ผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอยชัดขึ้น หรือผิวไม่เรียบเนียน อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของวัย แต่เป็นสัญญาณว่าผิวต้องการการฟื้นฟูในระดับลึกอย่างแท้จริง
Morpheus8 เป็นเครื่องยกกระชับผสานเทคโนโลยี Fractional RF Microneedling ร่วมกับ Neo Peptide Therapy เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและปรับโครงสร้างผิวอย่างตรงจุด ช่วยให้ผิวแน่น กระชับ และดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
Morpheus8 คืออะไร?
Morpheus8 คือ เทคโนโลยียกกระชับและฟื้นฟูผิวที่ผสาน Microneedling (ไมโครนีดลิ่ง) เข้ากับพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (RF) เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินจากชั้นผิวลึกโดยตรง
หลักการทำงานของ Morpheus8
Morpheus8 ทำงานด้วยหลักการ Subdermal Remodeling หรือการปรับโครงสร้างผิวจากชั้นลึก โดยผสาน 2 เทคโนโลยีหลักเข้าด้วยกัน คือ Microneedling และพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (RF) เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่และยกกระชับผิวในขั้นตอนเดียว
-
Microneedling – กระตุ้นการซ่อมแซมตามธรรมชาติ
หัวทรีตเมนต์จะมีเข็มขนาดเล็กจำนวนหลายเข็ม เจาะลงสู่ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) อย่างแม่นยำ การกระตุ้นนี้จะกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติของร่างกาย ทำให้เกิดการสร้างเซลล์ Fibroblasts และคอลลาเจนใหม่
ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ผิวแน่นขึ้น รูขุมขนกระชับ และผิวเรียบเนียนขึ้น
-
พลังงาน Bipolar RF – ยกกระชับจากความร้อนลึก
พร้อมกันนั้น พลังงาน RF จะถูกส่งผ่านปลายเข็มลงสู่ชั้นผิวลึก เกิดความร้อนในระดับที่ควบคุมได้ (ประมาณ 65–75°C) ความร้อนนี้ทำให้เส้นใยคอลลาเจนเดิมหดตัวทันที จึงเห็นความกระชับบางส่วนหลังทำ
ในระยะต่อมา ความร้อนจะกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ (Neocollagenesis) และจัดเรียงโครงสร้างผิวให้แข็งแรงขึ้น ส่งผลให้ผิวตึง แน่น และยืดหยุ่นดีขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1–3 เดือนหลังการรักษา
ทำให้ Morpheus8 ไม่ได้ทำงานแค่ผิวชั้นบน แต่ลงลึกถึงโครงสร้างผิว ช่วยทั้ง กระตุ้นการสร้างใหม่ และ ปรับโครงสร้างเดิม จึงให้ผลลัพธ์ทั้งการฟื้นฟูและการยกกระชับในขั้นตอนเดียว โดยไม่ต้องผ่าตัด
Morpheus8 มีกี่หัว?
Morpheus8 มีหัวทรีตเมนต์ทั้งหมด 3 ประเภท ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุดในแต่ละบริเวณของร่างกาย โดยแต่ละหัวจะแตกต่างกันที่จำนวนเข็ม ความลึกในการทำงาน และระดับพลังงาน เพื่อให้เหมาะสมกับความหนาของผิวและลักษณะปัญหา
การเลือกใช้หัวที่เหมาะสมจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ชัดเจน ปลอดภัย และสบายผิวมากขึ้น
-
Morpheus8 12 Pin – สำหรับรอบดวงตา
ออกแบบมาสำหรับผิวรอบดวงตา ซึ่งเป็นบริเวณที่บอบบางที่สุด
จุดเด่น
- มีเข็ม 12 เข็ม ขนาดเล็ก แม่นยำสูง
- ทำงานลึกประมาณ 1–2 มม.
- ปรับพลังงานให้อ่อนโยน เหมาะกับผิวบาง
เหมาะกับปัญหา
- ริ้วรอยตีนกา
- ถุงใต้ตา
- ผิวหย่อนคล้อยรอบดวงตา
- ผิวรอบตาไม่เรียบเนียน
ผลลัพธ์ คือ ผิวรอบตาตึงขึ้น ริ้วรอยตื้นลง ดวงตาดูสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ
- Morpheus8 24 Pin – สำหรับใบหน้าและลำคอ
เป็นหัวมาตรฐานที่ใช้บ่อยที่สุด เหมาะกับการฟื้นฟูผิวหน้าแบบครอบคลุม
จุดเด่น
- เข็ม 24 เข็ม กระจายพลังงานสม่ำเสมอ
- ปรับความลึกได้ประมาณ 1–4 มม.
