ร้อยไหม ละลาย PDO Thread Lift ยกกระชับหน้า ฟื้นฟูผิวให้ดีขึ้น

ร้อยไหม PDO Thread Lift

เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านที่กำลังสนใจเรื่อง ยกกระชับหน้า คงเคยได้ยินคำว่า ร้อยไหม กันมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ เพราะถือเป็นหนึ่งในหัตถการยอดนิยมที่ช่วย ปรับรูปหน้า ให้เรียวสวย กระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมช่วยฟื้นฟูผิวให้ดูอ่อนเยาว์มากขึ้นในเวลาเดียวกันค่ะ

จุดเด่นของการ ร้อยไหม ไม่ได้มีแค่การยกกระชับเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวดูแน่น ฟู และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อย หรืออยากปรับรูปหน้าให้ดูคมชัดขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ค่ะ

แต่หากตอนนี้คุณกำลังลังเลว่า ควรร้อยไหมดีไหม? หรือมีหัตถการอื่นที่ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันแต่เจ็บน้อยกว่าหรือไม่ รวมถึงต้องเตรียมตัวก่อนทำและดูแลตัวเองหลังทำอย่างไร บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจแบบครบทุกมุม เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ

ร้อยไหม คืออะไร?

ร้อยไหม หรือ Thread Lift คือ หัตถการยกกระชับใบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ค่ะ โดยแพทย์จะใช้ไหมชนิดพิเศษสอดเข้าไปใต้ผิวหนัง เพื่อช่วยยกผิวที่หย่อนคล้อยให้กระชับขึ้น พร้อมปรับรูปหน้าให้เข้ารูป ดูเรียวสวย และมีมิติมากขึ้น

การ ร้อยไหม ถือเป็นการทำหัตถการขนาดเล็ก ใช้เวลาไม่นาน แผลมีขนาดเล็กมาก เจ็บน้อย และใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างชัดเจน แต่ไม่อยากผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าค่ะ

โดยไหมที่นิยมใช้ เช่น PDO (Polydioxanone) เป็นไหมละลายที่สามารถสลายไปได้เองตามธรรมชาติภายในประมาณ 6–8 เดือน (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล) โดยไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกายค่ะ

ที่สำคัญ แม้ตัวไหมจะสลายไป แต่ผลลัพธ์ของการยกกระชับยังคงอยู่ได้ต่อเนื่อง เพราะมีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ผิว ทำให้ผิวแน่นขึ้นและดูอ่อนเยาว์ยาวนาน โดยทั่วไปผลลัพธ์สามารถอยู่ได้ประมาณ 2–3 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลของแต่ละบุคคลค่ะ

ร้อยไหม ช่วยเรื่องอะไร?

การ ร้อยไหม เป็นหัตถการที่ตอบโจทย์ทั้ง การยกกระชับ และ ฟื้นฟูผิว ในเวลาเดียวกันค่ะ เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อย หรืออยากปรับรูปหน้าให้ดูเรียวและมีมิติมากขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่

สิ่งที่การร้อยไหมสามารถช่วยได้ ได้แก่

  • ยกกระชับผิวหน้า แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย เช่น แก้มตก กรอบหน้าไม่ชัด
  • ปรับรูปหน้าให้เรียว (V-Shape) ทำให้ใบหน้าดูเล็กลงอย่างเป็นธรรมชาติ
  • ลดเลือนริ้วรอย โดยเฉพาะร่องแก้ม ริ้วรอยบริเวณมุมปาก
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวแน่น ฟู และยืดหยุ่นมากขึ้น
  • ฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวม ให้ผิวดูสดใส อิ่มน้ำ และดูอ่อนเยาว์
  • ยกส่วนต่าง ๆ ของใบหน้า เช่น หางตา คิ้ว หรือมุมปาก ให้ดูสดใสขึ้น

เรียกได้ว่าเป็นหัตถการที่ช่วยทั้ง โครงหน้า และ คุณภาพผิวไปพร้อมกันค่ะ

ข้อดี – ข้อควรระวังของการ ร้อยไหม

ข้อดีของการร้อยไหม

  • ยกกระชับใบหน้า ช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้อย่างชัดเจน
  • ลดเลือนริ้วรอย ในจุดต่าง ๆ เช่น ร่องแก้ม มุมปาก
  • กระตุ้นคอลลาเจน ฟื้นฟูผิวให้แน่น กระชับ และดูสุขภาพดี
  • ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้ผิวได้รับสารอาหารดีขึ้น
  • เห็นผลทันทีหลังทำ และผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานหลายปี (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)
  • ไหมละลายได้เอง ภายในประมาณ 6–8 เดือน ไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกาย
  • แผลเล็ก เจ็บน้อย ไม่ต้องพักฟื้นนาน และไม่ทิ้งแผลเป็นเหมือนการผ่าตัดดึงหน้า

