Karisma Rh Collagen คืออะไร ทำงานอย่างไร และเหมาะกับปัญหาผิวแบบไหน

บทความตรวจสอบโดยทีมแพทย์ รัตตินันท์ คลินิก แล้ว

ผิวที่เริ่มบางลง ความยืดหยุ่นลดลง หรือริ้วรอยตื้น ๆ ที่ไม่ว่าจะใช้ครีมดีแค่ไหนก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม คือสัญญาณที่เราเริ่มสังเกตเห็นในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป และ Karisma Rh Collagen คือหัตถการที่ถูกพูดถึงบ่อยขึ้นในกลุ่มนี้ เพราะตอบโจทย์ที่สกินแคร์ทั่วไปยังทำไม่ได้

เพราะปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดที่ผิวชั้นนอก แต่เกิดจากคอลลาเจนในชั้น Dermis ที่ลดลงทุกปี บทความนี้อธิบายว่า Karisma คืออะไร ทำงานอย่างไร ต่างจาก Profhilo, Rejuran และ Belotero Revive อย่างไร และเหมาะกับปัญหาผิวแบบไหน เพื่อให้ตัดสินใจได้บนข้อมูลที่ครบถ้วน

Highlight

  • Karisma Rh Collagen คือ Skin Booster ที่ฉีดคอลลาเจน Recombinant Human เข้าผิวโดยตรง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองจากภายใน ไม่ใช่การเติมวอลุ่มหรือปรับโครงหน้า
  • เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวบาง ยืดหยุ่นลด หรือริ้วรอยตื้น ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวมอย่างยั่งยืน
  • ต่างจาก Profhilo และ Rejuran ตรงกลไกและประเภทสาร ทำให้เหมาะกับปัญหาผิวคนละชุด หรือใช้เสริมกันได้ตามที่แพทย์ประเมิน
  • ผลลัพธ์ค่อย ๆ พัฒนาตามการกระตุ้นคอลลาเจน ไม่ใช่การเพิ่มความชุ่มชื้นฉาบฉวย จึงเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในระยะยาวมากกว่า

Karisma Rh Collagen คืออะไร

Karisma Rh Collagen คือ Skin Booster ชนิดฉีดจากประเทศอิตาลี พัฒนาโดย Taumed Italy โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ผ่านการฉีดสารสังเคราะห์ Rh Collagen ที่เลียนแบบธรรมชาติจากมนุษย์เข้าสู่ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) โดยตรง

เหตุที่จัดอยู่ในกลุ่ม Skin Booster เพราะเป้าหมายของ Karisma ไม่ใช่การเพิ่มวอลุ่มหรือปรับโครงหน้า แต่เน้นคืนคุณภาพผิวโดยตรง ทั้งความยืดหยุ่น ความหนาแน่น และความเรียบเนียนของชั้นผิวหนังแท้ที่เสื่อมลงตามวัย ซึ่งเป็นปัญหาที่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทาภายนอกส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงได้

สิ่งที่ทำให้ Karisma แตกต่างจาก Skin Booster ที่เน้นเติมความชุ่มชื้นเป็นหลักคือส่วนประกอบสำคัญอย่าง Rh Collagen ซึ่งทำงานเป็นสารตั้งต้นกระตุ้นให้ไฟโบรบลาสต์ (เซลล์ในชั้นผิวหนังที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน) ผลิตคอลลาเจนขึ้นมาเองจากภายใน ไม่ใช่แค่รับสารจากภายนอกเพียงอย่างเดียว

Rh Collagen ที่อยู่ใน Karisma แตกต่างจากคอลลาเจนทั่วไปอย่างไร

คอลลาเจนที่พบในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทั่วไป หากสกัดจากสัตว์ เช่น โค หมู หรือปลา ล้วนมีโมเลกุลขนาดใหญ่เกินกว่าจะซึมผ่านชั้นผิวลงไปถึงชั้น Dermis ได้ และหากนำคอลลาเจนสกัดเหล่านี้ที่มีโครงสร้างโปรตีนต่างจากคอลลาเจนมนุษย์มาฉีดเข้าผิวอาจมีโอกาสแพ้ได้