- ให้ทั้งผลยกกระชับและปรับผิวในขั้นตอนเดียว
เหมาะกับปัญหา
- ผิวหน้าหย่อนคล้อย
- ริ้วรอยลึก
- รูขุมขนกว้าง
- หลุมสิว
- ผิวคอไม่กระชับ
ช่วยให้ใบหน้าดูกระชับ กรอบหน้าชัด ผิวเรียบเนียนและแน่นขึ้น
- Morpheus8 40 Pin – สำหรับผิวตัว
ออกแบบมาสำหรับบริเวณร่างกายที่มีผิวหนากว่าใบหน้า
จุดเด่น
- เข็ม 40 เข็ม ครอบคลุมพื้นที่กว้าง
- ทำงานลึกได้ถึงประมาณ 4 มม.
- เหมาะกับผิวหนาและต้องการพลังงานมากกว่า
เหมาะกับบริเวณ
- หน้าท้อง
- ต้นแขน
- ต้นขา
- หลัง
- สะโพก
ช่วยกระชับผิว ลดความหย่อนคล้อย ปรับรอยแตกลาย และทำให้ผิวแน่นขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3–6 เดือน
Morpheus8 เหมาะกับใคร
Morpheus8 เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ ฟื้นฟูและยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด และต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะกลุ่มต่อไปนี้
เหมาะตามช่วงอายุ
- อายุ 25–35 ปี เพื่อชะลอการเสื่อมของคอลลาเจนและป้องกันผิวหย่อนคล้อยในอนาคต
- อายุ 35–50 ปี แก้ปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยระยะเริ่มต้น
- อายุ 50 ปีขึ้นไป ฟื้นฟูผิวที่สูญเสียความแน่นและเพิ่มความกระชับ
เหมาะกับปัญหาผิว
- ผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย–ปานกลาง (หน้า คอ หรือผิวตัว)
- ริ้วรอยระดับเบา–ปานกลาง เช่น รอยยิ้ม รอยหน้าผาก ตีนกา
- รูขุมขนกว้าง โดยเฉพาะบริเวณ T-zone และแก้ม
- หลุมสิวระดับเบา–ปานกลาง (Rolling / Boxcar)
- ผิวหยาบกร้าน ไม่เรียบเนียน
- ผิวขาดความยืดหยุ่นจากคอลลาเจนลดลง
- รอยแตกลายเก่า (มากกว่า 6 เดือน)
Morpheus8 ไม่เหมาะกับใคร
แม้ Morpheus8 จะเป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูง แต่ยังมีกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง หรือจำเป็นต้องประเมินโดยแพทย์อย่างละเอียดก่อนทำ ได้แก่
- ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- มีการติดเชื้อ ผิวหนังอักเสบ หรือแผลเปิดในบริเวณที่จะรักษา
- มี Pacemaker หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในร่างกาย
- โรคผิวหนังกลุ่ม Autoimmune เช่น Lupus
- มีประวัติเป็นแผลเป็นนูน (Keloid) รุนแรง
- เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ (HbA1c > 8%)
- ใช้ยา Isotretinoin ภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา
- ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดขนาดสูง
Morpheus8 ทำตำแหน่งไหนได้บ้าง?
