ดูดไขมันต้นขา กำจัดไขมันส่วนเกิน กระชับขาให้เรียวสวย

ดูดไขมันต้นขา

หากคุณกำลังเผชิญปัญหา “ขาใหญ่” หรือ “อ้วนลงขา” แม้รูปร่างโดยรวมจะค่อนข้างผอม สาเหตุอาจมาจากลักษณะโครงสร้างร่างกาย การกระจายไขมัน และกรรมพันธุ์ ซึ่งควบคุมได้ยากด้วยการลดน้ำหนักหรือออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว

ไขมันช่วงต้นขา ทั้งด้านในและด้านนอก จึงมักเป็นจุดที่ลดได้ยาก และอาจมีเซลลูไลท์ร่วมด้วย ทำให้สัดส่วนขาดูไม่สมดุล

การดูดไขมันต้นขา เป็นหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดไขมันต้นขาและปรับสัดส่วนให้ดูเรียวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุดและต้องการให้ขาดูสมส่วนกับรูปร่างโดยรวม โดยใช้เทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับและมีข้อมูลรองรับทางการแพทย์

สารบัญ

คุณหมอสรุปให้ ดูดไขมันต้นขา สร้างขาเรียวสวยได้อย่างไร ทำไมต้อง รัตตินันท์ คลินิก

การดูดไขมันต้นขา เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยลดไขมันเฉพาะจุดได้อย่างเหมาะสม โดยการประเมินการสะสมของไขมันต้นขาอย่างละเอียด และเลือกเทคโนโลยีดูดไขมันที่สอดคล้องกับสรีระของแต่ละบุคคล เมื่อแพทย์ดูดไขมันออก รอบขาจึงดูเล็กลง ทำให้สัดส่วนโดยรวมดูสมดุลขึ้น การดูดไขมันต้นขา เหมาะสำหรับผู้ที่มี BMI ไม่เกิน 25 ทีมีปัญหาไขมันสะสม และมีความยืดหยุ่นของผิวที่ดีเพียงพอ

ที่ Rattinan Clinic เราดูแลคุณเรื่องการดูดไขมัน ตั้งแต่การวางแผนอย่างละเอียดตามแนวทาง “The Art of Precision” ซึ่งผสานการประเมินเชิงโครงสร้างเข้ากับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรอง

  • ประเมินด้วยเครื่องสแกน 3D
  • การดูดไขมันร่วมกับเทคโนโลยีที่ช่วยกระชับผิว
  • การติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

การดูดไขมันต้นขา ที่ Rattinan Clinic จึงไม่มุ่งลดไขมันเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับ ความกลมกลืนของสัดส่วน และ ความสบายใจของผู้เข้ารับบริการ เป็นหลัก

ผลลัพธ์ที่หลายคนสัมผัสคือขาที่เรียวขึ้นดูเป็นธรรมชาติ พร้อมความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นในแบบที่เข้ากับรูปร่างของตัวเองสะท้อนแนวคิด “The Aesthetic Wisdom” ได้อย่างชัดเจน

ผู้หญิงขาใหญ่เกิดจากอะไร

ปัญหา “ต้นขาใหญ่” ที่มักเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นกรณี “ผอมแต่ขาใหญ่” หรือ “ต้นขาใหญ่กว่าสะโพก” สาเหตุที่แท้จริงมาจากความซับซ้อนของระบบฮอร์โมนและปัจจัยทางพันธุกรรมที่แตกต่างจากผู้ชายอย่างชัดเจน

สาเหตุหลักที่ทำให้ต้นขาใหญ่ แบ่งออกเป็น 4 เหตุผลหลัก ดังนี้

  1. การสะสมของไขมันและเซลลูไลท์

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิง เกิดจาก ฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่มีหน้าที่กำหนดให้ไขมันไปสะสมบริเวณสะโพกและต้นขา (Gynoid fat distribution) เป็นการเตรียมพลังงานสำรองสำหรับการตั้งครรภ์และการให้นมบุตร

รวมถึงพันธุกรรม ที่กำหนดจำนวนและตำแหน่งของเซลล์ไขมัน บางครอบครัวมีแนวโน้มสะสมไขมันช่วงล่างของร่างกายมากกว่าปกติ

และภาวะไลพีดีมา (Lipedema) ซึ่งเป็นภาวะทางการแพทย์ที่มีการสะสมไขมันผิดปกติบริเวณขา มักมีอาการเจ็บเมื่อถูกสัมผัส และไม่สามารถลดได้ด้วยการควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียว

เช็กง่าย ๆ ได้ที่บ้าน ด้วยการให้นั่งเหยียดขาและใช้มือบีบบริเวณต้นขา หากยืดออกได้มากแสดงว่ามีการสะสมไขมันและเซลลูไลท์

  1. กล้ามเนื้อขยายตัวใหญ่ (Muscular Hypertrophy)

เกิดจาก พฤติกรรมการใช้งาน เช่น การยืนนาน ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ หรือการออกกำลังกายที่เน้นแรงระเบิด ทั้ง โครงสร้างกล้ามเนื้อตามธรรมชาติ ชาวเอเชียมักมีจุดเกาะกล้ามเนื้อน่องที่ต่ำ ทำให้ดูปูดและใหญ่ได้ง่าย และ การออกกำลังกายไม่ถูกวิธี ที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อขยายตัวแทนที่จะเรียว

  1. การบวมน้ำ (Water Retention)

เป็นสาเหตุที่ทำให้ขาดูใหญ่ขึ้นชั่วคราว ไม่ว่าจะด้วย การบริโภคโซเดียมสูง ทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำ พฤติกรรมการนั่งหรือยืนนาน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี และ ปัญหาทางการแพทย์ เช่น เส้นเลือดขอด หรือระบบน้ำเหลืองทำงานผิดปกติ

  1. ความหย่อนคล้อยของผิวหนัง (Skin Laxity)

เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจนตามอายุ หรือหลังการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อยและดูเหมือนขาใหญ่

ทำไมผู้หญิงจึงมีปัญหานี้มากกว่าผู้ชาย?

