เชื่อว่าหลายคนคงเคยส่องกระจกแล้วต้องถอนหายใจ เมื่อพบว่าบนใบหน้าที่เคยเนียนใส กลับมี “ตุ่มแดง” หรือ “ตุ่มหนอง” เม็ดใหญ่โผล่ขึ้นมา แถมยังมาพร้อมความรู้สึกเจ็บตุบ ๆ ที่กวนใจตลอดวัน ปัญหา สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) จึงไม่ใช่แค่เรื่องของผิวพรรณ แต่เป็นเรื่องที่บั่นทอนความมั่นใจในการใช้ชีวิตของใครหลายคน
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ การพยายาม “บีบ เค้น หรือกดออก” ด้วยตัวเอง เพราะหวังว่าจะให้ยุบเร็วขึ้น แต่ความจริงแล้ว นั่นคือการกระตุ้นให้การอักเสบลุกลามลงสู่ผิวชั้นลึก จนกลายเป็น “รอยแผลเป็น” หรือ “หลุมสิว” ถาวรที่รักษายากกว่าเดิมหลายเท่า
อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งท้อไป สิวอักเสบรักษาให้หายขาดได้ หากเราเข้าใจประเภทของสิวที่เป็นอยู่ และเลือกวิธีรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ บทความนี้ รัตตินันท์ คลินิก จะพาคุณไปทำความเข้าใจกลไกของสิวอักเสบแบบเจาะลึก พร้อมแนวทางการรักษาทางการแพทย์ที่เห็นผลจริง เพื่อคืนผิวหน้าที่เรียบเนียนและสุขภาพดีกลับคืนมาสู่คุณอีกครั้ง
สิวอักเสบ คืออะไร? สังเกตอย่างไร?
สิวอักเสบ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะ “ล้างหน้าไม่สะอาด” อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด แต่เป็นผลลัพธ์ของปฏิกิริยาใต้ชั้นผิวหนังที่ซับซ้อนกว่านั้น โดยปกติแล้ว สิวอักเสบมักพัฒนามาจาก “สิวอุดตัน” (Comedones) ที่ไม่ได้รับการดูแล หรือถูกกระตุ้นจนเกิดการติดเชื้อ
กลไกการเกิดสิวอักเสบ สามารถอธิบายได้ด้วย 3 ปัจจัยหลักที่ทำงานร่วมกัน ดังนี้
- การอุดตัน เริ่มต้นจากการที่เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วผลัดตัวไม่สมบูรณ์ ไปผสมรวมกับน้ำมัน (Sebum) ที่ผลิตออกมามากเกินไป จนเกิดการอุดตันที่รูขุมขน
- เชื้อแบคทีเรีย เมื่อรูขุมขนอุดตัน จะกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของแบคทีเรียเจ้าถิ่นที่ชื่อว่า C. acnes (Cutibacterium acnes) ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
- การตอบสนองของภูมิคุ้มกัน ร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาวมาต่อสู้กับแบคทีเรียเหล่านั้น ส่งผลให้พื้นที่บริเวณนั้นเกิดอาการ บวม แดง ร้อน และเจ็บ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสิวเม็ดนั้นได้กลายเป็น “สิวอักเสบ” เรียบร้อยแล้ว
Doctor’s Note: “ความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดคือการพยายามบีบสิวอักเสบในขณะที่ยังแดงและเจ็บ เพราะนั่นคือช่วงที่ผนังรูขุมขนเปราะบางที่สุด การบีบจะทำให้ถุงหนองแตกกระจายใต้ผิวหนัง เปลี่ยนจากสิวเม็ดเล็กให้กลายเป็นสิวหัวช้าง หรือซีสต์ขนาดใหญ่ได้ทันที”
ระดับความรุนแรงของสิวอักเสบ คุณเป็นแบบไหน?