Morpheus8 สามารถดูแลได้หลายบริเวณทั่วร่างกาย โดยแพทย์จะเลือกหัวรักษาและปรับระดับพลังงานให้เหมาะกับความหนาและลักษณะผิวในแต่ละจุด
-
บริเวณใบหน้าและลำคอ (Face & Neck)
เป็นตำแหน่งที่นิยมมากที่สุด เหมาะสำหรับการยกกระชับและปรับผิวแบบครอบคลุม บริเวณที่ทำได้ เช่น หน้าผาก, ขมับ, แก้ม, รอบปาก, คาง, กรอบหน้า (Jawline), ลำคอด้านหน้าและด้านข้าง, ใต้คาง ช่วยให้ใบหน้าดูกระชับ กรอบหน้าชัด และผิวเรียบเนียนขึ้น
-
บริเวณรอบดวงตา (Eyes)
ใช้หัวเฉพาะสำหรับผิวบางรอบดวงตา เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติทำได้บริเวณ เปลือกตาบน, เปลือกตาล่าง, หางตา, ใต้ตา, บริเวณคิ้ว, ช่วยลดริ้วรอยรอบตา กระชับผิว และทำให้ดวงตาดูสดใสขึ้น
-
บริเวณลำตัว (Body)
เหมาะสำหรับผิวที่หนากว่าใบหน้า และต้องการพลังงานลึกขึ้น บริเวณที่นิยมทำ ได้แก่หน้าท้อง (บน–ล่าง), เอวและสีข้าง, ต้นแขน, ต้นขา, ก้น, หลัง, หน้าอก, รอบหัวเข่า ช่วยกระชับผิวหลังคลอดหรือหลังลดน้ำหนัก ลดรอยแตกลาย และปรับผิวให้เรียบเนียนขึ้น
เปรียบเทียบ Morpheus8 กับเครื่องยกกระชับอื่น
การเลือก เครื่องยกกระชับ ที่เหมาะสม ควรดูว่าเราต้องการ ยกกระชับเพียงอย่างเดียว หรือ ยกกระชับพร้อมปรับผิว เพราะแต่ละเทคโนโลยีมีจุดเด่นต่างกัน การเข้าใจความแตกต่างจะช่วยให้ตัดสินใจได้ตรงกับปัญหาผิวของตัวเองมากที่สุด
-
Morpheus8 VS Ulthera
Morpheus8 และ Ulthera ต่างกันที่กลไกหลัก Ulthera ใช้คลื่นอัลตราซาวด์รวมจุดลึกถึงชั้น SMAS เพื่อยกโครงสร้างใบหน้าโดยเฉพาะ เหมาะกับคนที่ต้องการยกกระชับชัดเจน ไม่มี downtime และไม่ต้องการปรับพื้นผิว
ส่วน Morpheus8 ใช้เข็ม RF ที่ส่งพลังงานเข้าถึงชั้นลึกได้เช่นกัน แต่มีข้อได้เปรียบตรงที่ปรับระดับความลึกได้อย่างแม่นยำ และให้ผลทั้งยกกระชับและปรับพื้นผิวหน้าในครั้งเดียว จึงเหมาะกับคนที่มีปัญหาทั้งความหย่อนคล้อยและคุณภาพผิวพร้อมกัน
-
Morpheus8 VS Thermage
Thermage ใช้ Monopolar RF กระจายความร้อนทั่วผิวหน้า เหมาะกับคนที่ต้องการกระชับผิวทั้งหน้าในครั้งเดียว ผลอยู่ได้นาน และไม่มี downtime แต่การกระจาย RF แบบกว้างทำให้ควบคุมความลึกได้น้อยกว่า Morpheus8 ที่ส่ง RF ตรงเข้าชั้นที่ต้องการผ่านเข็มโดยตรง ทำให้ผลลัพธ์แม่นยำกว่า
โดยเฉพาะในจุดที่มีปัญหาเฉพาะเจาะจง เช่น รูขุมขนกว้าง รอยหย่อน หรือผิวไม่เรียบ แต่ Morpheus8 มี downtime ประมาณ 2–5 วัน ในขณะที่ Thermage แทบไม่มีเลย
-
Morpheus8 VS HIFU (Ultraformer)
HIFU หรือ Ultraformer เป็นเทคโนโลยียกกระชับที่เข้าถึงได้ง่ายและราคาสมเหตุสมผลกว่า เหมาะกับคนที่ต้องการยกกระชับทั่วไปโดยเฉพาะบริเวณคาง คอ และแก้ม โดยไม่มี downtime
แต่ HIFU ไม่สามารถปรับพื้นผิวได้ Morpheus8 จึงเหมาะกว่าสำหรับคนที่มีปัญหาผิวหลายอย่างพร้อมกัน เช่น ผิวหย่อนคล้อย รูขุมขนกว้าง และผิวไม่เรียบ แม้ว่าจะมีต้นทุนและ downtime มากกว่าก็ตาม
-
Morpheus8 VS Volnewmer
Volnewmer เป็น RF แบบไม่ใช้เข็ม จึงไม่เจ็บและไม่มี downtime เหมาะกับกลุ่มที่กลัวเข็มหรือต้องการดูแลผิวเชิงป้องกันในวัย 25–35 ปี แต่เพราะไม่มีเข็มนำพลังงาน พลังงาน RF จึงไม่สามารถเข้าถึงชั้นลึกได้เท่า Morpheus8 ทำให้ผลยกกระชับและปรับผิวไม่ชัดเจนเท่า
