Oligio คืออะไร? ลดเหนียง กระชับผิว ต่างจากเครื่องยกกระชับอื่นอย่างไร?

Oligio คือเทคโนโลยียกกระชับผิวและกระตุ้นคอลลาเจนด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูงจากประเทศเกาหลีใต้ ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการออกแบบมาเพื่อตอบรับกับโครงสร้างชั้นผิวของคนเอเชียโดยเฉพาะ ตัวนวัตกรรมตอบโจทย์ผู้รับบริการที่กลัวความเจ็บและต้องการงานผิวที่ดูแน่นฟูขึ้นด้วยความอ่อนโยน

หากเทียบในเรื่องของประสิทธิภาพการลดไขมันสะสมที่หนาแน่นและระยะเวลาของผลลัพธ์ที่ยาวนาน อย่าง Thermage FLX หรือ Ulthera ยังคงเป็นมาตรฐานที่วงการแพทย์ให้การยอมรับมากกว่าจริงไหม

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า Oligio มีหลักการทำงานอย่างไร เหมาะกับใคร และมีความแตกต่างจากเครื่องยกกระชับอื่น ๆ อย่างไรบ้าง เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีที่ตรงกับปัญหาผิวของคุณที่สุดนั่นเอง

Oligio คืออะไร?

Oligio คือเครื่องมือแพทย์ที่ใช้สำหรับยกกระชับผิวหน้าและลำคอ โดยใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว หรือ Monopolar RF ในระดับ 6.78 MHz ส่งผ่านความร้อนลงสู่ชั้นผิวหนังแท้และชั้นไขมัน เพื่อช่วยลดความหย่อนคล้อย กระชับรูขุมขน และทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น บางคนมักเรียกเครื่องนี้ว่า เทอร์มาจเกาหลี เนื่องจากมีหลักการทำงานที่คล้ายคลึงกัน แต่ Oligio ถูกออกแบบมาให้มีความอ่อนโยนกว่าด้วยระบบทำความเย็นอัจฉริยะแบบ 3D และระบบสั่นที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดขณะทำได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ตัวเครื่องยังได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยทั้งจาก อย. ไทย เกาหลีใต้ (KFDA) และอเมริกา (US FDA) จึงเหมาะกับผู้รับบริการที่เพิ่งเริ่มดูแลผิว มีผิวที่ค่อนข้างบาง หรือผู้ที่กลัวความเจ็บจากการทำหัตถการเป็นพิเศษ

หลักการทำงานของ Oligio

หลักการทำงานของ Oligio คือการใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) ส่งผ่านความร้อนลงสู่ชั้นผิวหนังแท้และชั้นไขมัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของเส้นใยคอลลาเจนและสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวดูแน่นฟูและกระชับขึ้น แม้ว่าจะมีกลไกการทำงานที่คล้ายคลึงกับเครื่องเทอร์มาจ แต่ด้วยระดับพลังงานที่ถูกออกแบบมาให้เน้นความอ่อนโยนและเจ็บน้อยกว่า ประสิทธิภาพในการลดไขมันสะสมหนา ๆ หรือการกระชับหน้าให้เรียวเล็กจึงอาจยังไม่ทรงพลังและคงผลลัพธ์ได้ยาวนานเท่ากับการทำ Thermage FLX

เมื่อแพทย์เริ่มทำการรักษา ตัวเครื่องจะปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุความถี่ 6.78 MHz ซึ่งเป็นความถี่ที่ได้รับการวิจัยแล้วว่าเหมาะสมและปลอดภัยกับโครงสร้างผิว ส่งผ่านลงไปใต้ผิวหนัง พลังงานนี้จะเปลี่ยนเป็นความร้อนสะสมในระดับอุณหภูมิประมาณ 40 ถึง 60 องศาเซลเซียส กระจายตัวเป็นบริเวณกว้างครอบคลุมตั้งแต่ชั้นหนังแท้ไปจนถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง

ความร้อนในระดับดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดการฟื้นฟูผิว 2 ระยะ คือ

  • ในระยะแรก ความร้อนจะทำให้เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินที่เสื่อมสภาพหรือหย่อนคล้อย เกิดการหดตัวและรัดตึงขึ้นทันที ทำให้ผู้รับบริการรู้สึกได้ถึงผิวที่กระชับและรูขุมขนที่เล็กลงหลังทำ 
  • ในระยะยาว ความร้อนจะเข้าไปกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ให้เร่งกระบวนการผลิตเส้นใยคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาทดแทนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โครงสร้างผิวมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น และดูเรียบเนียนขึ้นในช่วง 2 ถึง 3 เดือนหลังทำ