Rh Collagen ใน Karisma คือสายโปรตีนคอลลาเจนสังเคราะห์ที่ผลิตจากไหมที่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรม (Transgenic Silkworm) มีความใกล้เคียงกับคอลลาเจนในร่างกายมนุษย์สูงมากตามข้อมูลจากผู้ผลิต โมเลกุลมีขนาดเล็กและละลายได้ 100% ทำให้เข้าสู่ผิวชั้นในและพร้อมทำงานได้ทันทีหลังฉีด

ในมุมของแพทย์ คอลลาเจนที่ดีสำหรับการฉีดไม่ใช่แค่ “นำเข้าไปฝากไว้ในผิว” แต่ต้องทำงานเป็นสารตั้งต้น (Precursor) ที่กระตุ้นให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนขึ้นมาเองจากกลไกธรรมชาติ ซึ่งงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย L’Aquila ประเทศอิตาลี ยืนยันว่า Karisma กระตุ้นการทำงานของไฟโบรบลาสต์ในชั้นผิวหนังได้จริง ทั้งในกลุ่มผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ

ส่วนประกอบใน Karisma มีอะไรบ้าง ทำหน้าที่อะไร

Karisma ประกอบด้วยสาร 3 ชนิดที่ออกแบบมาให้ทำงานเสริมกันในชั้นผิวหนัง ดังนี้

  • Rh Collagen ทำหน้าที่กระตุ้นให้ไฟโบรบลาสต์สร้างสารตั้งต้นของคอลลาเจนชนิดที่ 1 (Procollagen Type I) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผิวสามารถผลิตคอลลาเจนใหม่ด้วยตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้ผลลัพธ์ยั่งยืนกว่าการเติมสารจากภายนอกเพียงอย่างเดียว
  • Hyaluronic Acid โมเลกุลสูง ทำหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้นในผิวชั้นในและช่วยจัดเรียงเส้นใยคอลลาเจนให้เป็นระเบียบ เนื่องจากมีโมเลกุลขนาดใหญ่จึงอยู่ในชั้นผิวหนังแท้ได้นานกว่า HA ที่พบในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทั่วไป
  • Carboxymethyl Cellulose หรือ CMC ทำหน้าที่สร้างเกราะป้องกันผิวชั้นใน คอยยับยั้งไม่ให้ไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA) ถูกสลายเร็วเกินไป และช่วยชะลอการย่อยสลายของคอลลาเจนตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังช่วยให้ไฟโบรบลาสต์ทำงานได้ดีขึ้นในระยะยาว CMC จึงเปรียบเหมือนตัวล็อกผลลัพธ์ที่ช่วยให้สิ่งที่ฉีดเข้าไปคงอยู่ในผิวได้นานกว่าการฉีดสารเพียงอย่างเดียวโดยไม่มี CMC

Karisma Rh Collagen ฉีดแล้วผิวเปลี่ยนอย่างไร

หลังการฉีด Karisma Rh Collagen ผิวจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แข็งแรงและมีคุณภาพดีขึ้น ผิวจะกลับมาแน่นกระชับ มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ริ้วรอยเล็ก ๆ ลดลง และสภาพผิวโดยรวมได้รับการฟื้นฟูจากภายในให้ดูสุขภาพดี สาเหตุที่ทำให้ผิวเกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นเพราะการส่งสาร Rh Collagen ลงลึกสู่ชั้นผิวหนังแท้โดยตรง เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ผิวเกิดกระบวนการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง

หากเปรียบเทียบกับการทาครีมบำรุงผิวทั่วไป โมเลกุลของคอลลาเจนในสกินแคร์มักมีขนาดใหญ่และมักถูกสกัดกั้นด้วยเกราะป้องกันผิวชั้นนอก ทำให้ซึมลงไปได้ไม่ลึกพอ การฉีด Karisma จึงเข้ามาตอบโจทย์และแก้ปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด เมื่อโครงสร้างผิวชั้นลึกได้รับสารกระตุ้นโดยตรง จึงเกิดการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ผิวแข็งแรงอย่างต่อเนื่องและมอบผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าการบำรุงจากภายนอกเพียงอย่างเดียว

