แก้มย้อยและแก้มห้อยเป็นปัญหาที่พบได้ในหลายช่วงวัย ซึ่งมักเริ่มสังเกตเห็นได้จากตอนส่องกระจกในทุกวัน หรืออาจเห็นจากรูปถ่ายของตัวเอง แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ แต่ก็ส่งผลต่อความมั่นใจและทำให้กรอบหน้าดูไม่คมชัดเหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้แก้ไขได้ โดยวิธีทางการแพทย์ ซึ่งขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความหย่อนคล้อยของแต่ละคน บทความนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นเหตุ ผลกระทบหากปล่อยไว้ ไปจนถึงหัตถการที่ตรงกับปัญหาของคุณมากที่สุด
แก้มย้อย เกิดจากอะไร?
แก้มย้อยเกิดจากการที่ผิวหนัง คอลลาเจน และโครงสร้างพยุงใบหน้าเสื่อมสภาพลง ทำให้เนื้อเยื่อตกลงตามแรงโน้มถ่วง โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้
- อายุที่เพิ่มขึ้น หลังอายุ 30 ปี ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินน้อยลง กระดูกและไขมันชั้นลึกที่เคยพยุงผิวเริ่มยุบตัว ทำให้แก้มตกลงมาเป็นร่องน้ำหมากและแก้มห้อย
- พันธุกรรมและโครงสร้างใบหน้า คนที่มีโครงกระดูกเล็กหรือมีไขมันกระพุ้งแก้มเยอะตามพันธุกรรม มักมีแก้มย้อยตั้งแต่อายุยังน้อย
- รังสียูวีและมลภาวะ ทำลายคอลลาเจนในชั้นผิวลึกสะสมทุกวัน เร่งให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วกว่าวัย
- น้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงเร็ว โดยเฉพาะการลดน้ำหนักเร็วเกินไป ทำให้ผิวหดตัวไม่ทัน เหลือผิวส่วนเกินห้อยลงมา
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ พักผ่อนน้อย และความเครียด ล้วนทำลายคอลลาเจนและเร่งความหย่อนคล้อย
- ผลจากหัตถการในอดีต เช่น การลดโหนกแก้ม กรอกระดูกแก้มที่ทำให้เนื้อเยื่อขาดเสาพยุง หรือการฉีดซิลิโคนเหลวที่ไม่สลายตัวแล้วไหลมารวมกันด้านล่าง
ข้อเสียถ้าหากปล่อยให้ แก้มย้อย แก้มห้อย ไว้นาน ๆ
การปล่อยแก้มย้อยไว้โดยไม่ดูแลจะทำให้ปัญหาสะสมและแก้ไขยากขึ้นเรื่อย ๆ โดยผลกระทบที่ตามมามีดังนี้
- ร่องแก้มและร่องน้ำหมากลึกขึ้น เมื่อเนื้อเยื่อตกลงมาเรื่อย ๆ รอยพับจะกลายเป็นร่องถาวรที่สังเกตได้ชัดแม้หน้านิ่ง
- มุมปากตก ใบหน้าดูบึ้ง น้ำหนักของแก้มที่ห้อยจะดึงให้มุมปากตกลง ทำให้ดูเหมือนโกรธหรือเศร้าตลอดเวลา
- กรอบหน้าเบลอ เสียรูปวีเชป เนื้อแก้มที่ตกมากองบริเวณกรามทำให้ใบหน้าดูบานออกเป็นทรงเหลี่ยมหรือทรงกลม
- ใบหน้าสองข้างไม่เท่ากัน ความหย่อนคล้อยมักไม่เกิดเท่ากันทุกด้าน ทำให้ใบหน้าเสียความสมดุล
- แก้ไขยากและค่าใช้จ่ายสูงขึ้น หากปล่อยจนอายุ 60 ปีขึ้นไป เครื่องยกกระชับแบบไม่ผ่าตัดอาจให้ผลไม่เต็มที่ ต้องพึ่งการผ่าตัดดึงหน้าที่ซับซ้อนกว่า
9 วิธีแก้ปัญหา แก้มย้อย ด้วยหัตถการ ที่แพทย์แนะนำ
ที่รัตตินันท์ คลินิก มีผู้รับบริการเข้ามาปรึกษาปัญหาแก้มห้อย แก้มย้อยเฉลี่ย 4-5 เคสต่อเดือน ซึ่งแต่ละเคสมีสาเหตุและระดับความหย่อนที่แตกต่างกัน การเลือกหัตถการที่เหมาะสมจึงต้องผ่านการประเมินจากแพทย์เป็นรายบุคคล โดยทางเลือกที่น่าสนใจมีดังนี้
Radiesse แก้แก้มย้อยได้อย่างไร?