ความแตกต่างทางฮอร์โมน เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงส่งเสริมการสะสมไขมันบริเวณสะโพกและต้นขา ในขณะที่ผู้ชายมีฮอร์โมนเทสโตสเตอโรนที่ส่งเสริมการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้องมากกว่า

นอกจากนี้ โครงสร้างเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ในผู้หญิงมีลักษณะเป็นเส้นตั้งฉาก ทำให้ไขมันดันขึ้นมาเป็นปุ่ม ๆ (เซลลูไลท์) ได้ง่าย ต่างจากผู้ชายที่มีโครงสร้างเป็นเส้นทแยงทำให้ผิวเรียบกว่า

การแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากการวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงว่าขาใหญ่จากปัจจัยใด เช่น บางคนที่มีปัญหาหุ่นผอมแต่ขาใหญ่ จึงจะสามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งอาจต้องใช้วิธีการรักษาแบบผสมผสานหลายเทคนิคเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์

ดูดไขมันต้นขา ช่วยให้ต้นขาเล็กลงได้จริงไหม ลดลงแค่ไหน

การดูดไขมันต้นขา สามารถช่วยให้ขาเล็กลงได้จริง โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาขาใหญ่จากการสะสมของไขมันเป็นหลัก (บีบแล้วเจอก้อนนิ่ม) ซึ่งวิธีนี้จะเน้นการปรับสัดส่วน เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุด เช่น การลบปีกสะโพกให้ขาดูยาวขึ้น หรือการสร้างช่องว่างระหว่างขาให้ดูสมส่วน ผลลัพธ์ที่ได้คือรูปร่างที่ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ต้องเข้าใจว่าเป็นวิธีสำหรับการ “ปั้นหุ่น” ไม่ใช่การลดน้ำหนักตัว และจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นกระดูกหรือกล้ามเนื้อได้

ปัญหาต้นขาใหญ่ การดูดไขมันช่วยให้ลดลงได้แค่ไหน? จากสถิติทางการแพทย์ การดูดไขมันต้นขาสามารถลดขนาดรอบขาลงได้เฉลี่ย 2-4.5 เซนติเมตร หรือช่วยให้ไซส์เสื้อผ้าลดลงได้ประมาณ 1-2 ไซส์ โดยผลลัพธ์ความสวยงามจะขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันเดิมและความยืดหยุ่นของผิวหนังเป็นสำคัญ หากผิวหนังมีความยืดหยุ่นดีจะหดรัดเข้ากับรูปทรงใหม่ได้สวยงาม แต่หากผิวมีความหย่อนคล้อยร่วมด้วย แพทย์อาจแนะนำให้ใช้เทคโนโลยีเสริม เช่น J-Plasma หรือ BodyTite เพื่อช่วยกระชับผิวให้ผลลัพธ์ออกมาเรียบเนียนที่สุด

ดูดไขมันต้นขา ช่วยลดเซลลูไลท์ต้นขาได้ด้วยไหม

คำตอบสั้น ๆ คือ “การดูดไขมันเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยลดเซลลูไลท์โดยตรง และในบางกรณีอาจทำให้เห็นชัดขึ้นได้” แต่เมื่อใช้ร่วมกับเทคโนโลยีเสริมที่เหมาะสม สามารถแก้ปัญหาได้อย่างครอบคลุม

คำถามนี้เป็นหนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด ผู้ที่คิดว่าการดูดไขมันจะช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้น

ทำไมการดูดไขมันปกติถึงไม่ช่วยลดเซลลูไลท์?

  1. ปัญหาอยู่คนละชั้นผิว
  • การดูดไขมัน จะนำไขมันในชั้นลึก (Deep Fat Layer) ออกไป
  • เซลลูไลท์ เกิดจากพังผืดที่ยึดเกาะผิวหนัง (Fibrous Septae) ในชั้นผิวหนังตื้น (Superficial Layer) ดึงรั้งลงไปจนเกิดเป็นผิวเปลือกส้ม
  1. ความเสี่ยง “The Balloon Effect”

เปรียบเสมือนลูกโป่งที่ผิวไม่เรียบ หากเราปล่อยลม (ไขมัน) ออกโดยไม่จัดการกับผิวยาง ผิวอาจจะยิ่งย้วยและเห็นรอยขรุขระชัดเจนขึ้นได้ ในทางการแพทย์เรียกว่า “Liposuction Paradox” คือไขมันหายไปแต่ผิวที่เป็นคลื่นอาจดูแย่ลงหากผิวไม่กระชับ

มีเทคโนโลยีดูดไขมันที่ช่วยลดเซลลูไลท์ไปพร้อมกันไหม

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ขาเรียวและผิวเรียบเนียน แพทย์จะไม่ใช้แค่เครื่องดูดไขมันเพียงอย่างเดียว แต่จะใช้เทคโนโลยีผสมผสาน (Combination Therapy) ที่ได้รับการพิสูจน์ทางคลินิกแล้ว ได้แก่

