กว่าจะเจออาชีพที่ใช่ กับเส้นทางที่ไม่ได้วางไว้ของ นพ. ศรัณย์ เปรื่องประยูร

ถ้าถามหมอส่วนใหญ่ว่าทำไมถึงเลือกเป็นหมอ คำตอบมักจะเป็นความฝันตั้งแต่เด็ก แต่สำหรับ นพ. ศรัณย์ เปรื่องประยูร หรือหมอกอล์ฟ แพทย์ด้านดูดไขมันและเติมไขมันของ รัตตินันท์ คลินิก คำตอบกลับเริ่มต้นจากคำว่าไม่มีความฝัน และเส้นทางระหว่างทางก็พาเขาออกนอกวงการแพทย์ไปไกลถึงนักบินฝึกหัด ก่อนจะพากลับมาอีกครั้งในจุดที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน

จุดพลิกผันที่ไม่ได้เกิดจากความฝัน แต่เกิดจากห้องเรียน

หมอกอล์ฟเล่าถึงตัวเองในวัยเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ได้เป็นเด็กที่มีเป้าหมายชัดเจน เรียนไปตามปกติ และตอนมัธยมต้นก็อยู่ในห้องที่มีเพื่อนเกเร เขาก็เกเรตามเพื่อนไปด้วย

แต่วันหนึ่งจุดเปลี่ยนก็มาถึง ในวันที่สอบเข้ามัธยมปลาย เขาได้อยู่ในห้องที่ห้อมล้อมไปด้วยเพื่อนที่เก่งและขยัน

“พอไปอยู่ห้องเด็กขยัน เราก็ต้องขยัน เพราะทุกคนส่งการบ้าน ทุกคนส่งงาน เราจะไม่ส่งมันก็ไม่ได้”

เขาใช้คำว่าสภาพแวดล้อมบ่มเพาะให้เขากลายเป็นคนขยันขึ้นและตั้งใจเรียนมากขึ้น ไม่ใช่ตัวเขาเองที่ตื่นขึ้นมาแล้วนึกอยากจะเปลี่ยนก็เปลี่ยน แต่เป็นคนรอบตัวที่ค่อย ๆ ดึงมาตรฐานของเขาขึ้นไปวันละเล็กละน้อย

ผลของช่วงเวลานั้นคือการสอบตรงติดคณะแพทยศาสตร์ แต่ความจริง ณ เวลาดังกล่าวก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่เลยตามเลย ติดก็ไปเรียน ครอบครัวเองก็ให้ไปเรียน ซึ่งมันก็ยังไม่ใช่ความฝันและเส้นทางที่ตัวเองนั้นต้องการจริง ๆ

“มันติดแล้วมันก็ต้องไป ที่บ้านไม่มีใครยอมให้เราสละสิทธิ์อยู่แล้ว”

ส่วนตัวเขาเองในตอนนั้นก็ไม่ได้ต่อต้าน เพราะมองว่าเป็นอาชีพที่ดี และคณะอื่นเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจบไปแล้วทำงานอะไร

เวร 72 ชั่วโมง กับหมอคนเดียวทั้งโรงพยาบาล

หลังเรียนจบ หมอกอล์ฟไปใช้ทุน 3 ปีที่โรงพยาบาลชุมชนในอำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขาบอกว่ามองมันเป็นการตอบแทนทุนของรัฐบาลที่สนับสนุนค่าเรียนของแพทย์ให้คุ้มค่า

แต่สิ่งที่เขาเจอจริงคือความเหนื่อยที่กัดกินสุขภาพ

“อยู่เวร 3 วัน คือ 72 ชั่วโมงนะ ทั้งโรงพยาบาลชุมชนนั้นมีหมอคนเดียวคือเรา”

สิ่งที่หนักกว่าจำนวนชั่วโมงคือคุณภาพของการพักผ่อนที่หายไป เขาเล่าว่านอนหลับลึกไม่ได้เลย เพราะต้องคิดอยู่ตลอดว่าถ้ามีเคสเข้ามา หรือถ้าพยาบาลโทรมาปลุก เขาต้องตื่นให้ได้ เพราะเป็นหมอคนเดียวในโรงพยาบาล

“เรารู้สึกว่าถ้าเราทำอย่างนี้ไปจนอายุ 60 เราน่าจะตายก่อน”

