Emface คืออะไร? ยกกระชับหน้า ฟื้นฟูผิวถึงกล้ามเนื้อ

เลือกหัวข้อที่คุณสนใจ

ในโลกของเทคโนโลยีความงามที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว เราจะเห็นได้ว่าในทุก ๆ ปีจะมี นวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอเลยใช่ไหมคะ แต่ทุกท่านทราบไหมคะ ว่าไม่ใช่ทุกเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนมาตรฐานได้จริง เพราะฉะนั้นเราจึงอยากนำเสนอ Emface นวัตกรรมกระชับหน้า รูปแบบใหม่ที่เข้าใจการยกกระชับจากภายในสู่ภายนอก

เพราะ Emface คือ หนึ่งในนวัตกรรมยกกระชับหน้าที่ถูกจับตามองมากที่สุดในปี 2026 เพราะไม่ได้โฟกัสแค่ผิวชั้นบนเท่านั้นค่ะ แต่ Emface ยังทำงานลึกถึงระดับกล้ามเนื้อใบหน้า พร้อมกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียว

Emface คืออะไร

Emface คือ เทคโนโลยียกกระชับใบหน้ารุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลทั้ง “กล้ามเนื้อ” และ “ชั้นผิว” ไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียวค่ะ ซึ่งทำให้ Emface แตกต่างจากเครื่องยกกระชับทั่วไปที่เน้นเพียงผิวชั้นบนเท่านั้นอย่างเห็นได้ชัด

โดยจุดเด่นของ Emface คือ การช่วยยกพยุงใบหน้าจากโครงสร้างภายใน ลดความหย่อนคล้อย ยกเหนียง และลดเลือนริ้วรอย โดยไม่ต้องฉีดสารแปลกปลอม ไม่ต้องผ่าตัด และแทบไม่ต้องพักฟื้นเลยค่ะ ซึ่งหลังจากทำแล้วผู้เข้ารับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

หลักการทำงานของ Emface

หลังจากเราได้ทำความรู้จักกับ Emface ว่าคืออะไร? เบื้องต้นกันแล้ว ในลำดับต่อไปเรามาเริ่มเรียนรู้หลักการทำงานของ Emface ให้มากยิ่งขึ้นกันเถอะค่ะ เพื่อจะได้เข้าใจมากขึ้นว่า Emface นั้นดีอย่างไร ช่วยยกกระชับได้จริงไหม

Emface ถูกออกแบบมาเพื่อยกกระชับใบหน้าโดยดูแลทั้ง “กล้ามเนื้อ” และ “ชั้นผิว” ไปพร้อมกัน ซึ่งหลังจากแพทย์ติดแผ่น Applicator บนบริเวณใบหน้าแล้ว เครื่องจะปล่อยพลังงาน 2 ชนิดเข้าสู่ระบบประสาทและชั้นผิว เพื่อกระตุ้นการทำงานอย่างเป็นระบบ 

ได้แก่ Synchronized RF และ HIFES™

1) Synchronized RF ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวจากภายใน

พลังงานคลื่นวิทยุ (RF) จะถูกส่งลงสู่ผิวตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) ไปจนถึงระดับกล้ามเนื้อ โดยมีระบบ AI ควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 42°C เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงผิวไหม้

ผลลัพธ์ คือ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเส้นใยอิลาสติน ทำให้ผิวแน่น เรียบ และริ้วรอยลดลง โดยมีรายงานผลลัพธ์ว่าสามารถลดริ้วรอยได้เฉลี่ยประมาณ 37% จากสภาพผิวเดิมอีกด้วยนั่นเอง

2) HIFES™ – เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใบหน้า

เทคโนโลยี HIFES™ (High-Intensity Facial Electrical Stimulation) จะช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเกิดการหดเกร็งแบบเข้มข้นเป็นจังหวะ รวมประมาณ 125 cycles ต่อการรักษา ช่วยเพิ่มคุณภาพและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าได้ประมาณ 30% จากพื้นฐานเดิม

อีกทั้งพลังงานยังสามารถลงลึกได้ถึงประมาณ 20 มิลลิเมตร โดยมี AI ช่วยประเมินความลึกและความเหมาะสมในแต่ละบริเวณ เพื่อให้เกิดการยกพยุงอย่างสมดุล