  • J-Plasma (Renuvion) Technology
    J-Plasma ช่วยลดเซลลูไลท์ได้โดยการใช้พลังงานฮีเลียมพลาสมาผสานคลื่นวิทยุ (RF) เข้าไป “รีดกระชับ” โครงสร้างผิวจากชั้นลึกให้ตึงขึ้นทันที หลักการทำงานคือความร้อนจะเข้าไปกระตุ้นให้เส้นใยคอลลาเจนที่หย่อนคล้อยหดตัวลงอย่างรวดเร็ว (เสมือนการดึงโครงสร้างตาข่ายใต้ผิวให้ตึง) ทำให้ผิวหนังที่เคยเป็นคลื่นเปลือกส้มหรือหย่อนยานกลับมาเรียบเนียนขึ้นได้สูงสุดถึง 60% พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ต่อเนื่องยาวนาน 6 เดือน ส่งผลให้ผิวแน่นกระชับและรอยเซลลูไลท์ดูจางลงอย่างชัดเจน
  • BodyTite (RFAL Technology)
    BodyTite ช่วยลดเซลลูไลท์ได้โดยตรงด้วยการใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (RF) เข้าไป “ตัดสลายพังผืด” ใต้ผิวหนังที่เป็นตัวการสำคัญในการดึงรั้งผิวให้เกิดรอยบุ๋มหรือผิวเปลือกส้ม ทำให้ผิวคืนตัวกลับมาเรียบเนียนขึ้นทันที อีกทั้งความร้อนยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นลึก ส่งผลให้ผิวกระชับแน่นขึ้นถึง 40% จึงเป็นเทคโนโลยีที่สามารถกำจัดไขมันส่วนเกินพร้อมแก้ปัญหาผิวเป็นคลื่นได้ในขั้นตอนเดียว ช่วยให้ต้นขาดูเรียวสวยและผิวเนียนกระชับขึ้นอย่างชัดเจน
  • Morpheus8 Technology
    Morpheus8 ช่วยลดเซลลูไลท์โดยการใช้หัวเข็มขนาดเล็กส่งผ่านพลังงานคลื่นวิทยุลงลึกถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เพื่อเข้าไป “จัดระเบียบโครงสร้างไขมันใหม่” ให้เรียบตัวสม่ำเสมอ พร้อมกับกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่อย่างเข้มข้น ผลลัพธ์คือผิวที่เคยเป็นคลื่นหรือผิวเปลือกส้มจะถูกฟื้นฟูให้กลับมาแน่นกระชับและเรียบเนียนขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเซลลูไลท์ระดับเริ่มต้นถึงปานกลางที่ต้องการดูแลผิวให้ดูเนียนละเอียดโดยไม่ต้องผ่าตัด

รู้ได้อย่างไร เทคโนโลยีดูดไขมันต้นขาแบบไหน ที่เหมาะกับเรา

การเลือกใช้เทคโนโลยีที่ไม่สอดคล้องกับสภาพผิวจริง อาจทำให้ผลลัพธ์ไม่สมบูรณ์และแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุด แพทย์จึงแนะนำให้ใช้ ระดับความรุนแรงของปัญหาผิว เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา เพื่อให้การเลือกวิธีรักษานั้นแม่นยำและเกิดประสิทธิภาพ

  • สายเริ่มเป็น (เซลลูไลท์นิดเดียว) ถ้าผิวแค่ดูไม่เรียบนิดหน่อย อยากเก็บงานผิวให้เนียนกริบโดยไม่ต้องผ่าตัด Morpheus8 คือคำตอบ ตัวนี้ช่วยรีดผิวให้เนียนสวยได้
  • สายเป็นคลื่นชัด (เซลลูไลท์ปานกลาง-เยอะ) ถ้าเห็นรอยบุ๋มหรือผิวเป็นคลื่นชัดเจน ต้องใช้รุ่นใหญ่อย่าง BodyTite หรือ J-Plasma ทำพร้อมดูดไขมันไปด้วยเลย ถึงจะเห็นผลจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สายผิวย้วย (ผิวไม่กระชับ) ถ้าดึงหนังแล้วยืดตามมือ หรือผิวดูหย่อนคล้อยมาก ๆ ตัว J-Plasma จะตอบโจทย์ที่สุด เพราะช่วยรีดผิวให้กลับมาแนบสนิทกับขาได้ดีเยี่ยม

ทั้งนี้ ไม่ควรที่จะเดาเอง เพราะผิวแต่ละคนมีความซับซ้อนต่างกัน ให้หมอช่วยประเมินหน้างานดีที่สุด เพื่อเลือกเครื่องมือที่ “ใช่” ให้คุณเจ็บตัวครั้งเดียวแล้วจบ คุ้มค่าเงิน และได้ขาเรียวสวยแบบที่ตั้งใจ

ดูดไขมันต้นขา เหมาะกับใคร

การดูดไขมันต้นขาไม่ใช่โซลูชั่นที่เหมาะกับทุกคน การคัดเลือกผู้รับบริการที่เหมาะสม (Ideal Candidate) เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะกำหนดความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่สวยงาม โดยแพทย์จะพิจารณาจากหลายปัจจัยเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากับการลงทุน กลุ่มที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการดูดไขมันต้นขา ได้แก่