หลังฉีดทันทีเห็นอะไร และผลระยะยาวเป็นอย่างไร

ช่วงเวลา สิ่งที่เกิดขึ้น
ทันทีหลังฉีด ผิวดูอิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก HA อาจมีรอยบวมหรือรอยเข็มเล็กน้อยตามจุดฉีด ซึ่งยุบลงภายใน 24-48 ชั่วโมง
สัปดาห์ที่ 2-4 ไฟโบรบลาสต์เริ่มสังเคราะห์คอลลาเจนใหม่ ผิวเริ่มดูเรียบเนียนและยืดหยุ่นขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เดือนที่ 1-3 ผลการกระตุ้นคอลลาเจนเห็นชัดขึ้น ริ้วรอยตื้นดูลดลง ผิวมีความหนาแน่นและยืดหยุ่นมากขึ้น
เดือนที่ 3-6 ผลลัพธ์เต็มที่หลังครบแผนการรักษา ผิวมีความเรียบเนียน เต่งตึง และยืดหยุ่นอย่างยั่งยืน

เวลาที่แพทย์ที่รัตตินันท์ คลินิกประเมินว่าควรฉีดกี่ครั้งและห่างกันแค่ไหน จะดูจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งอายุ ระดับความเสื่อมของผิวเดิม ความหนาของชั้นผิวหนังแท้ และการตอบสนองของผิวหลังฉีดครั้งแรก คนที่ผิวเสื่อมสะสมมานานอาจเห็นผลช้ากว่าคนที่เพิ่งเริ่มมีปัญหา แต่ผลลัพธ์ระยะยาวมักดีกว่าเพราะชั้นผิวหนังได้รับการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ

ฉีด Karisma ที่บริเวณไหนได้บ้าง

Karisma สามารถฉีดได้หลายบริเวณที่ผิวบางหรือเสื่อมสภาพตามวัย ดังนี้

  • ใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา รอบปาก และแก้ม ซึ่งเป็นจุดที่ผิวบางที่สุดและสูญเสียคอลลาเจนเร็วกว่าบริเวณอื่น การฉีดในบริเวณนี้ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของชั้นผิวหนังแท้และลดริ้วรอยตื้นที่เกิดจากผิวขาดคอลลาเจน
  • ลำคอและหน้าอกส่วนบน บริเวณที่มักถูกมองข้ามแต่แสดงอายุได้ชัดมาก เพราะผิวบางและมีต่อมไขมันหนาแน่นน้อยกว่าใบหน้า การฉีดช่วยฟื้นความยืดหยุ่นและลดริ้วรอยแนวนอนที่เกิดจากการก้มเงยสะสม
  • หลังมือ ผิวบริเวณนี้บางและสูญเสียความยืดหยุ่นได้เร็ว เพราะโดนแสงแดดสะสมทุกวันและเคลื่อนไหวตลอดเวลา การฉีดช่วยคืนความหนาแน่นและทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น

ในการตัดสินใจเลือกตำแหน่งฉีด แพทย์จะประเมินจากสภาพผิวจริงของแต่ละคนเป็นหลัก บางคนอาจต้องการดูแลเฉพาะบริเวณที่มีปัญหาชัดเจน บางคนอาจเหมาะกับการฉีดทั้งหน้าและส่วนอื่นพร้อมกันเพื่อให้ผลลัพธ์สม่ำเสมอ ไม่มีสูตรตายตัวสำหรับทุกคน

Karisma Rh Collagen เหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร

Karisma ไม่ได้เหมาะกับทุกปัญหาผิว และไม่จำเป็นสำหรับทุกคน การรู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มไหนช่วยให้ตัดสินใจได้ตรงจุดและคุ้มค่ากว่า

