บทความนี้ผ่านการตรวจสอบทางการแพทย์โดย น.ต.นพ. จตุพร ซื่อสัตย์ (หมออั๋น) ศัลยแพทย์ตกแต่ง
ในปัจจุบัน การเสริมหน้าอกสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะโดยการ เสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน เสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง หรือ ผสมผสานทั้ง 2 วิธีด้วยกัน สิ่งสำคัญที่สุดหากต้องการเสริมหน้าอกคือการประเมินและเลือกเทคนิคที่เหมาะสมโดยศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะด้าน เพราะ ขนาดซิลิโคน ประเภทของซิลิโคน รูปทรง และเทคนิคผ่าตัด ล้วนส่งผลโดยตรงต่อความสวย ความปลอดภัย และความกลมกลืนของผลลัพธ์ในระยะยาว ซึ่งสามารถเข้ามาปรึกษาศัลยแพทย์ที่ รัตตินันท์ คลินิก ได้ฟรี เพื่อประเมินอย่างละเอียดว่ารูปทรงแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด
เสริมหน้าอก คืออะไร?
การเสริมหน้าอก คือ ศัลยกรรมที่มุ่งเน้นการเพิ่มขนาดและปรับรูปทรงหน้าอกให้ได้สัดส่วน สวยงาม และกลมกลืนกับรูปร่างของแต่ละบุคคล โดยใช้ ซิลิโคนเสริมหน้าอก หรือ การเติมไขมันตัวเอง ซึ่งเป็นเทคนิคยอดนิยมในระดับสากล
การเสริมหน้าอกไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มขนาด แต่ยังช่วยแก้ไขปัญหาที่ส่งผลต่อความมั่นใจ เช่น
- หน้าอกเล็กหรือแบน
- หน้าอกสองข้างไม่เท่ากัน
- หน้าอกหย่อนคล้อยจากอายุหรือหลังคลอด
การเสริมหน้าจึงสามารถให้ผลลัพธ์ได้ทั้ง เพิ่มขนาดหน้าอก เพื่อ ช่วยให้หน้าอกมีความอิ่มฟูมากขึ้น ได้ขนาดตามที่ต้องการ โดยคำนึงถึงความสมดุลกับสรีระ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสวย เรียบหรู และเป็นธรรมชาติ และ ปรับรูปทรงหน้าอก แก้ปัญหาหน้าอกแบน หน้าอกห่าง หรือสองข้างไม่เท่ากัน ปรับให้รูปทรงได้สัดส่วนมากขึ้น ทั้งในแง่ความโค้งมน ความตั้ง และความสมมาตรของทรวงอก
เสริมหน้าอก เหมาะกับใคร
เพราะการเสริมหน้าอกเป็นศัลยกรรมที่ช่วยปรับขนาดและรูปทรงของหน้าอกให้สวยสมส่วนและเข้ากับรูปร่างของแต่ละคน รวมทั้งยังเป็นการช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างและสรีระ การเสริมหน้าอก จึงเหมาะกับผู้ที่เผชิญกับปัญหาความมั่นใจต่อไปนี้
- ผู้ที่มีปัญหาหน้าอกเล็กตามสรีระ (Micromastia)
ผู้ที่มีเนื้อหน้าอกน้อยมาก หรือหน้าอกแบนราบมาตั้งแต่หน้าอกเริ่มพัฒนา การเสริมหน้าอกจะช่วยเพิ่มส่วนโค้งเว้า (Curves) ทำให้สัดส่วนของร่างกายมีความเฟมินีนขึ้น
- คุณแม่หลังคลอดที่ประสบปัญหา “หน้าอกแฟบ”
โดยเฉพาะผู้ที่เดิมเคยมีหน้าอก แต่หลังจากให้นมบุตรหรือน้ำหนักลดลง เนื้อหน้าอกหายไป เหลือแต่ผิวหนังที่หย่อนคล้อย (คล้ายถุงกาแฟ) ซิลิโคนจะเข้าไปช่วย “เติมเต็ม” (Volume Replacement) ให้หน้าอกกลับมาดูเต่งตึงเหมือนก่อนมีบุตร
- ผู้ที่มีหน้าอกสองข้าง “ไม่เท่ากันอย่างเห็นได้ชัด”
หน้าอกข้างหนึ่งใหญ่กว่าอีกข้างมาก (Asymmetry) หรือทรงหน้าอกสองข้างต่างกันคนละเรื่อง คุณหมอจะเลือกขนาดซิลิโคนแต่ละข้างให้ไม่เท่ากัน เพื่อ “ปรับความสมดุล” ให้หน้าอกทั้งสองข้างดูใกล้เคียงกันที่สุดครับ
- ผู้ที่มีภาวะหน้าอกผิดรูป (Tuberous Breasts)
ภาวะหน้าอกผิดรูป คือหน้าอกที่มีลักษณะเป็นทรงกระบอก ฐานแคบ หรือปานนมใหญ่ผิดปกติซึ่งเกิดจากพันธุกรรม การผ่าตัดเสริมหน้าอกพร้อมกับการจัดรูปทรงใหม่จะช่วยเปลี่ยนทรงกระบอกให้เป็นทรงกลมที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น
- ผู้ที่ลดน้ำหนักตัวลงอย่างมาก
เมื่อลดน้ำหนักเยอะๆ ไขมันที่เป็นส่วนประกอบหลักของหน้าอกจะหายไปด้วย ทำให้หน้าอกดูแฟบและเหี่ยว การเสริมหน้าอก จึงช่วยเรียกคืนความมั่นใจและสัดส่วนที่ดูสุขภาพดีกลับมา
- ผู้ที่ต้องการสร้างหน้าอกใหม่ (Reconstruction)
ผู้ที่เคยผ่าตัดเต้านมด้วยเหตุผลทางสุขภาพ เช่น การรักษามะเร็งเต้านม อาจต้องการสร้างหน้าอกขึ้นใหม่เพื่อให้รูปร่างกลับมาสมบูรณ์ การเสริมหน้าอกสามารถฟื้นฟูทรงและช่วยให้ผู้รับบริการรู้สึกมั่นใจอีกครั้ง
- ผู้ที่ต้องการเสริมหน้าอกให้ตรงเพศสภาพ
ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเพื่อสร้างหน้าอกในผู้หญิงข้ามเพศ Feminizing Mammoplasty ซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะทางการแพทย์ที่หมายถึงการผ่าตัดตกแต่งหน้าอกให้มีความเป็นผู้หญิง หรือ การเสริมหน้าอกในกลุ่มหญิงข้ามเพศ (MTF Breast Augmentation) ย่อมาจาก Male-to-Female การเสริมหน้าอกล้วนเป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างรูปร่างภายนอกให้ตรงกับเพศสภาพ ช่วยให้สัดส่วนของร่างกายดูสมดุลและเพิ่มความมั่นใจ
