Ultraformer MPT คืออะไร?
หลักการทำงานของ Ultraformer MPT
Ultraformer MPT ต่างจาก Ultraformer III อย่างไร?
Ultraformer III | Ultraformer MPT | |
โหมดปล่อยพลังงาน | แบบจุดเรียงเส้นตรง | จุด / เส้นตรง / วงกลม |
จุดพลังงานต่อช็อต | 17 จุด | 417 จุด |
ความเร็ว | 30 ถึง 50 นาที | 15 ถึง 45 นาที |
ความรู้สึกขณะทำ | จี๊ดลึกเป็นบางจุด | เจ็บน้อยลงอย่างชัดเจน |
โหมดฟื้นฟูผิว | ไม่มี | มี (Ultra Booster) |
ระยะผล | ประมาณ 6 เดือน | ประมาณ 6 เดือนขึ้นไป |
Ultraformer MPT มีหัวยิงกี่รุ่น
หัวยิง MMFU สำหรับใบหน้าและลำคอ
- 1.5 มม. ส่งพลังงานถึงชั้นผิวหนังกำพร้า ช่วยปรับผิวให้กระจ่างใส ลดรูขุมขนกว้าง และลดเม็ดสีได้เมื่อทำต่อเนื่อง
- 2.0 มม. ออกแบบสำหรับบริเวณรอบดวงตาโดยเฉพาะ เพราะผิวบริเวณนี้บางกว่าส่วนอื่น หัวยิงขนาดนี้จึงให้ความแม่นยำสูงกว่าหัวยิง 3.0 มม.
- 3.0 มม. ส่งพลังงานถึงชั้นผิวหนังแท้ ซึ่งเป็นแหล่งรวมคอลลาเจน ช่วยกระชับผิวและลดริ้วรอย
- 4.5 มม. ส่งพลังงานถึงชั้น SMAS โดยตรง ให้ผลยกกระชับโครงสร้างใบหน้าและลดความหย่อนคล้อยได้ชัดเจนที่สุด
หัวยิง Ultra Booster (วงกลม)
หัวยิง MMFU สำหรับร่างกาย
- 6.0 มม. สำหรับบริเวณคอและหน้าอก
- 9.0 มม. สำหรับบริเวณต้นขา
- 13.0 มม. สำหรับบริเวณหน้าท้อง
Ultraformer MPT ช่วยเรื่องอะไรบ้าง
- ยกกระชับแก้มและกรอบหน้า แก้ปัญหาแก้มห้อยและกรอบหน้าที่ไม่คมชัด
- ลดเหนียงใต้คาง ช่วยให้สันกรามดูคมชัดและกระชับขึ้น
- ลดร่องแก้มและริ้วรอย กระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้ให้สร้างใหม่อย่างต่อเนื่อง
- กระชับผิวรอบดวงตา ด้วยหัวยิง 2.0 มม. ที่ออกแบบมาสำหรับผิวบางบริเวณนี้โดยเฉพาะ
- ปรับผิวให้กระจ่างใสและลดรูขุมขน ผ่านหัวยิง Ultra Booster ที่ทำงานในชั้นผิวตื้น
- กระชับผิวบริเวณร่างกาย เช่น หน้าท้อง ต้นขา และหน้าอก ด้วยหัวยิงระดับลึก
ทำ Ultraformer MPT บริเวณใดได้บ้าง
- หน้าผากและคิ้ว
- รอบดวงตาและหางตา
- โหนกแก้มและแก้ม
- ร่องแก้มและมุมปาก
- กรอบหน้าและสันกราม
- เหนียงใต้คาง
- ลำคอ
- หน้าท้อง
- ต้นขาด้านใน
- หน้าอก
- ต้นแขน
ควรทำ Ultraformer MPT กี่ช็อต จึงเห็นผลชัดเจน
บริเวณ | จำนวนช็อตโดยประมาณ |
แก้มและกรอบหน้า | 300 ถึง 500 ช็อต |
เหนียงใต้คางและยกคอ | 300 ถึง 500 ช็อต |
หน้าผากและริ้วรอย | 200 ถึง 300 ช็อต |
ร่องแก้ม | 200 ถึง 300 ช็อต |
Ultra Booster (ฟื้นฟูผิว) | 200 ถึง 400 ช็อต |
ทั่วหน้า | 800 ถึง 1,200 ช็อต |
Ultraformer MPT เหมาะกับใคร
- ผู้ที่เริ่มสังเกตเห็นแก้มห้อย เหนียง หรือกรอบหน้าที่ไม่คมชัดเหมือนเดิม
- ผู้ที่ต้องการยกกระชับพร้อมฟื้นฟูผิวในคราวเดียวกัน
- ผู้ที่ต้องการป้องกันความหย่อนคล้อยก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงขึ้น