ผิวแบบไหนที่ Karisma ช่วยได้

  • ผิวบางลงตามวัย สังเกตว่าผิวดูโปร่งแสงขึ้น เห็นเส้นเลือดชัดขึ้น หรือรู้สึกว่าผิวไม่มีความหนาแน่นเหมือนเดิม
  • ผิวที่สูญเสียความยืดหยุ่น กดแล้วไม่เด้งคืนเร็ว หรือผิวเริ่มหย่อนเล็กน้อยแต่ยังไม่ถึงขั้นต้องการยกกระชับ
  • ริ้วรอยตื้น ๆ โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตาและรอบปากที่เกิดจากผิวขาดคอลลาเจน ไม่ใช่ริ้วรอยลึกที่ต้องการฟิลเลอร์
  • ผิวหมองโทรม ดูไม่มีชีวิตชีวา แม้ไม่มีปัญหาสีผิวชัดเจน แต่ผิวดูไม่เปล่งประกายจากภายใน
  • ผู้ที่ต้องการดูแลผิวเชิงรุก อายุ 30 ปีขึ้นไปที่อยากชะลอริ้วรอยก่อนที่ความเสื่อมจะสะสมถึงระดับที่ต้องการหัตถการหนักกว่า
  • ผู้ที่ลดน้ำหนักแล้วผิวดูบางลงหรือยืดหยุ่นลด เพราะโครงสร้างผิวเปลี่ยนไปพร้อมกับน้ำหนักที่ลด

 

ใครที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำ Karisma

  • คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอในกลุ่มนี้
  • ผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือกำลังใช้ยากดภูมิ เพราะกลไกการฟื้นฟูของ Karisma ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของไฟโบรบลาสต์ในผิว
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ง่ายหรือแพ้ส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ฉีด แม้ Rh Collagen จะมีความเสี่ยงแพ้ต่ำ แต่การแจ้งประวัติให้แพทย์ทราบก่อนเสมอคือสิ่งที่ควรทำ
  • ผู้ที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณที่ต้องการฉีด ควรรอให้หายดีก่อนเริ่มหัตถการ
  • ผู้ที่คาดหวังผลลัพธ์แบบเพิ่มวอลุ่มหรือปรับโครงหน้า เพราะ Karisma ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์นี้ และอาจมีตัวเลือกอื่นที่ตอบโจทย์ได้ตรงกว่า

Karisma Rh Collagen ต่างจากหัตถการอื่นอย่างไร

Skin Booster แต่ละตัวมีกลไกและจุดเด่นต่างกัน การเลือกให้ตรงกับปัญหาผิวจึงสำคัญกว่าการเลือกตามกระแส ตารางด้านล่างสรุปจุดต่างหลักก่อนจะอธิบายรายละเอียดในแต่ละคู่เปรียบเทียบ

Karisma Profhilo Rejuran Belotero Revive
ส่วนประกอบหลัก Rh Collagen + HA + CMC HA เข้มข้น 2 โมเลกุล Polynucleotide (PN) HA + Glycerol
ประเภท Skin Booster Skin Booster Skin Booster Skin Booster
กลไกหลัก กระตุ้นไฟโบรบลาสต์ผ่านคอลลาเจนสังเคราะห์ กระตุ้นไฟโบรบลาสต์ผ่าน HA เข้มข้น ซ่อมแซม DNA และกระตุ้นการฟื้นฟูเซลล์ เติมความชุ่มชื้นและเพิ่มความยืดหยุ่น
เหมาะกับ ผิวบาง ไม่ยืดหยุ่น มีริ้วรอยตื้น ผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย ต้องการยกกระชับร่วม ผิวเสียหาย รูขุมขนกว้าง มีรอยสิว ผิวขาดความชุ่มชื้น ดูหมองโทรม
ราคาต่อกล่อง 25,000 บาท 25,000 บาท 22,000-26,000 บาท 22,000 บาท
ระยะเวลาผลลัพธ์ 3-6 เดือนขึ้นไป 6-12 เดือน 3-6 เดือน 6-9 เดือน

เปรียบ Karisma กับ Profhilo

Karisma Profhilo
ส่วนประกอบ Rh Collagen + HA โมเลกุลสูง + CMC HA เข้มข้นสูงมาก 2 โมเลกุล (H-HA + L-HA) ไม่มี cross-link
ประเภท Skin Booster เน้นฟื้นฟูคอลลาเจน Skin Booster เน้นยกกระชับและชุ่มชื้น
เหมาะกับ ผิวบาง ริ้วรอยตื้น ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว ผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย ต้องการยกกระชับร่วมกับเพิ่มความชุ่มชื้น
ราคา 25,000 บาทต่อกล่อง 25,000 บาทต่อกล่อง
ผลลัพธ์ ค่อย ๆ เห็นจากการสร้างคอลลาเจนใหม่ เห็นผลยกกระชับค่อนข้างเร็ว อยู่ได้นานกว่า