การรักษาที่ตรงจุดเริ่มต้นจากการ รู้จักศัตรู สิวอักเสบแต่ละประเภทมีความรุนแรงและความลึกของฐานสิวที่ต่างกัน การแยกประเภทได้ถูกต้องจะช่วยให้เราประเมินสถานการณ์ได้ว่า สิวเม็ดนี้ควรรีบพบแพทย์ หรือสามารถดูแลเบื้องต้นเองได้
1. สิวตุ่มแดง (Papule)
- ลักษณะ เป็นตุ่มนูนสีแดง ขนาดเล็ก สัมผัสแล้วรู้สึกเจ็บเล็กน้อย แต่ ยังมองไม่เห็นหัวหนอง
- เกิดจาก ผนังรูขุมขนเกิดการแตกตัวและการอักเสบขั้นต้น
- คำแนะนำ ห้ามบีบเด็ดขาด เพราะยังไม่มีหัวสิวให้กดออก การบีบจะทำให้ผิวช้ำและอักเสบกว่าเดิม ควรใช้ยาทาบรรเทาอาการ
2. สิวหัวหนอง (Pustule)
- ลักษณะ พัฒนาต่อมาจากตุ่มแดง โดยจะเริ่มเห็น จุดสีขาวหรือสีเหลือง (หนอง) อยู่ตรงกลาง ฐานรอบ ๆ ยังคงมีสีแดง
- เกิดจาก เม็ดเลือดขาวได้เข้ามาทำลายเชื้อแบคทีเรียจนเกิดเป็นหนอง
- คำแนะนำ หากหัวหนองสุกเต็มที่แล้ว สามารถกดออกได้โดยผู้เชี่ยวชาญ (ไม่แนะนำให้กดเอง เพราะเสี่ยงติดเชื้อซ้ำซ้อน)
3. สิวหัวช้าง หรือ สิวอักเสบแดงก้อนลึก (Nodule)
- ลักษณะ เป็นก้อนแข็งขนาดใหญ่ฝังอยู่ใต้ผิวหนัง (เป็นไต) ผิวหน้าบวมแดงชัดเจน และ เจ็บปวดมาก แม้ไม่ได้ไปสัมผัส
- เกิดจาก การอักเสบลุกลามลงสู่ผิวชั้นลึก (Dermis)
- คำแนะนำ อันตราย เป็นระยะที่ยาทาทั่วไปมักเอาไม่อยู่ และมีความเสี่ยงสูงที่จะทิ้งรอยแผลเป็นหรือหลุมสิว ควรรีบพบแพทย์เพื่อฉีดลดบวมหรือรับประทานยา
4. สิวซีสต์ (Cyst)
- ลักษณะ คล้ายสิวหัวช้างแต่มีขนาดใหญ่กว่า ภายในไม่ใช่ก้อนแข็งแต่เป็น โพรงหนองหรือถุงน้ำ ให้ความรู้สึกนุ่มหยุ่นเมื่อสัมผัส
- เกิดจาก โครงสร้างผิวพังทลายจนเกิดเป็นถุงซีสต์ขนาดใหญ่
- คำแนะนำ เป็นชนิดที่รุนแรงที่สุดและ เสี่ยงต่อการเกิดหลุมสิวถาวรสูงที่สุด ต้องได้รับการรักษาด้วยหัตถการทางการแพทย์และการระบายหนองอย่างถูกวิธีเท่านั้น
สาเหตุที่ทำให้สิวอักเสบเห่อขึ้นมา
เคยสงสัยไหมว่าทำไมดูแลผิวหน้าดีแค่ไหน สิวก็ยังวนกลับมาขึ้นที่เดิม? นั่นเป็นเพราะ “สิวอักเสบ” ไม่ได้เกิดจากความสกปรกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัจจัยกระตุ้น (Trigger) ที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล การค้นหา Trigger ของตัวเองให้เจอ คือกุญแจสำคัญที่จะหยุดวงจรสิวซ้ำซากได้
1. ปัจจัยภายใน
เป็นปัจจัยที่ควบคุมยากและมักเกี่ยวข้องกับระบบร่างกายของเราเอง
- ระดับฮอร์โมน เป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะฮอร์โมนกลุ่มแอนโดรเจน (Androgen) ที่กระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานหนักผิดปกติ พบมากในช่วงวัยรุ่น ช่วงก่อนมีประจำเดือน หรือผู้ที่มีภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS)
- กรรมพันธุ์ หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นสิวรุนแรง ผิวของคุณอาจมีแนวโน้มผลิตน้ำมันมากหรือผลัดเซลล์ผิวช้ากว่าปกติโดยธรรมชาติ
- ความเครียด เมื่อเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นตัวการเร่งให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น และยังทำให้ภูมิต้านทานผิวลดลง
2. ปัจจัยภายนอก (External Factors)
