Vbeam laser (วีบีม) ลบรอยแดงจากสิว ผลัดผิวอย่างอ่อนโยนให้เนียนใส

Vbeam laser (วีบีม) ลบรอยแดงจากสิว
ปัญหารอยแดงจากสิวที่ทิ้งรอยไว้หลายเดือน หรือเส้นเลือดฝอยบนใบหน้าที่ครีมบำรุงทั่วไปไม่สามารถแก้ไขได้ ปัญหาเหล่านี้มักต้องการเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ส่งพลังงานได้เจาะจงมากกว่าสกินแคร์ Vbeam laser จึงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับรอยแดงและปัญหาเส้นเลือดใต้ผิวโดยเฉพาะ ด้วยพลังงานที่แม่นยำและอ่อนโยนต่อผิวบอบบาง
 

Vbeam laser (วีบีม เลเซอร์) คืออะไร

 
Vbeam laser คือเทคโนโลยีเลเซอร์ชนิด Pulsed Dye Laser (PDL) ที่ใช้ความยาวคลื่นแสง 595 นาโนเมตร ซึ่งถูกออกแบบมาให้พุ่งเป้าไปที่ Hemoglobin (ฮีโมโกลบิน – โปรตีนชนิดหนึ่งที่พบในเซลล์เม็ดเลือดแดง) ใต้ผิวหนังโดยเฉพาะ เมื่อเม็ดเลือดแดงที่เป็นต้นเหตุของรอยแดงดูดซับพลังงานแสงนี้เข้าไป จะเกิดความร้อนที่ทำให้เส้นเลือดนั้นค่อย ๆ ฝ่อตัวลง รอยแดงสิวและเส้นเลือดฝอยจึงจางลงได้อย่างตรงจุด โดยไม่ทำร้ายเนื้อเยื่อผิวบริเวณรอบข้าง เทคโนโลยี Pulsed Dye Laser นี้ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA) และมีการใช้งานในทางคลินิกมานานกว่า 30 ปี จึงมีข้อมูลผลลัพธ์สะสมด้านความปลอดภัยในการรักษาปัญหาผิวที่เกี่ยวกับเส้นเลือดมาอย่างยาวนาน
 

หลักการทำงานของ Vbeam laser

 
หลักการทำงานหลักของ Vbeam คือการส่งพลังงานแสงที่ความยาวคลื่นจำเพาะเจาะจงไปยังเป้าหมายที่ต้องการโดยไม่ทำลายผิวบริเวณอื่น หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า Selective Photothermolysis ในกรณีนี้เป้าหมายคือฮีโมโกลบินในเส้นเลือด ซึ่งจะดูดซับพลังงานและเปลี่ยนเป็นความร้อน ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดฝ่อตัวหรือสลายไปตามธรรมชาติ โดยที่ผิวชั้นนอกและเซลล์ผิวข้างเคียงยังคงปลอดภัย นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมีระบบ Dynamic Cooling Device (DCD) ซึ่งเป็นระบบพ่นละอองความเย็นลงบนผิวทันทีก่อนที่พลังงานแสงจะถูกปล่อยออกมา ระบบนี้จะช่วยปกป้องผิวชั้นนอกและลดความสะสมของความร้อนขณะยิง ทำให้รู้สึกสบายผิวมากขึ้นระหว่างทำหัตถการ จึงตอบโจทย์สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางหรือไวต่อความร้อนเป็นพิเศษ
 

Vbeam laser ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

 

รอยแดงจากสิวที่ฝังลึก (PIE)

 
PIE (Post-Inflammatory Erythema) คือรอยแดงหรือรอยชมพูที่หลงเหลืออยู่หลังจากสิวยุบ ซึ่งเกิดจากการขยายตัวของเส้นเลือดฝอยในช่วงที่ผิวเกิดการอักเสบ รอยชนิดนี้มีความแตกต่างจากรอยดำสิว หรือ PIH (Post-Inflammatory Hyperpigmentation) ซึ่งเป็นรอยที่เกิดจากการผลิตเม็ดสีเมลานินผิดปกติ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการทาครีมลดรอยดำหรือใช้วิตามินซีทั่วไปถึงไม่ค่อยเห็นผลกับรอยแดงสิว การทำงานของเลเซอร์จะส่งพลังงานความร้อนเข้าไปจัดการกับเส้นเลือดที่ขยายตัวเหล่านั้นโดยตรง ทำให้หลอดเลือดค่อย ๆ ฝ่อลง รอยแดงจึงดูจางลงอย่างเป็นธรรมชาติ โดยส่วนใหญ่มักจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังทำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความลึกและระยะเวลาที่เกิดรอยแดงของแต่ละคน
 

