ริดสีดวง เกิดจากอะไร มีอาการ และวิธีรักษาอย่างไร อันตรายไหม?

ริดสีดวง เกิดจากอะไร อันตรายไหม

ริดสีดวง ทวารหนัก เกิดจากอะไร?

ริดสีดวงทวาร เกิดจาก (Hemorrhoids) เป็นโรคที่พบได้บ่อย เกิดจากการโป่งพองของหลอดเลือดขนาดเล็กบริเวณเยื่อบุช่องทวารหนัก รวมถึงมีการหย่อนยานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของเยื่อบุช่องทวารหนักด้วย ลักษณะเป็นก้อนนูนออกมาหรือเป็นหัว อาจจะมีได้หลายหัว และอาจจะเป็นพร้อมกันได้หลายแห่ง

การเกิด ริดสีดวง มี 2 สาเหตุหลักๆ คือ

  1. เป็นความผิดปกติของหลอดเลือดบริเวณนั้น
  2. เกิดจากการเพิ่มความดันต่อกระบังลมด้านล่างนานๆ เกิดได้จากการเบ่งอุจจาระบ่อยๆ จากท้องผูก การยกของหนัก ยืนนาน และการตั้งครรภ์ ทำให้เลือดไหลกลับไม่สะดวก จากสาเหตุดังกล่าว ทำให้กลุ่มเส้นเลือดโตและยืดออก ทำให้เส้นเลือดบาดเจ็บจากการเบ่งอุจจาระนานๆ ทำให้มีเลือดสดๆ ไหลออกจากจากทวารหนัก
ริดสีดวง ทวารหนัก เกิดจากอะไร
https://www.webmd.com/digestive-disorders/understanding-hemorrhoids-basics
กลับสู่สารบัญ

ริดสีดวง ทวาร มีกี่ชนิด ?

ริดสีดวงทวาร แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

  1. ริดสีดวงทวารชนิดภายใน (internal hemorrhoids) คือ ริดสีดวงที่อยู่ใต้ชั้นเยื่อบุลำไส้ จะอยู่ภายในรูทวารหนัก ซึ่งจะตรวจพบเมื่อใช้กล้องส่องตรวจ โดยจะมีลักษณะที่สังเกตง่ายๆ คือ
  • จะคลุมด้วยเยื่อบุของทวารหนัก ไม่ใช่ผิวหนังด้านนอก
  • จะไม่เจ็บ ถ้าไม่มีการแทรกซ้อน

ริดสีดวงทวารแบบภายใน จะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ

  • ระยะที่ 1 ไม่มีก้อนยื่นออกมานอกทวารหนัก
  • ระยะที่ 2 มีก้อนยื่นออกมาขณะเบ่งอุจจาระ และหดกลับเข้าได้เอง
  • ระยะที่ 3 มีก้อนยื่นออกมาขณะเบ่งอุจจาระ แต่ไม่หดกลับเข้าไปต้องใช้มือช่วยดันกลับเข้าไป
  • ระยะที่ 4 มีก้อนยื่นออกมาและไม่สามารถใช้มือดันเข้าไปได้ หรือมีภาวะการเกิดลิ่มเลือดเฉียบพลันหรือมีการยื่นของเยื่อบุช่องทวารหนักออกมาทั้งหมด
ริดสีดวง ทวารหนัก อาการเป็นอย่างไร
https://www.aafp.org/afp/2018/0201/p172.html
  1. ริดสีดวงทวารชนิดภายนอก (External hemorrhoids) คือ ริดสีดวงที่อยู่ใต้ผิวหนังบริเวณปากทวารหนัก สามารถมองเห็นและคลำได้ จะเป็นก้อนที่อยู่ข้างนอก ผิวหนังรอบๆ จะถูกดันจนโป่งออกมา ทำให้ผู้ป่วย มักมีอาการคัน และเจ็บมากกว่าริดสีดวงทวารภายใน หลังจากอาการหายไป บางครั้ง ติ่งผิวหนังนั้นอาจจะยังอยู่ กลายเป็นติ่งเนื้อที่เรียกว่า Skin Tag
กลับสู่สารบัญ

ริดสีดวง มีอาการอย่างไร ?

สำหรับอาการของโรคริดสีดวงทวาร จะแบ่งอาการของโรคออกเป็น 2 ส่วนตามชนิดของโรค คือ อาการของริดสีดวงภายใน และอาการของริดสีดวงภายนอก รายละเอียดดัง ต่อไปนี้

