ข้ามไปยังเนื้อหา
หากพูดถึง “เครื่องยกกระชับหน้า” ในปัจจุบันมีให้เลือกเยอะมากจนอาจทำให้เราสับสนได้ ยิ่งแต่ละคลินิกมีเครื่องหลายรุ่น ก็ยิ่งทำให้ตัดสินใจยากขึ้นไปอีก แต่รู้หรือไม่ว่า การเลือกเครื่องที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การเลือกยี่ห้อที่แพงที่สุดหรือเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเสมอไป แต่คือการเลือกให้ ตรงกับปัญหาผิวหน้าของคุณ มากที่สุดต่างหาก บทความนี้เราจึงอยากช่วยคุณไขข้อข้องใจ และตัดสินใจเลือกเครื่องยกกระชับที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวของคุณได้อย่างแท้จริง
ปัญหา ผิวหย่อนคล้อย เกิดจากอะไร?
ปัญหา ผิวหย่อนคล้อย เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสาเหตุหลัก ร่วมกับอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ใบหน้าที่เคยเต่งตึงสูญเสียกรอบหน้าที่ชัดเจน เริ่มมีปัญหาริ้วรอยร่องลึก คิ้วตก แก้มห้อย และหย่อนคล้อยลงอย่างเห็นได้ชัด คล้ายกับลูกโป่งที่ค่อย ๆ แฟบลง ซึ่งปัจจัยสำคัญเหล่านั้น ได้แก่
- การเสื่อมสภาพของโครงสร้างชั้นลึก เมื่ออายุมากขึ้น ปริมาณคอลลาเจนจะลดลง ไขมันบนใบหน้าเริ่มฝ่อตัว และมวลกระดูกยุบตัวลง ทำให้ฐานที่เคยขึงพยุงผิวไว้หายไป
- การขยับกล้ามเนื้อใบหน้าซ้ำ ๆ การแสดงสีหน้า เช่น การยิ้มหรือขมวดคิ้ว เมื่อทำซ้ำ ๆ ในช่วงวัยที่ผิวขาดความยืดหยุ่น จะทิ้งรอยยับและกลายเป็นริ้วรอยร่องลึก
- ปัจจัยภายนอกและไลฟ์สไตล์ ตัวการทำร้ายผิวอย่าง แสงแดด มลภาวะ และพันธุกรรม ล้วนเป็นปัจจัยเร่งให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ
การเริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงแห่งวัยตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นข้อได้เปรียบ เพราะหากเราเริ่มดูแลหาวิธี ยกกระชับหน้า ในตอนที่ผิวยังหย่อนคล้อยไม่มาก การรักษาด้วยกลุ่มหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด เช่น การใช้เครื่องมือยกกระชับ หรือการฉีดสารเติมเต็ม ก็มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะช่วยคืนความเต่งตึง ฟื้นฟูให้ผิวหน้ากลับมาฟูกระชับและดูอ่อนเยาว์ได้เช่นเดิม โดยอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการผ่าตัดดึงหน้าเลย
ลักษณะ ผิวหย่อนคล้อย มีกี่แบบ?