เขาสรุปจุดตัดสินใจในเวลานั้นด้วยประโยคที่เรียบง่ายมาก คือความรู้สึกว่านอนไม่พอ

อาชีพที่กฎหมายบังคับให้คุณต้องพักผ่อน

จุดประกายแรกมาจากบทสนทนาธรรมดา เพื่อนคนหนึ่งที่มีแฟนเป็นนักบินเล่าให้ฟังว่าอาชีพนักบินดีมาก เพราะมีกฎหมายบังคับให้ต้องพักผ่อน

“มันมีอาชีพที่เขารับรองสุขภาพให้เราด้วยว่ะ ให้เราต้องนอน จะมีอาชีพไหนที่บังคับให้เรานอนได้อีก”

เขาเริ่มหาข้อมูลอย่างจริงจังว่าเส้นทางไปสู่การเป็นนักบินต้องผ่านอะไรบ้าง และพบว่าถ้าอยากมั่นคงโดยไม่ต้องควักเงินเรียนเองสองล้านกว่าบาท ต้องสอบเข้าไปเอาตำแหน่งกับสายการบินให้ได้ก่อน

หมอกอล์ฟไปสมัครและสอบติดกับสายการบินแห่งหนึ่ง เนื้อหาข้อสอบเป็นระดับมัธยมปลาย ทั้งภาษาอังกฤษ ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และทดสอบเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลว่าเขาต้องกลับไปรื้อหนังสือเก่าอ่านใหม่ทั้งหมด และเตรียมตัวอย่างหนัก

ผลลัพธ์คือสอบได้อีกตามเคย ความรู้สึกที่มี ณ ตอนนั้นเขาบอกว่าดีใจมาก เหมือนชีวิตมั่นคงแล้ว มีงานที่ดี รายได้น่าจะดี และไม่ต้องขวนขวายอะไรอีกมาก

เขาไปเรียนบิน และมีความมุ่งมั่นชัดเจนที่จะบินไปในเส้นทางนี้

แล้วปี 2020 ก็มาถึง จุดพลิกชีวิตอีกหนึ่งตลบ

พอข้ามมาปี 2020 โควิดมาถึงพอดี บริษัทยื้อสถานการณ์ไว้ราวครึ่งปีถึงหนึ่งปี ในช่วงนั้นสายการบินบินน้อยมาก ใช้กำลังพลอยู่ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีกราว 70 เปอร์เซ็นต์ถูกพักไว้โดยที่พนักงานไม่ได้ทำอะไร

สุดท้ายบริษัทตัดสินใจให้ออกไปก่อน พร้อมบอกว่าถ้าวันหนึ่งต้องการกำลังพล จะเรียกตัวกลับมา

“ตอนนั้นเฮิร์ตมาก เพราะเราตั้งใจมากที่จะไปเป็นนักบิน อุตส่าห์พยายามขนาดนั้นตั้งหลายปี มันเกือบจะได้แล้ว มันคือจะได้เป็นนักบินจริง ๆ แล้ว”

ความเจ็บปวดที่ต้องพากลับสู่เส้นทางเดิม ที่รู้สึกไม่เหมือนเดิม

เมื่อไม่มีทางเลือกและยังต้องหารายได้เลี้ยงดูตัวเอง หมอกอล์ฟกลับมาพึ่งอาชีพเดิม แต่เขายอมรับตรง ๆ ว่าการหายไปจากวงการแพทย์ในช่วงเรียนบิน ทำให้เขาไม่ได้คลุกคลีกับการตรวจและรักษาคนไข้เลย

โรคทั่วไปอย่างไข้หวัดธรรมดายังตรวจได้ แต่กับคนไข้กลุ่มหลอดเลือดหัวใจตีบหรือหลอดเลือดสมองตีบ เขาบอกว่าไม่มั่นใจ

“ถ้ากลับไปดูแลคนไข้กลุ่มนี้ มันเสี่ยงกับคนไข้มากกว่าเสี่ยงกับเราซะอีก”

เป็นการประเมินตัวเองที่ตรงไปตรงมา และเป็นเหตุผลที่พาเขาไปสู่คลินิกความงาม ซึ่งเป็นคนไข้ที่แข็งแรงอยู่แล้ว ไม่ได้มีโรค แต่มาเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้น

