รัตตินันท์ ตรีรัตน์
ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ
พญ. นฤมล วิเชียร
แพทย์หญิง
พญ. จุฑามาศ ตันคุณากร
แพทย์โรคผิวหนัง

นักเขียนบทความสุขภาพ รัตตินันท์ คลินิก ทำหน้าที่ ค้นคว้าและตรวจสอบงานวิจัยล่าสุด ทั้งเรื่องผิวหนัง สารออกฤทธิ์ เลเซอร์ และศัลยกรรมความงาม เพื่อนำความรู้ที่ซับซ้อนเหล่านั้นมา แปลให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ถูกต้อง และเชื่อถือได้ เป้าหมายหลักคือการทำให้ข้อมูลทุกชิ้นที่คลินิกสื่อสารออกไปนั้น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ (Evidence-based) เพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถ ตัดสินใจเลือกการดูแลผิวหรือหัตถการได้อย่างมั่นใจและเหมาะสม โดยไม่ถูกชี้นำเกินจริง และเข้าใจถึงกลไกที่แท้จริงเบื้องหลังผลลัพธ์นั้น ๆ