เพราะการเสริมหน้าอกแต่ละกรณีมีความแตกต่างกัน การประเมินอย่างละเอียดโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยให้คุณได้ทรงหน้าอกที่เหมาะสม ปลอดภัย และเป็นธรรมชาติที่สุด พร้อมแนะนำขนาดและเทคนิคที่เหมาะกับร่างกายของคุณ หากคุณสงสัยว่าตัวเองเหมาะกับการเสริมหน้าอกหรือไม่ การปรึกษาแพทย์ที่ รัตตินันท์ คลินิก คือก้าวแรกที่สำคัญ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสวย ปลอดภัย และสร้างความมั่นใจได้อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ หากคุณเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการผ่าตัด มีความต้องการเสริมหน้าอกเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อเอาใจใคร
- มีความเข้าใจ รู้ว่าซิลิโคนมีอายุการใช้งาน (แม้จะอยู่ได้นานหลายสิบปีแต่ต้องมีการตรวจเช็ก) และเข้าใจว่าจะมีแผลผ่าตัดเกิดขึ้น
- มีเวลาดูแลตัวเอง: สามารถลางานพักฟื้นได้ 5-7 วัน และงดกิจกรรมหนักๆ ได้ตามหมอสั่ง
การเสริมหน้าอก ไม่เหมาะกับใคร
การเสริมหน้าอก เป็นการตัดสินใจที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจและความพร้อม และหากมีโครงสร้างร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวย การเสริมหน้าอกอาจยังไม่ใช่คำตอบ เช่น
- คนที่มีเนื้อหน้าอกน้อยมากและผิวบางจัดเพราะหากฝืนใส่ซิลิโคนขนาดใหญ่เกินไป จะเห็นขอบซิลิโคนชัด (Rippling) หรือเห็นเป็นลอนคลื่น ซึ่งดูไม่เป็นธรรมชาติและแก้ไขยาก
- คนที่มีภาวะอกบุ๋มหรืออกไก่รุนแรง เพราะ โครงสร้างกระดูกที่ผิดรูปอาจทำให้ซิลิโคนเคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง หรือทำให้หน้าอกดูห่าง/เบี้ยวได้มากกว่าคนปกติ
- คนที่กังวลเรื่องแผลเป็นอย่างมาก เพราะ การผ่าตัดย่อมมีแผลแน่นอน แม้คุณหมอจะซ่อนเก่งแค่ไหน หากคุณรับไม่ได้เลยแม้แต่รอยขีดเดียว การเสริมหน้าอกอาจไม่ใช่คำตอบ
ศัลยกรรม เสริมหน้าอก ทำได้กี่วิธี
การศัลยกรรมเสริมหน้าอก ในปัจจุบัน สามารถทำได้ 3 วิธี ได้แก่
- การเสริมด้วยซิลิโคน ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาตรหน้าอกได้ชัดเจน เห็นผลทันที และสามารถเลือกทรงและขนาดให้เหมาะกับรูปร่างของแต่ละคน
- การเติมไขมันตัวเอง (Fat Transfer) ใช้ไขมันจากร่างกายมาฉีดเติมหน้าอก ทำให้ได้ทรงนุ่มเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องพักฟื้นนาน
- การเสริมหน้าอกแบบผสมผสาน (ซิลิโคนร่วมกับไขมัน) เป็นการใส่ซิลิโคนเพื่อเพิ่มขนาด แล้วจึงเสริมด้วยการเติมไขมันเพื่อเก็บรายละเอียดรูปทรง ช่วยให้หน้าอกดูนุ่ม เป็นธรรมชาติ และลดการเห็นขอบซิลิโคน เหมาะกับผู้ที่ต้องการทั้งขนาดและความเป็นธรรมชาติสูง
ความแตกต่างของทั้ง 3 วิธีหลัก ๆ ขึ้นอยู่กับ วัสดุที่ใช้เพิ่มขนาดหน้าอก ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีและเหมาะกับความต้องการที่แตกต่างกัน แน่นอนว่า การเลือกวิธีเสริมหน้าอกที่เหมาะสม ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม ปลอดภัย และเข้ากับร่างกายของคุณที่สุด
วิธี เสริมหน้าอก ด้วยซิลิโคน (Breast Implant Augmentation) เป็นอย่างไร
การเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน คือ ศัลยกรรมที่ช่วยเพิ่มขนาดและปรับรูปทรงหน้าอกให้สวยสมส่วน และเข้ากับรูปร่างของแต่ละคน โดยผู้รับบริการสามารถเลือกขนาดและ รูปทรงซิลิโคน ได้ตามความต้องการและลักษณะร่างกาย
ซิลิโคนเสริมหน้าอก มีกี่แบบ
การเลือก รูปทรงและชนิดของซิลิโคนเสริมหน้าอก มีผลอย่างมากต่อผลลัพธ์ของหน้าอก ทั้งในเรื่องความสวยงามและสัมผัสที่เป็นธรรมชาติ
- ซิลิโคนทรงกลม (Round)
ซิลิโคนทรงกลมเหมาะกับผู้ที่มีหน้าอกแบน หรือหน้าอกหย่อนคล้อยเล็กน้อย รวมถึงผู้ที่มีเนื้อหน้าอกอยู่บ้าง แต่ต้องการเติมเต็มให้ดูอิ่มฟู ข้อดีของซิลิโคนทรงกลมช่วยเพิ่มความเต็ม อวบอิ่ม ดูเด่นชัดทันที ผลลัพธ์ที่ได้คือ หน้าอกได้รูปสวย อวบอิ่ม โดยเฉพาะช่วงบนของทรวงอก
- ซิลิโคนทรงหยดน้ำ (Teardrop)
ซิลิโคนทรงหยดน้ำเหมาะกับผู้ที่มีเนื้อหน้าอกน้อย หรือผู้ที่ต้องการให้หน้าอกดูเป็นธรรมชาติที่สุด ข้อดีของซิลิโคนทรงหยดน้ำคือรูปทรงใกล้เคียงหน้าอกธรรมชาติ ได้ผลลัพธ์ หน้าอกโค้งมนจากบนลงล่าง คล้ายหยดน้ำ ดูเรียบเนียนและสวยสมส่วน
- ซิลิโคนทรงกลมกึ่งหยดน้ำ (Motiva Ergonomix)
Motiva Ergonomix เป็นซิลิโคนเสริมหน้าอกทรงกลมกึ่งหยดน้ำที่ตัวเจลยืดหยุ่นสูง สามารถเคลื่อนไหวตามสรีระของร่างกาย ทำให้สัมผัสและการตอบสนองคล้ายหน้าอกธรรมชาติ ข้อดีคือเคลื่อนไหวตามร่างกาย ดูอ่อนนุ่มและเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้หน้าอกมีความสมดุลทั้งทรงและสัมผัส เหมาะกับผู้ที่ต้องการความเป็นธรรมชาติสูง
ผิวสัมผัสของซิลิโคนสัมพันธ์กับผลลัพธ์หลังเสริมหน้าอกอย่างไร?
การเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน ไม่ใช่แค่เรื่องขนาดและรูปทรง แต่ ผิวสัมผัสของซิลิโคน ก็มีผลต่อความสวยงามและความเป็นธรรมชาติของหน้าอก รวมถึงความปลอดภัยในระยะยาว ซิลิโคนแต่ละชนิดมีลักษณะผิวสัมผัสที่แตกต่างกัน ซึ่งเหมาะกับความต้องการและโครงสร้างร่างกายที่ต่างกัน
- ซิลิโคนผิวเรียบ (Smooth Surface)
มีลักษณะ ผิวเรียบ ลื่น มีข้อดีที่สัมผัสนุ่ม ดูเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์คือหน้าอกเคลื่อนไหวตามร่างกายได้ดี ให้สัมผัสอ่อนนุ่มและใกล้เคียงหน้าอกธรรมชาติ
- ซิลิโคนผิวทราย (Textured Surface)
มีลักษณะ ผิวหยาบ มีความขรุขระเล็กน้อย มีข้อดีคือช่วยให้ซิลิโคนเกาะกับเนื้อเยื่อรอบ ๆ ได้ดี ลดโอกาสการเกิดพังผืด (Capsular Contracture) ให้ผลลัพธ์ หน้าอกทรงคงตัว ลดการบิดหรือเลื่อนของซิลิโคน เหมาะกับผู้ที่ต้องการความมั่นคงสูง
- ซิลิโคนผิวเรียบกึ่งทราย / Nano Textured (Velvet Surface)
มีผิวสัมผัสที่อยู่กึ่งกลางระหว่างผิวเรียบและผิวทราย บางคลินิกเรียกผิวกำมะหยี่ ข้อดีคือลดโอกาสการเกิดพังผืดและยังคงสัมผัสนุ่ม ดูเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์คือให้ทั้งความปลอดภัยและความสวยงาม เคลื่อนไหวตามร่างกายได้เป็นธรรมชาติที่สุด เหมาะกับผู้ที่ต้องการหน้าอกนุ่มฟูและดูเป็นธรรมชาติสูง
ตำแหน่งการวางซิลิโคนเสริมหน้าอก สำคัญอย่างไร ?
ตำแหน่งในการวางซิลิโคนเป็นเทคนิคที่ศัลยแพทย์จะเป็นผู้เลือกเพื่อให้ได้รูปทรงที่สวยงามและลดความเสี่ยงการเกิดพังผืด (Capsular Contracture)
- เหนือกล้ามเนื้อ (Subglandular)
ข้อดีคือ ผ่าตัดง่าย เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว ทรงสวยกลมชัดเจน ผู้ที่มีเนื้อหน้าอกและไขมันเดิมมากพอที่จะปกคลุมขอบซิลิโคนได้
- ใต้กล้ามเนื้อ (Submuscular)
ข้อดีคือ ลดโอกาสเกิดพังผืด หน้าอกดูเป็นธรรมชาติ เหมาะกับ ผู้ที่มีเนื้อหน้าอกน้อยหรือผอมมาก ซึ่งซิลิโคนอาจเห็นขอบชัดเจนหากวางด้านบน
- กึ่งใต้กล้ามเนื้อ (Dual Plane/Hybrid)
ผสมผสานข้อดีของทั้งสอง (ส่วนบนอยู่ใต้กล้ามเนื้อ ส่วนล่างอยู่เหนือกล้ามเนื้อ) ให้ทรงที่เป็นธรรมชาติ ลดการเห็นขอบ ผู้ที่ต้องการความเป็นธรรมชาติสูง และลดโอกาสเกิดปัญหาของซิลิโคน
เลือกซิลิโคนเสริมหน้าอกอย่างไรดี ให้ได้ผลลัพธ์ดั่งใจ
การเสริมหน้าอกเป็นการตัดสินใจสำคัญที่ต้องอาศัยข้อมูลและความเข้าใจอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะ การเลือกซิลิโคน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัย การเลือกซิลิโคนที่เหมาะสม ไม่ได้มีแค่เรื่องขนาดเท่านั้น แต่ต้องดูตั้งแต่คุณภาพของเนื้อซิลิโคน ความปลอดภัย มาตรฐานการผลิต โครงสร้างผิวของซิลิโคน ไปจนถึงความเข้ากันได้กับสรีระของแต่ละคน
ดังนั้น การศึกษาให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ จะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาสวยงามอย่างเป็นธรรมชาติ และมั่นใจได้ในระยะยาว
จะเลือกซิลิโคนยี่ห้อไหนดี? ควรพิจารณาจากอะไรบ้าง
ปัจจุบันมีซิลิโคนเสริมหน้าอกหลายยี่ห้อให้เลือก แต่ละแบรนด์มีเทคโนโลยีเฉพาะตัวและจุดเด่นที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือควรเลือกซิลิโคนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล เช่น FDA หรือ CE รวมถึงมีงานวิจัยรองรับด้านความปลอดภัย โครงสร้างซิลิโคนต้องมีความยืดหยุ่นดี เปลือกผิวทนทาน ไม่แตกง่าย และมีรูปทรงหลากหลายเพื่อตอบโจทย์สรีระของแต่ละคน
- Motiva