ปัญหาผิวหย่อนคล้อยไม่ได้เกิดขึ้นแค่บนผิวที่เรามองเห็นเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วเป็นกระบวนการเสื่อมสภาพแบบ 3 มิติที่เกิดขึ้นลึกลงไปในทุกชั้นโครงสร้างของใบหน้า ซึ่งเราสามารถแบ่งลักษณะความหย่อนคล้อยตามระดับชั้นผิวและโครงสร้างได้ 5 ระดับ ดังนี้
- หย่อนคล้อยจาก ผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) เป็นความหย่อนคล้อยระดับตื้น เกิดจากการผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินที่ลดลง ทำให้ผิวสูญเสียความสปริงตัว ไม่เด้งกระชับเหมือนเดิม ลักษณะที่สังเกตได้คือ ผิวดูบางลง แห้งกร้าน มีริ้วรอยเล็ก ๆ และผิวดูยับง่ายเมื่อแสดงสีหน้า
- หย่อนคล้อยจาก ผิวชั้นไขมัน (Subcutaneous Fat) เมื่ออายุมากขึ้น ถุงไขมันบนใบหน้าที่เคยเกาะกลุ่มกันแน่นจะเริ่มฝ่อตัวลงจนหน้าดูตอบ และเคลื่อนตัวต่ำลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก (ห้อยย้อย) ทำให้เกิดรอยพับลึกบนใบหน้า เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมากใต้ริมฝีปาก หรือมีเนื้อกองบริเวณแก้มล่าง ทำให้กรอบหน้าไม่คมชัด
- หย่อนคล้อยจาก ผิวชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) ชั้น SMAS คือชั้นเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อใบหน้า เปรียบเสมือน “ตาข่าย” ที่คอยพยุงผิวและไขมันไว้ เมื่อชั้นนี้ยืดออกและหย่อนยาน โครงหน้าจะสูญเสียความกระชับอย่างรุนแรง
- หย่อนคล้อยจาก ชั้นกล้ามเนื้อ (Muscle) เกิดจากการที่กล้ามเนื้อใบหน้าเสียความตึงตัว บางมัดฝ่อเล็กลง ในขณะที่กล้ามเนื้อบางมัดที่ใช้แสดงสีหน้าบ่อย ๆ เกิดการหดเกร็งและดึงรั้งผิวลงมาด้านล่าง (เช่น กล้ามเนื้อบริเวณคอ) ทำให้ความหย่อนคล้อยและร่องลึกต่าง ๆ ดูชัดเจนยิ่งขึ้น
- หย่อนคล้อยจาก เส้นเอ็นยึดเกาะผิว (Retaining Ligaments): เส้นเอ็นเหล่านี้เปรียบเสมือน “หมุด” ที่ขึงยึดผิวหนังชั้นบนสุดให้ติดกับโครงสร้างกระดูกด้านล่าง เมื่อกาลเวลาผ่านไป เส้นเอ็นจะขาดความยืดหยุ่นและหย่อนยานลง ทำให้ไม่สามารถพยุงชั้นไขมันและผิวหนังไว้ได้ดังเดิม เนื้อเยื่อจึงไหลตกลงมากองรวมกัน จนเกิดเป็นรอยพับและร่องลึกบนใบหน้าที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา หรือร่องน้ำหมาก
- หย่อนคล้อยจาก การยุบตัวของกระดูก (Bone) นี่คือรากฐานที่ลึกที่สุดและสำคัญมาก เมื่อเราอายุมากขึ้น มวลกระดูกใบหน้า (เช่น เบ้าตา โหนกแก้ม และขากรรไกร) จะค่อย ๆ สลายและทรุดตัวลง เปรียบเสมือนเสาเข็มบ้านที่ผุพัง เมื่อโครงสร้างหลักยุบตัว เนื้อเยื่อ ไขมัน และผิวหนังที่เคยเกาะอยู่ด้านบนก็ย่อมไหลตกลงมาทั้งหมด เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รูปหน้าเปลี่ยนและดูมีอายุ
รวม 9 เทคโนโลยีเครื่องยกกระชับหน้า
การเลือกวิธีรักษาที่ตรงจุด ต้องดูว่าปัญหาความหย่อนคล้อยของเราเกิดจาก “โครงสร้างชั้นไหน” เพื่อให้เครื่องมือหรือหัตถการนั้น ๆ เข้าไปแก้ปัญหาได้อย่างแม่นยำ ด้านล่างนี้คือการจับคู่เทคโนโลยีกับชั้นผิว เพื่อให้คุณเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเองที่สุด โดยปัจจุบันมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีหลากหลายกลุ่มให้เลือกใช้ ดังนี้
Ulthera