สำหรับคนวัย 35 ปีขึ้นไปที่มีความหย่อนคล้อยชัดเจน Morpheus8 ให้ผลที่ตอบโจทย์กว่าอย่างมีนัยสำคัญ
-
Morpheus8 VS Oligio
Oligio เป็น Monopolar RF รุ่นใหม่ที่ครอบคลุมพื้นที่กว้าง รวดเร็ว และ downtime น้อย ให้ผลกระชับทั่วหน้าได้ดี แต่การทำงานแบบกระจาย RF ยังคงมีข้อจำกัดด้านความลึกและความแม่นยำเมื่อเทียบกับ Morpheus8 ที่ส่งพลังงานตรงจุดผ่านเข็ม
หากต้องการแก้ปัญหาเฉพาะจุดอย่างจริงจัง เช่น ผิวหย่อนเฉพาะบริเวณ รูขุมขนกว้าง หรือผิวไม่สม่ำเสมอ Morpheus8 ยังคงเป็นตัวเลือกที่แม่นยำและได้ผลลึกกว่า
Morpheus8 เป็นเครื่องเดียวในกลุ่มนี้ที่ให้ทั้ง ยกกระชับและปรับพื้นผิว ในครั้งเดียวกัน เทคโนโลยีอื่นๆ ล้วนเน้นยกกระชับเป็นหลัก บางตัวมีข้อได้เปรียบด้านไม่มี downtime หรือราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า
การเลือกจึงขึ้นอยู่กับว่าปัญหาผิวของแต่ละบุคคล หากต้องการแค่ยกกระชับ มีหลายตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าต้องการยกพร้อมผิวดีขึ้นในเวลาเดียวกัน Morpheus8 ถือว่าตอบโจทย์มากที่สุด
รีวิวผลลัพธ์การรักษาจากผู้ใช้บริการจริง
รีวิว Morpheus8 แก้คอเหี่ยว อายุดูลดลง
ได้มาเติมไขมันหน้าเด็กไปเมื่อครั้งที่แล้ว มีความประทับใจมาก ๆ จึงกลับมาที่ รัตตินันท์ คลินิก อีกครั้งเพื่อปรึกษาคุณหมอกับปัญหาริ้วรอยบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ใต้ตาทั้งสองข้าง ร่องแก้ม บริเวณกรอบหน้ายังไม่ค่อยชัดเจน และริ้วรอยบริเวณลําคอตรงที่เป็นปล้องชัดเจนมาก ๆ ปกปิดไม่ได้ แต่คุณหมอบอกว่า Morpheus8 ช่วยได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือดีมาก ชอบมาก คุณหมอใส่ใจมากค่ะ
ศิ ภัสสร์ศศิ สุริยวงศ์
ข้อดีของ Morpheus8
Morpheus8 โดดเด่นตรงที่เป็นเทคโนโลยีเดียวที่ให้ผลทั้งยกกระชับและปรับพื้นผิวในครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นการลดรูขุมขนกว้าง รอยหย่อน ผิวไม่เรียบ หรือความหย่อนคล้อยของผิว ทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับการทำหลายเทคโนโลยีแยกกัน
อีกหนึ่งจุดแข็ง คือ ความสามารถในการปรับความลึกได้ตั้งแต่ 1–8 มิลลิเมตร แพทย์จึงสามารถออกแบบการรักษาให้เหมาะกับแต่ละบริเวณของใบหน้าได้อย่างแม่นยำ เช่น บริเวณที่ผิวบางอย่างรอบดวงตาก็ปรับความลึกให้ปลอดภัย ในขณะที่บริเวณแก้มหรือคางที่ต้องการยกลึกกว่าก็ทำได้ในการนัดเดียวกัน
Morpheus8 ยังเหมาะกับทุกสีผิว รวมถึงผิวคล้ำและผิวเอเชีย เพราะกลไกของ RF ผ่านเข็มไม่กระตุ้นเมลานินเหมือนเลเซอร์บางชนิด จึงลดความเสี่ยงเรื่องฝ้าหรือรอยดำหลังทำได้มาก นอกจากนี้ผลลัพธ์ยังพัฒนาต่อเนื่องไปได้นานถึง 3–6 เดือนหลังการรักษา เนื่องจากกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ยังทำงานอยู่ตลอดช่วงเวลานั้น
ข้อควรระวังของ Morpheus8
แม้ Morpheus8 จะให้ผลดี แต่มี downtime ประมาณ 2–5 วันที่ผิวอาจแดง บวม หรือมีรอยเข็มเล็กน้อย จึงไม่เหมาะกับคนที่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตปกติหรือพบปะสังคมทันทีหลังทำ ควรวางแผนช่วงเวลาล่วงหน้าก่อนตัดสินใจนัด