ซิลิโคน Motiva เป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในวงการเสริมหน้าอก ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย เนื้อเจลมีความหนาแน่นสูง และผิวสัมผัสมีมาตรฐานด้านความปลอดภัย จุดเด่นที่สุดคือคุณสมบัติ Ergonomix ที่สามารถขยับและปรับรูปทรงตามท่วงท่าการเคลื่อนไหวของร่างกาย ทำให้หน้าอกที่ได้ดูนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ เหมือนเต้านมจริงมากที่สุด Motiva จึงกลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งที่ศัลยแพทย์ส่วนใหญ่ไว้วางใจ
- Mentor
ซิลิโคน Mentor เป็นซิลิโคนระดับตำนานในวงการเสริมหน้าอก ที่ได้รับการยอมรับมานานกว่า 10 ปี โดดเด่นด้านคุณภาพที่ผ่านการพิสูจน์จากผู้ใช้ทั่วโลก เนื้อซิลิโคนให้ความรู้สึกอวบอิ่ม นุ่มละมุน และดูเสมือนจริงเป็นอย่างมาก อีกทั้ง Mentor ยังคงพัฒนานวัตกรรมด้านความปลอดภัยและความเป็นธรรมชาติอย่างต่อเนื่องในทุกรุ่น ทำให้ยังคงเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่แพทย์และผู้ใช้ให้ความไว้วางใจเสมอมา
วิธี เสริมหน้าอก ด้วยไขมันตัวเอง (Fat Transfer Augmentation)
การเสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง หรือ Fat Transfer Augmentation คือวิธีเพิ่มขนาดหน้าอกโดยไม่ต้องใช้ซิลิโคน โดยใช้ไขมันส่วนเกินจากร่างกาย เช่น บริเวณหน้าท้อง สะโพก หรือต้นขา ผ่านการดูดไขมัน (Liposuction) แล้วนำไขมันที่คัดแยกจนบริสุทธิ์มาฉีดเติมเข้าไปที่หน้าอก เพื่อเพิ่มปริมาณและปรับรูปทรงให้สวยงาม
วิธีนี้จึงเป็นการใช้เนื้อเยื่อของตัวเองอย่างแท้จริง ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ ทั้งรูปทรงและสัมผัสเหมือนหน้าอกจริงมากที่สุด
การเสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง สามารถเลือกไซซ์แบบเดียวกับซิลิโคนได้ไหม?
โดยทั่วไป การเสริมหน้าอกด้วยไขมัน ไม่สามารถเลือกไซซ์ได้อิสระเหมือนซิลิโคน เนื่องจากปริมาณไขมันที่สามารถฉีดให้ติดอยู่ได้และไม่สลาย มีข้อจำกัดตามสรีระของแต่ละคน ส่วนใหญ่สามารถเพิ่มขนาดได้ประมาณ 0.5 – 1 คัพ เท่านั้น หากต้องการใหญ่กว่านี้อาจต้องทำซ้ำหลายครั้ง หรือเลือกใช้ซิลิโคนร่วมด้วย (Hybrid Breast Augmentation)
การเสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง ต้องใช้ไขมันเท่าไหร่?
ปริมาณไขมันที่ใช้ขึ้นอยู่กับสรีระและขนาดหน้าอกเดิม โดยทั่วไปแพทย์จะดูดไขมันออกจากร่างกายประมาณ 200–400 ซีซี ต่อข้าง เพื่อให้ได้ไขมันบริสุทธิ์ที่เพียงพอสำหรับการฉีด ซึ่งต้องผ่านการคัดแยกให้เหลือไขมันที่มีคุณภาพสำหรับปลูกถ่าย โดยท้ายที่สุดปริมาณที่ฉีดเข้าไปในหน้าอกมักอยู่ที่ประมาณ 150–250 ซีซี ต่อข้าง ขึ้นอยู่กับโครงสร้างและความเหมาะสมของแต่ละคน
ข้อดีของการเสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง
- ได้ความเป็นธรรมชาติสูงที่สุด ทั้งรูปทรงและสัมผัสใกล้เคียงเต้านมจริงมาก
- ไม่มีสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย เพราะใช้เนื้อเยื่อของตัวเอง จึงเหมาะกับผู้ที่กังวลเรื่องซิลิโคน
- เพิ่มขนาดได้พร้อมกับปรับรูปร่าง เพราะได้ประโยชน์จากการดูดไขมันส่วนเกิน เช่น หน้าท้อง ต้นขา หรือสะโพก
- แผลเล็กมาก เพราะใช้แค่จุดดูดไขมันและจุดฉีดไขมัน
- โอกาสแพ้น้อยมาก เนื่องจากใช้ไขมันตัวเอง
ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง
- เพิ่มขนาดได้ไม่มากนัก มักอยู่ที่ประมาณ 0.5 – 1 คัพ ถ้าต้องการใหญ่ชัดเจนอาจไม่ตอบโจทย์
- ต้องมีไขมันส่วนเกินเพียงพอ ผู้ที่ผอมมากหรือมีไขมันน้อยอาจไม่เหมาะกับวิธีนี้
- ไขมันบางส่วนอาจสลายตัวหลังการฉีด โดยทั่วไปประมาณ 30–40% ทำให้ขนาดอาจลดลงเล็กน้อยหลัง 3–6 เดือน
- อาจต้องทำหลายครั้ง หากต้องการให้หน้าอกใหญ่ขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป
- ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของแพทย์มาก เพื่อให้ไขมันติดดี กระจายตัวสวย และลดความเสี่ยงต่อก้อนแข็ง
ควรเลือกฉีดไขมันหน้าอก หรือเสริมซิลิโคนดี?