Ulthera เป็นเทคโนโลยีคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ที่เน้นการยกกระชับผิวชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า ข้อดีคือมีความแม่นยำสูงมาก เพราะแพทย์สามารถมองเห็นชั้นผิวผ่านหน้าจอแบบ Real-time ทำให้ยิงพลังงานได้ตรงจุด ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 1-2 ปี แต่มีข้อเสียคือขณะทำจะรู้สึกเจ็บหน่วงบริเวณแนวกระดูก และมีราคาสูง เครื่องนี้เหมาะอย่างยิ่งกับคนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยจากชั้น SMAS ยืดหย่อน มีภาวะแก้มห้อย คิ้วตก กรอบหน้าไม่ชัด และต้องการผลลัพธ์การยกหน้าดึงขึ้นแบบเห็นผลลัพธ์ชัดเจน
Thermage
Thermage ใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ส่งความร้อนลงไปที่ผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมัน (Subcutaneous Fat) ข้อดีคือโดดเด่นมากในการกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวกลับมาแน่นกระชับ (Skin Tightening) พร้อมทั้งช่วยสลายไขมันส่วนเกินบนใบหน้าได้บางส่วน ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 1-2 ปี ส่วนข้อเสียคืออาจจะรู้สึกร้อนลึก ๆ ขณะทำและมีราคาสูง หัตถการนี้เหมาะกับปัญหาผิวหย่อนคล้อยจากชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน โดยเฉพาะคนที่มีผิวหลวม ย้วย จับแล้วไม่แน่นกระชับ หรือคนหน้าอวบที่มีไขมันช่วงแก้มและเหนียงเยอะ
Morpheus8
Morpheus8 เป็นการผสานคลื่นวิทยุ RF เข้ากับเข็มขนาดเล็ก (Microneedling) ที่สามารถปรับระดับความลึกได้ตั้งแต่ชั้นหนังแท้ไปจนถึงชั้นไขมัน ข้อดีคือช่วยทำให้ผิวตึง ชั้นไขมันกระชับ และคุณภาพผิวชั้นบนยังฟื้นฟูไปพร้อมกันด้วย ทั้งเรื่องหลุมสิว รูขุมขนกว้าง และรอยแตกลาย แต่มีข้อเสียคือค่อนข้างเจ็บ ต้องแปะยาชาก่อนทำ และมีระยะพักหน้า (Downtime) 1-3 วันเนื่องจากผิวจะมีรอยแดง เครื่องนี้เหมาะกับปัญหาหย่อนคล้อยจากชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน ที่มาพร้อมกับปัญหาคุณภาพผิว เช่น ไม่เรียบเนียน ยับเยิน หรือมีหลุมสิวร่วมด้วย
Emface
Emface เป็นนวัตกรรมที่ทำงานลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อใบหน้า (Muscle) ร่วมกับชั้นหนังแท้ ข้อดีคือเป็นเครื่องเดียวที่ช่วยสร้างและยกกระชับกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น โดยไม่ต้องใช้เข็ม ไม่เจ็บ และไม่มีแผลหลังทำ แต่อาจมีข้อเสียตรงที่ต้องทำเป็นคอร์สต่อเนื่อง (ประมาณ 4 ครั้ง) ถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน และมีราคาค่อนข้างสูง นวัตกรรมนี้เหมาะกับปัญหาความหย่อนคล้อยที่เกิดจากชั้นกล้ามเนื้อเสื่อมสภาพ ฝ่อลีบตามวัย หรือผู้ที่ต้องการยกกระชับหน้าแบบดูเป็นธรรมชาติโดยไม่อยากฉีดสารใด ๆ
Fotona 4D
Fotona 4D เป็นโปรแกรมเลเซอร์ที่โดดเด่นด้วยการทำงาน 4 ขั้นตอน ผสานพลังงานเลเซอร์ที่สามารถยิงจากเยื่อบุช่องปากด้านใน (กระพุ้งแก้ม) เพื่อยกกระชับชั้นผิวลึก ควบคู่กับการยิงพลังงานจากด้านนอกเพื่อกระชับผิวและผลัดเซลล์ผิวชั้นบน ข้อดีคือเป็นเทคโนโลยีที่ไม่เจ็บเลย ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนจากภายในสู่ภายนอก ลดร่องแก้มได้ดี และยังช่วยกระชับรูขุมขน ปรับผิวหน้าให้ดูกระจ่างใส เรียบเนียนขึ้นแบบครบในคราวเดียว แต่ข้อเสียคือผลลัพธ์การยกกระชับจะค่อยเป็นค่อยไป ต้องอาศัยการทำหลายครั้งจึงจะเห็นผลชัดเจนเทียบเท่ากลุ่มเครื่องยิงพลังงานคลื่นเสียง เหมาะกับผิวที่หย่อนคล้อยจากชั้นหนังแท้ คนที่มีปัญหาร่องแก้ม ร่องน้ำหมากตื้น ๆ และต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว เพื่อให้ได้งานผิวที่สวยใสควบคู่ไปกับการยกกระชับใบหน้า