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความชำนาญของแพทย์เป็นอย่างมาก เพราะการปรับค่าพลังงานและความลึกที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ได้ผลน้อยกว่าที่ควร หรือในกรณีที่ไม่ระมัดระวัง อาจเกิดการไหม้หรือรอยแผลเป็นได้ การเลือกคลินิกที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์จริงจึงสำคัญมาก
สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง หรืออยู่ระหว่างการใช้ยาที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำทุกครั้ง เพราะอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวและความปลอดภัยในการรักษา และสำหรับหญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตร ไม่แนะนำให้ทำในช่วงนี้
เตรียมตัวก่อนทำ Morpheus8
ก่อนทำ Morpheus8 ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Retinol, AHA, BHA หรือกรดต่างๆ อย่างน้อย 5–7 วันล่วงหน้า เพราะส่วนผสมเหล่านี้ทำให้ผิวบางและไวต่อการระคายเคืองมากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการระคายเคืองหลังทำได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการโดนแดดจัดและงดการทำเลเซอร์หรือการรักษาผิวอื่นๆ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนนัด
ในวันก่อนทำควรดื่มน้ำให้เพียงพอและพักผ่อนให้เต็มที่ เพราะผิวที่ชุ่มชื้นและร่างกายที่แข็งแรงช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วกว่า
ขั้นตอนการทำ Morpheus8
เริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดผิวและทาครีมชาให้ทั่วบริเวณที่จะทำ โดยทิ้งไว้ประมาณ 30–45 นาทีเพื่อให้ยาชาออกฤทธิ์เต็มที่ก่อนเริ่มเข้ารับบริการ จากนั้นแพทย์จะประเมินผิวและกำหนดค่าพลังงานและความลึกที่เหมาะสมกับแต่ละบริเวณของใบหน้า
เมื่อเริ่มทำ หัวทรีทเม้นท์ของ Morpheus8 จะปล่อยเข็มขนาดเล็ก 24 เข็มเข้าสู่ผิวพร้อมส่งพลังงาน RF ในเวลาเดียวกัน แพทย์จะเคลื่อนหัวทรีทเม้นท์ไปทีละบริเวณอย่างเป็นระบบ โดยรวมใช้เวลาประมาณ 30–60 นาทีขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ทำ ระหว่างทำอาจรู้สึกร้อนหรือแสบเล็กน้อยในบางจุด ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
หลังเสร็จสิ้น แพทย์จะทาครีมบำรุงและครีมกันแดดให้ พร้อมอธิบายการดูแลตัวเองในช่วง downtime ก่อนกลับบ้าน
วิธีดูแลตัวเองหลังทำ Morpheus8
ใน 24–48 ชั่วโมงแรก ผิวจะแดงและอาจบวมเล็กน้อย ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสหน้าโดยไม่จำเป็น ไม่ล้างหน้าด้วยน้ำร้อน และงดออกกำลังกายหนักหรือกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายร้อน เพราะความร้อนจะยิ่งกระตุ้นให้บวมและแดงมากขึ้น
ในช่วง 1 สัปดาห์แรก ให้เน้นทาครีมบำรุงความชุ่มชื้นที่แพทย์แนะนำและทากันแดด SPF 50 ขึ้นไปทุกวัน งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมแรงอย่าง Retinol หรือกรดต่าง ๆ จนกว่าผิวจะฟื้นตัวสมบูรณ์ และงดแต่งหน้าอย่างน้อย 24–48 ชั่วโมงหลังทำ