  1. โรคริดสีดวงภายนอก อาการของโรค คือ จะมีติ่งเนื้อออกมาจากปากทวารหนัก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวด เจ็บ และระคายเคือง โดยปกติแล้วอาการนี้จะหายเจ็บได้ภายใน 2-3 วัน แต่อาการปวดอาจต้องใช้เวลา 2 ถึง 3 สัปดาห์แต่หากหัวริดสีดวงใหญ่ อาจทำให้ระคายเคือง และคันบริเวณปากทวารหนักได้
  2. โรคริดสีดวงภายใน อาการของโรค คือ มีเลือดออกจากทวารหนัก แต่ไม่รู้สึกเจ็บปวด โดยมากจะเกิดตอนถ่ายอุจจาระหรือหลังถ่ายอุจจาระเสร็จ ลักษณะเลือดมีสีแดงสด ปนกับอุจจาระ หรือมีเลือดไหลหยดลงจากทวารหนัก อาการเหล่านี้จะเป็น ๆ หาย ๆ แต่หากมีอาการเรื้อรัง ทำให้เสียเลือดตัวซีดลงได้ สำหรับผู้ที่เป็นหนัก หลอดเลือดจะบวม จะเห็นหัวริดสีดวงโผล่ออกมาจากทวารหนัก เป็นก้อนเนื้อนิ่ม ๆ ซึ่งก้อนนี้จะทำให้เกิดอาการปวด และเจ็บ อาจจะทำให้เกิดอาการคัน และกลั้นอุจจาระไม่อยู่ด้วย

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด 'ริดสีดวงทวารหนัก' มีอะไรบ้าง ?

  1. รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย เช่น ผัก ผลไม้ ร่วมกับดื่มน้ำน้อย
  2. คนที่มีภาวะท้องผูกเรื้อรัง ทำให้ต้องเบ่งถ่ายอุจจาระเป็นประจำ เนื่องจากแรงเบ่งจะทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดโป่งพอง หรือหลอดเลือดขอดได้ง่าย
  3. ท้องเดิน ท้องเสียเรื้อรัง เพราะการถ่ายอุจจาระบ่อยๆ แรงเบ่งก็จะเป็นการเพิ่มความดันต่อกระบังลมด้านล่าง
  4. อุปนิสัยใช้เวลาเบ่งถ่ายอุจจาระนานๆ เช่น นั่งเล่นโทรศัพท์มือถือหรืออ่านหนังสือขณะขับถ่าย รวมถึงการเบ่งถ่ายอุจจาระแรงๆ
  5. การยืน หรือเดินเป็นเวลานานๆ
  6. การชอบใช้ยาสวนอุจจาระ หรือยาระบายอย่างพร่ำเพรื่อ
  7. ภาวะตั้งครรภ์ ทำให้ถ่ายอุจจาระไม่สะดวก มีอาการท้องผูก ร่วมกับน้ำหนักของครรภ์จะกดทับบนกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด ทำให้เลือดคั่งอยู่ในหลอดเลือด ไหลกลับไม่สะดวก
  8. น้ำหนักตัวมาก หรือโรคอ้วน มีผลให้แรงดันในช่องท้องและในอุ้งเชิงกรานเพิ่มสูงขึ้น เลือดจึงคั่งในกลุ่มหลอดเลือดได้
  9. ผู้สูงอายุ มักจะมีการเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ รวมทั้งความเสื่อมของกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด จึงทำให้หลอดเลือดโป่งพองได้ง่ายกว่าปกติ
  10. การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ทำให้เกิดการกดเบียดทับหรือเกิดการบาดเจ็บต่อกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือดเรื้อรัง ทำให้เลือดคั่งอยู่ในหลอดเลือด จึงเกิดหลอดเลือดโป่งพองได้ง่าย
  11. อาการไอเรื้อรัง มีผลเพิ่มแรงดันในช่องท้อง
  12. ภาวะโรคบางอย่าง เช่น โรคตับแข็ง ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี ทำให้เส้นเลือดดำบริเวณทวารหนักโป่งพอง
  13. กรรมพันธุ์
อาการ ริดสีดวง
กลับสู่สารบัญ

วิธีตรวจ หรือ การวินิจฉัย ริดสีดวง

หลักการวินิจฉัยที่สำคัญคือ การแยกโรคออกจากโรคอื่นๆ เช่น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งทวารหนัก

  1. ตรวจดูขอบทวารหนัก ส่วนใหญ่จะปกติหรืออาจเห็นริดสีดวงทวารหนักยื่นออกมา
  2. การตรวจทวารหนักด้วยนิ้วมือ (PR) ไม่ช่วยวินิจฉัยริดสีดวงทวารหนัก แต่ช่วยตรวจแยกโรคอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายริดสีดวงทวารหนัก โดยเฉพาะก้อนหรือแผลบริเวณทวารหนักหรือภายในลำไส้ตรง (rectum)
  3. การตรวจด้วยส่องดูทวารหนัก (anoscope) จะตรวจพบหัวริดสีดวงภายในได้ชัดเจน ควรทำเสมอเพื่อการวินิจฉัยโรคที่แน่นอน
  4. การตรวจด้วยส่องด้วยกล้อง (sigmoidoscope) ควรทำในรายที่มีอายุมาก และจำเป็นต้องทำถ้ามีประวัติขับถ่ายผิดปกติเรื้อรัง หรือถ่ายเป็นมูก ปนเลือด หรือคลำก้อนได้ภายในทวารหนัก
  5. การส่งตรวจด้วยสวนสี x-ray ลำไส้ใหญ่ (barium enema) หรือการส่องกล้องดูลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) ใช้ตรวจในกรณีทีอาการไม่ชัดเจนว่าเป็นโรคอะไรหรือมีอาการอื่น ๆ รวมทั้งตรวจในผู้ป่วยสูงอายุ
  6. การตรวจร่างกายตามปกติ

ริดสีดวง มีวิธีรักษาอย่างไร ?