ที่สำคัญคือในตอนนั้น เขาคิดว่าจะทำแค่ชั่วคราว เป็นงานพาร์ทไทม์ระหว่างรอสายการบินเรียกกลับ

ความรู้ความสามารถนอกห้องเรียน คือประสบการณ์ในห้องทำหัตถการ

เนื่องจากหลักสูตรแพทย์ไม่ได้สอนเรื่องหัตถการในคลินิกความงามอย่างเฉพาะเจาะจง หมอกอล์ฟจึงต้องเริ่มใหม่หมดด้วยตัวเอง

“โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ มันไม่ได้อยู่ในหลักสูตรนะ ไม่ว่าจะสาขาใด ๆ ก็ตาม”

เขาเทคคอร์สโบทูลินัมท็อกซินและฟิลเลอร์ อ่านหนังสือหาความรู้ชุดใหม่ และเทรนแบบลงมือปฏิบัติจริงควบคู่กันไป

ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ให้เขาจริง ๆ ไม่ใช่ความรู้จากคอร์ส แต่กลับเป็นจำนวนเคส

“พอเห็นหน้าคนเป็นหลายร้อยหลายพันคน เราจะเริ่มรู้ว่า ตรงนี้ถ้าแก้จะสวยขึ้นนะ ตรงนี้น่าจะยกขึ้นนะ”

เขาเรียกมันว่าสกิลที่ติดมากับการผ่านเคสมาเยอะ ๆ และมันดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนที่ผ่านเข้ามา นี่คือหลักคิดที่จะกลายเป็นเข็มทิศของเขาในเวลาต่อมา

วันที่ตัดสินใจว่าจะไม่รอสายการบินอีกแล้ว

ผ่านไปประมาณ 3 ปี หมอกอล์ฟเริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างนิ่งเกินไป และสายการบินก็ไม่มีแนวโน้มจะเรียกเขากลับ

เขาจึงตัดสินใจเรียนปริญญาโทด้านเวชศาสตร์ความงามอย่างจริงจัง เหตุผลหนึ่งเป็นเรื่องโครงสร้าง เพราะประเทศไทยไม่มีสาขาความงามในระบบแพทย์เฉพาะทาง แต่เหตุผลที่ลึกกว่านั้นคือเขาอยากมีความรู้ที่ครบพอจะแนะนำคนไข้ได้จริง

“เราอยากรู้ให้ครบ เพื่อจะได้บอกคนไข้ได้หลายมิติว่าสิ่งที่เขาขาดจริง ๆ มันคืออะไร ไม่ใช่แค่มีรอยแล้วฉีดโบทูลินัมท็อกซิน”

เขาอธิบายว่าปัญหาบนใบหน้าและร่างกายไม่ได้อยู่ชั้นเดียว มันมีตั้งแต่ผิวชั้นตื้น ชั้นไขมันสะสม ชั้นลึก กล้ามเนื้อ ไปจนถึงกระดูกที่กร่อนลง และปัจจุบันมีงานวิจัยรองรับหัตถการเหล่านี้อยู่มาก

“การทำแค่ชั้นเดียวอาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด”

เส้นทางที่ไม่ได้วางไว้ แต่พามาถึงสถานที่ที่ใช่

เมื่อมองย้อนกลับไป เส้นทางของหมอกอล์ฟแทบไม่มีช่วงไหนเลยที่เป็นไปตามแผน เด็กที่ไม่มีความฝันกลายเป็นหมอเพราะห้องเรียนที่บังเอิญได้เข้าไปอยู่ หมอที่หมดแรงกับเวร 72 ชั่วโมงไปไล่ตามอาชีพนักบินเพราะอยากได้การนอนคืนมา และคนที่เกือบได้เป็นนักบินก็ถูกโรคระบาดพาให้กลับมายืนอยู่หน้าคนไข้อีกครั้ง

สิ่งที่คงเส้นคงวาตลอดทางไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นวิธีที่เขาตอบสนองต่อสิ่งที่ไม่ได้เลือก คือการยอมรับตามตรงว่าตัวเองยังไม่พร้อมตรงไหน แล้วไปหาความรู้เพิ่มจนกว่าจะพร้อม

และห้องเรียนปริญญาโทเวชศาสตร์ความงามห้องนั้นเอง ที่กำลังจะพาเขาไปเจอกับคนที่เปลี่ยนความเข้าใจของเขาเรื่องดูดไขมันไปตลอดกาล