ทั้งสองกระตุ้นไฟโบรบลาสต์เหมือนกัน แต่ผ่านกลไกต่างกัน Karisma ใช้คอลลาเจนสังเคราะห์เป็นสารตั้งต้น ขณะที่ Profhilo ใช้ HA เข้มข้นสูงกระตุ้นการฟื้นฟู คนที่ผิวบางและต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวเป็นหลักมักเหมาะกับ Karisma มากกว่า ส่วนคนที่มีผิวหย่อนคล้อยร่วมด้วยอาจได้ประโยชน์จาก Profhilo มากกว่า

เปรียบ Karisma กับ Rejuran

Karisma Rejuran
ส่วนประกอบ Rh Collagen + HA + CMC Polynucleotide (PN) สกัดจาก DNA ปลาแซลมอน
ประเภท Skin Booster เน้นฟื้นฟูคอลลาเจน Skin Booster เน้นซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์
เหมาะกับ ผิวบาง ความยืดหยุ่นลดลง เริ่มมีริ้วรอยตื้น ผิวเสียหายจากสิว รูขุมขนกว้าง รอยแดงอักเสบสะสม
ราคา 25,000 บาทต่อกล่อง 22,000-26,000 บาทต่อกล่อง (ตามรุ่นที่เลือก)
ผลลัพธ์ เน้นความยืดหยุ่นและความหนาแน่นของผิว เน้นซ่อมแซมและลดรอยเสียหายของผิว

Karisma และ Rejuran ตอบโจทย์คนละกลุ่มค่อนข้างชัด ถ้าปัญหาหลักคือผิวที่เป็นรอยสิวหรือรูขุมขนกว้าง Rejuran ตอบโจทย์ได้ตรงกว่า แต่ถ้าปัญหาหลักคือผิวบางลงและความยืดหยุ่นลดลงตามวัย Karisma เหมาะกว่า

เปรียบ Karisma กับ Belotero Revive

Karisma Belotero Revive
ส่วนประกอบ Rh Collagen + HA + CMC HA + Glycerol
ประเภท Skin Booster เน้นฟื้นฟูคอลลาเจน Skin Booster เน้นความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่น
เหมาะกับ ผิวบาง ความยืดหยุ่นลดลง ต้องการฟื้นฟูโครงสร้างผิว ผิวขาดความชุ่มชื้น ผิวหมองดูโทรม ต้องการเพิ่มความเรียบเนียน
ราคา 25,000 บาทต่อกล่อง 22,000 บาทต่อกล่อง
ผลลัพธ์ ยั่งยืนจากการสร้างคอลลาเจนใหม่ เห็นผลเร็ว ผิวดูชุ่มชื้นและเรียบเนียนขึ้นไว

Belotero Revive เหมาะกับคนที่ต้องการเห็นผลเร็วในด้านความชุ่มชื้นและความเรียบเนียน ขณะที่ Karisma เหมาะกับคนที่ต้องการแก้ปัญหาผิวบางและยืดหยุ่นลดในระยะยาวมากกว่า

ทำ Karisma ร่วมกับ treatment อื่นได้ไหม

ในการเพิ่มคุณภาพผิว หมอเห็นว่าควรดูความต้องการของผิวที่ต่างกันในแต่ละบุคคล โดยประเมินจาก 3 แกนหลักดังนี้

  • เสริมกันได้ดี

Karisma เน้นการสร้างคอลลาเจน จึงเสริมได้ดีกับหัตถการที่ทำงานคนละมิติ เช่น โปรแกรม Botox ที่ช่วยลดการหดตัวของกล้ามเนื้อ หรือ โปรแกรม ฟิลเลอร์ ที่ปรับโครงหน้าและเติมร่องลึก เพราะไม่ได้แย่งกลไกกัน

นอกจากนี้ยังเสริมกับ PRP ได้ดี เนื่องจาก PRP กระตุ้นการฟื้นฟูผิวผ่านสารฟื้นฟูจากเกล็ดเลือด ซึ่งทำงานในระดับที่ต่างออกไป