สิ่งสำคัญที่สุดในระยะยาวคือการหลีกเลี่ยงแดดจัดอย่างสม่ำเสมอ เพราะผิวหลังทำ Morpheus8 ไวต่อรังสี UV มากกว่าปกติ การปกป้องผิวจากแดดอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงป้องกันความเสียหาย แต่ยังช่วยให้ผลลัพธ์ของการรักษาอยู่ได้นานขึ้นด้วย
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังทำ Morpheus8
- ผิวแดงและบวม เป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดและถือเป็นเรื่องปกติหลังทำ โดยทั่วไปจะหายไปเองภายใน 2–5 วัน ขึ้นอยู่กับความไวของผิวแต่ละคนและค่าพลังงานที่ใช้
- รอยเข็มและจ้ำเลือดเล็กน้อย อาจเห็นรอยจุดเล็กๆ บนผิวจากเข็มที่เจาะลงไป บางคนอาจมีจ้ำเลือดจางๆ โดยเฉพาะบริเวณที่ผิวบางอย่างใต้ตา รอยเหล่านี้มักจางหายภายใน 3–7 วัน
- ผิวแห้งและลอก ในช่วง 3–7 วันหลังทำ ผิวอาจรู้สึกแห้งตึงและเริ่มลอกเป็นขุยเล็กน้อย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ ไม่ควรแกะหรือดึงผิวที่ลอกออกเอง
- ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น หลังทำผิวจะไวต่อ UV มากกว่าปกติชั่วคราว หากโดนแดดโดยไม่ป้องกันอาจเกิดรอยดำหรือฝ้าได้ง่าย การทากันแดดสม่ำเสมอจึงจำเป็นมากในช่วงนี้
- อาการคันหรือรู้สึกร้อนบนผิว บางคนอาจรู้สึกคันหรือมีความร้อนสะสมบนผิวในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก ซึ่งเป็นการตอบสนองของผิวต่อพลังงาน RF และมักหายไปเองโดยไม่ต้องรักษาเพิ่มเติม
- การติดเชื้อหรือสิวอักเสบ พบได้น้อย แต่อาจเกิดขึ้นได้หากดูแลผิวหลังทำไม่ถูกต้อง เช่น สัมผัสหน้าด้วยมือที่ไม่สะอาด หรือแต่งหน้าเร็วเกินไป หากสังเกตเห็นอาการอักเสบผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์
รีวิวผลลัพธ์การทำ Morpheus8 ที่ รัตตินันท์
ผลลัพธ์และระยะเวลาเห็นผลหลังทำ Morpheus8
-
Timeline ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้
หลังทำ Morpheus8 ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นตามกระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย
ในช่วง สัปดาห์แรก ผิวจะแดงและบวมเล็กน้อย ซึ่งเป็นช่วง downtime ปกติ บางคนอาจเริ่มสังเกตเห็นว่าผิวดูกระชับขึ้นเล็กน้อยหลังจากอาการบวมยุบลง
เข้าสู่ เดือนที่ 1 ผิวเริ่มเรียบและกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รูขุมขนดูเล็กลง และโทนสีผิวสม่ำเสมอขึ้น นี่คือช่วงที่คนรอบข้างเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง
ช่วง เดือนที่ 2–3 คือจุดที่เห็นผลชัดเจนที่สุด ผิวกระชับ ยกขึ้น และผิวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะคอลลาเจนใหม่สร้างตัวเต็มที่แล้ว
และยังคงพัฒนาต่อเนื่องไปจนถึง เดือนที่ 6 โดยเฉพาะในด้านความยืดหยุ่นของผิวและความกระชับโดยรวม ทำให้ Morpheus8 เป็นการรักษาที่ให้ผลระยะยาวอย่างแท้จริง
-
Morpheus8 ทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผลชัดเจน
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ ส่วนใหญ่เห็นผลชัดเจนหลังทำ 1–3 ครั้ง โดยระยะห่างระหว่างครั้งอยู่ที่ประมาณ 4–6 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม จำนวนครั้งที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพผิวและเป้าหมายของแต่ละคน