คำตอบว่าคุณควรเลือก ฉีดไขมันหน้าอก หรือ เสริมซิลิโคนดี ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการหน้าอกแบบไหน และร่างกายคุณเหมาะกับวิธีไหนมากกว่า
- ถ้าต้องการเสริมหน้าอกที่ดูธรรมชาติ เพิ่มขนาดนิดหน่อย
การฉีดไขมันหน้าอก จะเหมาะกับคุณมากกว่า เพราะใช้ไขมันจากตัวเองมาฉีด ทำให้หน้าอกนุ่มนวลเหมือนของจริง ไม่มีสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย พักฟื้นเร็ว แค่ 3-5 วัน และยังได้ดูดไขมันส่วนที่ไม่ต้องการออกไปด้วย เช่น หน้าท้อง สะโพก หรือต้นขา ทำให้รูปร่างโดยรวมสวยขึ้น แต่ข้อจำกัดคือเพิ่มขนาดได้ไม่มากนัก ประมาณ 1 คัพ และต้องมีไขมันส่วนเกินพอที่จะดูดมาใช้ด้วย นอกจากนี้ ไขมันที่ฉีดไปอาจหดไปบ้าง 30-40% จึงอาจต้องฉีดเติมอีก 1-2 ครั้ง
- ถ้าต้องการหน้าอกที่ใหญ่ชัดเจน มีทรงสวย
การเสริมซิลิโคนหน้าอกจะตอบโจทย์กว่า เพราะสามารถเพิ่มขนาดได้ตามต้องการ 2 คัพขึ้นไป เลือกรูปทรงได้ทั้งแบบกลมหรือหยดน้ำ เห็นผลทันทีหลังทำ และผลลัพธ์คงทนถาวร ไม่ต้องมาเติมบ่อยๆ เหมาะกับคนที่หน้าอกเล็กมาก หรือไม่มีเนื้อหน้าอกเดิม แต่ต้องผ่าตัดใหญ่ มีแผลเป็นประมาณ 2-3 เซนติเมตร ใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า ประมาณ 1-2 สัปดาห์ และอาจรู้สึกว่าหน้าอกแข็งกว่าการฉีดไขมัน โดยเฉพาะคนผอมที่ไม่มีเนื้อหน้าอกคลุม
- ถ้าต้องการหน้าอกที่ได้ทั้งขนาดและความเป็นธรรมชาติ
มีเทคนิคไฮบริดที่ผสมผสานทั้งสองวิธี คือใส่ซิลิโคนเป็นฐานเพื่อสร้างขนาด แล้วเติมไขมันทับบริเวณขอบซิลิโคนและร่องอก เพื่อให้ดูนุ่มนวลเป็นธรรมชาติมากขึ้น เหมาะกับคนผอมที่ต้องการหน้าอกใหญ่ แต่กลัวจะเห็นขอบซิลิโคนหรือเกิดลอนคลื่น
ที่รัตตินันท์คลินิก มีทั้ง 3 แบบให้เลือก คุณสามารถปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อประเมินว่าวิธีไหนเหมาะกับคุณที่สุดได้
วิธี เสริมหน้าอก แบบผสมผสาน (Hybrid Augmentation)
หลักการของ Hybrid คือการผสมผสาน ซิลิโคน และ ไขมันตัวเอง ดังนี้
- วางซิลิโคน เพื่อสร้างขนาดและโครงสร้างหน้าอกตามความต้องการ
- ฉีดไขมันตัวเอง ที่ผ่านการดูดและคัดแยกจากส่วนเกินในร่างกาย เช่น หน้าท้อง ต้นขา หรือสะโพก
- เติมไขมันบริเวณขอบซิลิโคน โดยเฉพาะส่วนบน เพื่อทำให้ทรงดูฟู มีความกลมมน และลดความแข็งทื่อของรูปทรงซิลิโคน
วิธีนี้จึงให้ผลลัพธ์ที่สมดุล ทั้งความอวบอิ่มจากซิลิโคน และความเป็นธรรมชาติจากไขมันของตัวเอง
ข้อดีของการเสริมหน้าอกแบบ Hybrid
- หน้าอกดูนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น การเติมไขมันช่วยให้ผิวบริเวณด้านบนของหน้าอกดูฟู ละมุน และมีทรงที่ธรรมชาติ ไม่แข็งทื่อเหมือนมีซิลิโคนเพียงอย่างเดียว
- ลดโอกาสเห็นขอบซิลิโคน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ผอมมาก เนื้อหน้าอกเดิมน้อย ทำให้เสี่ยงต่อการเห็นรอยคลื่นหรือขอบซิลิโคน วิธี Hybrid จะช่วยปกปิดจุดนี้ได้อย่างดี
- เพิ่มความกลมมนของช่วงบนหน้าอก (Upper Pole Fullness) หลายคนที่เสริมซิลิโคนอย่างเดียว อาจได้ทรงที่สวยแต่ยังไม่ฟูด้านบน การเติมไขมันช่วยให้รูปทรงเนียนตาและสวยครบทุกมิติ
- ปรับความไม่สมดุลของหน้าอกได้ดี ไขมันสามารถช่วยเก็บรายละเอียด เช่น หน้าอกสองข้างไม่เท่ากัน ร่องอกห่าง หรือขอบบางส่วนดูเป็นเหลี่ยม ช่วยให้ทรงออกมาสมมาตรมากยิ่งขึ้น
- ได้รูปร่างที่ดีขึ้นจากการดูดไขมันส่วนเกินที่ดูดออก เช่น หน้าท้องหรือสะโพก จะช่วยให้รูปร่างโดยรวมสมส่วนขึ้น เป็น 2 ผลลัพธ์ในครั้งเดียว
Hybrid Augmentation เหมาะกับใครบ้าง?
- ผู้ที่ผอมมาก หรือมีเนื้อหน้าอกเดิมบาง ทำให้เสริมซิลิโคนอย่างเดียวแล้วเห็นขอบง่าย
- ผู้ที่ต้องการหน้าอกที่ เป็นธรรมชาติแบบสัมผัสจริง แต่ยังอยากได้ขนาดที่ใหญ่พอสมควร
- ผู้ที่กังวลเรื่องความแข็งของหน้าอก หรือความเป็นทรงซิลิโคนเกินไป
- ผู้ที่เคยเสริมด้วยซิลิโคนแล้วรู้สึกว่า ด้านบนแบน ต้องการปรับให้ฟูและสวยละมุนมากขึ้น
- คนที่มี ไขมันส่วนเกินในระดับหนึ่ง ซึ่งเพียงพอสำหรับนำมาเติมเต็ม
- ผู้ที่ต้องการปรับรายละเอียด เช่น ความไม่เท่ากันของหน้าอกหรือร่องอก
เสริมหน้าอก แผลอยู่ตรงไหนบ้าง?
