อายุผิวเดินช้ากว่าอายุจริง พญ. รัตตินันท์ ชวนคนวัย 40+ หันมาฟื้นฟูผิว ให้ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุตามปฏิทิน
หลายคนชอบตั้งเกณฑ์ไว้ในใจว่า ต้องรอให้อายุถึงเลขนั้นเลขนี้ก่อน ค่อยเริ่มเข้าคลินิกเสริมความงาม แต่ความจริงที่ พญ. รัตตินันท์ ตรีรัตน์ ผู้ก่อตั้ง รัตตินันท์ คลินิก เจอประจำในห้องตรวจก็คือ คนไข้บางคนอายุห่างกันเป็นสิบปี แต่ผิวหน้ากลับดูพอ ๆ กันมาให้เห็นอยู่หลายเคส ตัวเลขบนบัตรประชาชนจึงแทบไม่ได้บอกเลยว่า ตอนนี้ผิวของเราจริง ๆ ไปถึงไหนแล้ว บทความนี้จะสรุปวิธีคิดเรื่องการดูแลผิวจาก พญ. รัตตินันท์ ตั้งแต่สาเหตุจริง ๆ ที่ทำให้ผิวแก่เร็ว ทำไมแค่พึ่งการฉีดอย่างเดียวถึงไม่ตอบโจทย์ ไปจนถึงแนวคิด Prejuvenation หรือการชิงดูแลและฟื้นฟูให้ตรงจุดทีละชั้นผิวก่อนที่ปัญหาจะเริ่มแก้ยาก ริ้วรอยและความหย่อนคล้อยไม่ได้เดินตามวันเกิดเสมอไป รวมถึงพันธุกรรมเองก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่การใช้ชีวิตในแต่ละวันต่างหากที่เป็นตัวเร่งผิวพัง ไม่ว่าจะเป็นการตากแดด การอดนอน ความเครียดสะสม หรือการสูบบุหรี่ “เคยเจอเคสฝาแฝดแท้ที่กรรมพันธุ์เหมือนกันเป๊ะ คนหนึ่งทำสวนตากแดดจัด ส่วนอีกคนทำงานออฟฟิศนั่งห้องแอร์ พออายุแตะเลข 4 เท่ากัน คนที่โดนแดดเป็นประจำดูมีอายุกว่าชัดเจน หน้าล้ำไปไกลกว่ากันหลายปี” คุณหมอจึงย้ำเสมอว่า ไม่ต้องรอให้อายุถึงเกณฑ์แล้วค่อยเริ่มดูแล แค่ลองส่องกระจกดูผิวจริง ๆ ของตัวเอง ร่วมกับดูพฤติกรรมในแต่ละวันก็พอแล้ว แม้ผิวแต่ละคนจะแก่ช้าเร็วไม่เท่ากัน แต่ความเสื่อมตามธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น “พอพ้นช่วงวัยรุ่นตอนปลายไป ผิวเราจะเริ่มเสียคอลลาเจนและอีลาสตินไปเฉย ๆ อย่างน้อยปีละ 1% อยู่แล้ว ยิ่งถ้าใครใช้ชีวิตลุย ๆ พักผ่อนน้อย หรือนอนดึกติดกันเป็นนิสัย ตัวเลขนี้ก็จะยิ่งหล่นฮวบเร็วกว่าเดิม” ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงอายุ 35 หรือ 40 ปีแล้วค่อยก้าวขาเข้าคลินิก วันไหนที่เริ่มส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าผิวไม่สดใสเหมือนเก่า ผิวเริ่มล้า นั่นคือสัญญาณเตือนให้เริ่มดูแลได้ทันที สำหรับคนที่พื้นฐานผิวยังดี การดูแลปีละ 1 ถึง 2 ครั้งก็เพียงพอที่จะประคองผิวให้อยู่ทรง แต่ถ้าปล่อยให้ความหย่อนคล้อยสะสมมานาน ก็อาจต้องฟื้นฟูกันต่อเนื่องสัก 3 ถึง 6 เดือน ผิวถึงจะเริ่มกลับมาแน่นกระชับขึ้นได้อีกครั้ง คำตอบของคุณหมอรัตตินันท์คือ เครื่องกลุ่มยกกระชับที่ใช้คลื่นพลังงาน (Energy-Based Devices) เพราะหลักการทำงานของเครื่องกลุ่มนี้ คือการยิงคลื่นพลังงานลงไปใต้ชั้นผิวลึก เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่ ช่วยดึงและพยุงโครงสร้างผิวให้อยู่ทรง ทำครั้งหนึ่งผลลัพธ์สามารถช่วยประคองผิวให้อยู่ได้ยาวนานไปอีกปี จึงเป็นการดูแลที่คุ้มค่าทั้งเรื่องเงินและเวลา ยิ่งเริ่มทำตั้งแต่วันที่ผิวยังเด้งและยืดหยุ่นดี ก็ยิ่งเหมือนเป็นการฝากต้นทุนผิวแน่น ๆ เก็บไว้ใช้ได้นานขึ้นเท่านั้น คนวัย 40 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการดูแลตัวเองดีอยู่แล้ว และหลายคนยังติดภาพจำว่า มีริ้วรอยตรงไหนก็แค่ฉีดโบ มีร่องลึกตรงไหนก็แค่เติมฟิลเลอร์ แล้วจบทุกอย่าง แต่ในความจริงวิธีนี้อาจไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด “ลองคิดภาพตามง่าย ๆ ถ้าเราเริ่มเสียคอลลาเจนไปปีละ 1% ตั้งแต่อายุ 20 พอถึงวัย 40 คอลลาเจนในผิวจะหายไปแล้วอย่างน้อย 20% เนื้อเยื่อใต้ผิวที่เคยแน่นก็ยุบตัวลงไปตามธรรมชาติ การฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์อาจช่วยพรางตาให้ผิวดูเต็ม ดูตึงเรียบเนียนขึ้นได้ในทันที แต่เนื้อผิวจริง ๆ และโครงสร้างชั้นในที่ฝ่อตัวลงไปนั้น ไม่ได้ถูกสร้างใหม่หรือซ่อมแซมขึ้นมาเลย” การดูแลผิวไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวที่ใช้เหมือนกันได้ทุกคน หมอจึงต้องคอยถามไลฟ์สไตล์และชีวิตประจำวันของคนไข้ควบคู่ไปด้วยเสมอ ยกตัวอย่างคนที่ชอบเล่นกีฬากลางแจ้งอย่างกอล์ฟหรือเทนนิส หลายคนมักเข้าใจผิดว่าทากันแดดรอบเดียวตอนเช้าก่อนออกจากบ้านก็เอาอยู่ ทั้งที่จริงแล้วแดดเมืองไทยเผาผิวตลอดทั้งวัน การทารอบเดียวจึงไม่เคยพอ ที่สำคัญ การใช้ชีวิตยังส่งผลกับความปลอดภัยตอนทำหัตถการโดยตรง เช่น ใครที่เพิ่งกลับจากทริปทะเลแล้วผิวเพิ่งโดนแดดเผามาหมาด ๆ แบบนี้จะจับยิงเลเซอร์ทันทีไม่ได้เด็ดขาด ต้องรอให้ผิวหายอักเสบและฟื้นตัวก่อน บางเคสอาจต้องบำรุงเพื่อกู้เกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงขึ้นก่อน ถึงจะเริ่มใช้เครื่องกลุ่มพลังงานได้อย่างปลอดภัย หัวใจของ Prejuvenation คือการรู้ทันธรรมชาติว่าพออายุมากขึ้น โครงหน้าเราจะทรุดตรงไหนบ้าง แล้วชิงเข้าไปดูแลดักไว้ก่อน ไม่ปล่อยให้หน้าพังย้วยจนแก้ยาก ซึ่งโครงสร้างใบหน้าแต่ละชั้นก็มีวิธีดูแลที่ต่างกันไปแบบนี้ ทั้งหมดนี้จะได้ผลดีและเห็นผลชัดเจน ก็ต่อเมื่อเราดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานควบคู่ไปด้วย ทั้งการทากันแดดให้ถึง ดื่มน้ำเยอะ ๆ นอนหลับพักผ่อนให้พอ และเลี่ยงมลพิษกับฝุ่นควันให้ได้มากที่สุด ถ้าพูดเรื่องความอ่อนเยาว์ คนเอเชียถือว่าได้เปรียบทางพันธุกรรมมาตั้งแต่เกิด เพราะผิวเรามีเม็ดสีเมลานินตามธรรมชาติมากกว่าคนฝั่งตะวันตก