ข้อควรระวังของการร้อยไหม

แม้ว่าการ ร้อยไหม จะเป็นหัตถการที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่ก็ควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นค่ะ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น

  • อาการบวม ช้ำ หรือเจ็บเล็กน้อยในช่วง 3–7 วันแรก
  • ผิวอาจดูตึงหรือรู้สึกตึงในช่วงแรกหลังทำ ซึ่งจะค่อย ๆ ดีขึ้น
  • หากทำโดยผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ อาจทำให้ผลลัพธ์ไม่สมดุล หรือไหมเคลื่อนตำแหน่งได้
  • ควรหลีกเลี่ยงการกด นวด หรือขยับใบหน้าแรง ๆ ในช่วงแรกหลังทำ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด หรือมีการติดเชื้อผิวหนัง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำ

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจร้อยไหม ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน และปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินใบหน้าอย่างละเอียด จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่สวย ปลอดภัย และเป็นธรรมชาติมากที่สุดค่ะ

ร้อยไหม เหมาะกับใคร?

การ ร้อยไหม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวและปรับรูปหน้า โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ และอยากเห็นผลลัพธ์ค่อนข้างชัดเจนในระยะเวลาไม่นานค่ะ โดยกลุ่มที่เหมาะกับการร้อยไหม ได้แก่

  1. ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยระดับเล็กถึงปานกลาง

เช่น แก้มตก กรอบหน้าไม่ชัด หรือมีความหย่อนคล้อยตามวัย การร้อยไหมจะช่วยยกผิวให้กระชับขึ้น และทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์มากขึ้นค่ะ

  1. ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียว (V-Shape)

ร้อยไหมเหมาะสำหรับคนที่อยากให้ใบหน้าดูเล็กลง มีกรอบหน้าชัด โดยไม่ต้องผ่าตัด การร้อยไหมสามารถช่วยยกผิวและปรับโครงหน้าให้ดูสมส่วนมากขึ้น

  1. ผู้ที่มีปัญหาร่องแก้ม มุมปากตก

การร้อยไหมช่วยยกบริเวณแก้มและมุมปาก ทำให้ร่องแก้มดูตื้นขึ้น และใบหน้าดูสดใสขึ้น ไม่ดูเหนื่อยล้าค่ะ

  1. ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้แน่น กระชับ

นอกจากการยกผิวแล้ว ไหมยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวดูแน่น ฟู และมีคุณภาพผิวที่ดีขึ้นในระยะยาว

ร้อยไหม ไม่เหมาะกับใคร?

แม้ว่าการร้อยไหมจะเป็นหัตถการที่ปลอดภัยและได้รับความนิยม แต่ก็มีบางกลุ่มที่อาจไม่เหมาะ หรือควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจค่ะ

  1. ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยมาก

ในกรณีที่ผิวหย่อนคล้อยมาก การร้อยไหมอาจไม่สามารถยกกระชับได้เพียงพอ อาจต้องพิจารณาวิธีอื่น เช่น ศัลยกรรมดึงหน้า เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่า

  1. ผู้ที่มีไขมันสะสมบนใบหน้ามาก

หากมีไขมันสะสมจำนวนมาก การร้อยไหมเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ อาจต้องลดไขมันร่วมด้วย เช่น ดูดไขมัน หรือสลายไขมันก่อนค่ะ

  1. ผู้ที่มีการติดเชื้อหรือผิวอักเสบ

เช่น สิวอักเสบหนัก ผิวติดเชื้อ หรือมีแผลเปิด ควรรักษาผิวให้หายก่อน เพื่อป้องกันการติดเชื้อหลังทำหัตถการ

  1. ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางประเภท

เช่น โรคเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือกำลังตั้งครรภ์ ควรแจ้งแพทย์และประเมินความเสี่ยงก่อนทำทุกครั้งค่ะ

ลักษณะของ ไหม ที่นำมาร้อยมีกี่แบบ? แตกต่างกันอย่างไร?