จุดเด่นอีกอย่างในหลักการทำงานของเครื่องนี้ คือการผสานเทคโนโลยีระบบทำความเย็นอัจฉริยะ หรือ 3D Cooling System ที่จะคอยพ่นแก๊สความเย็นเคลือบปกป้องผิวชั้นหนังกำพร้า ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการปล่อยพลังงานความร้อนในแต่ละช็อต ทำงานควบคู่ไปกับระบบสั่นเพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ทำให้ผู้รับบริการรู้สึกสบายผิว ทนความร้อนได้ดีขึ้น และลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง ซึ่งถือว่าออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สภาพผิวของคนเอเชียที่มักจะไวต่อการเกิดเม็ดสีหรือรอยดำหลังทำเลเซอร์ได้เป็นอย่างดี

เครื่อง Oligio มีกี่รุ่น แต่ละรุ่นแตกต่างกันอย่างไร?

หัตถการ Oligio ในปัจจุบันมีให้บริการอยู่ 2 รุ่นหลัก ได้แก่ Oligio รุ่น Standard และ Oligio X รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งสองรุ่นใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุความถี่สูงเหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันที่ระบบทำความเย็น โหมดการปล่อยพลังงาน และความรวดเร็วในการทำหัตถการ ซึ่งรุ่น X จะถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์ปัญหาผิวได้หลากหลายและเจ็บน้อยลงกว่าเดิม

Oligio (รุ่น Standard)

เป็นรุ่นเริ่มต้นที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทำหน้าที่ปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุความถี่ 6.78 MHz ลงไปใต้ผิวเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนและลดความหย่อนคล้อย มีจุดเด่นคือระบบทำความเย็นและระบบสั่นที่ทำงานไปพร้อมกับการยิงช็อตพลังงาน ช่วยลดความร้อนสะสมบนผิวชั้นนอกและบรรเทาความรู้สึกเจ็บได้ดี เหมาะสำหรับผู้รับบริการที่เพิ่งเริ่มดูแลผิว มีปัญหาความหย่อนคล้อยไม่มาก หรือต้องการให้ผิวดูเรียบเนียนกระชับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

Oligio X

เป็นรุ่นใหม่ที่ถูกอัปเกรดประสิทธิภาพให้สูงขึ้นและทำงานได้รวดเร็วขึ้น จุดแตกต่างที่สำคัญคือระบบทำความเย็นที่ได้รับการพัฒนาให้ปล่อยแก๊สความเย็นได้ดีและเสถียรกว่าเดิม ช่วยปกป้องผิวชั้นนอกและทำให้ทนพลังงานความร้อนได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มโหมดการปล่อยพลังงานเป็น 2 รูปแบบ คือ

  • OS Mode ที่เน้นส่งความร้อนลงลึกเพื่อยกกระชับโครงสร้างผิว ลดเหนียง 
  • และ G Mode ที่ปล่อยพลังงานแบบนุ่มนวลเพื่อเน้นงานผิวชั้นบน ปรับผิวให้ดูกระจ่างใส เรียบเนียน และกระชับรูขุมขน

ทำให้แพทย์สามารถเลือกปรับโหมดการรักษาแบบผสมผสานให้เข้ากับปัญหาผิวที่ซับซ้อนของผู้รับบริการแต่ละรายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้เทคโนโลยีรุ่นใหม่จะถูกพัฒนาเทคโนโลยีให้ครอบคลุมการดูแลผิวมากขึ้น แต่หลักการทำงานก็ยังคงเป็นการส่งพลังงานความร้อนที่เน้นความอ่อนโยน หากผู้รับบริการมีชั้นไขมันบริเวณแก้มและเหนียงที่ค่อนข้างหนา หรือต้องการการกระชับผิวที่หลวมย้วยให้กลับมาตึงกระชับพอดีจากการทำเพียงครั้งเดียว การพิจารณาเลือกทำ Thermage FLX จะเป็นทางออกที่ตอบสนองความต้องการได้ตรงจุดกว่า