การเสริมหน้าอกจำเป็นต้องมีแผลผ่าตัด เพื่อเปิดช่องวางซิลิโคนอย่างเหมาะสมและปลอดภัย ศัลยแพทย์จึงเลือกตำแหน่งแผลที่เข้าถึงง่าย ลดการบิดเบี้ยว และช่วยให้ฟื้นตัวได้ดีที่สุด ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ตำแหน่งแผลผ่าตัดเสริมหน้าอกมีทั้งหมด 3 จุดหลัก ได้แก่ แผลใต้ราวนม แผลใต้รักแร้ และแผลปานนม
- แผลใต้ราวนม (Inframammary)
มีลักษณะเป็นแผลยาว 3-4 ซม. ซ่อนอยู่ในรอยพับใต้หน้าอก การเสริมหน้าอกโดยแผลอยู่ใต้ปานนม มีข้อดี คือ ควบคุมตำแหน่งซิลิโคนได้แม่นยำที่สุด เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว แผลซ่อนในรอยพับจางง่าย ดูแลแผลง่าย เสี่ยงต่อการกระทบเส้นประสาทหรือท่อน้ำนมน้อย ลดโอกาสซิลิโคนเบี้ยวหรือพังผืดหดรัด แต่ก็มี ข้อเสีย คือ มีรอยแผลบริเวณหน้าอก หากผิวบางอาจเห็นรอยแดงในช่วงแรก ต้องดูแลให้แผลเรียบสวย - แผลใต้รักแร้ (Axillary)
แผลซ่อนในรอยพับรักแร้ ใช้กล้องส่องช่วยในการผ่าตัด การเสริมหน้าอกโดยมีแผลอยู่ใต้รักแร้ มีข้อดีคือ ไม่มีรอยแผลบนหน้าอกเลย แผลซ่อนได้ดีในรอยพับรักแร้ เหมาะกับคนที่กังวลเรื่องรอยผ่าตัดบริเวณเต้านม แต่มีข้อเสียคือ ควบคุมตำแหน่งซิลิโคนได้ยากกว่า เจ็บนานกว่า ฟื้นตัวช้ากว่า เสี่ยงซิลิโคนเบี้ยว ร่องอกห่าง หรือพังผืดหดรัดมากกว่า แผลอาจเห็นได้ชัดเวลายกแขน หากต้องแก้ไขในอนาคตมักต้องเปิดแผลใหม่ใต้ราวนมอยู่ดี - แผลรอบปานนม (Periareolar)
แผลอยู่ในขอบสีผิวปานนม การเสริมหน้าอกโดยแผลอยู่รอบปานนม มีข้อดีคือ แผลค่อนข้างแนบเนียนเพราะอยู่ในขอบสีผิวปานนม ซ่อนได้ดี และ มีข้อเสีย คือ อาจกระทบท่อน้ำนมและเส้นประสาทที่หัวนม เสี่ยงติดเชื้อได้มากกว่าเนื่องจากผ่านท่อน้ำนม แผลอาจเห็นได้ชัดในระยะใกล้ ใช้ได้เฉพาะผู้ที่มีปานนมขนาดใหญ่พอ
ทำไม รัตตินันท์ คลินิก จึงเลือกเสริมหน้าอกโดยแผลอยู่ใต้ราวนม?
เพราะเป็นตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุด ควบคุมตำแหน่งซิลิโคนได้แม่นยำ ลดปัญหาซิลิโคนเบี้ยว ร่องอกห่าง หรือพังผืดหดรัด เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว และดูแลรอยแผลเป็นได้ดีที่สุด ศัลยแพทย์ของเราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและผลลัพธ์ระยะยาว จึงเลือกเทคนิคนี้เป็นหลัก
เสริมหน้าอก ช่วยยกกระชับหน้าอกด้วยไหม
“เสริมหน้าอก ช่วยยกกระชับหน้าอกด้วยไหม” คำถามนี้เป็นหนึ่งในข้อสงสัยที่คุณผู้หญิงถามกันบ่อยมาก โดยเฉพาะคนที่กังวลเรื่องหน้าอกดูหย่อนคล้อย ไม่กระชับเหมือนเดิม และอยากรู้ว่าการเสริมซิลิโคนจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่
แม้ว่าการ เสริมหน้าอก จะมีจุดประสงค์หลัก คือ เพิ่มปริมาตรและขนาดของทรวงอก แต่ในหลาย ๆ กรณี การใส่ซิลิโคนสามารถช่วยให้หน้าอกที่มีความหย่อนคล้อยเล็กน้อย ดูกระชับ เต่งตึง และได้ทรงสวยขึ้น ได้จริงค่ะ เพราะเมื่อมีปริมาตรเพิ่มขึ้น ซิลิโคนจะช่วยเติมเต็มเนื้อหน้าอก ทำให้ทรงโดยรวมดูยกขึ้นเล็กน้อยตามธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการประเมินระดับของความหย่อนคล้อยก่อนตัดสินใจ เพราะ การเสริมซิลิโคนเพียงอย่างเดียว จะช่วยได้เฉพาะกรณีที่
- หน้าอกหย่อนคล้อยเล็กน้อย
- หัวนมยังอยู่เหนือระดับใต้ราวนม
- หน้าอกยังมีเนื้อพอสมควรให้ซิลิโคนช่วยดันขึ้นได้
แต่ถ้าหน้าอกมีความหย่อนคล้อยมาก เช่น
- หัวนมต่ำกว่าระดับใต้ราวนม
- เนื้อหน้าอกส่วนบนแบนมาก
- มีผิวหนังยืดขยายมากกว่าปกติ
กรณีนี้ การเสริมซิลิโคนอย่างเดียวจะไม่ช่วยให้หน้าอกยกขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และผลลัพธ์อาจไม่ออกมาสวยอย่างที่คาดหวังค่ะ
แพทย์จึงมักแนะนำ การผ่าตัดยกกระชับหน้าอก (Breast Lift) ร่วมกับการเสริมซิลิโคน เพื่อให้ได้รูปทรงที่ตั้ง เต่งตึง และสวยงามได้สัดส่วนที่สุด
หลังเสริมหน้าอก ต้องดูแลตัวเองอย่างไร
หลังเสริมหน้าอกเรียบร้อยแล้ว การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยให้คุณได้หน้าอกสวยตามที่ต้องการ ฟื้นตัวเร็ว และปลอดภัย ลองมาดูว่าแต่ละช่วงเวลาควรดูแลอย่างไร ดังนี้
- 7 วันแรกหลังเสริมหน้าอก เป็นช่วงที่ต้องพักผ่อนมากที่สุด