  1. ผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุด (Localized Fat Deposits)
    เหมาะสำหรับผู้ที่มีรูปร่างโดยรวมสมส่วน หรือได้ออกกำลังกายและควบคุมอาหารแล้ว แต่พบว่าน้ำหนักลดลงในส่วนอื่น ๆ ยกเว้น “ต้นขา” ที่ยังคงมีไขมันสะสมอยู่ เช่น
  • ปีกสะโพก (Saddlebags) ที่ทำให้สะโพกดูกว้าง
  • เนื้อกองที่ต้นขาด้านใน ที่ทำให้ขาเสียดสีกัน
  • ไขมันส่วนเกินรอบต้นขา ที่ไม่ตอบสนองต่อการออกกำลังกาย
  1. ผู้ที่มีน้ำหนักใกล้เกณฑ์มาตรฐาน
    แพทย์มักแนะนำให้ผู้รับบริการมีน้ำหนักเกินจากเกณฑ์มาตรฐานไม่มากนัก (ไม่เกิน 10-15 กิโลกรัม) เนื่องจาก การดูดไขมันเป็นการ “ปรับรูปร่าง” (Body Contouring) ไม่ใช่การ “ลดน้ำหนัก” ผลลัพธ์จะชัดเจนและคงอยู่นานกว่าในผู้ที่มีน้ำหนักเหมาะสมและความเสี่ยงจากการรักษาต่ำกว่า สำหรับผู้ที่เป็นโรคอ้วน (Obesity) แพทย์อาจแนะนำให้ลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นก่อนเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
  1. ผู้ที่มีคุณภาพผิวหนังดี (Good Skin Elasticity) นี่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ผิวหนังที่เหมาะสมควรมี
  • ความยืดหยุ่น สามารถหดตัวกลับเข้าหารูปทรงขาใหม่ที่เล็กลงได้
  • ไม่หย่อนคล้อยมากเกินไป หรือมีรอยแตกลายน้อย
  • คอลลาเจนที่ยังทำงานได้ดี ซึ่งมักพบในผู้ที่อายุไม่มากเกินไป

หากผิวหนังเริ่มหย่อนคล้อย แพทย์ที่ Rattinan Clinic อาจแนะนำให้ใช้เทคโนโลยี BodyTite หรือ J-Plasma (Renuvion) ร่วมด้วยเพื่อช่วยกระชับผิวหนังทันทีหลังดูดไขมัน

  1. ผู้ป่วยโรคไลพีดีมา (Lipedema) กรณีนี้ถือเป็นข้อยกเว้นทางการแพทย์ ผู้ป่วยจะมี
  • ไขมันสะสมผิดปกติที่ขา ซึ่งไม่สามารถลดได้ด้วยการควบคุมอาหาร
  • อาการเจ็บปวดเมื่อถูกสัมผัส บริเวณที่มีไขมันสะสม
  • ความไม่สมมาตรระหว่างขากับเท้า (เท้าขนาดปกติ แต่ขาบวม)

การดูดไขมัน (โดยเฉพาะเทคนิคที่ถนอมน้ำเหลือง) ถือเป็นการรักษามาตรฐานเพื่อลดความเจ็บปวดและคืนรูปทรงขาให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้

  1. ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงและความคาดหวังสมจริง
  • ไม่มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยง เช่น โรคหัวใจ เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ หรือปัญหาการแข็งตัวของเลือด
  • เข้าใจผลลัพธ์ที่แท้จริง ว่าการดูดไขมันช่วยให้สัดส่วนเล็กลงและดูดีขึ้น แต่ไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างกระดูกหรือกล้ามเนื้อเดิมได้
  • มีความมุ่งมั่นในการดูแลตนเองหลังการรักษา เพื่อรักษาผลลัพธ์ให้คงอยู่

ใครบ้างที่ไม่เหมาะสำหรับการดูดไขมันต้นขา?

  • ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักมาก ๆ ควรเริ่มจากการปรับไลฟ์สไตล์ก่อน
  • ผู้ที่มีผิวหนังหย่อนคล้อยรุนแรง อาจต้องพิจารณาการผ่าตัดยกกระชับต้นขา (Thigh Lift) แทน
  • ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่ควบคุมไม่ได้ หรือมีประวัติภาวะลิ่มเลือดอุดตัน
  • ผู้ที่คาดหวังผลลัพธ์ที่ไม่สมจริง เช่น หวังให้ขาเรียวมากเกินไปหรือน้ำหนักลดลงมาก

หากคุณเป็นผู้ที่ดูแลตัวเองดีอยู่แล้ว แต่ยังมีไขมันส่วนเกินที่ต้นขาที่กำจัดไม่ออกด้วยวิธีธรรมดา และผิวหนังยังมีความตึงตัวดี คุณคือผู้รับบริการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการดูดไขมันต้นขา

การประเมินความเหมาะสมนี้ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ในการตรวจสอบโครงสร้างร่างกาย ประเมินคุณภาพผิวหนัง และทำความเข้าใจเป้าหมายของผู้รับบริการแต่ละท่าน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและตรงตามความต้องการมากที่สุด

ดูดไขมันต้นขาส่วนไหนได้บ้าง

การดูดไขมันขาสามารถปรับสัดส่วนได้ครอบคลุมหลายบริเวณ โดยแพทย์จะประเมินและออกแบบการรักษาให้เหมาะสมกับโครงสร้างร่างกายและเป้าหมายของแต่ละท่าน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สมดุลและดูเป็นธรรมชาติ พื้นที่หลักที่สามารถดูดไขมันได้มีดังนี้