Oligio ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

Oligio ช่วยแก้ปัญหาผิวที่เริ่มหย่อนคล้อย ลดเลือนริ้วรอยตื้น ๆ และฟื้นฟูคุณภาพผิวให้ดูเรียบเนียนกระชับขึ้นจากการกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ การส่งผ่านความร้อนลงไปใต้ผิวหนังของหัตถการนี้ จะเน้นการฟื้นฟูผิวจากภายในและช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • ช่วยยกกระชับผิวหน้าและลำคอที่เริ่มมีความหย่อนคล้อยในระดับเบื้องต้น ให้กลับมาเต่งตึงและเข้ารูปมากขึ้น
  • ช่วยสลายไขมันสะสมใต้ผิวหนังในบริเวณที่ไม่หนามากจนเกินไป เช่น บริเวณพวงแก้มและเหนียงใต้คาง ทำให้กรอบหน้าดูชัดเจนขึ้น
  • ช่วยลดเลือนริ้วรอยแรกเริ่ม ริ้วรอยตื้น ๆ บนใบหน้า และรอยพับเล็ก ๆ บริเวณรอบดวงตาให้ดูจางลง
  • ช่วยกระชับรูขุมขน ปรับสภาพผิวชั้นนอกให้ดูเรียบเนียน กระจ่างใส และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวดูแน่นฟูขึ้น

Oligio เหมาะกับใคร

Oligio เหมาะสำหรับผู้รับบริการที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยในระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง ต้องการงานผิวที่ดูแน่นฟู และเน้นการทำหัตถการที่ให้ความรู้สึกสบาย เจ็บน้อยที่สุด โดยกลุ่มผู้รับบริการที่เหมาะกับการทำหัตถการนี้ มีดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีปัญหาผิวเริ่มหย่อนคล้อย ขาดความตึงกระชับ หรืออยู่ในช่วงวัย 25 ถึง 35 ปี ที่ต้องการเริ่มดูแลผิวเพื่อชะลอริ้วรอยในอนาคต
  • ผู้ที่มีชั้นไขมันบนใบหน้าไม่เยอะมาก แต่ต้องการลดความหย่อนคล้อยบริเวณแก้มและเหนียงเล็กน้อย
  • ผู้ที่มีริ้วรอยตื้น ๆ ริ้วรอยแรกเริ่ม หรือมีรอยพับเล็ก ๆ บริเวณหน้าผากและรอบดวงตา
  • ผู้ที่มีผิวค่อนข้างบาง ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวให้ดูเรียบเนียน กระชับรูขุมขน และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวดูเด้งฟูขึ้น
  • ผู้ที่กลัวความเจ็บ ทนความร้อนได้น้อย และไม่ต้องการทำหัตถการที่ต้องใช้เวลาพักฟื้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที

Oligio ไม่เหมาะกับใคร

Oligio ไม่เหมาะกับผู้รับบริการที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยของผิวอย่างรุนแรง ผู้ที่มีชั้นไขมันบนใบหน้าหนามาก ๆ หรือผู้ที่คาดหวังผลลัพธ์การยกกระชับที่อยู่ได้ยาวนาน 1 ถึง 2 ปีจากการทำเพียงครั้งเดียว เนื่องจากพลังงานของเครื่องเน้นความนุ่มนวล จึงอาจไม่เพียงพอที่จะจัดการกับปัญหาผิวที่หนักหน่วงและซับซ้อนได้ นอกจากกลุ่มผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ขั้นสุดแล้ว ยังมีข้อจำกัดทางสุขภาพและสภาพผิวบางประการ ที่ทำให้ผู้รับบริการบางกลุ่มไม่สามารถทำหัตถการนี้ได้ ได้แก่

  • ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก มีร่องรอยความเหี่ยวย่นลึก หรือมีผิวหนังส่วนเกินบนใบหน้าเยอะ ซึ่งในกรณีนี้การทำ Ulthera หรือการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าจะเป็นทางออกที่เห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนกว่า
  • ผู้ที่มีชั้นไขมันสะสมบริเวณแก้มและเหนียงในปริมาณที่หนามาก ๆ เพราะพลังงานความร้อนที่อ่อนโยนอาจสลายไขมันได้ไม่หมด ทำให้ไม่สามารถรัดกรอบหน้าให้เรียวเล็กได้อย่างที่คาดหวัง
  • สตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงให้นมบุตร ควรงดเว้นการทำหัตถการไปก่อนเพื่อความปลอดภัย
  • ผู้ที่มีการฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ หรือมีโลหะดามกระดูกบริเวณใบหน้า เนื่องจากพลังงานคลื่นวิทยุอาจเข้าไปรบกวนการทำงานของอุปกรณ์เหล่านี้ได้
  • ผู้ที่มีบาดแผลเปิด มีการติดเชื้อทางผิวหนัง หรือมีสิวอักเสบขั้นรุนแรงบริเวณใบหน้า ซึ่งควรรักษาให้ผิวหนังกลับมาแข็งแรงเป็นปกติเสียก่อน