ไหมที่ใช้ในการร้อยไหมมีหลายประเภท ซึ่งแต่ละแบบถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาผิวที่แตกต่างกันค่ะ การเลือกใช้ไหมให้เหมาะกับปัญหาของแต่ละคน จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่สวย เป็นธรรมชาติ และมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยหลัก ๆ แล้วสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

  1. เส้นไหมเกลียว (Screw Threads)

ไหมชนิดนี้มีลักษณะเป็นเกลียว อาจเป็นแบบเส้นเดียวหรือสองเส้นพันกัน จุดเด่นคือช่วยเพิ่มวอลลุ่มให้ผิวบริเวณที่ยุบตัว

เหมาะสำหรับแก้ปัญหา แก้มตอบ ผิวเป็นแอ่งหรือยุบตัว ต้องการให้ผิวดูอิ่มฟูมากขึ้น

ข้อดีของไหมเกลียวคือ ช่วยให้ผิวดูเต็มขึ้นและยกกระชับเล็กน้อย ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ

  1. เส้นไหมเงี่ยง (Cog Threads)

ไหมชนิดนี้มีลักษณะพิเศษคือมี เงี่ยง หรือขอเกี่ยวเล็ก ๆ ตลอดเส้น ทำให้สามารถยึดเกาะกับผิวได้ดี

เหมาะสำหรับ ยกกระชับใบหน้า ดึงกรอบหน้าให้ชัด ปรับรูปหน้าให้เรียว (V-Shape)

ข้อดีคือสามารถยกผิวได้ทันทีหลังทำ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย เช่น แก้มตก กรอบหน้าไม่ชัด อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวแน่นและกระชับขึ้นในระยะยาวค่ะ

  1. เส้นไหมเรียบ (Mono Threads)

ไหมเรียบมีลักษณะเป็นเส้นตรง ไม่มีเกลียวและไม่มีเงี่ยง จุดเด่นคือเน้นฟื้นฟูผิว มากกว่ายกกระชับ

เหมาะสำหรับลดริ้วรอยเล็ก ๆ ฟื้นฟูผิวให้เรียบเนียน เพิ่มความกระจ่างใสและความยืดหยุ่นของผิว มักใช้ในบริเวณที่ผิวบาง เช่น หน้าผาก ใต้ตา และลำคอ ช่วยให้ผิวดูเต่งตึงและสุขภาพดีขึ้นค่ะ

เข็ม ที่นำมาร้อยไหมมีกี่แบบ? แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร?

ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความรู้สึกขณะทำ ความแม่นยำ และผลลัพธ์โดยรวมค่ะ โดยทั่วไปเข็มที่ใช้ร้อยไหมสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ เข็มปลายแหลม (Needle) และ เข็มปลายทู่ (Cannula) ซึ่งแต่ละแบบมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ดังนี้

  1. เข็มปลายแหลม (Sharp Needle)

เข็มชนิดนี้มีลักษณะปลายแหลมคม สามารถเจาะผ่านผิวหนังได้ง่าย จึงช่วยให้การนำไหมเข้าสู่ผิวทำได้อย่างแม่นยำ

จุดเด่น คือ สามารถควบคุมทิศทางได้ดี เหมาะกับการวางไหมในจุดที่ต้องการความละเอียด  ใช้ได้ดีในบริเวณพื้นที่เล็ก หรือจุดที่ต้องการความแม่นยำสูง

ข้อควรพิจารณา อาจมีโอกาสเกิดรอยช้ำหรือบวมมากกว่าเล็กน้อย และต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์สูง

  1. เข็มปลายทู่ (Blunt Cannula)

เข็มชนิดนี้มีลักษณะปลายมน ไม่แหลม ทำให้ลดโอกาสการกระทบเส้นเลือดหรือเนื้อเยื่อสำคัญ จุดเด่น คือ ลดความเสี่ยงการช้ำ บวม และเลือดออก เจ็บน้อยกว่าขณะทำ เหมาะกับการร้อยไหมในบริเวณกว้าง เช่น แก้ม หรือกรอบหน้า

ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติม คือ อาจต้องใช้เทคนิคและประสบการณ์ในการควบคุมทิศทางการเข้าถึงบางจุดอาจยากกว่าเข็มปลายแหลม

  1. เข็มสำเร็จรูปติดไหม (Pre-loaded Needle)

เข็มสำเร็จรูปติดไหม เป็นเข็มที่มีไหมติดมาพร้อมใช้งานจากโรงงาน ทำให้สะดวกและได้มาตรฐาน จุดเด่น ลดความเสี่ยงในการปนเปื้อน ความสม่ำเสมอของอุปกรณ์สูง นิยมใช้ในคลินิกทั่วไป

  1. เข็มแบบแยกไหม (Free Thread System)

เข็มแบบแยกไหม เป็นระบบที่แพทย์ต้องใส่ไหมเข้าไปในเข็มเองก่อนใช้งาน จุดเด่น คือ 

ปรับแต่งรูปแบบการร้อยไหมได้ยืดหยุ่น เหมาะกับเคสที่ต้องการเทคนิคเฉพาะทาง ข้อควรพิจารณา ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญสูง ใช้เวลามากกว่าแบบสำเร็จรูป

เทคนิคการร้อยไหมมีกี่วิธี?