 

ดูดไขมันต้นขาด้านใน (Inner Thighs)

บริเวณที่มักมีไขมันสะสมง่ายและลดยากที่สุด เนื่องจากเป็นจุดที่ไม่ค่อยได้ใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้ดูดออกมากเกินไป เพื่อรักษาเส้นโค้งธรรมชาติของขา

การดูดไขมันช่วยอะไร

  • ลดปัญหาขาเสียดสี เมื่อเดินหรือวิ่ง
  • สร้างช่องว่างระหว่างขา (Thigh Gap) ที่ดูเป็นธรรมชาติ
  • เพิ่มความมั่นใจในการสวมกางเกงรัดรูป กระโปรงสั้น หรือชุดว่ายน้ำ

 

ต้นขาด้านนอก (Outer Thighs/Saddlebags)

บริเวณ “ปีกสะโพก” ที่ทำให้สะโพกดูกว้างและสัดส่วนไม่สมดุล การดูดไขมันบริเวณต้นขาด้านนอกมักให้ผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด เนื่องจากการลดไขมันส่วนนี้จะเปลี่ยนทรวดทรงโดยรวมอย่างเด่นชัด

การดูดไขมันช่วยอะไร

  • ลดความกว้างของสะโพก ทำให้ช่วงเอวดูคอดขึ้นไปด้วย
  • สร้างเส้นโค้งสวยจากเอวสู่ขาอย่างลื่นไหล
  • ปรับสัดส่วนส่วนบนและส่วนล่างให้สมดุลขึ้น

 

ต้นขาด้านหน้า (Anterior Thighs)

ส่วนที่มีผลต่อรูปลักษณ์เมื่อมองจากด้านหน้า และการใส่กางเกงรัดรูป รัตตินันท์ คลินิก จะใช้เทคนิคการดูดแบบนุ่มนวล เพื่อรักษารูปทรงกล้ามเนื้อให้ดูเป็นธรรมชาติ

การดูดไขมันช่วยอะไร

  • ขาดูเรียบเนียนและกระชับเมื่อมองจากหน้า
  • ลดความตันของต้นขา ทำให้ดูเพรียวขึ้น
  • เสื้อผ้าดูเข้ารูปและสวยงามขึ้น

 

ต้นขาด้านหลัง (Posterior Thighs)

บริเวณที่เชื่อมต่อกับสะโพกและส่งผลต่อรูปทรงโดยรวมจากด้านหลัง แพทย์ดูดไขมันต้องใช้ความประณีตในการดูดเพื่อรักษาโค้งธรรมชาติของสะโพก

การดูดไขมันช่วยอะไร

  • ปรับเส้นแบ่งระหว่างสะโพกกับขาให้ชัดเจน
  • ลดการสะสมไขมันที่ทำให้ขาดูหนาจากด้านหลัง
  • เสริมความสมส่วนของสะโพกและต้นขา

 

รอบหัวเข่า (Knee Area)

บริเวณที่มักถูกมองข้าม แต่มีผลสำคัญต่อความเรียวของขาโดยรวม เพราะเกิดการสะสมไขมันได้ใน 2 จุด คือ เหนือหัวเข่า (Suprapatellar) ไขมันทำให้ขาดูเหมือนก้อนหัวปลาทองและด้านในหัวเข่า (Medial Knee) ไขมันทำให้ขาดูไม่เรียบเนียน

การดูดไขมันช่วยอะไร

  • ขาดูต่อเนื่องและเรียวจากต้นขาจนถึงน่อง
  • หัวเข่าดูกระชับและมีรูปทรงที่สวยงาม
  • เพิ่มความมั่นใจในการใส่กระโปรงหรือกางเกงสั้น

 

 

ดูดไขมันต้นขา ทำได้กี่จุด

 

การดูดไขมันต้นขาไม่ได้มีกฎตายตัวว่าต้องทำกี่จุด แต่ขึ้นอยู่กับ ความปลอดภัย และ ความสมดุลของรูปร่าง เป็นหลัก โดยปกติแพทย์สามารถทำการดูดไขมันได้ตั้งแต่ 1 จุดไปจนถึงรอบต้นขา (360 องศา) ในครั้งเดียว หากสภาพร่างกายของผู้รับบริการมีความพร้อม โดยมีการนับจุดและการประเมินดังนี้

ดูดไขมันต้นขา นับจุดอย่างไรถึงถูกต้อง

 

เป็นเรื่องที่หลายคนมักเข้าใจผิด การนับจุดดูดไขมันต้นขาตามมาตรฐานสากลจะนับ “ขาทั้งสองข้าง เป็น 1 จุด” เพื่อให้การรักษาเกิดความสมมาตร ไม่ใช่นับแยกข้างซ้าย-ขวา

  • ต้นขาด้านนอก (ซ้าย+ขวา) = 1 จุด: บริเวณปีกสะโพก (Saddlebags) แก้ปัญหาตัวดูตัน สะโพกบาน
  • ต้นขาด้านใน (ซ้าย+ขวา) = 1 จุด: บริเวณขาเบียด แก้ปัญหาเดินแล้วเสียดสี
  • ต้นขาด้านหน้า (ซ้าย+ขวา) = 1 จุด: แก้ปัญหาหน้าขาปูด ผิวไม่เรียบ
  • ต้นขาด้านหลัง/ก้น (ซ้าย+ขวา) = 1 จุด: แก้ปัญหาขาดูใหญ่จากด้านหลัง หรือก้นห้อย