Radiesse เป็นสารกลุ่ม Biostimulator ที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่ตามธรรมชาติ เหมาะกับผู้ที่ผิวบาง ผิวหลวม และคืนตัวได้ไม่ดี
วิธีการทำงานคือฉีดบริเวณใบหน้าส่วนบนเพื่อพยุงโครงสร้าง ส่งผลดึงรั้งความหย่อนคล้อยของใบหน้าส่วนล่างให้กระชับตามไปด้วย พร้อมเติมวอลลุ่มในรอยพับให้ดูอิ่มขึ้น ผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 2 ปี
ในคลินิกมีเคสคุณผู้หญิงวัย 40 ต้น ๆ ที่มาปรึกษาเรื่องแก้มเริ่มหย่อนและร่องแก้มตื้น ๆ ลักษณะผิวบางและโครงหน้าค่อนข้างเล็ก แพทย์เลือก Radiesse เพราะตอบโจทย์ทั้งการพยุงโครงสร้างและกระตุ้นคอลลาเจนไปพร้อมกัน
โปรแกรม ฟิลเลอร์ แก้แก้มย้อยได้อย่างไร?
โปรแกรม ฟิลเลอร์ คือการฉีดสารไฮยาลูโรนิคแอซิด (HA) ที่เลียนแบบสารในผิวหนัง เพื่อทดแทนกระดูกและไขมันชั้นลึกที่ยุบตัวลงตามวัย
เมื่ออายุมากขึ้น โครงสร้างใต้ผิวที่เคยเป็นเสาพยุงจะทรุดตัว การฉีดฟิลเลอร์ในตำแหน่งที่ถูกต้องจึงเสมือนสร้างเสาใหม่ให้ดึงยกเนื้อแก้ม ร่องแก้ม และร่องน้ำหมากให้กระชับขึ้นทันทีหลังฉีด ผลลัพธ์อยู่ได้นานสูงสุดประมาณ 2 ปีขึ้นอยู่กับยี่ห้อและตำแหน่งที่ฉีด
เคสที่พบบ่อยในคลินิกคือผู้รับบริการวัย 35-45 ปีที่เริ่มรู้สึกว่าหน้าตอบกลางแก้ม แพทย์จะประเมินโครงสร้างก่อนฉีด เพราะฟิลเลอร์ในตำแหน่งโหนกแก้มที่ถูกต้องจะช่วยยกรวมถึงทำให้ร่องแก้มตื้นขึ้นไปด้วย โดยไม่ต้องฉีดเติมที่ร่องแก้มโดยตรง
Ulthera แก้แก้มย้อยได้อย่างไร?
Ulthera ยกกระชับแก้มย้อยด้วยพลังงานอัลตราซาวนด์ที่ส่งลงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในการดึงหน้า
พลังงานจะเปลี่ยนเป็นความร้อนจุดเล็ก ๆ ทำให้เนื้อเยื่อชั้น SMAS หดตัวเสมือนการเย็บให้ตึงขึ้นทันที พร้อมกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้แก้มที่หย่อนถูกยกกลับเข้าที่ กรอบหน้าคมชัดขึ้น และดูอ่อนเยาว์ลง
สำหรับผู้ที่มีแก้มห้อยชัดเจนในช่วงวัย 35-45 ปีขึ้นไป Ulthera จะยกชั้น SMAS ได้ถึง 70-80% จนคนรอบข้างสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน ผลลัพธ์คงอยู่ประมาณ 1-2 ปี
เคสที่ประทับใจในคลินิกคือคุณแม่วัย 48 ปีที่มาก่อนงานแต่งงานลูกสาว 3 เดือน มีปัญหาแก้มห้อยและเหนียงเริ่มชัด แพทย์เลือก Ulthera เพราะยังหย่อนคล้อยไม่มาก ทำให้ผลลัพธ์ในวันงานดูเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องผ่าตัด
Thermage แก้แก้มย้อยได้อย่างไร?