การร้อยไหมไม่ได้มีเพียงวิธีเดียว แต่มีหลายเทคนิคที่แพทย์เลือกใช้ให้เหมาะกับปัญหาและโครงหน้าของแต่ละคนค่ะ การเลือกเทคนิคที่ถูกต้องจะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาดูเป็นธรรมชาติ ยกกระชับได้ตรงจุด และอยู่ได้นานขึ้น โดยเทคนิคหลัก ๆ ที่นิยมมีดังนี้

  1. เทคนิคยกกระชับ (Lifting Technique)

เป็นเทคนิคพื้นฐานที่เน้นการยกผิวที่หย่อนคล้อยขึ้นด้านบน โดยใช้ไหมเงี่ยงช่วยเกี่ยวและดึงผิวให้กระชับ

เหมาะสำหรับ แก้มตก กรอบหน้าไม่ชัด ผิวหย่อนคล้อยตามวัย ผลลัพธ์คือ ใบหน้าจะดูยกขึ้นทันที และกรอบหน้าคมชัดมากขึ้นค่ะ

  1. เทคนิคปรับรูปหน้า (Contour / V-Shape Technique)

เทคนิคนี้เน้นการออกแบบรูปหน้าให้ได้สัดส่วนมากขึ้น เช่น ปรับหน้าให้เรียวเล็ก หรือทำให้คางดูชัดขึ้น

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหน้า V-Shape ต้องการให้หน้าดูเล็กลง โครงหน้าไม่สมดุล แพทย์จะวางไหมในแนวเฉพาะเพื่อสร้างมิติให้ใบหน้า ทำให้ดูสมส่วนและมีมิติขึ้นค่ะ

  1. เทคนิคฟื้นฟูผิว (Skin Rejuvenation Technique)

เป็นการใช้ไหมเรียบหรือไหมเกลียว เพื่อเน้นการกระตุ้นคอลลาเจนและปรับคุณภาพผิวเหมาะสำหรับผิวบาง ริ้วรอยเล็ก ๆ ผิวไม่เรียบเนียน ผลลัพธ์คือผิวจะดูแน่น ฟู เรียบเนียน และสุขภาพดีขึ้นในระยะยาวค่ะ

  1. เทคนิคผสมผสาน (Combination Technique)

เทคนิคผสมผสาน เป็นเทคนิคที่นิยมมากในปัจจุบัน โดยแพทย์จะผสมหลายเทคนิคเข้าด้วยกัน เช่น ยกกระชับ + เติมวอลลุ่ม + ฟื้นฟูผิว เหมาะสำหรับผู้ที่มีหลายปัญหาร่วมกัน ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนและครบทุกมิติ

ข้อดี คือ สามารถปรับทั้งโครงหน้าและคุณภาพผิวไปพร้อมกัน ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและสมดุลมากที่สุดค่ะ

ร้อยไหม เจ็บไหม?

คำถามยอดฮิตที่หลายคนกังวลก่อนตัดสินใจทำ ร้อยไหม คือเรื่องความเจ็บใช่ไหมคะ? โดยทั่วไปแล้ว การร้อยไหมถือเป็นหัตถการที่ เจ็บน้อย และสามารถทนได้ค่ะ

ก่อนเริ่มทำ แพทย์จะมีการ แปะยาชา หรือในบางกรณีอาจมีการฉีดยาชาเฉพาะจุด เพื่อลดความรู้สึกเจ็บระหว่างทำ ทำให้ระหว่างขั้นตอนคนไข้จะรู้สึกเพียงแค่ ตึง ๆ หรือหน่วง ๆ ใต้ผิวมากกว่าความเจ็บค่ะ

หลังทำอาจมีอาการ ตึงผิวเล็กน้อย หรืออาจบวม หรือช้ำในบางจุด ซึ่งเป็นอาการปกติ และจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วันค่ะ โดยรวมแล้วถือว่าเป็นหัตถการที่พักฟื้นน้อย และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว

เตรียมตัวอย่างไร? ก่อนร้อยไหม?