  • ทำอย่างเดียวพอ

ถ้าปัญหาหลักคือผิวบางและความยืดหยุ่นลดลงเพียงอย่างเดียว Karisma ตอบโจทย์ได้โดยไม่จำเป็นต้องทำคู่กับ Skin Booster ตัวอื่นในคราวเดียวกัน การซ้อน Skin Booster หลายตัวพร้อมกันไม่ได้ให้ผลที่ดีขึ้นเสมอไป และยังเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

  • ควรเว้นระยะก่อนทำร่วมกัน

หัตถการที่ต้องเว้นระยะจาก Karisma คือหัตถการที่ก่อให้เกิดการอักเสบในบริเวณเดียวกัน เช่น เลเซอร์ที่มีการพักฟื้น เช่น Morpheus8 ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนลำดับและระยะห่างที่เหมาะสม เพราะการทำในบริเวณเดียวกันขณะที่ผิวยังอักเสบอยู่อาจลดประสิทธิภาพของ Karisma และเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนฉีด Karisma Rh Collagen

  • งดยาละลายลิ่มเลือด วิตามิน E และอาหารเสริมที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างน้อย 5-7 วันก่อนฉีด เพื่อลดความเสี่ยงช้ำหลังทำ
  • งดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนนัด
  • หลีกเลี่ยงการโดนแดดจัดและผิวไหม้แดงในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนฉีด
  • แจ้งแพทย์หากมีประวัติแพ้ยา แพ้ส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ฉีด หรือกำลังใช้ยาประจำอยู่
  • งดครีมที่มีกรดและ Retinol บริเวณที่จะฉีดอย่างน้อย 3-5 วันก่อนนัด

รายละเอียดการเตรียมตัวอาจแตกต่างกันตามสภาพผิวและยาที่ใช้อยู่ของแต่ละคน ควรทวนรายละเอียดกับ Personal Aesthetic Consultant ของคุณอีกครั้งก่อนวันนัดหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าพร้อมและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

Karisma Rh Collagen ควรฉีดกี่ครั้ง และแต่ละครั้งห่างกันนานแค่ไหน

โดยทั่วไปแพทย์มักแนะนำให้เริ่มต้นที่ 2 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างระหว่างครั้งประมาณ 4 สัปดาห์ จากนั้นนัดติดตามผลที่ประมาณ 4 เดือนเพื่อประเมินและวางแผนการบำรุงรักษาผลลัพธ์ในระยะยาวต่อไป

เหตุที่ต้องเว้นช่วงห่างขนาดนี้เพราะ Karisma ไม่ได้ให้ผลทันทีแบบฟิลเลอร์ แต่ทำงานผ่านกระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 สัปดาห์กว่าไฟโบรบลาสต์จะสังเคราะห์คอลลาเจนใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม การฉีดซ้ำก่อนที่ผิวจะมีเวลาตอบสนองจึงไม่ได้เพิ่มผลลัพธ์ แต่เพิ่มภาระให้ผิวโดยไม่จำเป็น

จำนวนครั้งที่แพทย์แนะนำขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ดังนี้

  • อายุและระดับความเสื่อมของผิว ผิวที่เสื่อมสะสมมานานมักต้องการมากกว่า 2 ครั้งเพื่อให้เห็นผลชัด
  • การตอบสนองของผิวหลังทำครั้งแรก แพทย์จะประเมินว่าผิวตอบสนองต่อ Rh Collagen ได้ดีแค่ไหนก่อนตัดสินใจจำนวนครั้งถัดไป
  • เป้าหมายของแต่ละคน คนที่ต้องการดูแลเชิงป้องกันอาจใช้น้อยครั้งกว่าคนที่มีปัญหาสะสมอยู่แล้ว

หลังฉีดต้องระวังอะไร ดูแลผิวอย่างไรให้ผลลัพธ์อยู่นาน

  • หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดทับบริเวณที่ฉีดอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังทำ
  • งดออกกำลังกายหนักและสถานที่ที่มีความร้อนสูง เช่น ซาวน่าหรืออ่างน้ำร้อน อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง
  • ทาครีมกันแดด SPF 50 ขึ้นไปทุกวันอย่างสม่ำเสมอ เพราะแสง UVA ทำลายคอลลาเจนที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ได้โดยตรง
  • กลับมาใช้ครีมที่มีกรดและ Retinol ได้หลังผิวหายดีสมบูรณ์แล้ว ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอและนอนหลับให้ครบ เพราะกระบวนการสร้างคอลลาเจนต้องการทั้งสองอย่างนี้เป็นพื้นฐาน