การรักษาโรคริดสีดวง ทวารนั้น แพทย์จะพิจารณาตามความรุนแรงของโรค และขึ้นกับระยะที่เป็น ซึ่งมีหลายวิธี

ริดสีดวง กรณีที่ไม่รุนแรง ในกรณีนี้ ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้ แพทย์จะแนะนำวิธีในการดูแลตนเองควบคู่กับการใช้ยา

  • โดยเน้นให้มีการรับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้น ทานน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงการเบ่ง หรือนั่งนาน
  • ดูแลบริเวณที่เป็นริดสีดวงทวารให้แห้งและสะอาด
  • แช่น้ำอุ่นบริเวณก้นเป็นประจำ ควบคู่กับการทายา
  • การรับประทานยาในกลุ่มแก้ปวด เพื่อช่วยให้บรรเทาอาการปวด คัน หรือเจ็บบริเวณที่เป็นริดสีดวงทวารน้อยลง
  • การใช้ยาจะเป็นกลุ่มยาที่ทำให้อุจจาระนุ่ม (Stool Softener)
  • อาจใช้ยาประเภท Steroid เหน็บทวารเพื่อลดการอักเสบ

ริดสีดวง กรณีขั้นรุนแรง หรืออาการของโรคส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แพทย์จะมีการรักษาด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม คือ

  • การฉีดยา เพื่อให้หลอดเลือดเกิดการตีบและหดตัวกลับเข้าไป อาจก่อให้เกิดอาการปวดเล็กน้อยขณะฉีดยา
  • การใช้ยางรัด เพื่อตัดการไหลเวียนของเลือดบริเวณนั้น ทำให้เกิดการฝ่อและแห้งของริดสีดวงทวารภายใน 1 สัปดาห์
  • การจี้ริดสีดวงทวารด้วยเลเซอร์ อินฟราเรด หรือเครื่องจี้ไฟฟ้า เป็นการใช้ความร้อนหรือเลเซอร์จี้ไปที่หัวริดสีดวงทวาร ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในการรักษา

การใช้ยางรัด รักษาริดสีดวง

การรัดห่วง รักษาริดสีดวง
กลับสู่สารบัญ

รักษา ริดสีดวง ด้วยการผ่าตัด

การผ่าตัดริดสีดวง เป็นวิธีใช้การรักษาโรคริดสีดวงทวารที่อยู่ในระยะรุนแรง โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี คือ

    1. การผ่าตัดเอาริดสีดวงออก เป็นวิธีการผ่าตัดแบบดั้งเดิมที่ให้ผลการรักษาได้ดีและมีโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำน้อย โดยแพทย์จะผ่าส่วนที่เป็นริดสีดวงทวารออก
    2. การผ่าตัดโดยใช้เครื่องมือเย็บติด เป็นการผ่าตัดสำหรับการรักษาริดสีดวงทวารชนิดภายใน ซึ่งจะเป็นการปิดกั้นเลือดที่จะไปเลี้ยงบริเวณที่เป็นริดสีดวงทวารจนให้เกิดการฝ่อและหลุดไป โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือคล้ายเครื่องยิงลวดในการตัด เย็บ และผูกหัวริดสีดวง

การรักษาริดสีดวงด้วยวิธีต่างๆ เช่น การรัดห่วง การจี้ด้วยเลเซอร์ และการผ่าตัดริดสีดวง

ริดสีดวง มีวิธีป้องกันอย่างไร ?

ทางที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงและโอกาสในการเกิดโรคริดสีดวงทวาร คือ การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเพิ่มความดันของหลอดเลือดที่เป็นสาเหตุของโรคริดสีดวงทวาร

  • เริ่มต้นด้วยการดูแลเรื่องระบบขับถ่ายให้เป็นนิสัย ฝึกเข้าห้องน้ำให้เป็นเวลา
  • ไม่กลั้นอุจจาระ เพราะจะส่งผลเสียต่อระบบขับถ่ายที่ผิดปกติและถ่ายได้ยากมากขึ้น
  • ระวังอย่าให้เกิดอาการท้องร่วง ท้องเดิน หรือท้องเสียบ่อย ๆ
  • ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มมากขึ้น เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชประเภทต่างๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน
  • ถ้ามีการปรับวิธีในการรับประทานอาหารที่ยังไม่ได้ผลดีเพียงพออาจมีการรับประทานอาหารเสริมประเภทไฟเบอร์หรือสารที่ช่วยให้อุจจาระนิ่มขึ้น
  • ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่มและขับถ่ายออกได้ง่าย
  • ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากควรหาวิธีลดความอ้วนอย่างเหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  • ออกกำลังกายให้เพียงพอ พยายามเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