ข้อดี-ข้อเสีย ของ Oligio มีอะไรบ้าง

Oligio มีจุดเด่นที่สำคัญคือความรู้สึกสบายผิวขณะทำหัตถการและราคาที่เข้าถึงได้ง่าย จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นดูแลผิว แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อเสียหลักในเรื่องของระยะเวลาผลลัพธ์ที่สั้น และพลังงานที่ไม่สามารถจัดการกับปัญหาชั้นไขมันหนาหรือความหย่อนคล้อยระดับลึกได้ เพื่อให้เห็นภาพรวมและใช้ประกอบการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น สามารถสรุปข้อดีและข้อเสียได้ดังนี้

ข้อดีของ Oligio

  1. ความรู้สึกขณะทำหัตถการเจ็บน้อยมาก ทนได้สบาย เนื่องจากตัวเครื่องมีระบบทำความเย็นอัจฉริยะแบบ 3D และระบบสั่นสะเทือนที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและปกป้องผิวชั้นนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. หลังทำเสร็จไม่มีรอยแผล รอยช้ำ หรือรอยไหม้ ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นหน้า ผู้รับบริการสามารถแต่งหน้าและกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันที
  3. หัวยิงถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับสภาพผิวและโครงสร้างใบหน้าของคนเอเชียโดยเฉพาะ ทำให้ลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงอย่างรอยดำหลังทำหัตถการได้ดี
  4. ราคาค่าบริการโดยเฉลี่ยเข้าถึงได้ง่ายกว่าเครื่องยกกระชับระดับแนวหน้าจากฝั่งอเมริกา จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัดและต้องการเริ่มต้นดูแลคุณภาพผิว

ข้อเสียของ Oligio

  1. ผลลัพธ์ของการทำหัตถการไม่ถาวรและอยู่ได้ค่อนข้างสั้นเพียง 6 เดือนถึง 1 ปี ทำให้ผู้รับบริการต้องเสียเวลากลับมาทำซ้ำบ่อยครั้งเพื่อคงสภาพความอ่อนเยาว์เอาไว้
  2. พลังงานความร้อนที่เน้นความนุ่มนวลอาจไม่ตอบโจทย์ผู้ที่มีปัญหาชั้นไขมันหนา หรือมีผิวหลวมหรือย้วยมาก ซึ่งการกระชับผิวให้แน่นและสลายไขมันแบบขั้นสุดด้วยเครื่อง Thermage FLX จะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและทรงพลังกว่า
  3. คลื่นวิทยุไม่สามารถส่งพลังงานลงลึกถึงชั้นเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อหรือชั้น SMAS ได้ ทำให้การยกกระชับโครงสร้างหน้ายังทำได้ไม่เต็มที่เท่าการทำ Ulthera ที่มีความแม่นยำและดึงหน้าได้ลึกกว่า
  4. ไม่สามารถใช้แก้ปัญหาผิวที่ซับซ้อนอย่างริ้วรอยร่องลึก รอยแตกลาย หรือหลุมสิวได้ หากผู้รับบริการมีปัญหาเหล่านี้ร่วมด้วย การรักษาด้วยเครื่อง Morpheus8 จะเป็นทางออกที่ตรงจุดและครอบคลุมมากกว่า

เตรียมตัวก่อนทำ Oligio

การเตรียมตัวก่อนทำ Oligio นั้นทำได้ง่ายและไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากเลย เนื่องจากเป็นหัตถการที่ใช้คลื่นวิทยุส่งผ่านความร้อนอย่างอ่อนโยนโดยไม่ทำลายผิวชั้นนอก ผู้รับบริการจึงสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เพียงแค่เน้นการดูแลสุขภาพผิวพื้นฐานให้แข็งแรงและเติมความชุ่มชื้นให้เพียงพอ เพื่อเตรียมเซลล์ผิวให้พร้อมรับพลังงานและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับข้อแนะนำในการเตรียมตัวก่อนเข้ามาทำหัตถการ มีดังนี้