เป็นสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมที่เราสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อลดความเสี่ยงได้
- การแพ้เครื่องสำอางหรือสกินแคร์ ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันหรือซิลิโคนผสมอยู่มาก อาจก่อให้เกิดการอุดตัน จนพัฒนาเป็นสิวอักเสบได้
- สิวจากแมสก์ การใส่หน้ากากอนามัยเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความอับชื้นและการเสียดสี ทำลายเกราะป้องกันผิวและสะสมเชื้อแบคทีเรีย
- มลภาวะและ PM 2.5 ฝุ่นละอองขนาดเล็กสามารถแทรกซึมลงไปอุดตันในรูขุมขน และกระตุ้นให้เกิดการระคายเคือง
- อาหารการกิน งานวิจัยพบว่า อาหารกลุ่มนมวัว และอาหารที่มีน้ำตาลสูง มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในร่างกายและทำให้สิวเห่อขึ้นได้ในบางราย
วิธีรักษาสิวอักเสบที่ได้ผลจริง (ทางการแพทย์)
การรักษาสิวอักเสบไม่ใช่การสุ่มทดลองใช้ครีมตามกระแส แต่ต้องวางแผนการรักษาตามระดับความรุนแรงของสิว (Severity) เพื่อให้สิวยุบไวที่สุดและทิ้งรอยไว้น้อยที่สุด แนวทางการรักษามาตรฐานทางการแพทย์ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
1. การใช้ยาทาเฉพาะที่
เป็นด่านแรกสำหรับการรักษาสิวอักเสบระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง การเลือกยาที่ออกฤทธิ์ตรงจุดจะช่วยตัดวงจรสิวได้ดีเยี่ยม
|
ตัวยาสำคัญ |
กลไกการออกฤทธิ์ |
เหมาะสำหรับ |
ข้อควรระวัง |
|
Benzoyl Peroxide (BP) |
ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย C. acnes และลดการอักเสบ |
สิวอักเสบทุกระยะ |
อาจระคายเคืองผิว แสบ หรือลอกได้ ควรเริ่มทา 5-10 นาทีแล้วล้างออก |
|
Topical Antibiotics (เช่น Clindamycin) |
ฆ่าเชื้อสิว ลดการติดเชื้อ |
สิวหัวหนอง, สิวอักเสบ |
ห้ามใช้เดี่ยว ๆ นานเกินไป เพราะจะทำให้เชื้อดื้อยา ควรใช้คู่กับ BP |
|
Retinoids (เช่น Adapalene) |
ลดการอุดตัน ผลัดเซลล์ผิว ลดการอักเสบ |
สิวอุดตัน, สิวอักเสบเรื้อรัง |
ไวต่อแสงแดด ควรทาเฉพาะกลางคืน และต้องทากันแดดเสมอ |
|
Salicylic Acid (BHA) |
ละลายไขมันในรูขุมขน ผลัดเซลล์ผิว |
สิวอุดตันที่มีการอักเสบร่วม |
หากใช้ความเข้มข้นสูงอาจทำให้ผิวแห้งลอก |
2. ยารับประทาน
ใช้ในกรณีสิวอักเสบรุนแรง สิวหัวช้าง หรือสิวที่เป็นพื้นที่กว้าง ซึ่งยาทาอย่างเดียวเอาไม่อยู่
- ยาปฏิชีวนะ เช่น Doxycycline หรือ Erythromycin ช่วยลดจำนวนเชื้อแบคทีเรียและการอักเสบ
- ยาปรับฮอร์โมน สำหรับผู้หญิงที่มีสิวสัมพันธ์กับฮอร์โมน
- ยากลุ่ม Isotretinoin ยาลดการทำงานของต่อมไขมันที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด แต่ผลข้างเคียงรุนแรง (เช่น ปากแห้ง ตาแห้ง ตับอักเสบ และอันตรายต่อทารกในครรภ์)
Warning: ยารับประทานทุกชนิด ต้องจ่ายและควบคุมปริมาณโดยแพทย์เท่านั้น การซื้อกินเองเสี่ยงต่อภาวะดื้อยา และผลข้างเคียงที่รุนแรงถึงชีวิต
3. หัตถการทางการแพทย์
ทางลัดสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์เร่งด่วน หรือมีสิวเม็ดใหญ่ที่ยาเข้าไม่ถึง