การเตรียมตัวก่อนร้อยไหมเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยง และทำให้ผลลัพธ์ออกมาดีมากขึ้นค่ะ โดยมีข้อแนะนำดังนี้

  • งดยาในกลุ่มลดการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ได้แก่ Brufen, Naproxen, Motrin, Aspirin (ASA) รวมถึงวิตามินอี และน้ำมันตับปลา อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนทำ เพื่อลดโอกาสการฟกช้ำค่ะ
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24–48 ชั่วโมงก่อนทำ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายพร้อมสำหรับการทำหัตถการ
  • หากมีโรคประจำตัว หรือทานยาประจำ ควรแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้ง
  • งดแต่งหน้าในวันทำหัตถการ เพื่อความสะอาดและลดความเสี่ยงการติดเชื้อ

การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้การร้อยไหมเป็นไปอย่างราบรื่น ลดอาการบวมช้ำ และช่วยให้เห็นผลลัพธ์ได้สวยและเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้นค่ะ

ขั้นตอนการร้อยไหม PDO (Thread Lift)

การร้อยไหม PDO เป็นหัตถการที่ใช้เวลาไม่นาน และมีขั้นตอนที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพค่ะ โดยขั้นตอนโดยทั่วไปมีดังนี้

  1. แปะยาชาเพื่อลดความเจ็บ

ก่อนเริ่มทำ แพทย์จะทำการแปะยาชาบริเวณใบหน้าประมาณ 30-45 นาที และในบางกรณีอาจมีการฉีดยาชาเฉพาะจุดเพิ่มเติม เพื่อให้คนไข้รู้สึกสบาย ลดความเจ็บระหว่างทำค่ะ

  1. ทำความสะอาดผิวอย่างละเอียด

หลังจากยาชาออกฤทธิ์แล้ว จะมีการทำความสะอาดผิวหน้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการร้อยไหม

  1. ร้อยไหมเข้าสู่ชั้นผิว

แพทย์จะทำการสอดไหมละลาย (PDO) เข้าไปใต้ผิวหนัง โดยวางแนวไหมตามโครงหน้าและปัญหาของแต่ละบุคคล เพื่อช่วยยกกระชับผิว ปรับรูปหน้า และกระตุ้นคอลลาเจน

ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 30–60 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนเส้นไหมและบริเวณที่ทำค่ะ

  1. ปรับแนวไหมและประคบเย็น

หลังร้อยไหม แพทย์อาจมีการกดหรือปรับแนวไหมเบา ๆ เพื่อให้เข้าที่ จากนั้นจะมีการประคบเย็นประมาณ 10–15 นาที เพื่อลดอาการบวม และลดโอกาสเกิดรอยช้ำค่ะ

  1. ให้คำแนะนำและยาเพื่อดูแลหลังทำ

หลังทำเสร็จ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะกลับไปรับประทานประมาณ 5–7 วัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ พร้อมแนะนำวิธีดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม

วิธีดูแลตัวเองหลังร้อยไหม?

หลังการร้อยไหม การดูแลตัวเองอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ เพราะจะช่วยลดอาการบวม ช้ำ และทำให้ผลลัพธ์ออกมาสวย เข้าที่เร็ว และอยู่ได้นานขึ้น โดยมีข้อแนะนำดังนี้

  • หลีกเลี่ยงสกินแคร์ที่มีสารผลัดเซลล์ผิว เช่น BHA, AHA และ Retinoid อย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการระคายเคืองผิวที่ยังบอบบางค่ะ
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก เพื่อลดอาการบวมและลดความเสี่ยงของการอักเสบหลังทำ
  • หลีกเลี่ยงความร้อนและกิจกรรมหนัก เช่น การออกกำลังกายหนัก ซาวน่า อบไอน้ำ หรือการเจอแดดจัด เพราะความร้อนจะกระตุ้นให้เกิดอาการบวมมากขึ้นค่ะ
  • งดยาและวิตามินที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน วิตามิน E หรือสารสกัดใบแป๊ะก๊วย เพื่อลดโอกาสการฟกช้ำ
  • งดทำทรีตเมนต์หรือหัตถการอื่นบนใบหน้า อย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อให้ไหมเข้าที่และผิวฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด รวมถึงกลับมาติดตามผลตามนัดทุกครั้ง เพื่อประเมินผลลัพธ์และดูแลอย่างต่อเนื่องค่ะ

การดูแลตัวเองหลังร้อยไหมอย่างถูกวิธี จะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาสวยเป็นธรรมชาติ ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง และทำให้ผิวกระชับได้ยาวนานยิ่งขึ้นค่ะ

ผลลัพธ์หลัง ร้อยไหม อยู่ได้นานไหม?