ในมุมของแพทย์ ผลลัพธ์ที่อยู่นานขึ้นไม่ได้มาจากการดูแลหลังฉีดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการที่ผิวได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวันด้วย โดยเฉพาะการป้องกันแสงแดดซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำลายคอลลาเจนได้มากที่สุดและสะสมทุกวันโดยที่ไม่รู้สึกตัว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Karisma Rh Collagen

Karisma Rh Collagen ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน

ผลลัพธ์โดยทั่วไปอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือนหลังครบคอร์ส ขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิวเดิม และการดูแลตัวเองหลังฉีด เนื่องจาก Karisma ทำงานผ่านการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง ผลลัพธ์จึงไม่ได้หายไปทันที แต่ค่อย ๆ จางลงตามธรรมชาติเมื่อคอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่เริ่มเสื่อมสภาพตามวัย การฉีดซ้ำปีละครั้งจึงช่วยรักษาผลลัพธ์ให้ต่อเนื่องได้ดีกว่าการรอให้ผิวกลับไปเสื่อมแล้วค่อยเริ่มใหม่ 

ฉีด Karisma มีโอกาสแพ้หรือเป็นก้อนไหม

โอกาสแพ้ต่ำมาก เนื่องจาก Rh Collagen มีความใกล้เคียงกับคอลลาเจนในร่างกายมนุษย์สูงตามข้อมูลจากผู้ผลิต (99.9%) ร่างกายจึงรับรู้ว่าเป็นสารที่คุ้นเคยและไม่ตอบสนองแบบแพ้รุนแรง ส่วนการเป็นก้อนนั้นพบได้น้อยมากเพราะ Karisma ไม่ใช่ฟิลเลอร์ที่มีความหนืดสูง สูตรออกแบบมาให้กระจายตัวในชั้นผิวได้ดี อย่างไรก็ตามการฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และใช้เทคนิคที่ถูกต้องคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการลดความเสี่ยงทุกรูปแบบ 

ฉีด Karisma แล้วหน้าจะบวมดูผิดธรรมชาติไหม

ไม่บวมดูผิดธรรมชาติ เพราะ Karisma ไม่ได้เพิ่มวอลุ่มหรือปรับโครงหน้า จึงไม่มีผลทำให้หน้าดูผิดสัดส่วน อาจมีบวมเล็กน้อยตามจุดฉีดในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกซึ่งเป็นเรื่องปกติของการฉีดสารเข้าผิว แต่จะยุบลงเองโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม ผลลัพธ์ที่เห็นหลังจากนั้นคือผิวที่ดูเรียบเนียนและยืดหยุ่นขึ้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้ทันที

สรุป Karisma Rh Collagen คืออะไร และช่วยอะไรได้บ้าง

Karisma Rh Collagen คือ Skin Booster ชนิดฉีดที่ทำงานโดยส่งคอลลาเจนมนุษย์สังเคราะห์เข้าสู่ชั้นผิวหนังแท้โดยตรง เพื่อกระตุ้นให้ไฟโบรบลาสต์สร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองจากภายใน ไม่ใช่การเติมวอลุ่มหรือปรับโครงหน้า เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวบางลง ความยืดหยุ่นลดลง เริ่มมีริ้วรอยตื้น หรือต้องการดูแลผิวเชิงรุกก่อนที่ความเสื่อมจะสะสมมากขึ้น ผลลัพธ์ค่อย ๆ พัฒนาตามกระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย จึงดูเป็นธรรมชาติและยั่งยืนกว่าการบำรุงผิวจากภายนอก

ปรึกษาคุณหมอ *ไม่มีค่าใช้จ่าย

ทีมแพทย์รักษาผิวพรรณ
รัตตินันท์ คลินิก

พญ. รัตตินันท์ ตรีรัตน์
ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ

พญ. นฤมล วิเชียร
แพทย์หญิง

พญ. จุฑามาศ ตันคุณากร
แพทย์โรคผิวหนัง

นพ. ศศินทร์ ตรีรัตน์
นายแพทย์