Thermage FLX ใช้คลื่นวิทยุแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) ส่งความร้อนกระจายตัวลงชั้นหนังแท้และชั้นไขมันใต้ผิวในอุณหภูมิ 65-70 องศาเซลเซียส ทำให้คอลลาเจนเดิมหดตัวทันทีและกระตุ้นสร้างคอลลาเจนใหม่ต่อเนื่อง 2-6 เดือนหลังทำ
จุดเด่นของ Thermage ในการแก้แก้มย้อยคือ สลายไขมันส่วนเกินบริเวณแก้มและเหนียงไปพร้อมกัน จึงเหมาะกับผู้ที่มีไขมันใบหน้าเยอะร่วมกับผิวหย่อนคล้อยในระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง ผลลัพธ์ชัดเจนที่สุดในเดือนที่ 6 และอยู่ได้ 1-2 ปี โดยไม่ต้องพักฟื้น
ในคลินิกมักเจอเคสผู้หญิงวัย 30 ปลาย ๆ ที่บอกว่า “หน้ายุบไม่ได้ แต่อยากให้แก้มเด้งขึ้น” Thermage จึงเป็นคำตอบเพราะเก็บวอลลุ่มและช่วยให้ผิวโดยรวมดูมีคุณภาพดีขึ้น ไม่ใช่แค่ยกกระชับอย่างเดียว
Morpheus8 แก้แก้มย้อยได้อย่างไร?
Morpheus8 ผสานเทคโนโลยี Microneedling กับคลื่นวิทยุความถี่สูง (Bipolar RF) โดยส่งพลังงานผ่านปลายเข็มลงชั้นผิวลึก ให้ความร้อนควบคุมได้ที่ 65-75 องศาเซลเซียส
ความร้อนนี้ทำให้คอลลาเจนเดิมหดตัวทันที และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ (Neocollagenesis) ในช่วง 1-3 เดือน จัดเรียงโครงสร้างผิวให้แน่นขึ้น จุดเด่นคือเป็น “2 in 1” ที่ยกกระชับชั้นลึกและปรับปรุงคุณภาพผิวชั้นบนไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียว
เคสที่เหมาะกับ Morpheus8 ในคลินิกมักเป็นผู้รับบริการวัย 30 กลาง ๆ ที่มีทั้งปัญหาแก้มเริ่มหย่อน รูขุมขนกว้าง และรอยสิวร่วมด้วย แพทย์จะเลือกเทคโนโลยีนี้เพราะแก้หลายปัญหาในคอร์สเดียว ไม่ต้องแยกเครื่องหลายตัว
Emface แก้แก้มย้อยได้อย่างไร?
Emface มีจุดเด่นที่ต่างจากเครื่องอื่น คือฟื้นฟูทั้งชั้นผิวและชั้นกล้ามเนื้อพร้อมกันในขั้นตอนเดียวโดยไม่ใช้เข็ม ผ่านเทคโนโลยี HIFES™ และ Synchronized RF
HIFES™ ส่งพลังงานลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อเพื่อกระตุ้นการหดเกร็งแบบเข้มข้น เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าได้ประมาณ 30% เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น โครงสร้างใบหน้าจะถูกดึงพยุงจากภายใน ส่วน RF เพิ่มคอลลาเจน 26% และอีลาสติน 2 เท่า ทำให้แก้มที่หย่อนกลับมาแน่นกระชับ
จุดสำคัญคือ Emface ไม่ทำลายไขมันบนใบหน้า จึงเหมาะกับผู้ที่กังวลเรื่องหน้าตอบหลังทำหัตถการยกกระชับ
ผู้รับบริการส่วนใหญ่ที่เลือกทำ Emface ในคลินิกมักเป็นคนทำงานที่ไม่มีเวลาพักฟื้น อายุ 30 ต้น ๆ ที่ต้องการดูแลเชิงป้องกันก่อนที่กล้ามเนื้อใบหน้าจะอ่อนแรงมาก หรือกลุ่มที่เพิ่งเริ่มสังเกตว่ากรอบหน้าไม่คมชัดเหมือนเดิม
Fotona 4D แก้แก้มย้อยได้อย่างไร?