(หมายเหตุ: บริเวณหัวเข่า อาจนับเป็นจุดเสริม หรือรวมอยู่ในบางแพ็กเกจขึ้นอยู่กับดุลยพินิจแพทย์)

 

รู้ได้อย่างไร ดูดไขมันต้นขากี่จุดดี

 

การเลือกจำนวนจุดขึ้นอยู่กับปัญหาที่คุณกังวลและเป้าหมายรูปร่าง ดังนี้

  1. ทำ 2 จุด (ยอดนิยม): มักทำ ต้นขาใน + ต้นขานอก เหมาะกับคนที่อยากให้ขาดูเรียวเล็กชัดเจน ลดปีกสะโพก และอยากมีช่องว่างระหว่างขา (Thigh Gap)
  2. ทำ 3-4 จุด (รอบต้นขา): เหมาะกับคนที่มีไขมันสะสมเยอะรอบด้าน ต้องการปรับไซส์กางเกงลงอย่างชัดเจน และต้องการความเรียบเนียนต่อเนื่องกันทุกมุมมอง

 

ทำไมการดูดไขมัน จึงต้องจำกัดจำนวนจุด

 

แม้จะอยากดูดออกให้หมดในครั้งเดียว แต่แพทย์ต้องจำกัดปริมาณและพื้นที่เพื่อความปลอดภัย ดังนี้

  • จำกัดปริมาณไขมัน: ไม่ควรเกิน 3,000 – 5,000 cc ต่อครั้ง เพื่อป้องกันการสูญเสียเลือดและน้ำในร่างกายมากเกินไป
  • จำกัดเวลาผ่าตัด: ไม่ควรเกิน 4-6 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงจากการดมยาสลบ
  • การฟื้นตัวของร่างกาย: หากทำหลายจุดเกินไปในผู้ที่ร่างกายไม่พร้อม อาจทำให้ร่างกายบอบช้ำและฟื้นตัวยากกว่าปกติ

 

ข้อดีของการดูดไขมันต้นขาหลายจุดพร้อมกัน

 

หากแพทย์ประเมินแล้วว่าร่างกายแข็งแรงพอ การทำพร้อมกันหลายจุดมีข้อดีมาก เช่น

  • สัดส่วนกระชับชัดเจน: แพทย์สามารถออกแบบรอยต่อระหว่างจุด (เช่น ขานอกเชื่อมไปขาหลัง) ให้เนียนสวย ไม่เป็นคลื่น หรือดูแหว่ง
  • เจ็บทีเดียว พักทีเดียว: ระยะเวลาพักฟื้นเท่าเดิม ไม่ต้องเสียเวลาลางานหลายรอบ
  • เห็นผลชัดเจน: การลดรอบด้านจะทำให้ขนาดขาเล็กลงอย่างเห็นได้ชัดกว่าการลดเฉพาะจุด

 

ดูดไขมันพร้อมกันหลายจุด มีอะไรต้องระวังไหม

 

เมื่อตัดสินใจทำหลายจุด การเตรียมตัวต้องครอบคลุมขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • ผู้ดูแล: 24-48 ชั่วโมงแรกควรมีคนดูแลใกล้ชิด เพราะอาจมีอาการหน้ามืดวิงเวียนเวลาเปลี่ยนท่าทางได้ง่ายกว่า
  • ชุดกระชับ: ต้องใส่เคร่งครัดและเลือกแบบที่ครอบคลุมทุกจุดที่ทำ เพื่อป้องกันผิวห้อยย้อย
  • ความอดทน: ช่วง 3 วันแรกอาจระบมมากกว่าปกติเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นความบวมช้ำจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

การประเมินโดยแพทย์จึงสำคัญที่สุด เพื่อหาจุดสมดุลระหว่าง “ความสวยที่ต้องการ” กับ “ความปลอดภัยที่ต้องมี” นั่นเอง

 

ดูดไขมันต้นขา ที่ไหนดี ทำไมต้องรัตตินันท์ คลินิก

“The Art of Precision” คือ Brand Value หลักที่พิถีพิถันด้านการดูดไขมันต้นขาให้เป็นมากกว่าการแค่ “เอาไขมันออก” ที่ Rattinan Clinic เรามุ่งเน้นการสร้างสรรค์รูปทรงขาที่น่าพึงพอใจด้วยการผสานแนวคิดศิลปะ ผ่าน 4 ขั้นตอนที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดเป็น The 4-Step Precision Protocol สำหรับขาเรียวสวย ดังนี้

“The Art of Precision” ในการสร้างขาเรียวสวย คือการผสมผสานระหว่างความใส่ใจทางการแพทย์ เทคโนโลยีทันสมัย และความเข้าใจในความงามของขาผู้หญิงอย่างถ่องแท้ สำหรับ Rattinan Clinic ความงามไม่ใช่แค่เรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็น “The Aesthetic Wisdom” – ปัญญาด้านความงามที่เข้าใจลึกซึ้งถึงความต้องการที่แท้จริงของแต่ละบุคคล

เตรียมตัวอย่างไร ก่อนดูดไขมันต้นขา

การเตรียมตัวที่ดีคือกุญแจสำคัญของผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ การดูดไขมันต้นขาไม่ใช่การรักษาที่ทำได้ทันที แต่ต้องการการวางแผนและเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและตรงตามความคาดหวัง

1. ยาและสารที่ต้อง “งด” (สำคัญมาก)

