ทำไมการรักษาที่ดีต้องเริ่มจากการฟัง ถอดวิธีคิดของ นพ. ศศินทร์ ตรีรัตน์
เรามักแยกเรื่องความงามออกจากสุขภาพอย่างสิ้นเชิง แต่สำหรับ นพ. ศศินทร์ ตรีรัตน์ หรือหมอเจมส์ แพทย์ประจำรัตตินันท์ คลินิก ทั้งสองเรื่องนี้มีเส้นบาง ๆ ที่เกี่ยวโยงกันอยู่เสมอ การรักษาจึงไม่ได้จบแค่มองเห็นปัญหา แต่ต้องอาศัยการฟังอย่างลึกซึ้ง และการวิเคราะห์ที่มีหลักเกณฑ์รองรับ คนไข้ที่มาปรึกษา นพ. ศศินทร์ ส่วนใหญ่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ นอกจากนี้ ยังดูแลปัญหาผิวพรรณ ปัญหาโครงสร้างใบหน้า รวมถึงการฟื้นฟูรอยแผลเป็นหลังการผ่าตัด “หลายคนต้องทนอยู่กับปัญหาเรื้อรังมานาน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนรอบข้างมักไม่เข้าใจ เช่น เหงื่อเปียกชุ่มเสื้อผ้าตรงวงแขนได้ง่าย หรือแม้จะอาบน้ำฟอกสบู่และดูแลความสะอาดอย่างดีแล้ว ก็ยังมีกลิ่นตัวอยู่ จนคนรอบตัวอาจเข้าใจผิดไปเองว่าไม่ดูแลสุขอนามัย” เมื่อคนไข้ก้าวเข้ามาปรึกษา สิ่งแรกที่ นพ. ศศินทร์ ให้ความสำคัญ ไม่ใช่การรีบตอบรับตามความต้องการในทันที แต่คือการสืบค้นจนเข้าใจถึงปัญหาที่แท้จริงของแต่ละบุคคลอย่างถ่องแท้ “ทุกคนที่เดินเข้ามาหาเรา ล้วนแบกความไว้วางใจและปัญหาที่อยากแก้ไขมาด้วยเสมอ ไม่อย่างนั้นคงไม่มาปรึกษาเรา ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือการตั้งใจรับฟังให้ดีที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องชั่งน้ำหนักให้เกิดความสมดุลระหว่างปัญหาและความคาดหวังของคนไข้ กับความถูกต้องตามหลักวิชาการแพทย์และความปลอดภัยสูงสุดเป็นสำคัญ” การรับฟังอย่างลึกซึ้งจึงไม่ใช่เพียงการบันทึกอาการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่นำไปสู่การออกแบบแผนการรักษาที่ตรงจุดและเหมาะสมกับคนไข้แต่ละคนจริง ๆ นพ. ศศินทร์ อธิบายว่า แม้ความคาดหวังของคนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ (Wellness) กับความงาม (Beauty) จะมีจุดที่คาบเกี่ยวกันอยู่มาก เพราะใคร ๆ ต่างก็อยากมีสุขภาพที่ดี ดูดี และเป็นตัวเองในแบบที่มั่นใจที่สุด แต่วิธีการดูแลของทั้งสองกลุ่มนี้กลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน “ปัญหาด้าน Wellness มักตรงไปตรงมาและวัดผลได้ชัดเจน เช่น ภาวะเหงื่อออกมาก เป้าหมายคือทำให้เหงื่อลดลง ปัญหานอนกรน คือทำให้เสียงกรนเบาลงและทางเดินหายใจโล่งขึ้น หรือเรื่องน้ำหนักตัว เราสามารถชั่งเป็นกิโลกรัมและวัดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายเพื่อติดตามผลได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ในกลุ่ม Beauty หรือ Aesthetic จะมีความเป็นศิลปะสูงกว่า ไม่มีมาตรวัดเดียวที่ใช้ตัดสินได้กับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับมุมมองและความพึงพอใจส่วนบุคคล (Subjective) แต่ละคนมีนิยามความสวยงามที่ต่างกัน จุดนี้จึงต้องใช้ความละเอียดอ่อน ต้องพูดคุยกันให้ลึกซึ้ง เพื่อปรับความคาดหวังให้ตรงกันจริง ๆ” นพ. ศศินทร์ ยังยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า บ่อยครั้งที่คนไข้กลุ่มความงามเองก็อาจไม่ได้ระบุความต้องการออกมาชัดเจน เพียงแต่รู้สึกว่าใบหน้าดูเหนื่อยล้าหรือดูมีอายุขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของแพทย์ที่ต้องชวนพูดคุยเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง ก่อนจะร่วมกันวางแนวทางการดูแลรักษาได้อย่างถูกต้อง นอกจากงานตรวจรักษาที่คลินิกแล้ว นพ. ศศินทร์ ยังมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่น้อยคนจะทราบ นั่นคือการเป็นนักวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์และสมอง “นอกเหนือจากการดูแลคนไข้ที่คลินิกแล้ว ก็มีบทบาทเป็นนักวิจัยสมองด้วย ตอนนี้กำลังทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่องและอยู่ในขั้นตอนที่ใกล้จะตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ” แม้ภาพของนักวิจัยสมองจะดูเหมือนอยู่คนละขั้วกับงานด้านเวชศาสตร์ความงามและสุขภาพ แต่วิธีคิดเชิงวิทยาศาสตร์กลับเชื่อมโยงถึงกันอย่างน่าสนใจ สะท้อนผ่านวิธีที่ นพ. ศศินทร์ จำแนกระหว่างงานฝั่ง Wellness ที่ต้องอาศัยตัวเลขวัดผล กับฝั่ง Beauty ที่ต้องเข้าใจมิติความรู้สึกและการสื่อสารอย่างลึกซึ้ง ซึ่งกลายมาเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลคนไข้ทุกกลุ่มอย่างมีหลักการ เมื่อหมดเวลาตรวจและวางมือจากงานวิจัย กิจกรรมโปรดคือการปีนหน้าผาจำลอง หากใครที่ชอบปีนผาตามยิมในกรุงเทพฯ ก็อาจมีโอกาสได้พบปะและทักทายกันได้เช่นกัน นพ. ศศินทร์ ตรีรัตน์ ทิ้งท้ายถึงทุกคนที่อาจกำลังเผชิญกับปัญหาที่ยังหาทางออกไม่พบ หรือยังรักษาได้ไม่ตรงจุดมาเป็นเวลานาน “สำหรับใครที่กำลังเจอปัญหาเหงื่อออกมากผิดปกติ วงแขนเปียกชื้นง่าย หรือมีกลิ่นตัวแรง ซึ่งพยายามดูแลด้วยตัวเองสารพัดวิธีแล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้น รวมถึงผู้ที่มีปัญหานอนกรน หรือน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ที่ไม่สามารถจัดการได้เอง สามารถเข้ามาพูดคุยและปรึกษากันได้เสมอ ตลอดจนผู้ที่มีความกังวลด้านผิวพรรณทั่วไป หรือต้องการดูแลรักษาฟื้นฟูรอยแผลเป็น ก็พร้อมรับฟังและร่วมหาแนวทางรักษาไปด้วยกัน” รู้จักหมอศศินทร์ แพทย์ผู้ดูแลปัญหาที่คนอื่นอาจมองข้าม
ก่อนตอบโจทย์การรักษา ต้องฟังให้ชัดถึงต้นตอของความกังวล
เส้นแบ่งระหว่าง Wellness ที่วัดผลได้ กับ Beauty ที่เป็นเรื่องของศิลปะ
อีกด้านที่หลายคนยังไม่รู้ นักวิจัยสมองผู้เตรียมตีพิมพ์ผลงาน
พื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนที่กำลังมองหาใครสักคนคอยรับฟัง

English