  1. ควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 ถึง 10 แก้ว ในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนทำ เนื่องจากความชุ่มชื้นและปริมาณน้ำในร่างกายจะเป็นสื่อกลางชั้นดีที่ช่วยให้พลังงานคลื่นวิทยุทำงานและส่งผ่านความร้อนลงสู่ใต้ชั้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ควรงดการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว เช่น กลุ่มกรดผลไม้ (AHA, BHA) หรือยาทาในกลุ่มเรตินอล ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนทำ เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวบางลง ไวต่อความร้อน หรือเกิดการระคายเคืองในระหว่างการทำหัตถการ
  3. ควรหลีกเลี่ยงการทำเลเซอร์หน้าใส สครับผิว ขัดหน้า หรือการลอกผิวหน้าด้วยสารเคมีในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนทำ เพื่อรักษาเกราะป้องกันผิวชั้นนอกให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และแข็งแรงที่สุด
  4. หากผู้รับบริการเพิ่งผ่านการทำหัตถการอื่น ๆ บนใบหน้า เช่น การฉีดฟิลเลอร์ การฉีดโบท็อกซ์ หรือการร้อยไหม ควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ถึง 4 สัปดาห์ก่อนมาทำ Oligio เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนสะสมไปส่งผลกระทบต่อการสลายตัวของตัวยาหรือเส้นไหม
  5. หากมีโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา ประวัติการผ่าตัดศัลยกรรมบนใบหน้า หรือมีการฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และโลหะในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ ต้องแจ้งให้แพทย์และเจ้าหน้าที่ทราบอย่างละเอียดก่อนทำหัตถการทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้รับบริการ

ขั้นตอนการทำ Oligio

ขั้นตอนการทำ Oligio จะใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 30 ถึง 45 นาที ซึ่งเป็นกระบวนการที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว และให้ความรู้สึกสบายผิวตลอดการทำหัตถการ สำหรับขั้นตอนมาตรฐาน จะมีลำดับการดูแลดังต่อไปนี้

  1. แพทย์จะทำการตรวจประเมินสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย และความหนาของชั้นไขมันก่อนเป็นอันดับแรก หากพบว่าผู้รับบริการมีชั้นไขมันที่หนามาก หรือผิวมีความย้วยสูง แพทย์อาจแนะนำให้พิจารณาทำ Thermage FLX ที่มีพลังงานในการกระชับหน้าและสลายไขมันที่ทรงพลังกว่า
  2. เจ้าหน้าที่จะทำการทำความสะอาดผิวหน้าอย่างหมดจด เช็ดเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกออก เพื่อเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการรับคลื่นพลังงาน
  3. ทำการติดแผ่นสื่อนำไฟฟ้า (Return Pad) ไว้ที่บริเวณแผ่นหลังหรือหน้าท้องของผู้รับบริการ เพื่อให้คลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) สามารถปล่อยพลังงานได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับการทำเทอร์มาจ
  4. แพทย์จะทาเจลเย็นลงบนผิวหน้า เพื่อเป็นสื่อนำให้พลังงานกระจายตัวได้ดีและช่วยลดการเสียดสีระหว่างหัวยิงกับผิวหนังชั้นนอก
  5. แพทย์เริ่มใช้หัวยิงทาบและปล่อยพลังงานไปตามแนวผิวหน้า ในขั้นตอนนี้ผู้รับบริการจะรู้สึกอุ่น ๆ ลึกลงไปใต้ผิว สลับกับความรู้สึกเย็นและแรงสั่นที่ผิวชั้นนอก ซึ่งเกิดจากระบบ 3D Cooling System ที่เข้ามาช่วยบรรเทาความร้อนและปกป้องผิวไม่ให้เกิดรอยไหม้
  6. เมื่อยิงพลังงานครบตามจำนวนช็อตที่ประเมินไว้ เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดผิวหน้าอีกครั้ง พร้อมทาครีมบำรุงมอยส์เจอไรเซอร์และครีมกันแดดให้เรียบร้อย หลังทำเสร็จผู้รับบริการสามารถแต่งหน้าและกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ทันทีโดยไม่ต้องพักฟื้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นการส่งพลังงานความร้อนลงสู่ชั้นผิวหนังและชั้นไขมันแบบไม่มีหน้าจอสแกนชั้นผิว แพทย์จึงต้องอาศัยประสบการณ์ในการประเมินโครงหน้าและปัญหาผิวของผู้รับบริการอย่างละเอียดก่อนเริ่มขั้นตอน เพื่อให้การยิงพลังงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