  • 4 สัปดาห์ก่อนทำ: หยุดสูบบุหรี่ (ช่วยให้แผลหายเร็ว)
  • 2 สัปดาห์ก่อนทำ: งดแอลกอฮอล์, ยาลดน้ำหนัก, วิตามิน E, สมุนไพร (แปะก๊วย/กระเทียม) และยาที่ผลต่อการแข็งตัวของเลือด (เช่น Aspirin)
  • 8-12 ชม. ก่อนทำ: งดน้ำและอาหารตามแพทย์สั่ง

 2. การปรับอาหารและไลฟ์สไตล์

  • เน้นโปรตีน: ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  • ลดเค็ม/โซเดียม: ป้องกันอาการบวมน้ำ
  • ดื่มน้ำเยอะๆ: วันละ 2-3 ลิตร เพื่อความชุ่มชื้นของผิว
  • บำรุงผิว: ทาครีมเพิ่มความยืดหยุ่น แต่ห้ามขัดผิวแรงๆ

 3. การเตรียมความพร้อมที่บ้าน

  • ลางาน: เตรียมหยุดพัก 3-7 วัน
  • คนดูแล: ควรมีคนช่วยดูแลในช่วง 24-48 ชม. แรก
  • จัดพื้นที่: วางของใช้ใกล้ตัว จัดห้องน้ำให้ไม่ลื่น
  • เสื้อผ้า: เตรียมชุดหลวมๆ ใส่สบาย ไม่รัดข่วงขา

4. สิ่งที่ต้องมี/ต้องทำ

  • อุปกรณ์: ชุดกระชับ (ตามแพทย์สั่ง), เจลเย็นประคบบวม, ยาแก้ปวด
  • บันทึกภาพ: ถ่ายรูปต้นขาก่อนทำไว้ทุกมุมเพื่อเทียบผลลัพธ์
  • เอกสาร: บัตรประชาชน และประวัติสุขภาพ/ผลตรวจเลือด

การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัย และทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทีมแพทย์และพยาบาลที่ Rattinan Clinic พร้อมให้คำแนะนำและสนับสนุนคุณในทุกขั้นตอนการเตรียมตัว เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคุณจะได้รับการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ดูแลตัวเองอย่างไร หลังดูดไขมันต้นขา

การดูแลหลังการรักษาที่ถูกต้องตามมาตรฐาน Rattinan Clinic จะช่วยให้คุณฟื้นฟูอย่างปลอดภัย รวดเร็ว และได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์ ด้วยแผนการดูแลที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการดูดไขมันต้นขา

1. ช่วง 72 ชั่วโมงแรก (วิกฤตที่สุด)

  • ชุดกระชับ: ใส่ตลอด 24 ชั่วโมง (ห้ามถอดเองในวันแรก เพราะอาจหน้ามืด)
  • การถอดชุด: ต้องนั่งทำช้าๆ บนเตียงเท่านั้น
  • การอาบน้ำ: งดอาบน้ำวันแรก เพื่อป้องกันแผลเปียกและการติดเชื้อ
  • ยา: ทานยาฆ่าเชื้อและยาแก้ปวดตามสั่งอย่างเคร่งครัด

2. ช่วงสัปดาห์แรก (ดูแลแผลและอาหาร)

  • การทำแผล: มาทำแผลที่คลินิกในวันรุ่งขึ้น และตัดไหมเมื่อครบ 7 วัน
  • การใส่ชุดกระชับ: ลดเหลือวันละ 12 ชั่วโมง (ต่อเนื่อง 1 เดือน)
  • อาหารที่ต้องงด: แอลกอฮอล์, บุหรี่, ของหมักดอง, อาหารดิบ และอาหารเค็ม (โซเดียมสูง)
  • อาหารที่ควรทาน: เน้น โปรตีน (ไก่, ปลา, ไข่) และวิตามินซี เพื่อซ่อมแซมแผล

3. การออกกำลังกายและการนวด

  • หลัง 2 สัปดาห์: เริ่มเดินเบาๆ หรือยืดเหยียดได้
  • หลังตัดไหม: เริ่มนวดด้วยมือ เพื่อลดก้อนน้ำเหลืองและช่วยให้ผิวเรียบเนียน
  • หลัง 1 เดือน: ออกกำลังกายหนักได้ตามปกติเมื่อแพทย์อนุญาต

สัญญาณอันตราย (ต้องรีบพบแพทย์ทันที)

  • ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ (ไม่ทุเลาลง)
  • มีไข้สูง หรือชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ
  • แผลมีเลือดออกมาก หรือมีกลิ่นเหม็น
  • ขาบวมมากผิดปกติ หรือบวมข้างเดียวไม่เท่ากัน

การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อน เพื่อให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและสมบูรณ์แบบที่สุด

สำหรับการดูแลที่ครบถ้วนและมั่นใจมากขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการหลังดูดไขมัน กับ รัตตินันท์ Aftercare ที่ให้การดูแลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่วันแรกจนกว่าจะฟื้นฟูสมบูรณ์

FAQs : คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการดูดไขมันต้นขา

การพักฟื้นแบ่งเป็นระยะ:

  • วันที่ 1-3: พักเต็มที่ ใส่ชุดกระชับ 24 ชั่วโมง ไม่ควรออกนอกบ้าน
  • วันที่ 4-7: เริ่มทำกิจวัตรเบาๆ สามารถทำงานที่ไม่ใช้แรงได้
  • สัปดาห์ที่ 2: กลับมาทำงานปกติได้ แต่ยังหลีกเลี่ยงกิจกรรมหนัก
  • 1 เดือนขึ้นไป: ฟื้นฟูเต็มที่ ออกกำลังกายหนักได้