Fotona 4D ผสานเลเซอร์ 2 ชนิด (Nd:YAG และ Er:YAG) ทำงานครอบคลุมผิวชั้นตื้นถึงชั้นลึกใน 4 ขั้นตอน ได้แก่
- SmoothLiftin™ ยิงเลเซอร์จากด้านในกระพุ้งแก้ม กระตุ้นคอลลาเจนชั้นลึก ยกเนื้อแก้มและเติมเต็มร่องแก้มจากภายใน
- FRAC3® ยิงพลังงานจุดเล็กฟื้นฟูโครงสร้างผิว ลดริ้วรอยและปรับสีผิว
- PIANO® Mode ปล่อยความร้อนสะสมกระชับผิวและสลายไขมันบริเวณที่หย่อนไปพร้อมกัน เหมาะกับการเก็บกรอบหน้าและลดเหนียง
- SupErficial™ ผลัดเซลล์ผิวชั้นบนอย่างอ่อนโยน ลดความหมองคล้ำและกระชับรูขุมขน
เคสที่นึกถึง Fotona 4D ในคลินิกมักเป็นผู้รับบริการที่ต้องการดูแลครบในเครื่องเดียว ทั้งยกกระชับและปรับคุณภาพผิวโดยไม่ต้องพักฟื้นนาน
ดูดไขมันแก้ม-เหนียง แก้แก้มย้อยได้อย่างไร?
การดูดไขมันแก้มและเหนียงแก้ปัญหาแก้มย้อยที่สาเหตุหลักมาจากไขมันสะสมอย่างตรงจุด โดยกำจัดไขมันที่ถ่วงผิวออกอย่างถาวร ทำให้เนื้อแก้มเล็กลงและกรอบหน้าคมชัดขึ้นทันที
แพทย์จะเปิดแผลขนาดเล็กและใช้เทคโนโลยี MicroAire PAL ที่ใช้ระบบสั่นแตกไขมันโดยไม่ใช้ความร้อน ช่วยให้ดูดได้ละเอียดและช้ำน้อย เพื่อป้องกันปัญหาผิวย้วยหลังดูดไขมัน ปัจจุบันมักทำร่วมกับเทคโนโลยียกกระชับใต้ชั้นผิวโดยตรง เช่น BodyTite หรือ J-Plasma เพื่อให้ผิวหดตัวแนบสนิทกับโครงหน้าในขั้นตอนเดียว
เคสที่ตอบโจทย์การดูดไขมันในคลินิกมักเป็นผู้รับบริการอายุ 30-45 ปีที่มีเหนียงชัดและแก้มห้อยจากไขมันส่วนเกิน ซึ่งการลดน้ำหนักไม่สามารถลดเฉพาะจุดได้ แพทย์จะประเมินควบคู่กับสภาพผิว หากผิวคืนตัวไม่ดีจะแนะนำให้ทำ J-Plasma ร่วมด้วยเพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์
ตัดไขมันกระพุ้งแก้ม แก้แก้มย้อยได้อย่างไร?