- การฉีดสิว แพทย์จะฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปที่หัวสิวโดยตรง ช่วยให้สิวยุบภายใน 24 ชม. ลดความเจ็บปวดได้ดี (ต้องฉีดโดยแพทย์เท่านั้น เพื่อป้องกันผิวบุ๋มเป็นรอย)
- การกดสิว การเคลียร์หนองและหัวสิวออกอย่างถูกวิธี ภายใต้เทคนิคปลอดเชื้อ (Sterile Technique) เพื่อป้องกันการลุกลาม
- เลเซอร์และแสงบำบัด เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ช่วยฆ่าเชื้อสิวพร้อมกับลดรอยแดง ซึ่งเป็นจุดแข็งของการรักษาที่คลินิกหลายแห่ง
รวมหัตถการรักษาสิวอักเสบที่ รัตตินันท์ คลินิก
ที่ รัตตินันท์ คลินิก (Rattinan Clinic) เราเข้าใจดีว่าผู้เข้ารับบริการไม่ได้ต้องการแค่ กดสิวออก แต่ต้องการ หายขาด และ ผิวกลับมาดีเหมือนเดิม เราจึงไม่ใช้สูตรสำเร็จแบบเดียวกันกับทุกคน แต่ใช้การประเมินโดยแพทย์เพื่อเลือกเครื่องมือและเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดในการ ตัดวงจรสิวอักเสบที่ต้นตอ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และป้องกันไม่ให้เกิดรอยแผลเป็นถาวร
1. กลุ่มเคลียร์เชื้อสิวและทำความสะอาดล้ำลึก
เหมาะสำหรับ: สิวอุดตัน, สิวอักเสบระยะเริ่มต้น, หรือผู้ที่ต้องการเตรียมผิวให้สะอาดพร้อมรับการรักษา
Plasmalis (นวัตกรรมพลาสม่าบำบัด)
- จุดเด่น: Plasmalis ใช้เทคโนโลยี พลาสม่า ในการเปิดช่องว่างระหว่างเซลล์ผิวชั่วคราว เพื่อผลักวิตามินและตัวยาเข้าสู่ผิวได้ลึกกว่าการทาครีมทั่วไป แต่ไฮไลต์สำคัญคือคุณสมบัติในการ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย C. acnes ต้นเหตุของสิวอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อผิว ไม่ทำให้ผิวบาง
- ผลลัพธ์: สิวอักเสบยุบตัวลง อาการบวมแดงลดลง ผิวหน้าสะอาดล้ำลึก ลดโอกาสการเกิดสิวใหม่ซ้ำซาก
CANDY PEEL (มาสก์ผลัดเซลล์ผิวสูตรแพทย์)
- จุดเด่น: CANDY PEEL เป็นการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนด้วยกรดผลไม้ทางการแพทย์ ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วไม่ให้ไปอุดตันรูขุมขน และลดความมันส่วนเกินบนใบหน้า
- ผลลัพธ์: ช่วยให้หัวสิวแห้งและหลุดออกง่ายขึ้น ลดรอยหมองคล้ำจากสิว ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ
2. กลุ่มเลเซอร์ลดการอักเสบและรอยแดง
เหมาะสำหรับ: สิวอักเสบที่มีความแดง, รอยแดงหลังสิวหาย, และผู้ที่ต้องการให้สิวหายไวขึ้นแบบเร่งด่วน
Pro Yellow Laser (เลเซอร์แสงสีเหลือง)
- จุดเด่น: Pro Yellow Laser เป็นเลเซอร์ที่มีความจำเพาะสูงในการจับกับ เม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นสาเหตุของความแดงจากการอักเสบ ช่วยลดเส้นเลือดฝอยที่ขยายตัวผิดปกติ
- ผลลัพธ์: ได้รับฉายาว่า สิวยุบไว รอยแดงจางเร็ว เหมาะมากสำหรับสิวอักเสบที่มีรอยแดงชัดเจน หรือหน้าแดงง่าย ช่วยฆ่าเชื้อสิวได้ในระดับหนึ่งและกระตุ้นให้ผิวแข็งแรงขึ้น
Aurora Full Face (IPL/RF Technology)
- จุดเด่น: Aurora Full Face ผสานพลังงานแสงและคลื่นวิทยุ (ELOS Technology) เข้าด้วยกัน ช่วยในการฆ่าเชื้อสิว P. acnes และที่สำคัญคือช่วย ลดการทำงานของต่อมไขมัน