เส้นเลือดฝอยบนใบหน้าและจมูก

 
ปัญหาเส้นเลือดฝอยที่มองเห็นเป็นเส้นริ้วสีแดงบริเวณข้างจมูก พวงแก้ม หรือรอบดวงตา เป็นปัญหาที่การดูแลผิวด้วยสกินแคร์ไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากความผิดปกตินี้อยู่ลึกลงไปใต้ชั้นผิว พลังงานแสงจากเครื่องจะเข้าไปทำให้ผนังหลอดเลือดยุบตัวลง จากนั้นร่างกายจะค่อย ๆ ดูดซับและขับออกไปเองตามกลไกธรรมชาติ ส่งผลให้ผิวหน้ากลับมาดูสม่ำเสมอและเรียบเนียนขึ้น โดยไม่ต้องเจ็บตัวผ่าตัดและไม่มีบาดแผลบนใบหน้า
 

ภาวะผิวหน้าแดงจากโรคโรซาเชีย (Rosacea)

 
Rosacea หรือโรคสิวหน้าแดง คือภาวะที่ผิวมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นสูงกว่าปกติ ทำให้ผิวเกิดรอยแดงได้ง่าย บางรายอาจมีเส้นเลือดฝอยขยายตัวชัดเจน หรือมีตุ่มแดงคล้ายสิวอักเสบร่วมด้วย การดูแลผิวที่มีภาวะนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีความอ่อนโยนสูง แต่ต้องจัดการกับความแดงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความยาวคลื่น 595 นาโนเมตร ถือเป็นตัวเลือกที่แพทย์มักใช้ดูแลผู้ที่มีปัญหา Rosacea เพราะสามารถกำหนดเป้าหมายไปที่เส้นเลือดได้โดยตรง โดยไม่ไปกระตุ้นให้ผิวเกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม โรคนี้เป็นภาวะที่ต้องอาศัยการดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในครั้งเดียว จึงควรวางแผนการรักษาร่วมกับแพทย์อย่างใกล้ชิด
 

รอยแผลเป็น แผลเป็นนูน และรอยแตกลายแดง

 
แผลเป็นที่มีลักษณะสีแดงหรือสีชมพู ไม่ว่าจะเป็นรอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุ แผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar หรือ Keloid) ไปจนถึงรอยแตกลายที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่และยังอยู่ในระยะสีแดง ล้วนมีองค์ประกอบของเส้นเลือดที่ขยายตัวเพื่อหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณนั้น การยิงเลเซอร์จะช่วยลดความแดงและทำให้สีของแผลดูซีดจางลง นอกจากนี้พลังงานความร้อนที่ถูกส่งลงไปอย่างควบคุมได้ ยังเข้าไปช่วยกระตุ้นกระบวนการจัดเรียงตัวของคอลลาเจนใหม่ ซึ่งมีส่วนช่วยให้แผลเป็นนูนบางชนิดดูเรียบเนียนขึ้นได้พร้อม ๆ กัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะขึ้นอยู่กับอายุและลักษณะของแผลเป็นในแต่ละบุคคลด้วย
 

ข้อดี และ ข้อควรระวังของการทำ Vbeam laser

 
ก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการ ลองมาพิจารณาข้อดีและข้อควรระวังของเทคโนโลยีเลเซอร์ชนิดนี้ เพื่อให้เข้าใจถึงผลลัพธ์และเตรียมตัวได้อย่างถูกต้อง
 

ข้อดีของ Vbeam laser

 
  • เจาะจงต่อเส้นเลือดและรอยแดงโดยเฉพาะ: ด้วยความยาวคลื่น 595 นาโนเมตรที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับปัญหาเส้นเลือดใต้ผิวหนัง จึงให้ผลลัพธ์ที่ตรงจุดและแม่นยำกว่าการใช้เลเซอร์แบบครอบจักรวาล
  • อ่อนโยน ไม่ทำร้ายผิวรอบข้าง: ระบบทำความเย็นอัจฉริยะ (Dynamic Cooling Device หรือ DCD) จะช่วยปกป้องผิวชั้นนอกและลดความรู้สึกสะสมความร้อน ทำให้เป็นมิตรกับผู้ที่มีผิวบอบบางหรือผิวที่กำลังมีการอักเสบ
  • ไม่ต้องพักฟื้นนาน: หลังทำอาจมีเพียงอาการผิวแดงหรือบวมเล็กน้อยประมาณ 1-2 วัน ซึ่งสามารถใช้ชีวิตประจำวันและแต่งหน้าทับได้ตามปกติ
  • ครอบคลุมหลายปัญหาผิว: สามารถดูแลได้ทั้งรอยแดงจากสิว (PIE) ปัญหาเส้นเลือดฝอย โรคหน้าแดง (Rosacea) ไปจนถึงการช่วยปรับสภาพรอยแผลเป็นให้ดูดีขึ้น
  • มีงานวิจัยรองรับอย่างยาวนาน: เทคโนโลยี Pulsed Dye Laser มีการใช้งานในทางคลินิกมานานกว่า 30 ปี และมีข้อมูลผลลัพธ์สะสมมาก จึงมั่นใจได้ในเรื่องของมาตรฐานและความปลอดภัย
 