- ผู้ที่เคยทำ Ultraformer III แล้วต้องการความรู้สึกขณะทำที่สบายผิวและรวดเร็วกว่าเดิม
- ผู้ที่มีตารางงานยุ่งและต้องการหัตถการที่ไม่มี downtime
Ultraformer MPT ไม่เหมาะกับใคร
- ผู้ที่ตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
- ผู้ที่มีการติดเชื้อหรือแผลเปิดบริเวณที่จะทำ
- ผู้ที่มีโรคเบาหวานที่ยังควบคุมไม่ได้
- ผู้ที่มีอุปกรณ์ฝังในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ
- ผู้ที่เพิ่งฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์ในบริเวณที่จะทำในระยะเวลาใกล้เคียง
- ผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับสูงมาก ซึ่งอาจได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าจากหัตถการอื่น
Ultraformer MPT มีข้อดี – ข้อเสียอะไรบ้าง ?
ข้อดีของ Ultraformer MPT
- ไม่ผ่าตัด ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น กลับไปใช้ชีวิตปกติได้ทันที
- เจ็บน้อยกว่ารุ่น III อย่างชัดเจน เพราะโหมด MP กระจายพลังงานอย่างสม่ำเสมอ
- ใช้เวลาสั้นลง เหมาะกับผู้ที่มีเวลาจำกัด
- หัวยิงหลายระดับให้แพทย์ปรับแผนการรักษาได้เฉพาะบุคคล
- ยกกระชับและฟื้นฟูผิวได้ในคราวเดียวด้วย Ultra Booster
- ทำได้ทั้งใบหน้าและร่างกายในเครื่องเดียว
ข้อเสียของ Ultraformer MPT
- ผลลัพธ์ค่อยเป็นค่อยไป ต้องรอให้คอลลาเจนสร้างสมบูรณ์ใน 1 ถึง 3 เดือน ไม่ได้เห็นผลทันทีแบบร้อยไหมหรือผ่าตัด
- ผลลัพธ์ไม่ถาวร ต้องทำซ้ำเพื่อรักษาผลในระยะยาว
- ไม่เหมาะกับผิวที่หย่อนคล้อยมาก ๆ ซึ่งการผ่าตัดยังให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
- ไม่มีระบบ Real-time imaging เหมือน Ultherapy ทำให้ความแม่นยำขึ้นอยู่กับทักษะและประสบการณ์ของแพทย์ผู้ทำ
เตรียมตัวก่อนทำ Ultraformer MPT
- แจ้งประวัติการทำหัตถการบนใบหน้า เช่น การฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือการร้อยไหมในช่วง 2 ถึง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
- แจ้งโรคประจำตัว ยาที่รับประทานอยู่ และอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- แจ้งหากตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีอุปกรณ์ฝังในร่างกาย
- หลีกเลี่ยงการโดนแดดจัดและงดใช้ครีมที่มีกรดผลัดผิว เช่น AHA และ BHA ในช่วง 3 ถึง 5 วันก่อนทำ
- ทำความสะอาดใบหน้าให้ปราศจากเครื่องสำอางก่อนเข้ารับการรักษา
- พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำให้เพียงพอในวันก่อนทำ
ขั้นตอนการทำ Ultraformer MPT
- ปรึกษาแพทย์และประเมินผิว แพทย์จะตรวจโครงสร้างใบหน้า ประเมินระดับความหย่อนคล้อย และวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล รวมถึงเลือกหัวยิงและจำนวนช็อตที่เหมาะสม
- ทำความสะอาดและเตรียมผิว ทำความสะอาดใบหน้าและแปะยาชาหากจำเป็น เพื่อให้ขณะทำสบายผิวมากที่สุด