วิธีดูแลตัวเองหลังทำ Oligio

การดูแลตัวเองหลังทำ Oligio ถือว่าง่ายและสะดวกมาก เนื่องจากเป็นหัตถการที่ไม่มีแผล ไม่ทำลายผิวชั้นนอก ไม่ต้องพักฟื้นหน้า และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันที อย่างไรก็ตาม เพื่อให้พลังงานความร้อนที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังสามารถกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การดูแลและปกป้องผิวในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์แรกหลังทำจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยมีข้อควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  1. เน้นทาครีมบำรุงหรือมอยส์เจอไรเซอร์ให้มากกว่าปกติ เพื่อเติมความชุ่มชื้นและปลอบประโลมผิว เนื่องจากความร้อนจากพลังงานคลื่นวิทยุอาจทำให้ผิวหน้าแห้งลงเล็กน้อยในช่วงแรก
  2. ทาครีมกันแดดที่มีค่าปกป้องสูงเป็นประจำทุกวัน และพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดจัด เพื่อปกป้องผิวที่กำลังอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเอง
  3. งดการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจัด การเข้าห้องอบซาวน่า การทำทรีตเมนต์ที่ใช้ความร้อน หรือการทำเลเซอร์หน้าใส ในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์แรก เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวเกิดการระคายเคืองและลดการรบกวนความร้อนที่กำลังทำงานอยู่ใต้ชั้นผิว
  4. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 ถึง 10 แก้ว เพื่อช่วยให้ระบบการไหลเวียนโลหิตทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่จากภายในเซลล์
  5. งดการนวดหน้า สครับผิว ขัดหน้า หรือใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีฤทธิ์ผลัดเซลล์ เช่น กลุ่มกรดผลไม้ (AHA BHA) และเรตินอล ประมาณ 1 สัปดาห์หลังทำ เพื่อลดการเสียดสีและรบกวนเกราะป้องกันผิวชั้นนอก

แม้ว่าการดูแลตัวเองหลังทำหัตถการนี้จะทำได้ง่ายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ แต่ข้อจำกัดคือผลลัพธ์มักจะคงอยู่ได้ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี หากผู้รับบริการดูแลตัวเองอย่างดีแล้ว แต่ในอนาคตต้องการผลลัพธ์การยกกระชับที่อยู่ได้ยาวนานขึ้น สลายไขมันได้ชัดเจนขึ้น และไม่ต้องเสียเวลากลับมาทำซ้ำบ่อย ๆ รัตตินันท์ คลินิก ขอแนะนำให้พิจารณาขยับไปใช้เทคโนโลยีอย่าง Thermage FLX หรือ Ulthera ซึ่งเป็นการลงทุนที่ให้ผลลัพธ์คุ้มค่าและยาวนาน 1 ถึง 2 ปี

เปรียบเทียบ Oligio กับ ยกกระชับเครื่องอื่น

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนและช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกเครื่องยกกระชับที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวได้ตรงจุดที่สุด รัตตินันท์ คลินิก ได้จัดทำตารางสรุปเปรียบเทียบระหว่าง Oligio กับหัตถการยกกระชับยอดนิยมอีก 7 รุ่นมาให้ โดยรวบรวมทั้งจุดแข็ง ข้อจำกัด และข้อมูลทางการแพทย์แบบกระชับ เพื่อให้อ่านและเปรียบเทียบได้ง่ายที่สุด ดังนี้

หัตถการ

เทคโนโลยี

ชั้นผิวที่ทำ

ข้อดี

ข้อเสีย

ผลลัพธ์

& ระยะเวลา

ตำแหน่งที่ทำ

ผลิตจากประเทศ

Oligio

Monopolar RF

หนังแท้ + ไขมัน

เจ็บน้อย สบายผิว ราคาเข้าถึงได้

สลายไขมันได้น้อย ผลอยู่ค่อนข้างสั้น

ผิวแน่นฟู รูขุมขนกระชับ

(6-12 เดือน)

ใบหน้า ลำคอ เหนียง

เกาหลีใต้

Thermage FLX

Monopolar RF

หนังแท้ + ไขมัน

สลายไขมันหน้าดีเยี่ยม กระชับผิวหลวมย้วยได้พอดี

ราคาสูง อาจรู้สึกร้อนแนวกระดูก

ผิวตึงกระชับ กรอบหน้าชัด (1-2 ปี)

ใบหน้า รอบดวงตา ลำตัว

อเมริกา

Ulthera SPT

MFU-V (Ultrasound)

ชั้น SMAS

มีหน้าจอเรียลไทม์ แม่นยำสูง ยกเทียบเท่าผ่าตัด

ราคาสูง อาจปวดหน่วงลึกขณะทำ

ดึงหน้ายกกระชับ เก็บกรอบหน้า

(1–2 ปี)

ใบหน้า รอบดวงตา ลำคอ เนินอก

อเมริกา

Ultraformer III

HIFU (Ultrasound)

ชั้น SMAS

ยกกระชับระดับลึก ราคาเข้าถึงได้

ไม่มีหน้าจอ เจ็บจี๊ดบางจุด ผลอยู่ค่อนข้างสั้น

ผิวยกกระชับขึ้นระดับหนึ่ง (5–6 เดือน)

ใบหน้า ลำคอ ลำตัว

เกาหลีใต้

Ultraformer MPT

MMFU (Ultrasound)

