มะเร็งกระเพาะอาหาร เกิดจากอะไร มีสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง

สาเหตุ โรคมะเร็ง กระเพาะอาหาร

มะเร็งกระเพาะอาหาร ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Gastric cancer หรือ stomach cancer ในปัจจุบัน มีผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารมากขึ้นเรื่อยๆ โดยพบได้บ่อยเป็นลำดับที่ 6 จากโรคมะเร็งทั้งหมด และมีผู้ป่วยใหม่ทั่วโลกสูงถึง 951,594 รายต่อปี คิดเป็น 6.8% ของโรคมะเร็งทั้งหมด ส่วนในประเทศไทย พบมีผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหาร 4,000 รายต่อปี เป็นลำดับที่ 12 คิดเป็น 2.3% ของโรคมะเร็งทั้งหมด

มะเร็งกระเพาะอาหาร คืออะไร?

เริ่มเกิดจากเซลล์ที่อยู่บริเวณเยื่อบุผิวด้านในของกระเพาะอาหารเกิดความผิดปกติกลายเป็นเนื้อร้าย และกระจายผ่านออกมาถึงบริเวณเยื่อบุผิวด้านนอกของกระเพาะอาหาร ปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งมีตอนเหตุมาจากจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) เมื่อเกิดอาการแล้ว มะเร็งจะลุกลามการกระจายตัวไปยังอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ข้างเคียง อาการเริ่มต้นจะไม่รุนแรง มีอาการคล้ายกับ โรคกระเพาะอาหาร และ โรคกระเพาะอาหารอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหาร ชนิดนี้มักพบในคนอายุมากกว่า 40 ปี และพบในผู้ชายมากกว่า ผู้หญิง 20 เท่า

มะเร็งกระเพาะอาหาร เกิดจากอะไร
กลับสู่สารบัญ

มะเร็งกระเพาะอาหาร อาการเป็นอย่างไร?

อาการเริ่มต้นของมะเร็งกระเพาะอาหาร หรืออาการในระยะแรกนั้น อาจจะไม่แสดงอาการรุนแรง  สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่อาการของมะเร็งกระเพาะอาหารนั้นในช่วงแรกมักจะไม่แสดงอาการให้เห็นได้ชัด แต่เมื่อแสดงอาการชัดเจนขึ้น โรคก็มักจะลุกลามไปมากแล้ว ทั้งๆ ที่สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ ได้

มะเร็งกระเพาะอาหารอาการเริ่มแรก อาจจะรู้สึกอาหารไม่ย่อยหรือ รู้สึกไม่สบายท้อง ท้องอืดหลังรับประทานอาหาร คลื่นไส้เล็กน้อย ความอยากอาหารลดลง มี อาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก คล้ายๆ กับ อาการกรดไหลย้อน ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ส่วนใหญ่ มักไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคมะเร็ง แต่ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและหาลักษณะอาการแสดงอื่นๆ ของโรคมะเร็งกระเพาะ ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยอาการลุกลามแล้ว เนื้อร้ายเจริญเติบโตมากขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการที่รุนแรงมากขึ้นจนมีอาการดังต่อไปนี้

  • ปวดหรือจุกที่ลิ้นปี่ แน่นท้องหลังรับประทานอาหาร
  • กลืนอาหารลำบากมากขึ้น
  • ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด หรือเป็นสีดำ
  • อาเจียนติดต่อกันเป็นเวลานาน หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ
  • รู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนเพลียจากภาวะโลหิตจาง
  • มีอาการตัวเหลืองตาเหลืองเนื่องจากมะเร็งลุกลามไปที่ตับ
  • ท้องบวมจากน้ำในช่องท้อง เนื่องจากมะเร็งลุกลามไปที่เยื่อบุผนังในช่องท้อง
กลับสู่สารบัญ

โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร เกิดจากอะไร?

สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดมะเร็งหลอดอาหารยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด จากการศึกษา เชื่อว่ามีความผิดปกติหลายกลไกร่วมกัน ดังนี้

  1. เกิดความผิดปกติของยีน (gene)
  2. อายุ เมื่ออายุมากขึ้นก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมากขึ้น
  3. เพศ พบว่าผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง
  4. ผู้มีประวัติบุคคลใกล้ชิดในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
  5. เชื้อชาติ พบมะเร็งกระเพาะอาหารในคนเอเชีย มากกว่าชนชาติอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นและประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออก (eastern Asia) ดังนั้นจึงมีการตรวจคัดกรอง (screening program) ในประเทศเหล่านี้ ซึ่งทำให้สามารถพบโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกและลดอัตราการเสียชีวิตได้สูงถึง 40%
  6. อาหาร การรับประทานอาหารปิ้งย่าง หมักดอง อาหารเค็มจัด อาจทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น ในขณะเดียวกันการรับประทานผัก และผลไม้ก็อาจจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้
  7. การสูบบุหรี่ ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้สูงขึ้น
  8. การติดเชื้อแบคทีเรีย Pylori เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหาร ซึ่งเมื่อติดเชื้อนี้จะทำให้มีอาการอักเสบและเกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งเพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
อาการ มะเร็ง กระเพาะอาหาร
กลับสู่สารบัญ

วิธีตรวจมะเร็งกระเพาะอาหาร 

  1. การซักประวัติและอาการต่างๆ ปัจจัยเสี่ยง การเจ็บป่วยในอดีต และประวัติการรักษาที่ผ่านมา
  2. การตรวจร่างกายทั่วไป
  3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ ตรวจวัดความเข้นข้นและความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดเพื่อประเมินภาวะซีด (complete blood count, CBC) การตรวจเลือดในอุจจาระ (fecal occult blood test) เพื่อดูว่ามีเลือดออกในทางเดินอาหารหรือไม่ตรวจการทำงานของตับ (liver function test) การทำงานของไต (renal function test) เป็นต้น
  4. การเอกซเรย์กลืนแป้ง (double-contrast barium swallow) โดยจะให้ผู้ป่วยกลืนน้ำที่ผสม barium ซึ่งเป็นสารทึบรังสี โดยน้ำที่กลืนนั้นจะไปเคลือบที่ผิวของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร หลังจากนั้นจะทำการเอกซเรย์ตรวจดูความผิดปกติในหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร จะทำให้มองเห็นก้อนเนื้อหรือสิ่งแปลกปลอมผิดปกติภายในกระเพาะอาหาร
  5. การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (esophago-gastro-duodenoscope, EGD) ซึ่งเห็นความผิดปกติได้ตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น เพื่อหาบริเวณที่ผิดปกติและตัดชิ้นเนื้อบริเวณที่สงสัยไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง
  6. การส่องกล้องตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (endoscopic ultrasonography, EUS) โดยให้ผู้ป่วย กลืนเครื่องมือลงไป โดยวิธีการนี้มีข้อดีคือสามารถเห็นชั้นต่างๆของกระเพาะอาหารได้ ทำให้ทราบความลึกของโรคมะเร็งที่ลุกลามที่แน่นอนได้
  7. การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของช่องท้อง (computed tomography, CT) โดยการกลืนและฉีดสารทึบรังสี จะทำให้เห็นลักษณะพยาธิสภาพของกระเพาะอาหารชัดเจนขึ้น แต่ไม่สามารถระบุความลึกของก้อนมะเร็งได้ดีเท่ากับการทำ EUS นอกจากนี้การทำ CT ยังสามารถดูการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง และอวัยวะอื่นๆในช่องท้อง เช่น ตับ และเยื่อบุช่องท้อง (peritoneum) ได้ด้วย
  8. เอกซเรย์ปอด (chest x-ray) การตรวจสแกนกระดูก (bone scan/ scintigraphy) หรืออาจตรวจด้วย PET/CT scan ซึ่งเป็นการตรวจทั่วทั้งร่างกาย สามารถเห็นพยาธิสภาพที่กระเพาะอาหารได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถตรวจหาการแพร่กระจายของโรคมะเร็งไปได้พร้อมกัน
มะเร็งกระเพาะอาหาร
กลับสู่สารบัญ

โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร รักษาอย่างไร?