ช่วงนี้หน้าอกจะรู้สึกแน่นตึงมาก เหมือนมีหินทับ หายใจไม่เต็มปอด หน้าอกจะบวมเป่ง ผิวหนังตึงมันวาว อาจมีรอยช้ำสีม่วง และหน้าอกจะดูตั้งสูงผิดปกติ แข็งไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ที่ต้องทำคือนอนหมอนสูง 45 องศา ห้ามยกของหนัก ห้ามเกร็งแขน และต้องใส่ซัพพอร์ตบราตลอด 24 ชั่วโมง อย่าลืมทานยาตามแพทย์สั่งครบทุกมื้อเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- 2 สัปดาห์ – 1 เดือนหลังเสริมหน้าอก เป็นช่วงที่เริ่มสบายตัวขึ้น
อาการปวดจะลดลงมาก รอยช้ำเริ่มจางหาย ความบวมลดลง แต่อาจยังบวมไม่เท่ากันสองข้าง คุณจะเริ่มรู้สึกเสียวแปลบๆ หรือคันยิบๆ บริเวณเต้านมและหัวนม ซึ่งเป็นสัญญาณดีว่าเส้นประสาทกำลังฟื้นตัว ช่วงนี้สามารถกลับไปทำงานออฟฟิศได้แล้ว แต่ยังต้องหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักและยกของหนัก
- 2-3 เดือนหลังเสริมหน้าอก เป็นช่วงที่หน้าอกเริ่มเข้าที่
นี่คือช่วง “Drop and Fluff” ที่สำคัญมาก ซิลิโคนจะเริ่มคล้อยต่ำลงมาอยู่ในตำแหน่งธรรมชาติมากขึ้น เนินหน้าอกด้านบนจะยุบลง ด้านล่างจะพุ่งขึ้น กล้ามเนื้อเริ่มคลายตัว ทำให้หน้าอกเริ่มนิ่มขึ้น ไม่แข็งเป็นลูกบอลเหมือนช่วงแรก อาการชาเริ่มหายไป ความรู้สึกบริเวณหัวนมเริ่มกลับมา คุณสามารถเริ่มนวดหน้าอกตามคำแนะนำของแพทย์ และเริ่มออกกำลังกายเบาๆ ได้แล้ว
- 1 ปีหลังเสริมหน้าอก
เมื่อครบ 1 ปี หน้าอกจะมีทรงที่เป็นธรรมชาติที่สุด มีความคล้อยเล็กน้อยตามแรงโน้มถ่วง สัมผัสนิ่มคล้ายหน้าอกจริง รอยแผลจะจางลงมากจนเกือบมองไม่เห็น
สิ่งสำคัญที่ต้องทำตลอดช่วงฟื้นตัว
ใส่ซัพพอร์ตบราตลอด 24 ชั่วโมงในเดือนแรก เพื่อล็อกตำแหน่งซิลิโคนและลดการบวม การนอนหลังเสริมหน้าอกสำคัญมาก นอนหงายเป็นหลักอย่างน้อย 6 สัปดาห์ ห้ามนอนคว่ำหรือนอนตะแคงเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ซิลิโคนเคลื่อนที่ ทานอาหารโปรตีนสูงเพื่อช่วยสมานแผล ดื่มน้ำเยอะๆ งดแอลกอฮอล์และบุหรี่อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ และงดอาหารทะเลในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
อาการเตือนที่ต้องพบแพทย์ทันที
หากมีไข้สูง หนาวสั่น หน้าอกบวมแดงร้อนผิดปกติ มีหนองหรือน้ำไหลออกจากแผล แผลแยกหรือปริแตก หรือหน้าอกแข็งผิดปกติ ให้รีบติดต่อแพทย์ทันที
ที่ รัตตินันท์ คลินิก เรามี โปรแกรมดูแลตัวเองหลังเสริมหน้าอก (Aftercare Program) ที่ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่เลเซอร์ป้องกันแผลเป็น เทคโนโลยีฉายแสงลดบวม จนถึงซัพพอร์ตบราคุณภาพสูงนำเข้าพิเศษ พร้อมทีมแพทย์คอยดูแลติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัยที่สุด
รีวิวผลลัพธ์หลังเสริมหน้าอก รัตตินันท์ คลินิก
ราคาศัลยกรรมเสริมหน้าอก ทำไมต้อง รัตตินันท์ คลินิก
ราคาเสริมหน้าอกที่ รัตตินันท์ คลินิก เพื่อให้คุณได้เปรียบเทียบราคาและบริการของ รัตตินันท์ คลินิก กับคลินิกอื่น ๆ เราได้รวบรวมข้อมูลมาให้ในรูปแบบของตาราง ดังนี้
หัตถการ เสริมหน้าอก | ราคาเริ่มต้น |
เสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน | 139,000 - 159,000 บาท |
เสริมหน้าอกผิวเรียบทรงกลม Mentor | 139,000 บาท |
เสริมหน้าอกผิวทรายทรงหยดน้ำ (Extra Gel) Mentor | 139,000 บาท |
เสริมหน้าอก Motiva รุ่น SilkSurface | 139,000 บาท |
เสริมหน้าอก Motiva รุ่น Ergonomix | 159,000 บาท |
เสริมหน้าอกด้วยไขมัน | 69,000 บาท |
ลดขนาดปานนม | 45,000 บาท |
บริการและสิ่งที่รวมอยู่ในราคา
- บริการปรึกษาแพทย์ฟรี เพื่อให้คำแนะนำและช่วยเลือกซิลิโคนที่เหมาะสมกับรูปร่างและความต้องการของคุณ
- การตรวจสุขภาพก่อนผ่าตัด รวมอยู่ในราคาเพื่อความปลอดภัยและการวางแผนการผ่าตัดอย่างรอบคอบ
- การผ่าตัดและดูแลหลังผ่าตัด รวมค่าบริการดมยาสลบโดยวิสัญญีแบบ 1:1 การตรวจเช็กและติดตามผลการรักษาหลังการผ่าตัด
- ประกันการผ่าตัด: มีประกันคุ้มครองหลังการผ่าตัดเพื่อความอุ่นใจ
- บริการ After Care ป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นและเสริมความมั่นใจในทรวงอก