บรรพบุรุษเราอยู่เมืองร้อนสู้แดดกันมานาน เม็ดสีเหล่านี้เลยทำหน้าที่เหมือนร่มกันแดดคอยกรองรังสี UV ให้ผิว ต่างจากคนผิวขาวจัดในเมืองหนาวที่โดนแดดนิดเดียวผิวก็ไหม้แดง รังสี UV เลยทะลุผ่านเข้าไปทำลายคอลลาเจนใต้ผิวได้ลึกและไวกว่ามาก “ลองนึกภาพเหมือนเราตากผ้าทิ้งไว้กลางแดดเป็นเดือน ๆ เส้นใยผ้าก็จะเริ่มกรอบ ยางยืดก็จะเริ่มย้วย ผิวเราก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีอะไรคอยบังแดดไว้ คอลลาเจนใต้ผิวก็จะพังยับไปเรื่อย ๆ แบบนั้นเลย” ด้วยเกราะป้องกันตามธรรมชาติตัวนี้ คนเอเชียเลยเกิดริ้วรอยเล็ก ๆ หรือรอยตีนกาได้ช้ากว่า ในวัยเดียวกันคนเอเชียจึงมักดูเด็กกว่าคนแถบอื่นอย่างเห็นได้ชัด สำหรับคนไข้ต่างชาติที่มีเวลาจำกัด ส่วนใหญ่จะมองหาอะไรที่ทำรอบเดียวแล้วเห็นผลชัดทันตา อยู่ได้ยาวเกือบปี ซึ่งมักจะหนีไม่พ้นกลุ่มงานฉีด เพราะเขารู้ดีว่าหมอไทยฝีมือประณีต ประสบการณ์เคสแน่น ที่สำคัญคือคุ้มค่าเงินกว่าบ้านเขามาก แต่ถ้าเป็นกลุ่มต่างชาติที่เข้าใจเรื่องโครงสร้างผิวจริง ๆ เขาจะเลือกทำควบคู่กับเครื่องยกกระชับไปด้วย เพราะรู้ว่าถ้าอยากให้ผิวดูดีแบบยาว ๆ แค่ฉีดเก็บรายละเอียดอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องเข้าไปฟื้นฟูโครงสร้างชั้นลึกใต้ผิวให้แข็งแรงควบคู่กัน ในมุมของ พญ. รัตตินันท์ ตรีรัตน์ กุญแจสำคัญของการดูแลผิววัย 40+ จึงไม่ใช่การตั้งโจทย์สำเร็จรูปว่า “อายุเลข 4 แล้ว ต้องซื้อคอร์สอะไร” แต่เริ่มจากการมานั่งคุยกัน ดูสภาพผิวจริงตรงหน้า ถามถึงการใช้ชีวิตในแต่ละวัน และเช็กให้ขาดว่าปัญหาแท้จริงซ่อนอยู่ที่ชั้นผิวไหน จากนั้นค่อยวางแผนจัดการให้ตรงจุด พร้อมกับชิงดักชะลอความเสื่อมไว้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ผิวดูสดใสและแข็งแรงไปได้อีกนาน อายุตามปฏิทิน ไม่ได้บอกสภาพผิวจริงเสมอไป
คอลลาเจนลดลงทุกปี แต่ยิ่งรู้ตัวเร็ว ก็ยิ่งได้เปรียบ
ถ้ามีงบและเวลาจำกัด เข้าคลินิกได้ปีละครั้ง ควรเลือกลงทุนกับอะไร?
กับดักความเข้าใจผิดของวัย 40+ คือฉีดหน้าอย่างเดียว
ใช้ชีวิตแบบไหน หมอต้องวางแผนรักษาแบบนั้น
Prejuvenation: ดักทางความชรา ฟื้นฟูให้ตรงจุดทีละชั้นผิว
ข้อควรระวัง: ไขมันบนหน้าไม่ใช่ว่าต้องเอาออกให้หมดเสมอไป บางจุดต้องเก็บไว้เพื่อให้หน้าดูเต็ม ดูเด็ก มีน้ำมีนวล ส่วนบางจุดถึงค่อยเก็บกระชับให้เข้ารูป การเลือกใช้เครื่องมือจึงต้องดูโครงหน้าเป็นหลัก ไม่ไปสลายไขมันในจุดที่ควรเก็บไว้ทำไมผิวคนเอเชีย ถึงมีแต้มต่อเรื่องความหน้าเด็ก?
มุมมองคนไข้ต่างชาติ ทำไมยอมบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำหน้าที่ไทย?
Thai
English