ชั้น SMAS

ทำงานไวขึ้น เจ็บน้อยลง มีโหมดผิวกระจ่างใส

ไม่มีหน้าจอ ผลอยู่ค่อนข้างสั้น

ยกกระชับหน้า ผิวเรียบเนียน (6 เดือน)

ใบหน้า ลำคอ ลำตัว

เกาหลีใต้

Volnewmer

Monopolar RF

หนังแท้

มีระบบน้ำหล่อเย็น ไม่เจ็บ เน้นผิวอิ่มน้ำ

ไม่ลดไขมัน ไม่ยกกระชับโครงสร้างลึก

ผิวฉ่ำวาว อิ่มฟู เด้งกระชับ

(6-12 เดือน)

ใบหน้า ลำคอ

เกาหลีใต้

Morpheus8

RF Microneedling

หนังแท้ + ไขมัน

แก้หลุมสิว รอยแตกลาย ร่องลึกได้ดีมาก

ต้องแปะยาชา มีสะเก็ดแผล พักหน้า 2–3 วัน

โครงสร้างผิวใหม่ เรียบเนียน (1 ปี)

ใบหน้า ลำคอ ลำตัว

อเมริกา

Emface

HIFES + RF

กล้ามเนื้อ + ผิวหนัง

ไม่เจ็บ ไม่ใช้เข็ม เน้นบริหารกล้ามเนื้อ

ราคาสูง ต้องทำต่อเนื่อง ~4 ครั้ง

กล้ามเนื้อหน้าแข็งแรง ยกกระชับ (1 ปี)

หน้าผาก พวงแก้ม

อังกฤษ

Sofwave

SUPERB

ชั้นหนังแท้ส่วนกลาง

เจ็บน้อยกว่า Ulthera ไม่ทำลายเซลล์ไขมันหน้า (หน้าไม่ตอบ) ช่วยกระชับริ้วรอยเล็ก ๆ และยกคิ้วได้ดีมาก

ราคาสูง และพลังงานไม่ได้ลงลึกถึงชั้นเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ (SMAS) แบบเครื่องกลุ่ม HIFU

ผิวตึงกระชับ ริ้วรอยตื้นขึ้น (อยู่ได้ 1-2 ปี)

ใบหน้า ลำคอ ใต้คาง แนวคิ้ว

อิสราเอล

Liftera

HIFU

SMAS, ชั้นไขมัน และชั้นหนังแท้

มีหัวยิงแบบปากกา เข้าโค้งตามมุมและจุดเล็ก ๆ บนใบหน้าได้ดี เจ็บน้อย ราคาจับต้องได้

ไม่มีหน้าจอเรียลไทม์ และผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นานเท่าเทคโนโลยีกลุ่มจากอเมริกา

ยกกระชับหน้า เก็บกรอบหน้า (อยู่ได้ 6 เดือน - 1 ปี)

ใบหน้า ลำคอ รอบดวงตา

เกาหลีใต้

LinearZ

HIFU

SMAS, ชั้นไขมัน และชั้นหนังแท้

พลังงานออกเป็นเส้นตรงทำให้ทำหัตถการได้ไวมาก สลายไขมันได้ดี และสามารถสลับระดับความ

ไม่มีหน้าจอเรียลไทม์ อาจรู้สึกเจ็บจี๊ดบริเวณแนวกระดูกหรือจุดที่ไขมันน้อย

ลดไขมันพร้อมยกกระชับกรอบหน้า (อยู่ได้ 6 เดือน - 1 ปี)

ใบหน้า เหนียง ลำคอ

เกาหลีใต้

คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Oligio

ทำ Oligio เจ็บไหม?

Oligio ถูกออกแบบมาให้เป็นมิตรกับผู้รับบริการมาก การทำหัตถการจะรู้สึกเพียงแค่อุ่น ๆ ลึก ๆ บริเวณใต้ผิวหนัง และอาจมีความรู้สึกร้อนขึ้นเล็กน้อยในบริเวณที่ผิวบางหรือมีกระดูก แต่โดยรวมถือว่าเป็นเครื่องยกกระชับที่เจ็บน้อยมาก ทนได้สบายโดยไม่ต้องแปะยาชาเลย

Oligio เหมาะกับคนอายุเท่าไร?

เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ร่างกายเริ่มชะลอการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ การทำตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยคงสภาพผิวให้ดูเด็กและชะลอการเกิดความหย่อนคล้อยในอนาคตได้ดี

Oligio เห็นผลจริงไหม?