สำหรับงานออฟฟิศ: พักประมาณ 3-5 วัน
สำหรับงานใช้แรง: พักประมาณ 7-14 วัน

เดินได้ตั้งแต่วันแรก แต่จะมีข้อจำกัด:

  • วันที่ 1-3: เดินในบ้านได้ แต่ช้าและระยะสั้น หลีกเลี่ยงการเดินไกล
  • วันที่ 4-7: เดินได้นานขึ้น แต่ยังไม่ควรเดินเร็วหรือวิ่ง
  • สัปดาห์ที่ 2: เริ่มออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินเร็ว
  • 1 เดือน: วิ่งและออกกำลังกายหนักได้ตามปกติ

สิ่งสำคัญ: การเดินเบาๆ ช่วยลดการบวมและป้องกันลิ่มเลือด แต่ต้องไม่เดินจนเหนื่อยเกินไป

ราคาหัตถการดูดไขมัน (Liposuction)

ราคาเริ่มต้น

Dermatite

45,000 บาท

49,000 บาท

49,000 บาท

49,000 บาท

49,000 บาท

49,000 บาท

49,000 บาท

ดูดไขมันก้น

49,000 บาท

ดูดไขมันสะโพก

49,000 บาท

ดูดไขมันหน้าอก

49,000 บาท

49,000 บาท

ดูดไขมันนมน้อย พร้อมตัดหนัง

69,000 บาท

ดูดไขมันหนอก (Buffalo Hump)

49,000 บาท

ดูดไขมันหนอก (Buffalo Hump) พร้อมตัดหนัง

69,000 บาท

ปั้น Sexy Line/ Six Pack (Scarless Technique)

59,000 บาท

49,000 บาท

85,000 บาท

หมายเหตุ: ราคาอาจปรับเปลี่ยนตามสภาพและความซับซ้อนของแต่ละราย ควรปรึกษาเพื่อใบเสนอราคาที่แม่นยำ

บอกตามตรงว่าตอนทำจะไม่รู้สึกอะไรเลยเพราะฤทธิ์ยา แต่จะเริ่ม “ระบมหนัก” คล้ายกล้ามเนื้ออักเสบรุนแรงในช่วงวันที่ 2-3 หลังทำ ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องอดทนที่สุดก่อนจะค่อยๆ ดีขึ้นในสัปดาห์ที่สอง

สิ่งที่ต้องเตรียม หลักๆ คือการเคลียร์คิวหยุดพักงาน 3-7 วัน จัดหาคนดูแลช่วงวันแรกๆ และเตรียมชุดกระชับคุณภาพดีไว้ใส่ตลอดเวลาหลังทำเพื่อรีดน้ำเหลืองและช่วยให้ผิวเข้าที่

ข้อเสีย ที่ต้องยอมรับคืออาการบวมช้ำ ผิวชา และความลำบากในการใส่ชุดกระชับที่แน่นหนานานนับเดือน รวมถึงความเสี่ยงเรื่องผิวเป็นคลื่นหากดูแลตัวเองไม่ดีพอ

ดูดไขมันแล้วขาจะเล็กถาวรไหม คำตอบคือเซลล์ไขมันที่ถูกดูดออกไปแล้วจะหายไปเลย แต่ถ้าคุณไม่ควบคุมอาหารจนน้ำหนักตัวพุ่งสูงขึ้น ไขมันที่เหลืออยู่ก็สามารถขยายขนาดจนทำให้ขาดูใหญ่ขึ้นได้อีก ดังนั้นผลลัพธ์จะอยู่ยงคงกะพันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการรักษาวินัยเรื่องน้ำหนักของคุณเป็นสำคัญครับ

เหตุผลที่การลดต้นขาด้วยตัวเองเป็นเรื่องยาก ไม่ใช่เพราะคุณพยายามไม่พอ แต่เป็นเพราะ “กลไกธรรมชาติ” ของร่างกาย โดยมี ฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นตัวการหลักที่สั่งให้ร่างกายกักเก็บไขมันบริเวณนี้ไว้เป็นพลังงานสำรองเพื่อการสืบพันธุ์ ร่างกายจึงพยายาม “หวง” ไขมันส่วนนี้ไว้เป็นพิเศษ ผสมโรงกับลักษณะเฉพาะของเซลล์ไขมันต้นขาที่มี ตัวรับสัญญาณ (Alpha Receptors) ซึ่งทำหน้าที่ยับยั้งการเผาผลาญ ทำให้ไขมันสลายตัวได้ยากกว่าหน้าท้องหลายเท่าครับ

นอกจากนี้ บริเวณต้นขามักมีการ ไหลเวียนเลือดที่จำกัด และมีอุณหภูมิต่ำ ส่งผลให้การดึงไขมันมาใช้ทำได้ช้ามาก ประกอบกับกล้ามเนื้อต้นขาเป็นชนิด Slow-twitch ที่เผาผลาญไขมันช้าและไม่ได้ถูกใช้งานหนักพอกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ ด้วยปัจจัยทางชีวภาพที่รุมเร้าขนาดนี้

การดูดไขมันจึงกลายเป็นทางลัดที่ตรงจุดกว่า แต่ทั้งนี้ต้องเลือกคลินิกและแพทย์ที่มีประสบการณ์เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติตามที่ต้องการครับ