ผลลัพธ์ของการร้อยไหมสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังทำค่ะ โดยใบหน้าจะดูยกกระชับขึ้น กรอบหน้าชัดขึ้น และผิวดูแน่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

โดยทั่วไป ไหม PDO จะสลายภายในประมาณ 6–8 เดือน แต่ผลลัพธ์ของการยกกระชับสามารถอยู่ได้นานประมาณ 1–2 ปี หรืออาจถึง 2–3 ปี ในบางราย

เหตุผลที่ผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่าตัวไหม เพราะมีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวแน่นและยืดหยุ่นดีขึ้นค่ะ

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาของผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุและสภาพผิว, จำนวนเส้นไหมที่ใช้, เทคนิคของแพทย์, การดูแลตัวเองหลังทำ หากมีการดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง และอาจทำซ้ำตามคำแนะนำแพทย์ ก็จะช่วยยืดอายุผลลัพธ์ให้ยาวนานยิ่งขึ้นค่ะ

หากต้องการ ยกกระชับหน้า มีวิธีอื่นอีกไหม?

นอกจากการร้อยไหมแล้ว ยังมีหัตถการอื่น ๆ ที่ช่วยยกกระชับหน้าได้เช่นกันค่ะ โดยสามารถเลือกให้เหมาะกับปัญหาและงบประมาณของแต่ละท่าน

  • HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound) ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ลงลึกถึงชั้นผิว ช่วยยกกระชับโดยไม่ต้องผ่าตัด
  • RF (Radio Frequency) ใช้คลื่นวิทยุช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวแน่นและกระชับขึ้น
  • Ulthera / Thermage เทคโนโลยียกกระชับที่ได้รับความนิยม ให้ผลลัพธ์ค่อนข้างชัดเจนและเป็นธรรมชาติ
  • ฟิลเลอร์ (Filler) ช่วยเติมเต็มในจุดที่ยุบตัว เช่น ร่องแก้ม หรือขมับ ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น
  • โบท็อกซ์ (Botox) ช่วยลดริ้วรอยและปรับรูปหน้า เช่น ลดกราม หรือยกมุมปาก
  • ศัลยกรรมดึงหน้า (Facelift) เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยมาก และต้องการผลลัพธ์ระยะยาว

การเลือกวิธีที่เหมาะสม ควรให้แพทย์ประเมินใบหน้าโดยละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาที่ตอบโจทย์ที่สุดค่ะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ร้อยไหม

  • ร้อยไหมแล้วหน้าจะดูแข็ง ไม่เป็นธรรมชาติไหม?

หากทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และใช้เทคนิคที่เหมาะสม ผลลัพธ์จะดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งค่ะ ใบหน้าจะดูยกขึ้นอย่างพอดี

  • หลังร้อยไหม กี่วันถึงเข้าที่?

โดยทั่วไปอาการบวมจะลดลงภายใน 3–7 วัน และจะเข้าที่มากขึ้นในช่วงประมาณ 2–4 สัปดาห์ค่ะ

  • ต้องทำซ้ำบ่อยแค่ไหน?

ส่วนใหญ่สามารถทำซ้ำได้ทุก 1–2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความต้องการของแต่ละบุคคล

  • ร้อยไหมอันตรายไหม?

การร้อยไหมมีความปลอดภัยสูง หากทำในคลินิกที่ได้มาตรฐาน และโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ค่ะ

สรุปร้อยไหม คืออะไร? ช่วยเรื่องอะไร? เหมาะกับใครบ้าง?

ร้อยไหม คือ หัตถการยกกระชับผิวหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด ใช้ไหมละลายสอดเข้าไปใต้ผิวเพื่อช่วยยกผิวที่หย่อนคล้อย พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวดูแน่น ฟู และอ่อนเยาว์มากขึ้นค่ะ

เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กถึงปานกลาง ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียว มีกรอบหน้าชัด และอยากเห็นผลลัพธ์ค่อนข้างเร็วโดยไม่ต้องพักฟื้นนาน

หากได้รับการประเมินและทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การร้อยไหมถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ใบหน้าดูยกกระชับ สวยเป็นธรรมชาติ และเสริมความมั่นใจได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