และเมื่อ 2 เทคโนโลยีทำงานร่วมกันอย่างลงตัว จะเกิดการทำงานพร้อมกันของ Synchronized RF + HIFES™ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้จะเกิดทั้งผิวที่แน่นขึ้นและกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้นในขั้นตอนเดียว ส่งผลให้โครงสร้างใบหน้าดูยกกระชับจากภายในสู่ภายนอก

Emface ผลลัพธ์

Emface ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

จะเห็นได้ว่า Emface นั้นเป็นเทคโนโลยีที่ดูแลใบหน้าแบบครบทุกชั้นผิว ตั้งแต่ผิวด้านบนไปจนถึงโครงสร้างกล้ามเนื้อด้านลึก เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่านวัตกรรมนี้ไม่ได้ช่วยแค่ให้ผิวตึงขึ้นชั่วคราว แต่ช่วยเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างใบหน้าจากภายใน

1) ยกกระชับลึกถึงระดับโครงสร้าง

Emface กระตุ้นกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการยิ้ม การแสดงสีหน้า และกล้ามเนื้อหน้าผาก ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าดูยกขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยการทำงานครอบคลุมลึกถึงระดับโครงสร้างมากกว่าชั้น SMAS พร้อมทั้งเสริมความแข็งแรงของเส้นใยยึดระหว่างชั้นผิว (Connective Tissue)

2) ฟื้นฟูคุณภาพผิว

นอกจากการยกพยุงโครงหน้า ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 26% และเพิ่มเส้นใยอิลาสตินได้ถึง 2 เท่า ทำให้ผิวแน่น เรียบเนียน และลดริ้วรอยอย่างเป็นธรรมชาติ

3) ปรับรูปหน้าให้ดูสดชัดขึ้น

เมื่อกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงมากขึ้น โครงหน้าจะถูกยกและพยุงได้ดีขึ้น ส่งผลให้

  • ชั้นตาดูเปิดและยกขึ้นเฉลี่ยประมาณ 3.25 มิลลิเมตร
  • ใบหน้าดูมีวอลลุ่มคล้ายการเติมเต็มบริเวณคางหรือแก้มส้ม
  • กรอบหน้าและ Jawline ดูเรียวชัดขึ้น

4) ครอบคลุมทุกชั้นผิว

Emface ทำงานตั้งแต่

  • ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis)
  • ชั้นหนังแท้ (Dermis)
  • ชั้นไขมัน Subcutaneous
  • ชั้น SMAS
  • ชั้นกล้ามเนื้อ

Emface เหมาะกับใคร

Emface ถูกออกแบบมาเพื่อยกกระชับใบหน้าโดยดูแลลึกถึงระดับโครงสร้างกล้ามเนื้อ ควบคู่กับการฟื้นฟูคุณภาพผิว โดยไม่ใช้เข็ม ไม่ต้องผ่าตัด และแทบไม่มี Downtime จึงเหมาะกับผู้เข้ารับบริการ ดังต่อไปนี้

1) ผู้ที่ต้องการยกกระชับหน้าและเหนียง

Emface จะช่วยยกกรอบหน้า ลดความหย่อนคล้อยจากอายุที่เพิ่มขึ้น รวมถึงช่วยให้ดวงตาดูเปิดกว้างและสดใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

2) ผู้ที่ต้องการชะลอวัยแบบองค์รวม

Emface ช่วยฟื้นฟูประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อใต้ผิวให้แข็งแรงขึ้น จึงช่วยพยุงใบหน้าจากภายใน ไม่ใช่แค่ตึงผิวด้านบน

3) ผู้ที่ต้องการลดริ้วรอยและปรับคุณภาพผิว

Emface กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเส้นใยอิลาสติน ผิวจะดูแน่น เรียบ และอ่อนวัยขึ้น

4) ผู้ที่กลัวเข็มหรือไม่ต้องการสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย

Emface เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการฉีดสาร เช่น โบทูลินัมท็อกซิน หรือสารเติมเต็มอย่างไฮยาลูรอนิก แอซิด

5) ผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัดหรือพักฟื้นนาน

เพราะหลังจากการทำ Emface ผู้เข้ารับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีหลังทำ

6) ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ครอบคลุมในขั้นตอนเดียว

Emface จะช่วยดูแลทั้งกล้ามเนื้อและผิวในเครื่องเดียว ลดความจำเป็นในการทำหลายหัตถการพร้อมกัน