Ultraformer
Ultraformer เป็นเทคโนโลยีคลื่นเสียง MMFU (Micro & Macro Focused Ultrasound) ที่ลงลึกถึงชั้น SMAS และชั้นหนังแท้ ข้อดีคือปล่อยพลังงานได้รวดเร็ว เจ็บน้อยกว่า Ulthera และมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า แต่ข้อเสียคือไม่มีหน้าจอแสดงชั้นผิวแบบ Real-time และผลลัพธ์อาจอยู่ได้สั้นกว่า คือประมาณ 6-12 เดือน เหมาะกับผิวหย่อนคล้อยจากชั้น SMAS ในระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง คนที่เริ่มมีแก้มห้อย กรอบหน้าเริ่มไม่ชัด หรือต้องการทำเพื่อป้องกันความหย่อนคล้อยในอนาคต
Hifu
Hifu เป็นเทคโนโลยีคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ที่เน้นชั้น SMAS เช่นกัน ข้อดีคือเป็นเครื่องยกกระชับที่มีราคาประหยัดที่สุด ไม่มีบาดแผล และไม่ต้องพักฟื้น ข้อเสียคือผลลัพธ์อยู่ได้ค่อนข้างสั้น (ประมาณ 3-6 เดือน) และในตลาดมีเครื่องที่ไม่ได้มาตรฐานค่อนข้างเยอะ หากเลือกไม่ดีอาจไม่เห็นผล เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยจากชั้น SMAS เพียงเล็กน้อย เช่น วัยรุ่น หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มมีปัญหาและต้องการกระชับผิวเบา ๆ ในงบจำกัด
Oligio
Oligio เป็นเทคโนโลยีคลื่นวิทยุ Monopolar RF ที่เน้นผิวชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน คล้ายกับการทำงานของ Thermage ข้อดีคือมีระบบทำความเย็นที่ยอดเยี่ยม ทำให้รู้สึกสบายผิวขณะทำ เจ็บน้อยมาก และราคาถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด ข้อเสียคือผลลัพธ์ความตึงกระชับอาจอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน เหมาะกับปัญหาความหย่อนคล้อยจากชั้นหนังแท้และไขมันระดับปานกลาง ผู้ที่มีผิวเริ่มหลวม มีริ้วรอยตื้น ๆ และที่สำคัญคือกลัวเจ็บ
Volnewmer
เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมคลื่นวิทยุ Monopolar RF ที่ทำงานในชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน ข้อดีคือหัวยิงถูกออกแบบมาให้โค้งรับกับโครงหน้า พร้อมระบบทำความเย็นต่อเนื่อง ทำให้เจ็บน้อยมาก ปลอดภัยและราคาเอื้อมถึงง่าย ข้อเสียคือต้องกลับมาทำซ้ำไวกว่า Monopolar RF เครื่องอื่น โดยผลลัพธ์อยู่ได้ราว 6-12 เดือน เหมาะกับผิวหย่อนคล้อยจากชั้นหนังแท้และไขมันที่ยังไม่รุนแรงมาก ตอบโจทย์คนที่อยากให้ผิวแน่นกระชับขึ้นแบบสบายผิว
โบท็อกซ์
โบท็อกซ์ เป็นหัตถการที่ออกฤทธิ์โดยตรงกับชั้นกล้ามเนื้อ (Muscle) ข้อดีคือเห็นผลลัพธ์ไวมากภายใน 1-2 สัปดาห์ ราคาเข้าถึงง่าย และสามารถใช้เทคนิค (เช่น Dermo-lift หรือ Nefertiti Lift) เพื่อคลายกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งผิวลงมา ทำให้ใบหน้าและกรอบหน้าดูยกกระชับขึ้นทันที ข้อเสียคือผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน ประมาณ 4-6 เดือน และต้องกลับมาฉีดซ้ำสม่ำเสมอ เหมาะกับปัญหาความหย่อนคล้อยที่เกิดจากการดึงรั้งของชั้นกล้ามเนื้อ กรอบหน้าไม่ชัด และริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า
ฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์ เป็นการฉีดสารเติมเต็มลงลึกถึงชั้นกระดูก (Bone) ชั้นไขมันลึก และช่วยพยุงเส้นเอ็นยึดเกาะผิว (Retaining Ligaments) ข้อดีคือสามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจากการทรุดตัวของโครงสร้างใบหน้าที่เครื่องมือพลังงานทำไม่ได้ เห็นผลลัพธ์การยกกระชับและเติมเต็มร่องลึกทันทีหลังทำ ข้อเสียคือต้องอาศัยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกายวิภาคศาสตร์สูงมาก หากฉีดผิดชั้นผิวอาจเกิดเป็นก้อนได้ และสลายตัวไปใน 1-2 ปี หัตถการนี้เหมาะกับความหย่อนคล้อยจากการทรุดตัวของชั้นกระดูก เส้นเอ็นยืดหย่อน และไขมันฝ่อตัว คนที่มีปัญหาหน้าตอบ ร่องแก้มลึก ร่องใต้ตาลึก หรือต้องการสร้างกรอบหน้าให้มีมิติชัดเจน
[H2] สรุป เลือกโปรแกรมยกกระชับ แบบไหนดี? จึงจะเหมาะกับใบหน้าของเรา
การเลือกโปรแกรมยกกระชับหน้าให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนและคุ้มค่าที่สุดนั้น ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวหรือเครื่องมือไหนที่ “ดีที่สุดสำหรับทุกคน” เพราะใบหน้าของแต่ละคนมีระดับความหย่อนคล้อยในชั้นโครงสร้างผิวที่แตกต่างกัน หากปัญหาหลักของคุณคือชั้นเนื้อเยื่อพังผืด (SMAS) ยืดหย่อน ทำให้หน้าห้อย คิ้วตก หรือกรอบหน้าไม่ชัด กลุ่มเครื่องมือพลังงานคลื่นเสียงอย่าง Ulthera หรือ Ultraformer จะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ในการดึงหน้าให้ยกขึ้น แต่ถ้าใบหน้าของคุณมีปัญหาผิวหลวม ย้วย จับแล้วไม่แน่น หรือมีไขมันสะสมตามแก้มและเหนียง กลุ่มพลังงานคลื่นวิทยุ (RF) อย่าง Thermage, Oligio หรือ Morpheus8 จะช่วยกระชับผิวและกระตุ้นคอลลาเจนได้ตรงจุดกว่า
นอกจากนี้ ในหลาย ๆ คน ปัญหาความหย่อนคล้อยไม่ได้เกิดจากชั้นผิวเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทรุดตัวของโครงสร้างกระดูก เส้นเอ็นยึดเกาะผิวที่หย่อนยาน หรือกล้ามเนื้อที่ดึงรั้ง ซึ่งเครื่องมือยิงพลังงานไม่สามารถแก้ไขได้ถึงระดับนั้น การใช้หัตถการทางการแพทย์อย่างการฉีดฟิลเลอร์เพื่อหนุนโครงสร้างให้เต็มตื้น หรือโบท็อกซ์เพื่อคลายกล้ามเนื้อร่วมด้วย จึงมักเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเติมเต็มให้ใบหน้ากลับมาดูอ่อนเยาว์และมีมิติได้ดียิ่งขึ้น
ดังนั้น “โปรแกรมที่ดีที่สุด” จึงหมายถึง “โปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาชั้นผิวของคุณโดยเฉพาะ” การเข้ามาประเมินสภาพผิวและวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียดกับแพทย์ที่ รัตตินันท์ คลินิก จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด แพทย์จะช่วยหาต้นตอของความหย่อนคล้อย และวางแผนการรักษาด้วยการเลือกใช้เครื่องมือ หรือผสมผสานเทคนิคที่เหมาะสมกับโครงหน้าของคุณ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การยกกระชับที่ดูเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และอยู่ได้ยาวนานที่สุด
แพทย์ที่เกี่ยวข้อง
นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์
พญ.นฤมล วิเชียร
นพ. ศศินทร์ ตรีรัตน์
นพ. ศรัณย์ เปรื่องประยูร