เคยสังเกตไหมคะ ว่าทำไม กินเท่าเดิมแต่น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้น ทั้งที่ก็พยายามหาสาเหตุแล้วแต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ หลายคนอาจตั้งข้อสันนิษฐานกับตัวเองว่า ปัญหานี้อาจมาจากระบบเผาผลาญที่ทำงานช้าลง หรือเพราะอายุที่เพิ่มขึ้นหรือเปล่า? แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีปัจจัยซ่อนอยู่อีกมากมายที่เราอาจคาดไม่ถึง
ดังนั้น ในบทความนี้ เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับภาวะ ไทรอยด์กับความอ้วน ว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร และอาจเป็นคำตอบของข้อสงสัยที่คุณกำลังตามหาอยู่ก็ได้
ไทรอยด์คืออะไร และมีหน้าที่อย่างไรในร่างกาย
- ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ ให้เป็นปกติ
- ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ให้คงที่
- มีบทบาทต่อการทำงานของสมองและระบบประสาท
- ช่วยในการเจริญเติบโตและพัฒนาการของร่างกาย โดยเฉพาะในเด็ก
ไทรอยด์ กับ ความอ้วน คืออะไร
1. ภาวะไทรอยด์ทำงานน้อย (Hypothyroidism)
ภาวะนี้เกิดจากต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาน้อยเกินไป ทำให้ระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายทำงานช้าลง ร่างกายจึงใช้พลังงานน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้
- พลังงานที่ได้รับจากอาหารถูกใช้ลดลง
- ไขมันถูกสะสมมากขึ้น
- มีการคั่งของน้ำในร่างกาย ทำให้ดูบวมหรือน้ำหนักขึ้นได้ง่าย
นอกจากนี้ ผู้ที่มีภาวะไทรอยด์ทำงานน้อย มักมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น
- รู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง
- หนาวง่ายกว่าปกติ
- ผิวแห้ง ผมร่วง
- ท้องผูก
- น้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
2. ภาวะไทรอยด์ทำงานมาก (Hyperthyroidism)
สัญญาณเตือนว่า “อ้วนเพราะไทรอยด์” ไม่ใช่เพราะการกิน
อาการทั่วไปของภาวะไทรอยด์ทำงานน้อย
- น้ำหนักเพิ่มโดยไม่ทราบสาเหตุ
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
- หนาวง่าย แม้อยู่ในอากาศปกติ
- ผิวแห้ง เส้นผมร่วง
- ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
- หน้าบวม มือบวม เท้าบวม
วิธีสังเกตภาวะไทรอยด์เบื้องต้นด้วยตัวเอง
1. สังเกตพฤติกรรมร่างกายที่เปลี่ยนไป
ลองสังเกตตัวเองว่ามีอาการบางอย่างที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ หรือไม่ เช่น- น้ำหนักเพิ่มหรือลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- หนาวง่ายหรือร้อนง่ายผิดปกติ
- ใจสั่น เหงื่อออกมาก หรือนอนไม่หลับ
- ผิวแห้ง ผมร่วง หรือท้องผูกบ่อย
- อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด หรือซึมเศร้า
2. ตรวจเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมนไทรอยด์ (TSH, T3, T4)
แม้จะสังเกตอาการได้ด้วยตนเอง แต่การ ยืนยันภาวะไทรอยด์ผิดปกติที่แน่นอนที่สุด คือการตรวจเลือด เพื่อดูค่าระดับฮอร์โมน ได้แก่- TSH (Thyroid Stimulating Hormone) ฮอร์โมนจากสมองที่กระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้ทำงาน
- T3 (Triiodothyronine) และ T4 (Thyroxine) ฮอร์โมนที่ต่อมไทรอยด์สร้างขึ้น
3. เปรียบเทียบกับพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกาย
หากคุณยังคงกินเท่าเดิม ออกกำลังกายเหมือนเดิม แต่กลับน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ นั่นอาจเป็นสัญญาณของ ภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ เพราะต่อมไทรอยด์มีหน้าที่ควบคุมการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย หากฮอร์โมนนี้ผิดเพี้ยน การใช้พลังงานของร่างกายก็จะเปลี่ยนไปด้วยสาเหตุของภาวะไทรอยด์ทำงานน้อยที่อาจทำให้อ้วน
- โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ (Hashimoto’s disease)
- ขาดสารไอโอดีน
- ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด (เช่น ยาแก้ซึมเศร้า ยาเบต้า-บล็อกเกอร์)
- พันธุกรรม
- หลังคลอด (Postpartum thyroiditis)
การวินิจฉัยว่าอ้วนเพราะไทรอยด์จริงหรือไม่
- แนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางต่อมไร้ท่อ
- ขั้นตอน คือ ตรวจร่างกาย ตรวจเลือดวัดฮอร์โมนไทรอยด์ (TSH, T4, T3)
- การอัลตราซาวนด์ต่อมไทรอยด์
- แพทย์ประเมินร่วมกับประวัติ น้ำหนักตัว และอาการอื่น
วิธีดูแลรักษา ไทรอยด์ทำงานน้อย เพื่อควบคุมน้ำหนัก
การรักษาด้วยยา
- ยาฮอร์โมนทดแทน (Levothyroxine) และการใช้ภายใต้คำแนะนำแพทย์
- การตรวจติดตามระดับฮอร์โมนเป็นระยะ
ปรับพฤติกรรมควบคู่อย่างเหมาะสม
- ควบคุมอาหาร ลดแป้งและน้ำตาล
- เพิ่มโปรตีนและผักไฟเบอร์สูง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
การติดตามผลระยะยาว
- น้ำหนักจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อฮอร์โมนกลับสมดุล
- ห้ามหยุดยาเอง
โภชนาการสำหรับคนเป็นไทรอยด์ที่กลัวอ้วน
- แนะนำอาหารที่ช่วยการทำงานของไทรอยด์ เช่น อาหารที่มีไอโอดีน (ปลา ทะเล สาหร่าย)
- หลีกเลี่ยงอาหารที่ยับยั้งการดูดซึมไอโอดีน เช่น กะหล่ำดอก บร็อกโคลี ถั่วเหลืองดิบ
- ลดอาหารแปรรูปและน้ำตาล
- ดื่มน้ำมากพอ ช่วยระบบเผาผลาญ
- ตัวอย่างเมนูสำหรับผู้มีภาวะไทรอยด์ทำงานน้อย
ไทรอยด์กับการลดน้ำหนัก ทำได้ไหม ถ้าหากมีภาวะนี้?
- ปรึกษาแพทย์และติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ
- ปรึกษานักโภชนาการ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- พักผ่อนให้เพียงพอและจัดการความเครียด


นักเขียนบทความสุขภาพ รัตตินันท์ คลินิก ทำหน้าที่ ค้นคว้าและตรวจสอบงานวิจัยล่าสุด ทั้งเรื่องผิวหนัง สารออกฤทธิ์ เลเซอร์ และศัลยกรรมความงาม เพื่อนำความรู้ที่ซับซ้อนเหล่านั้นมา แปลให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ถูกต้อง และเชื่อถือได้ เป้าหมายหลักคือการทำให้ข้อมูลทุกชิ้นที่คลินิกสื่อสารออกไปนั้น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ (Evidence-based) เพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถ ตัดสินใจเลือกการดูแลผิวหรือหัตถการได้อย่างมั่นใจและเหมาะสม โดยไม่ถูกชี้นำเกินจริง และเข้าใจถึงกลไกที่แท้จริงเบื้องหลังผลลัพธ์นั้น ๆ