Emface ไม่เหมาะกับใคร

แม้ Emface จะเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ต้องผ่าตัด แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการ ที่ควรหลีกเลี่ยงและควรได้รับการประเมินจากแพทย์อย่างใกล้ชิด ในกรณีต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ หรือภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • สตรีมีครรภ์หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีผิวอักเสบ บาดแผลเปิด หรือการติดเชื้อบริเวณที่จะทำ
  • ผู้ที่ฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ เครื่องกระตุ้นเส้นประสาท หรือมีโลหะฝังบริเวณใบหน้า
  • ผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษามะเร็งหรือเนื้องอก
  • ผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดรุนแรง
  • ผู้ที่มีโรคลมชัก

ซึ่งการประเมินโดยแพทย์ก่อนเข้ารับบริการเป็นขั้นตอนสำคัญอย่างมากเลยค่ะ เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการแน่ใจว่า Emface เหมาะสมกับสภาพร่างกายและเป้าหมายของแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง และเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการรักษานั่นเอง

ข้อดีของ Emface

Emface เป็นเทคโนโลยียกกระชับที่แตกต่าง เพราะดูแลทั้ง กล้ามเนื้อ และ ผิว ไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียว จึงให้ผลลัพธ์ที่ลึกและเป็นธรรมชาติมากกว่าการดูแลเฉพาะผิวชั้นบน ซึ่งข้อดีของ Emface มีดังต่อไปนี้

  1. ยกกระชับจากโครงสร้างภายใน
  2. กระตุ้นคอลลาเจนและอิลาสติน
  3. ไม่ใช้เข็ม ไม่ต้องผ่าตัด
  4. เจ็บน้อย และแทบไม่มี Downtime
  5. ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ
  6. ครอบคลุมในเครื่องเดียว

ข้อควรระวังของ Emface

แม้ Emface จะเป็นเทคโนโลยียกกระชับที่ไม่ต้องผ่าตัด แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรพิจารณาเล็กน้อยอีกด้วยนั่นเอง

  • ไม่เหมาะกับบางกลุ่มโรคประจำตัว เช่น ผู้ที่มีเครื่องกระตุ้นหัวใจ โรคลมชัก โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือสตรีมีครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งค่ะ
  • ผลลัพธ์อาจจะยังไม่เห็นผลทันทีเหมือนศัลยกรรม เพราะ Emface จำเป็นต้องทำต่อเนื่องตามแผนการรักษา และรอให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนอย่างเต็มที่
  • อาจรู้สึกเกร็งกล้ามเนื้อขณะทำ เป็นความรู้สึกปกติจากการกระตุ้นกล้ามเนื้อ ไม่ถือว่าเป็นอันตราย
  • หากผิวหย่อนคล้อยรุนแรงอาจต้องทำร่วมกับวิธีอื่น ซึ่งในบางกรณี การทำหัตถการเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอค่ะ

ดังนั้น ก่อนผู้เข้ารับบริการตัดสินใจทำ Emface ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้าและสภาพผิวของแต่ละบุคคลมากที่สุด

เปรียบเทียบ Emface กับเครื่องยกกระชับอื่น

ในโลกของนวัตกรรมความงามยุคใหม่ มีตัวเลือกเครื่องยกกระชับหลายประเภท ซึ่งแต่ละเทคโนโลยีมีหลักการทำงานและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป

การรู้ว่าตัวไหนเหมาะกับ “ปัญหาผิวของคุณ” จะช่วยให้เลือกได้ตอบโจทย์มากที่สุด ด้านล่างนี้คือการเปรียบเทียบระหว่าง Emface กับเครื่องยอดนิยมหลายตัว

Thermage จะช่วยยกกระชับผิวด้วยคลื่น RF ลึก โดยมีหลักการทำงาน คือ การใช้คลื่น Radiofrequency (Monopolar RF) ลงลึกในชั้นผิว โดยจุดเด่นของ Thermage สามารถกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวลึก ช่วยให้ผิวแน่น เด้งขึ้น แต่ไม่ได้กระตุ้นกล้ามเนื้อโดยตรง เหมาะกับ ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง

Ulthera จะช่วยยกกระชับด้วยคลื่นเสียงลึกถึงชั้น SMAS หลักการ โดยใช้พลังงาน Ultrasound ความเข้มสูงลงถึงชั้น SMAS โดยมีจุดเด่นที่สามารถลงลึกถึงชั้นโครงสร้างชั้นลึกที่สุดเหมาะกับการยกปรับรูปหน้า ข้อจำกัด ไม่ได้กระตุ้นกล้ามเนื้อโดยตรง เหมาะกับ ผู้ที่ต้องการยกผิวลึกโดยไม่ผ่าตัด

Morpheus8 จะช่วยยกกระชับและสลายไขมัน โดยหลักการของเครื่องจะเป็นการผสานระหว่าง Microneedling กับ RF โดยมีจุดเด่นที่เจาะลงลึกพร้อมส่งพลังงาน RF กระตุ้นคอลลาเจน และสลายไขมันบางส่วน ข้อควรระวังของ Morpheus8 จะมีการใช้เข็ม (Microneedles) ซึ่งเหมาะกับผู้ที่อยากได้ทั้งผลลัพธ์การยกกระชับ ปรับผิว และสลายไขมัน

Fotona 4D ช่วยฟื้นฟูผิวหลายมิติ โดยหลักการทำงาน คือ ใช้เลเซอร์หลายโหมดแบบ 4 มิติ มีจุดเด่นทั้งฟื้นฟูผิวทั้งชั้นบนและลึก ที่สามารถรองรับการปรับสภาพผิว เช่น ฝ้า ริ้วรอย ความหย่อนคล้อย แต่มีข้อจำกัด คือ ไม่ได้เน้นการยกกล้ามเนื้อโดยตรง เหมาะกับ ผู้ที่อยากฟื้นฟูคุณภาพผิวและริ้วรอยโดยรวม

เลือกทำแบบไหนดี?

  • ถ้าหาก อยากยกกระชับจากภายในทั้งกล้ามเนื้อและผิว – Emface
  • ถ้าหาก อยากยกลึกถึงโครงสร้างใหญ่ – Ulthera
  • ถ้าหาก เน้นสลายไขมัน + ยกไว – Morpheus8
  • ถ้าหาก อยากฟื้นฟูผิวโดยรวม – Fotona 4D
  • ถ้าหาก อยากเน้นสร้างคอลลาเจนใต้ผิว – Thermage
รีวิว Emface ตาชัดขึ้น
รีวิว Emface เหนียงยก
รีวิว Emface ริ้วรอยลด
รีวิว Emface ผิวเรียบเนียน

ทำ Emface กี่ครั้งจึงจะเห็นผล? และอยู่ได้นานแค่ไหน?

โดยทั่วไปแล้ว แพทย์จะแนะนำให้ทำทั้งหมด 4 ครั้งค่ะ โดยมีการเว้นระยะห่าง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ เหตุผลที่ต้องทำต่อเนื่อง เพราะ Emface เป็นการกระตุ้นทั้ง “กล้ามเนื้อ” และ “การสร้างคอลลาเจน” ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาในการฟื้นฟูและปรับโครงสร้างอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั่นเอง 

และถ้าหากทุกท่านกำลังสงสัยว่า แล้วจะเริ่มเห็นผลเมื่อไหร่? ซึ่งหลายคนจะเริ่ม รู้สึกถึงความกระชับ หลังทำครั้งที่ 2 ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นหลังทำครบ 4 ครั้ง และจะเห็นความเปลี่ยนแปลงเต็มที่ประมาณ 3 เดือนหลังจบคอร์สนั่นเอง 

ซึ่งผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นาน 6 เดือน – 1 ปี ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุ สภาพผิวเดิมพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการดูแลตัวเองหลังทำ หากต้องการคงผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานขึ้น อาจพิจารณาทำ Maintenance ปีละ 1 ครั้ง เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อและคอลลาเจนให้คงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

ทีมแพทย์รักษาผิวพรรณ
รัตตินันท์ คลินิก

พญ. รัตตินันท์ ตรีรัตน์
ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ

พญ. นฤมล วิเชียร
แพทย์หญิง

พญ. จุฑามาศ ตันคุณากร
แพทย์โรคผิวหนัง

นพ. ศศินทร์ ตรีรัตน์
นายแพทย์

ราคา Emface ที่ Rattinan คุ้มค่าอย่างไร?

