เชื้อไวรัสตับอักเสบบี เกิดจากอะไร และติดต่อทางไหน ?
- เชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV) พบในเลือด รวมถึงสารคัดหลั่งของร่างกายอื่นๆ เช่น น้ำอสุจิ เยื่อเมือกจากช่องคลอด น้ำคร่ำ ประจําเดือน น้ำเหลือง
- เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางบาดแผล เพศสัมพันธ์ และทางแม่สู่ลูก ขณะคลอดและหลังคลอด
- สามารถติดต่อทางการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การให้เลือด การฝังเข็ม การทำฟัน การสักตามร่างกายเจาะหู โดยอุปกรณ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อไม่ถูกต้อง หรือใช้ของใช้ส่วนตัวที่ปนเปื้อนเลือด หรือสารคัดหลั่งร่วมกัน รวมถึงติดต่อผ่านทางเครื่องมือแพทย์ที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้อีกด้วย
- อย่างไรก็ตาม ไวรัสตับอักเสบบี ไม่ติดต่อหลักทางน้ำลายหรือการสัมผัสภายนอก ดังนั้นการกินอาหารร่วมกัน หรือดื่มน้ำแก้วเดียวกัน เข้าห้องน้ำห้องดียวกัน จึงไม่ใช่ทางติดต่อ
ไวรัสตับอักเสบบี มีอาการอย่างไร?
- ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบีชนิดเฉียบพลัน ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย แต่จะมีผู้ป่วยส่วนน้อยที่มีอาการชัดเจน โดยจะเริ่มมีอาการอ่อนเพลียคล้ายเป็นหวัด คลื่นไส้ อาเจียน จุกแน่นใต้ชายโครงขวาจากตับโต ท้องอืด มีไข้ต่ำๆ ปัสสาวะสีเข้ม ตาเหลือง คันตามผิวหนัง โดยจะมีอาการเหล่านี้อยู่ประมาณ 2-3 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาการจะทุเลาเป็นปกติภายใน 4-6 สัปดาห์ และร่างกายจะค่อยๆ กําจัดไวรัสตับอักเสบบีออกไปพร้อมๆ กับการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีซ้ำอีก
- ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบีชนิดเรื้อรัง ส่วนมากไม่มีอาการ ผู้ป่วยจะทราบว่าตนเองเป็นโรคนี้ก็ต่อเมื่อไปตรวจสุขภาพประจำปี บริจาคเลือด หรือต้องการตรวจหาการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้โดยเฉพาะ บางรายมีตับอับเสบเรื้อรังมานานจนกลายเป็นตับแข็ง อาจจะมีอาการของภาวะตับแข็ง เช่น บวม ตาเหลือง ท้องมาน อาเจียนเป็นเลือด
พาหะของโรคไวรัสตับอักเสบบี คืออะไร?
- บํารุงร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- งดสุรา และสิ่งที่มีผลต่อตับ โดยเฉพาะไม่ควรซื้อยากินเอง ซึ่งรวมถึงยาบํารุง วิตามินบางชนิด หรือสมุนไพร
- งดบริจาคเลือด รวมถึงน้ำเชื้ออสุจิ
- งดการใช้ของร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะของที่ปนเปื้อนเลือดได้ เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน
- ออกกําลังกายและทํางานได้ตามปกติ เพียงงดกีฬาหรือการทํางานที่หักโหมเกินไป
- แนะนําให้ผู้ที่ยังไม่มีภูมิกันโรค ที่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นพาหะฉีดวัคซีน
- ใช้ถุงยางอนามัย เมื่อจะมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคนี้
- เมื่อมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์
- ควรพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามดูความผิดปกติของหน้าที่การทำงานของตับ
- ทารกที่คลอดจากหญิงที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีควรได้รับการฉีดวัคซีนและ/หรือซีรั่มป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับบี
- หญิงมีครรภ์ควรรับประทานยาต้านไวรัสตับอักเสบบีขณะตั้งครรภ์ภายใต้การดูแลของแพทย์เพื่อลดโอกาสที่ทารกจะได้รับเชื้อไวรัสจากมารดา
- มารดาสามารถให้นมบุตรได้ตามปกติ
การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบบี
- ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง คือผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสปริมาณมาก และมีค่าการทำงานของตับผิดปกติ โดยมีค่าเอ็นไซม์ตับสูงขึ้นนานเกินกว่า 6 เดือน
- ผู้ป่วยที่เป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบบี คือผู้ที่มีเชื้อไวรัสในร่างกายปริมาณน้อย และมีค่าการทำงานของตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ
- ในรายที่ผลการตรวจเลือดไม่ชัดเจนและไม่สามารถวินิจฉัยได้ แพทย์อาจพิจารณาทำการตรวจอื่นๆเพิ่มเติม เช่น การตรวจหาพังผืดในตับ (Fibro scan) หรือการตรวจชิ้นเนื้อตับ (Liver Biopsy)
การรักษาโรค ไวรัสตับอักเสบบี
เพราะฉะนั้นหากคุณสงสัยว่าตัวเองจะเป็นไวรัสตับอักเสบบี ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเลือด ซึ่งคุณสามารถได้คําตอบในเวลาไม่นาน และเสียค่าใช้จ่ายไม่มาก และที่สำคัญไวรัสตับอักเสบบีสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน และถึงแม้ว่าคุณจะได้รับเชื้อไปแล้วมีภาวะตับอักเสบ ก็ยังรักษาได้โดยการใช้ยา ซึ่งเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอาจจะไม่ได้หมดจากร่างกาย แต่ก็สามารถหยุดยั้งไม่ให้เกิดการอักเสบ ป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนได้


นักเขียนบทความสุขภาพ รัตตินันท์ คลินิก ทำหน้าที่ ค้นคว้าและตรวจสอบงานวิจัยล่าสุด ทั้งเรื่องผิวหนัง สารออกฤทธิ์ เลเซอร์ และศัลยกรรมความงาม เพื่อนำความรู้ที่ซับซ้อนเหล่านั้นมา แปลให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ถูกต้อง และเชื่อถือได้ เป้าหมายหลักคือการทำให้ข้อมูลทุกชิ้นที่คลินิกสื่อสารออกไปนั้น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ (Evidence-based) เพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถ ตัดสินใจเลือกการดูแลผิวหรือหัตถการได้อย่างมั่นใจและเหมาะสม โดยไม่ถูกชี้นำเกินจริง และเข้าใจถึงกลไกที่แท้จริงเบื้องหลังผลลัพธ์นั้น ๆ