- ผลลัพธ์: หน้ามันน้อยลง รูขุมขนกระชับ สิวอักเสบแห้งฝ่อลง และยังช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวเรียบเนียนขึ้นไปพร้อมกัน
3. กลุ่มจบปัญหารอยแผลเป็นและหลุมสิว
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีสิวอักเสบรุนแรงจนทิ้งรอยหลุม หรือมีความกังวลเรื่องแผลเป็น
PICO GENESIS (Pico Enlighten III)
- จุดเด่น: นวัตกรรม Picosecond Laser มาตรฐาน US FDA ที่ดีมาก ๆ ตัวหนึ่งในปัจจุบัน ส่งพลังงานแสงความเร็วสูงระดับ “ล้านล้านวินาที” (Picosecond) ลงไปกระแทกเม็ดสีให้แตกละเอียด และสร้างแรงดันใต้ผิว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่มหาศาล
- ผลลัพธ์: เป็นทางเลือกที่ดีมากในการรักษา หลุมสิว ช่วยให้ผิวที่เป็นหลุมตื้นขึ้น เรียบเนียนขึ้น รูขุมขนกระชับ และยังช่วยลบรอยดำฝังลึกจากสิวได้ดีเยี่ยมโดยผิวไม่ไหม้ ไม่ต้องพักฟื้นนาน
ข้อห้าม และวิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นสิวอักเสบ
การรักษาของแพทย์ช่วยคุณได้ 50% ส่วนอีก 50% ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคุณเอง นี่คือ กฎเหล็ก และข้อควรปฏิบัติ เพื่อป้องกันไม่ให้สิวอักเสบลุกลามจนกู้ผิวไม่กลับ
1. หยุดพฤติกรรม “แคะ แกะ เกา” โดยเด็ดขาด
นี่คือข้อห้ามที่สำคัญที่สุด การบีบสิวอักเสบด้วยตัวเอง เท่ากับการ “ระเบิดเชื้อโรค” ลงสู่ผิวชั้นลึก
- ผลเสีย: แรงกดจะทำให้ผนังรูขุมขนแตก เนื้อเยื่อรอบข้างช้ำ เลือดคั่ง และเชื้อแบคทีเรียกระจายตัวกว้างขึ้น เปลี่ยนจากสิวเม็ดเล็กเป็นสิวหัวช้าง และจบลงด้วยการเป็น “หลุมสิว” ที่รักษาโคตรยาก
2. เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและสกินแคร์ให้ถูก
ในช่วงที่สิวกำลังอักเสบ ผิวจะอ่อนแอมาก การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ผิดอาจเป็นการเติมเชื้อไฟให้สิว
- Look for Labels มองหาคำว่า Non-comedogenic (ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน), Oil-free (ไม่มีน้ำมัน) หรือ For Acne-prone skin (สำหรับผิวเป็นสิว)
- Cleanser เลือกเจลล้างหน้าสูตรอ่อนโยน มีค่า pH สมดุล (pH 5.5) หลีกเลี่ยงสบู่ที่มีฟองเยอะหรือทำให้หน้าเอี๊ยด เพราะจะไปทำลายเกราะป้องกันผิว
- No Scrub ห้ามสครับหน้า ตอนที่มีสิวอักเสบเด็ดขาด เพราะเม็ดสครับจะไปขูดหัวสิวให้เปิดออกและอักเสบหนักกว่าเดิม
3. ปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
เรื่องเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม แต่เป็นตัวการสะสมเชื้อโรคชั้นดี
- ความสะอาดของเครื่องนอน ปลอกหมอนคือแหล่งสะสมแบคทีเรียและไรฝุ่นที่สัมผัสหน้าเราทั้งคืน ควรเปลี่ยนปลอกหมอนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
- พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนดึกทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งกระตุ้นต่อมไขมัน พยายามนอนก่อน 5 ทุ่ม เพื่อให้ Growth Hormone ออกมาซ่อมแซมผิว
- การจับหน้า มือของเราจับทั้งมือถือ คีย์บอร์ด ลูกบิดประตู พยายามเตือนตัวเองไม่ให้เอามือมาลูบหน้าหรือเท้าคางระหว่างวัน
รักษาสิวอักเสบที่ รัตตินันท์ คลินิก ดีอย่างไร?