มะเร็งกระเพาะอาหาร รักษาหายไหม? การรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับขนาด ตำแหน่งของก้อนมะเร็ง ระยะการแพร่กระจายของโรค และสภาพผู้ป่วย การรักษาหลักของมะเร็งกระเพาะอาหารประกอบด้วยการผ่าตัด การรักษาด้วยรังสี และการให้ยาเคมีบำบัด การรักษาโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร แบ่งตามระยะของโรค ดังนี้

  1. ผู้ป่วยระยะแรก อาจจะไม่ได้แสดงอาการอะไรมาก ซึ่งอาจจะมีแค่อาการแน่นท้อง ท้องอืด แสบร้อนกลางหน้าอกคล้ายกรดไหลย้อน หรือจากการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งระยะเริ่มต้นนี้ สามารถรักษาด้วยการผ่าตัด โดยใช้กล้องส่องทางเดินอาหารเข้าไปตัดเฉพาะเยื่อบุกระเพาะอาหารที่ผิดปกติ ซึ่งมีโอกาสหายขาดสูงมาก
  2. ผู้ป่วยระยะที่สอง ที่มะเร็งเริ่มมีขนาดโตขึ้น แต่ยังไม่กระจายไปติดกับอวัยวะข้างเคียง จะทำการรักษาด้วยการผ่าตัดเป็นหลัก โดยเป็นการตัดกระเพาะอาหารออก โดยอาจจะผ่าตัดกระเพาะอาหารออกบางส่วน (subtotal gastrectomy) หรือผ่าตัดกระเพาะอาหารออกทั้งหมด (total gastrectomy)ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของก้อน รวมถึงตัดต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงออก และอาจมีการใช้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วย
  3. ผู้ป่วยระยะที่สาม ที่มะเร็งลุกลามไปติดอวัยวะข้างเคียง เช่น ในผนังช่องท้อง ซึ่งเมื่อก่อนไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด แต่ปัจจุบันสามารถใช้ยาเคมีบำบัดร่วมกับความร้อน มาช่วยในการผ่าตัด (HIPEC: Hyperthermic Intraperitoneal Chemotherapy) ส่งผลให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดมากขึ้น
  4. มะเร็งกระเพาะอาหาร ระยะสุดท้าย หรือระยะมะเร็งกระจายไปอวัยวะอื่น ๆ เช่น ปอด ตับ ระยะนี้ไม่สามารถผ่าตัดและไม่สามารถรักษาให้หายขาด แพทย์มักพิจารณาให้การรักษาด้วยเคมีบำบัด เพื่อควบคุมโรคและลดอาการของโรค
  5. การฉายรังสีรักษาและยาเคมีบำบัด แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารขั้น 1 บีหรือ ขั้นสูงกว่า (มะเร็งลุกลามไปที่ผนังกระเพาะอาหารมากขึ้น หรือมีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง) การรักษาที่ใช้การฉายรังสีรักษาและยาเคมีบำบัดร่วมด้วยจะได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น

อ่านบทความเพิ่มเติม

ผ่าตัดกระเพาะอาหาร เสี่ยงหรือไม่ เขาทำกันอย่างไร

หลังการรักษาโดยการตัดกระเพาะอาหารออก ผู้ป่วยจะไม่มีกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารเข้าสู่ลำไส้เล็กที่ถูกผ่าตัดไปต่อกับหลอดอาหารโดยตรง แทนกระเพาะอาหาร ซึ่งมีผลทำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อยลง ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยการทานน้อยลงแต่ทานบ่อยขึ้น

นอกจากนี้เมื่อไม่มีกระเพาะอาหารจะทำให้การย่อยอาหารลำบากมากขึ้น เพราะไม่มีน้ำย่อย จึงจำเป็นต้องเคี้ยวให้นานขึ้น เพื่อให้อาหารมีโมเลกุลเล็กเพียงพอต่อการดูดซึมที่ลำไส้เล็ก เนื่องจากลำไส้เล็กจะสามารถดูดซึมอาหารได้เมื่อมีโมเลกุลขนาดเล็ก หลังจากปรับพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวและรับประทานได้มากขึ้น เพราะลำไส้เล็กจะเกิดการขยายตัว และสามารถรับอาหารได้มากขึ้น นอกจากนี้ คือควรพักผ่อนให้เพียงพอ และติดตามการรักษาตามแพทย์นัดอย่างต่อเนื่อง