- ทาเจลนำคลื่นและเริ่มการรักษา แพทย์ทาเจลนำคลื่นเสียงบริเวณที่รักษา จากนั้นเลือกหัวยิงตามระดับความลึกที่ต้องการและยิงพลังงานตามแผนที่กำหนด ใช้เวลาประมาณ 15 ถึง 45 นาทีขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ
- ดูแลหลังทำ หลังเสร็จสิ้นแพทย์จะแนะนำการดูแลตัวเองเบื้องต้น สามารถแต่งหน้าและกลับบ้านได้ทันที
วิธีดูแลตัวเองหลังทำ Ultraformer MPT
- หลีกเลี่ยงสถานที่อุณหภูมิสูง เช่น ซาวน่า ออนเซน หรือห้องอบไอน้ำอย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังทำ
- งดออกกำลังกายหนักในช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรก
- หลีกเลี่ยงการใช้ครีมที่มีกรดผลัดผิว เช่น AHA และ BHA เป็นเวลา 5 ถึง 7 วัน
- ทามอยส์เจอไรเซอร์และครีมกันแดด SPF 50 ขึ้นไปสม่ำเสมอทุกวัน
- ดื่มน้ำให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ในช่วงแรก
- หากมีอาการบวมแดงเล็กน้อยหลังทำถือเป็นเรื่องปกติ มักหายได้เองภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
ผลลัพธ์หลังทำ Ultraformer MPT เป็นอย่างไร? อยู่ได้นานไหม?
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Ultraformer MPT
ทำ Ultraformer MPT เจ็บไหม?
Ultraformer MPT กี่วันเห็นผล?
Ultraformer MPT มีผลข้างเคียงไหม?
เปรียบเทียบ Ultraformer MPT กับเครื่องยกกระชับอื่น ๆ
Ultraformer MPT | Ultherapy | Thermage | |
เทคโนโลยี | HIFU | HIFU | Monopolar RF |
ชั้นที่ลึกที่สุด | SMAS (4.5 มม.) | SMAS (4.5 มม.) | ชั้นไขมันใต้ผิว |
Real-time imaging | ไม่มี | มี | ไม่มี |
ความเจ็บปวด | น้อย | ปานกลาง | ปานกลาง |
ระยะผล | ประมาณ 6 เดือน | 1-2 ปี | 1-2 ปี |
จุดเด่น | เร็ว สบายผิว ฟื้นฟูผิวได้ด้วย | แม่นยำสูงด้วย Real-time imaging | เหมาะกับผิวหย่อนระดับปานกลางถึงสูง |
Ultraformer MPT ควรทำบ่อยแค่ไหน?
ทีมแพทย์รักษาผิวพรรณ
รัตตินันท์ คลินิก
พญ. รัตตินันท์ ตรีรัตน์
ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ
พญ. นฤมล วิเชียร
แพทย์หญิง
พญ. จุฑามาศ ตันคุณากร
แพทย์โรคผิวหนัง


นักเขียนบทความสุขภาพ รัตตินันท์ คลินิก ทำหน้าที่ ค้นคว้าและตรวจสอบงานวิจัยล่าสุด ทั้งเรื่องผิวหนัง สารออกฤทธิ์ เลเซอร์ และศัลยกรรมความงาม เพื่อนำความรู้ที่ซับซ้อนเหล่านั้นมา แปลให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ถูกต้อง และเชื่อถือได้ เป้าหมายหลักคือการทำให้ข้อมูลทุกชิ้นที่คลินิกสื่อสารออกไปนั้น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ (Evidence-based) เพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถ ตัดสินใจเลือกการดูแลผิวหรือหัตถการได้อย่างมั่นใจและเหมาะสม โดยไม่ถูกชี้นำเกินจริง และเข้าใจถึงกลไกที่แท้จริงเบื้องหลังผลลัพธ์นั้น ๆ