การตัดไขมันกระพุ้งแก้ม (Buccal Fat Pad Removal) แก้ปัญหาแก้มย้อยที่มีสาเหตุจากไขมันชั้นลึกระหว่างกล้ามเนื้อเคี้ยว เมื่อก้อนไขมันนี้มีขนาดใหญ่ จะถูกแรงโน้มถ่วงดึงให้ห้อยลง
การผ่าตัดทำผ่านช่องปากด้านในจึงไม่มีแผลเป็นบนใบหน้า ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ใช้ไหมละลาย และพักฟื้นไม่นาน ไขมันส่วนนี้เมื่อตัดออกแล้วจะไม่กลับมาสะสมอีก จึงให้ผลลัพธ์ถาวร
วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีใบหน้ากลมหรือมีไขมันกระพุ้งแก้มเยอะ รวมถึงคนที่เคยลองฉีดสลายไขมันแล้วไม่เห็นผล เพราะเข็มฉีดสลายไขมันเข้าไม่ถึงไขมันชั้นลึกขนาดนี้
ข้อควรระวังสำคัญ หากเอาออกมากเกินไปอาจทำให้หน้าตอบและดูแก่กว่าวัยได้ แพทย์จึงมักแนะนำให้ทำในผู้ที่อายุ 20 ปีขึ้นไป และต้องทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์เท่านั้น เพราะตำแหน่งนี้ใกล้กับท่อน้ำลาย เส้นประสาท และเส้นเลือดแดง
เคสที่คลินิกจะคัดกรองละเอียดเป็นพิเศษคือผู้รับบริการอายุน้อยที่มาขอตัดไขมันกระพุ้งแก้ม เพราะหลายคนยังมีวอลลุ่มแก้มที่เป็นเสน่ห์ของวัย แพทย์จะประเมินเผื่ออีก 10-15 ปีข้างหน้าว่าหากไขมันใบหน้าลดลงตามวัย จะทำให้หน้าตอบเกินไปหรือไม่
สรุป แก้มย้อยเกิดจากอะไร วิธีแก้ แก้มย้อย ทำอย่างไร เห็นผลระยะยาว
แก้มย้อยเกิดจากการเสื่อมของผิวหนังและโครงสร้างใบหน้าที่สูญเสียความกระชับและตกลงตามแรงโน้มถ่วง โดยมีสาเหตุหลักจากอายุ การเปลี่ยนแปลงน้ำหนัก พันธุกรรม รังสียูวี พฤติกรรมการใช้ชีวิต และผลจากหัตถการในอดีต
วิธีแก้ที่ได้ผลระยะยาวแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มศัลยกรรม ที่เห็นผลยาวนาน 5-10 ปีหรือถาวร เช่น ผ่าตัดดึงหน้า ตัดไขมันกระพุ้งแก้ม และดูดไขมันแก้ม-เหนียง และ กลุ่มไม่ผ่าตัด ที่ผลอยู่ได้ 1-2 ปี เช่น Radiesse, Ulthera, Thermage FLX, Morpheus8 และ Emface
สำหรับผู้ที่แก้มห้อยจากกระดูกยุบตัว การฉีดฟิลเลอร์เพื่อทดแทนโครงสร้างที่หายไปจะช่วยพยุงผิวให้ยกกระชับได้ทันที การเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดควรให้แพทย์ประเมินก่อนว่าแก้มย้อยของคุณเกิดจากไขมันเยอะ กระดูกยุบ หรือผิวหลวม เพื่อแก้ไขที่ต้นเหตุจริง ๆ
รัตตินันท์ คลินิก ให้บริการทั้งหัตถการไม่ผ่าตัดและศัลยกรรม พร้อมให้คำปรึกษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ทีมแพทย์รักษาผิวพรรณ
รัตตินันท์ คลินิก
พญ. รัตตินันท์ ตรีรัตน์
ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ
พญ. นฤมล วิเชียร
แพทย์หญิง
พญ. จุฑามาศ ตันคุณากร
แพทย์โรคผิวหนัง

English
นักเขียนบทความสุขภาพ รัตตินันท์ คลินิก ทำหน้าที่ ค้นคว้าและตรวจสอบงานวิจัยล่าสุด ทั้งเรื่องผิวหนัง สารออกฤทธิ์ เลเซอร์ และศัลยกรรมความงาม เพื่อนำความรู้ที่ซับซ้อนเหล่านั้นมา แปลให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ถูกต้อง และเชื่อถือได้ เป้าหมายหลักคือการทำให้ข้อมูลทุกชิ้นที่คลินิกสื่อสารออกไปนั้น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ (Evidence-based) เพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถ ตัดสินใจเลือกการดูแลผิวหรือหัตถการได้อย่างมั่นใจและเหมาะสม โดยไม่ถูกชี้นำเกินจริง และเข้าใจถึงกลไกที่แท้จริงเบื้องหลังผลลัพธ์นั้น ๆ