การรักษาสิวไม่ใช่แค่เรื่องของการทายาหรือกดออกแล้วจบไป แต่เป็นเรื่องของความ ใส่ใจในรายละเอียด และ ความชำนาญ ที่จะทำให้ผิวของคุณกลับมาแข็งแรงในระยะยาว
ที่ รัตตินันท์ คลินิก เรายึดมั่นในมาตรฐานการรักษาที่แตกต่าง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้เข้ารับบริการทุกคน
มั่นใจด้วยมาตรฐานทางการแพทย์
เราคือคลินิกความงามที่ดำเนินการโดยแพทย์ ซึ่งรวมถึงแพทย์ผิวหนัง ทุกเคสสิวจะได้รับการประเมินและดูแลโดยแพทย์จริง ๆ ไม่ใช่พนักงานขาย คุณจึงมั่นใจได้ในเรื่องความสะอาด และความปลอดภัยของตัวยา รวมทั้งเครื่องมือทุกชิ้นที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน FDA
วิเคราะห์ผิวลึกถึงต้นตอด้วย VISIA
เพราะสายตาเปล่าอาจมองไม่เห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ เราจึงใช้เทคโนโลยี VISIA Skin Analysis เครื่องตรวจสภาพผิวหน้า 3 มิติ จากสหรัฐอเมริกา มาช่วยสแกนลึกถึงชั้นผิว เพื่อดูปริมาณเชื้อแบคทีเรีย P. acnes การอักเสบใต้ผิว และรอยแดงที่มองไม่เห็น ทำให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำและตรงจุด ไม่ใช่การคาดเดา
ออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล
เราเชื่อว่าผิวของแต่ละคนมีเอกลักษณ์และความต้องการที่ไม่เหมือนกัน โปรแกรมรักษาสิวที่นี่จึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แพทย์จะปรับเปลี่ยนยารักษาและเลือกหัตถการ (เลเซอร์/ทรีตเมนต์) ให้เหมาะสมกับสภาพผิว ระยะของสิว และไลฟ์สไตล์ของคุณในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
รักษาสิวพร้อมดูแลความงาม
แพทย์ของเราไม่ได้มองแค่การทำให้สิวยุบ แต่คำนึงถึงความสวยงามของผิวพรรณโดยรวม ทุกขั้นตอนการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการฉีดสิวหรือกดสิว แพทย์จะทำด้วยความเบามือและประณีต เพื่อลดความบอบช้ำและป้องกันการเกิดรอยแผลเป็น ให้คุณมั่นใจได้ว่าเมื่อสิวหาย ผิวหน้าจะยังคงเรียบเนียน ไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้กังวลใจ
ให้คำปรึกษาด้วยความจริงใจ
เราให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ที่ถูกต้อง แพทย์และทีมงานพร้อมอธิบายสาเหตุและขั้นตอนการรักษาอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการขายคอร์สที่เกินความจำเป็น หรือเคลมผลลัพธ์ที่เกินจริง เราพร้อมเป็น Partner ที่คอยให้คำแนะนำและดูแลผิวพรรณของคุณเหมือนคนในครอบครัว
ทีมแพทย์รักษาผิวพรรณ
รัตตินันท์ คลินิก
พญ. รัตตินันท์ ตรีรัตน์
ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ
พญ. นฤมล วิเชียร
แพทย์หญิง
พญ. จุฑามาศ ตันคุณากร
แพทย์โรคผิวหนัง
นพ. ศศินทร์ ตรีรัตน์
นายแพทย์