เห็นผลจริง โดยจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังทำประมาณ 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ว่าผิวหน้าดูรัดตึงขึ้น รูขุมขนกระชับขึ้น จากนั้นผลลัพธ์จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ตามกระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย และจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในช่วงเดือนที่ 2 ถึง 3 หลังทำ

Oligio อยู่ได้นานแค่ไหน?

ผลลัพธ์จากการทำหนึ่งครั้งจะสามารถคงอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวเดิม ระดับความหย่อนคล้อย และการดูแลผิวด้วยการทาครีมกันแดดและมอยส์เจอไรเซอร์ของผู้รับบริการแต่ละบุคคลร่วมด้วย

หลังทำ Oligio ต้องพักหน้าไหม?

ไม่ต้องพักหน้าเลย หลังทำเสร็จผู้รับบริการสามารถใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ทาครีมกันแดด แต่งหน้า และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันหรือไปออกงานต่อได้ทันทีโดยไม่มีรอยแผลใด ๆ

Oligio มีผลข้างเคียงไหม?

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้คืออาการผิวแดงระเรื่อ อมชมพู หรือมีความรู้สึกบวมตึงเล็กน้อยบริเวณที่ทำหัตถการ ซึ่งเกิดจากความร้อนสะสมใต้ผิว อาการเหล่านี้เป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายและจะค่อย ๆ ยุบหายไปเองภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

Oligio ราคาเท่าไร?

ราคาการทำ Oligio ตามคลินิกความงามทั่วไปในท้องตลาดจะเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 15,000 ไปจนถึง 30,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตที่ใช้ ซึ่งปกติจะประเมินอยู่ที่ 300 ถึง 600 ช็อตตามสภาพผิวของแต่ละบุคคลและรุ่นของเครื่องที่คลินิกนั้น ๆ เลือกใช้ (สำหรับที่ รัตตินันท์ คลินิก ปัจจุบันเราจะเน้นให้บริการกลุ่มเครื่องยกกระชับที่ให้ผลลัพธ์ครอบคลุมและยาวนานอย่าง Thermage FLX หรือ Ulthera แทน)

สรุป Oligio คืออะไร? พร้อมคำแนะนำเพิ่มเติมก่อน-หลังทำ

สรุปแล้ว Oligio คือเทคโนโลยียกกระชับด้วยคลื่นวิทยุขั้วเดียวจากเกาหลี ที่มีจุดเด่นเรื่องการทำหัตถการที่สบายผิว เจ็บน้อย ไม่ต้องพักฟื้น ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวให้กระชับ ลดริ้วรอยตื้น ๆ และเหมาะมากสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเข้าวงการดูแลผิว อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของหัตถการนี้คือผลลัพธ์อาจอยู่ได้ไม่นานเท่าที่ควร และไม่เหมาะกับการแก้ปัญหารูปหน้าที่มีความหย่อนคล้อยมากหรือมีไขมันสะสมที่หนา

แม้ Oligio และกลุ่มหัตถการจากเกาหลีใต้จะมีความโดดเด่นในเรื่องของราคาที่เข้าถึงง่ายและความรู้สึกสบายผิว แต่หากคุณคาดหวังผลลัพธ์ที่เปลี่ยนรูปหน้าได้อย่างชัดเจน แม่นยำ และประคองความอ่อนเยาว์ได้ยาวนาน รัตตินันท์ คลินิก ยังคงแนะนำให้เลือกลงทุนกับเทคโนโลยีที่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างระดับลึกได้อย่าง Ulthera, Thermage FLX, Morpheus8 หรือ Emface ซึ่งจะให้ความคุ้มค่าในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น

แต่ในกรณีที่ผู้รับบริการมีอายุมาก มีผิวหนังส่วนเกินบนใบหน้าเยอะ หรือมีระดับความหย่อนคล้อยที่รุนแรงจนเกินขีดความสามารถของเครื่องมือยกกระชับจะจัดการได้ การเลือกทำศัลยกรรมดึงหน้า (Facelift) จะเป็นทางออกที่แก้ไขปัญหาโครงสร้างได้ตรงจุดที่สุด และให้ผลลัพธ์ที่คงอยู่ได้อย่างยาวนานและที่สุด

การเลือกวิธีการยกกระชับควรพิจารณาจากปัญหาผิวที่แท้จริงเพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุนที่สุด หากคุณยังไม่แน่ใจว่าปัญหาผิวของคุณเหมาะกับหัตถการแบบไหน หรือต้องถึงขั้นผ่าตัดดึงหน้าหรือไม่ สามารถนัดหมายเข้ามาให้แพทย์ประเมินโครงสร้างใบหน้าเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและตรงจุดที่สุดได้เลย