คนที่มีความหย่อนคล้อยเล็กน้อยและต้องการปรับผิวทั่วไป อาจเห็นผลที่พอใจได้จาก 1 ครั้ง แต่หากมีความหย่อนคล้อยปานกลางถึงมาก หรือต้องการผลที่ชัดเจนและยั่งยืน 2–3 ครั้ง จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
-
แผนการรักษาที่แนะนำ
สำหรับ ผู้ที่ทำครั้งแรก แนะนำให้เริ่มที่ 1 ครั้งและรอดูผลลัพธ์ประมาณ 2–3 เดือนก่อน จากนั้นแพทย์จะประเมินร่วมกับคุณว่าจำเป็นต้องทำซ้ำหรือไม่ และควรเพิ่มค่าพลังงานหรือปรับเทคนิคอย่างไร
สำหรับ ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์สูงสุด แนะนำแผน 3 ครั้ง ห่างกัน 4–6 สัปดาห์ต่อครั้ง แล้วบำรุงรักษาผลด้วยการทำซ้ำปีละ 1 ครั้ง เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องและชะลอการเสื่อมของผิวตามวัย
นอกจากนี้ Morpheus8 ยังให้ผลดีขึ้นอีก เมื่อใช้ร่วมกับการรักษาอื่นๆ เช่น การฉีด ฟิลเลอร์ หรือ โบท็อกซ์ เพื่อเติมเต็มในจุดที่ต้องการ หรือการทำ เลเซอร์ เพื่อปรับโทนสีผิวควบคู่กัน ซึ่งแพทย์จะแนะนำแผนที่เหมาะสมกับคุณโดยเฉพาะหลังการประเมินผิวจริง
ทำไมต้องเลือกทำ Morpheus8 ที่ รัตตินันท์ คลินิก
การเลือกสถานที่สำหรับการดูแลผิวด้วย Morpheus8 ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทีมแพทย์ที่เป็นมืออาชีพ และการดูแลที่ใส่ใจทุกรายละเอียด
รัตตินันท์ คลินิก มุ่งมั่นในการมอบการดูแลผิวที่ตอบสนองความต้องการของคุณ ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีที่ได้รับการรับรองจาก อย. ทีมแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง และการดูแลตามแนวทางวิชาชีพ
สรุป Morpheus8 คืออะไร? แตกต่างจากเครื่องยกกระชับอื่นอย่างไร?
Morpheus8 คือ เทคโนโลยี Microneedling RF ที่ส่งพลังงานคลื่นวิทยุเข้าสู่ชั้นผิวลึกผ่านเข็มขนาดเล็ก ทำให้สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ตรงจุดและลึกกว่าเครื่องยกกระชับทั่วไป
สิ่งที่ทำให้ Morpheus8 แตกต่างจากเทคโนโลยีอื่นอย่างชัดเจนคือการให้ผลทั้ง ยกกระชับโครงสร้าง และ ปรับพื้นผิวหน้า ในครั้งเดียว ในขณะที่เครื่องอื่นอย่าง Ulthera, Thermage หรือ HIFU เน้นยกกระชับเป็นหลักโดยไม่ได้แก้ปัญหาพื้นผิว จึงเหมาะกับคนที่ต้องการแก้หลายปัญหาพร้อมกันในเวลาเดียว ไม่ว่าจะเป็นผิวหย่อนคล้อย รูขุมขนกว้าง หรือผิวไม่เรียบ โดยไม่ต้องทำหลายเทคโนโลยีแยกกัน


นักเขียนบทความสุขภาพ รัตตินันท์ คลินิก ทำหน้าที่ ค้นคว้าและตรวจสอบงานวิจัยล่าสุด ทั้งเรื่องผิวหนัง สารออกฤทธิ์ เลเซอร์ และศัลยกรรมความงาม เพื่อนำความรู้ที่ซับซ้อนเหล่านั้นมา แปลให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ถูกต้อง และเชื่อถือได้ เป้าหมายหลักคือการทำให้ข้อมูลทุกชิ้นที่คลินิกสื่อสารออกไปนั้น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ (Evidence-based) เพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถ ตัดสินใจเลือกการดูแลผิวหรือหัตถการได้อย่างมั่นใจและเหมาะสม โดยไม่ถูกชี้นำเกินจริง และเข้าใจถึงกลไกที่แท้จริงเบื้องหลังผลลัพธ์นั้น ๆ