การทำ Emface ทั้งหน้าในราคา 55,000 บาท ที่รัตตินันท์ ไม่ใช่เพียงแค่การเข้ารับบริการยกกระชับทั่วไป แต่คือการดูแลโครงสร้างใบหน้าครบทุกมิติ ภายใต้การประเมินและวางแผนการรักษาโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านปรับรูปหน้าโดยตรง 

เพราะก่อนทำทุกเคส แพทย์จะวิเคราะห์สัดส่วนกล้ามเนื้อ ปริมาณไขมัน และระดับความหย่อนคล้อย เพื่อออกแบบตำแหน่งการวางแอพพลิเคเตอร์ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ไม่ใช่การทำแบบมาตรฐานเดียวกันทุกคน

ที่รัตตินันท์ คุณจึงไม่ได้จ่ายแค่ค่าทำหัตถการ แต่จ่ายเพื่อผลลัพธ์ที่วางแผนมาอย่างแม่นยำ และความมั่นใจในมาตรฐานทางการแพทย์ ซึ่งการเลือกสถานที่ที่เข้าใจโครงสร้างอย่างแท้จริง คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดค่ะ 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Emface (FAQ)

Q : Emface เจ็บไหม?

A : Emface เป็นหัตถการที่ ไม่เจ็บและไม่ต้องใช้เข็ม ระหว่างทำจะรู้สึกอุ่น ๆ บนผิว ร่วมกับความรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อถูกกระตุ้นให้หดเกร็งเป็นจังหวะ ๆ บางคนอาจรู้สึกตึงหรือกระตุกเล็กน้อยบริเวณหน้าผากหรือแก้ม แต่โดยรวมถือว่าทนได้สบาย ไม่ต้องทายาชา และไม่มีแผลหลังทำ

Q : Emface เหมาะกับคนอายุเท่าไหร่?

A : โดยทั่วไปเหมาะกับคนอายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป

  • อายุ 25–35 ปี : เหมาะสำหรับการทำแบบ Preventive ชะลอความหย่อนคล้อยตั้งแต่เนิ่น ๆ
  • อายุ 35–55 ปี : เป็นช่วงที่เห็นผลชัด เพราะเริ่มมีการสูญเสียกล้ามเนื้อและคอลลาเจน
  • มากกว่า 55 ปี : ยังทำได้ แต่ผลลัพธ์จะขึ้นกับระดับความหย่อนคล้อย หากหย่อนคล้อยมาก อาจต้องพิจารณาร่วมกับหัตถการอื่น

Q : Emface ต้องทำบ่อยไหม?

A : คอร์สมาตรฐานคือ 4 ครั้ง (สัปดาห์ละ 1 ครั้ง) เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อและคอลลาเจนอย่างเต็มที่

หลังจากนั้นสามารถทำ Maintenance ปีละ 1 ครั้ง หรือทุก 6–12 เดือน ขึ้นกับสภาพผิวและอายุ ไม่จำเป็นต้องทำถี่ตลอดเวลา เพราะกลไกของ Emface เป็นการปรับโครงสร้างกล้ามเนื้อและผิวให้ดีขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

Q : Emface ลดแก้มได้ไหม?

A : Emface ไม่ใช่เครื่องสลายไขมันโดยตรง จุดเด่น คือ การกระตุ้นกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและยกกระชับ พร้อมกระตุ้นคอลลาเจน จึงทำให้ใบหน้าดูเฟิร์มขึ้น โครงหน้าดูชัดขึ้น และแก้มดูยกขึ้น

ในบางคนที่แก้มดูหย่อนเพราะกล้ามเนื้ออ่อนแรง เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ใบหน้าอาจดูเรียวขึ้นได้ แต่หากปัญหาหลักคือ ไขมันสะสมจำนวนมาก อาจต้องพิจารณาหัตถการอื่น เช่น ดูดไขมันเหนียง ร่วมด้วยเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงจุดมากที่สุดค่ะ

สรุป Emface คืออะไร เหมือนหรือแตกต่างอย่างไร?

Emface คือ นวัตกรรมใหม่ที่ยกกระชับใบหน้าจากกล้ามเนื้อ และ มีการกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ช่วยให้ผิวเฟิร์มและกระชับ ผลลัพธ์จึงดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็ง ไม่ตึงผิดรูปนั่นเองค่ะ

ดังนั้น Emface จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับหน้าแบบไม่เจ็บตัว ไม่ต้องพักฟื้น และต้องการผลลัพธ์ที่ดูสดชัดขึ้นโดยยังคงเอกลักษณ์ของใบหน้าเดิมไว้อย่างลงตัว