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ไม่แนะนำอย่างยิ่ง การบีบสิวด้วยตัวเองมักทำไม่ถูกวิธีและแรงเกินไป ทำให้ถุงหนองแตกกระจายใต้ผิวหนัง เปลี่ยนจากสิวเม็ดเล็กให้กลายเป็นสิวซีสต์ขนาดใหญ่ และเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำซ้อน ที่สำคัญคือมักจบลงด้วย “รอยดำ” และ “หลุมสิว” ที่รักษายากกว่าสิวต้นเหตุหลายเท่า
แม้อาหารจะไม่ใช่สาเหตุหลักในทุกคน แต่มีงานวิจัยระบุว่า นมวัว (Dairy Products) และ ของหวาน/แป้งขัดขาว (High Glycemic Index Foods) มีส่วนกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบและผลิตน้ำมันมากขึ้น หากเป็นสิวเรื้อรัง แนะนำให้ลองงดกลุ่มนี้ดูสัก 2-4 สัปดาห์เพื่อสังเกตอาการ
เป็นความเชื่อที่ผิด แม้ยาสีฟันจะทำให้หัวสิวแห้งได้บ้าง แต่ในยาสีฟันมีสารฟลูออไรด์ เมนทอล และสารฟอกขาว ซึ่งก่อให้เกิดการระคายเคืองรุนแรง ผิวอาจไหม้ ลอก และกลายเป็นรอยดำวงกว้างแทนที่จะหาย
ขึ้นอยู่กับความรุนแรง
- สิวอักเสบเล็กน้อย: หากทายาหรือฉีดสิว จะยุบและแห้งภายใน 3-7 วัน
- สิวรุนแรง/สิวหัวช้าง: อาจต้องใช้เวลา 4-8 สัปดาห์ในการรักษาต่อเนื่องเพื่อให้สิวยุบสนิทและป้องกันการเกิดใหม่
- ข้อสำคัญ: ความอดทนและวินัยคือหัวใจสำคัญของการรักษาสิว
สรุป สิวอักเสบ ยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งลดโอกาสหน้าพัง
“สิวอักเสบ” ไม่ใช่เรื่องเวรกรรมที่ต้องทนยอมรับ แต่เป็นโรคทางผิวหนังที่รักษาให้หายขาดได้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ตัวสิว แต่คือ “รอยแผลเป็นและหลุมสิว” ที่เกิดจากการปล่อยไว้นานเกินไปหรือรักษาผิดวิธี
หากคุณกำลังกังวลกับสิวอักเสบที่ขึ้นซ้ำซาก ไม่ว่าจะตุ่มแดงหรือหัวหนอง อย่าปล่อยให้ความไม่มั่นใจกัดกินความรู้สึก รัตตินันท์ คลินิก พร้อมดูแลคุณด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เราจะช่วยวางแผนการรักษาที่ตรงจุด เพื่อคืนผิวหน้าที่เรียบเนียนและสุขภาพดีกลับมาให้คุณอีกครั้ง
“เพราะผิวหน้าคือความประทับใจแรก อย่ารอให้สายเกินแก้ ปรึกษาเราได้เลยวันนี้”

นักเขียนบทความสุขภาพ รัตตินันท์ คลินิก ทำหน้าที่ ค้นคว้าและตรวจสอบงานวิจัยล่าสุด ทั้งเรื่องผิวหนัง สารออกฤทธิ์ เลเซอร์ และศัลยกรรมความงาม เพื่อนำความรู้ที่ซับซ้อนเหล่านั้นมา แปลให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ถูกต้อง และเชื่อถือได้ เป้าหมายหลักคือการทำให้ข้อมูลทุกชิ้นที่คลินิกสื่อสารออกไปนั้น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ (Evidence-based) เพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถ ตัดสินใจเลือกการดูแลผิวหรือหัตถการได้อย่างมั่นใจและเหมาะสม โดยไม่ถูกชี้นำเกินจริง และเข้าใจถึงกลไกที่แท้จริงเบื้องหลังผลลัพธ์นั้น ๆ