การเสริมหน้าอก ที่ รัตตินันท์ คลินิก ไม่เพียงแต่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีและดูเป็นธรรมชาติ แต่ยังมาพร้อมกับบริการที่ครบในราคาที่คุ้มค่า มีทีมแพทย์และวัสดุคุณภาพดี รัตตินันท์ คลินิก จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่กำลังมองหาการเสริมหน้าอกที่มีคุณภาพและปลอดภัย เราให้ความสำคัญทั้งความต้องการของผู้เข้ารับบริการและมาตรฐานความปลอดภัยสูง ซึ่งก่อนเข้ารับการผ่าตัดเสริมหน้าอก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการประเมินอย่างละเอียดในทุกมิติ ตั้งแต่สรีระ ความกว้างของลำตัว ฐานและเนื้อหน้าอกเดิม รวมถึงความหนาและปริมาณไขมันเพื่อออกแบบทรงที่เหมาะสมที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้จึงงดงามอย่างเป็นธรรมชาติ และตอบโจทย์ความพึงพอใจในแบบเฉพาะบุคคล
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการเสริมหน้าอก
การเสริมหน้าอก ซิลิโคนสามารถอยู่ได้นานเกิน 10 ปีไปจนถึงตลอดชีวิต หลังจากผ่านไปแล้ว 5 ปี สามารถตรวจเช็กสภาพหน้าอกตัวเองได้ทุก ๆ ปีเหมือนตรวจสุขภาพทั่วไป
น้อยมาก ๆ เพราะปัจจุบันเนื้อเจลในซิลิโคนมีความหนาแน่นและยืดหยุ่นสูง และถ้าหากพบว่าซิลิโคนแตกก็มีการรับประกัน (ตั้งแต่ก่อนการผ่าตัด) สามารถแก้ใหม่ได้ตามระยะเวลาที่กำหนด
การศัลยกรรมเสริมหน้าอกไม่มีหลักฐานว่าจะเพิ่มความเสี่ยงในการพัฒนามะเร็งเต้านม เนื่องจากวัสดุซิลิโคนที่ใช้ในกระบวนการนี้ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ซึ่งระบุว่ามีความปลอดภัยและไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
แน่นอนว่ามี เช่น ปัญหาสุขภาพ ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น ซึ่งถ้าหากอยากแก้ไข ปรับไซซ์ให้เล็กลงก็สามารถทำได้เช่นกัน
นม 2 ชั้น คือ การที่หน้าอกมีรอยพับ 2 ชั้น มักเกิดจากซิลิโคนถูกวางตำแหน่งต่ำเกินไป หรือเนื้อหน้าอกเดิมหย่อนคล้อยลงมา อาจเกิดได้จากเทคนิคการผ่าตัดที่แพทย์ไม่เข้าใจสรีระของคนไข้ดีพอ เลือกใช้เทคนิคที่ไม่เหมาะสม ซึ่งในปัจจุบัน จะมีเทคนิค Dual Plane ที่ช่วยทำให้หน้าอกเข้ารูป เป็นทรงสวยงามมากยิ่งขึ้น
ตรวจได้ปกติค่ะ แค่ต้องบอกเจ้าหน้าที่ว่าเราเสริมซิลิโคนมา เขาจะได้ใช้เทคนิคตรวจที่เหมาะสม
เมื่อหน้าอกมีปัญหาหลัก ๆ คือ พังผืดรัด จนหน้าอกแข็งผิดปกติ, ซิลิโคนแตก/รั่ว, ซิลิโคนเลื่อนผิดตำแหน่ง, หรือเมื่อคุณ ไม่ชอบผลลัพธ์ ที่ออกมา คุณหมอสามารถทำการผ่าตัดแก้ไขเพื่อเปลี่ยนขนาด รูปทรง หรือปรับตำแหน่งของซิลิโคนให้ดีขึ้นได้
อาการเจ็บจะดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ ก็สามารถกลับไปทำงานเบา ๆ ได้ แต่หน้าอกจะนิ่มและเข้าที่สวยงามเต็มที่ต้องใช้เวลา 3-6 เดือน
ส่วนใหญ่ให้นมได้ค่ะ เพราะซิลิโคนมักจะวางอยู่ใต้ต่อมน้ำนมหรือกล้ามเนื้อ ซึ่งไม่รบกวนท่อน้ำนมโดยตรง
สำหรับนักเพาะกายหรือผู้ที่ต้องเกร็งกล้ามเนื้ออกรุนแรง การวางซิลิโคน “ใต้กล้ามเนื้อ” อาจทำให้ซิลิโคนเคลื่อนไหวผิดรูปขณะเกร็งอก (Animation Deformity) ได้ ดังนั้นควรแจ้งไลฟ์สไตล์ให้ศัลยแพทย์ทราบเพื่อเลือกเทคนิคการวางซิลิโคนที่เหมาะสมที่สุด
หากแพลนจะมีบุตรในเร็วๆ นี้ “ควรเลี่ยงไปก่อน” ครับ เพราะช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ผิวหนังจะขยายตัวมาก หลังหยุดให้นมหน้าอกอาจหย่อนคล้อยจนเสียทรง แนะนำให้ทำหลังเสร็จสิ้นภารกิจมีบุตรจะคุ้มค่าที่สุดครับ
โดยปกติแนะนำให้เทคฮอร์โมนต่อเนื่องอย่างน้อย 1-2 ปี เพื่อให้เนื้อเยื่อหน้าอกพัฒนาขึ้นตามธรรมชาติก่อน วิธีนี้จะช่วยให้ผิวหนังขยายตัวพร้อมรองรับซิลิโคน ผลลัพธ์ที่ได้จะดูละมุนและเป็นธรรมชาติมากกว่าการเสริมขณะที่เนื้อหน้าอกยังไม่พัฒนา


นักเขียนบทความสุขภาพ รัตตินันท์ คลินิก ทำหน้าที่ ค้นคว้าและตรวจสอบงานวิจัยล่าสุด ทั้งเรื่องผิวหนัง สารออกฤทธิ์ เลเซอร์ และศัลยกรรมความงาม เพื่อนำความรู้ที่ซับซ้อนเหล่านั้นมา แปลให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ถูกต้อง และเชื่อถือได้ เป้าหมายหลักคือการทำให้ข้อมูลทุกชิ้นที่คลินิกสื่อสารออกไปนั้น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ (Evidence-based) เพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถ ตัดสินใจเลือกการดูแลผิวหรือหัตถการได้อย่างมั่นใจและเหมาะสม โดยไม่ถูกชี้นำเกินจริง และเข้าใจถึงกลไกที่แท้จริงเบื้องหลังผลลัพธ์นั้น ๆ