ข้อควรระวังของ Vbeam laser

 
  • อาจเกิดรอยช้ำชั่วคราว: ในบางกรณีที่แพทย์จำเป็นต้องใช้พลังงานสูง อาจทำให้เกิด Purpura (รอยช้ำม่วงใต้ผิว) ซึ่งจะค่อย ๆ จางหายไปเองในช่วง 7-14 วัน หากมีนัดหมายสำคัญควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานในระดับนี้
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวสีคล้ำ: ผู้ที่มีผิวสีน้ำตาลถึงคล้ำ (Fitzpatrick IV-VI) หรือผู้ที่เพิ่งผ่านการตากแดดจัดมาอย่างหนัก ไม่เหมาะกับหัตถการนี้ เนื่องจากเม็ดสีเมลานินบนผิวอาจแย่งดูดซับพลังงานแสงจากเส้นเลือด ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดผิวไหม้หรือรอยดำหลังทำได้
  • ต้องใช้เวลาในการรักษาต่อเนื่อง: สำหรับปัญหาเรื้อรังอย่างโรค Rosacea หรือเส้นเลือดฝอยที่ฝังลึกมานาน มักจะไม่หายขาดในการทำเพียงครั้งเดียว และจำเป็นต้องทำซ้ำประมาณ 3-5 ครั้งขึ้นไป เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยั่งยืน
  • ผลลัพธ์แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล: การตอบสนองต่อเลเซอร์ขึ้นอยู่กับสภาพผิว ความลึกของรอย สีผิวเดิม และประวัติการใช้ยา ดังนั้นจึงควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์อย่างละเอียดเพื่อวางแผนการรักษาก่อนเสมอ
 

Vbeam laser เหมาะกับใคร

 

คนที่มีรอยแดงจากสิวค้างนานและดูแลเองไม่หาย

 
หากดูแลผิวด้วยสกินแคร์มาอย่างสม่ำเสมอแล้ว แต่รอยแดงหลังสิวยังไม่จางลง หรือจางช้ากว่าที่ควร นั่นมักเป็นสัญญาณว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่เส้นเลือดใต้ผิว ไม่ใช่ผิวชั้นนอก Vbeam จะเข้าไปจัดการที่ต้นตอได้ลึกและตรงจุดกว่าการทาครีมหรือการผลัดเซลล์ผิว ทำให้กลุ่มนี้มักจะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนหลังทำ
 

คนที่มีปัญหาเส้นเลือดฝอยบนใบหน้าชัดเจน

 
ผู้ที่มีเส้นเลือดฝอยมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าบริเวณพวงแก้ม ข้างจมูก หรือรอบดวงตา ไม่ว่าจะเกิดจากกรรมพันธุ์ การสะสมของแสงแดด หรือความดันโลหิตสูง มักจะตอบสนองต่อเทคโนโลยีเลเซอร์ชนิดนี้ได้ดีมาก เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ระบบหลอดเลือดโดยตรง ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากสีผิว
 

คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ทนเลเซอร์รุนแรงไม่ได้

 
ผิวบอบบางหรือผิวที่มีประวัติแพ้ง่ายมักจะกังวลเรื่องการอักเสบหลังทำเลเซอร์ แต่ Vbeam ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากระบบ DCD จะช่วยลดความร้อนที่ชั้นผิวชั้นนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพลังงานที่ปล่อยออกมาก็จำเพาะเจาะจงกับเส้นเลือด โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังปกติรอบข้าง ทว่าควรแจ้งประวัติการแพ้หรือโรคผิวหนังให้แพทย์ทราบก่อนเสมอ เพื่อให้แพทย์ปรับพารามิเตอร์พลังงานให้พอดีกับสภาพผิว
 

คนที่ต้องการดูแลรอยแดงหลังการผ่าตัดหรือหัตถการอื่น

 
รอยแผลเป็นหลังผ่าตัดที่ยังอยู่ในระยะสีแดง หรือรอยแดงที่เกิดหลังทำหัตถการอื่น ๆ เช่น หลังฉีดฟิลเลอร์ หรือหลังทำ Morpheus8 เลเซอร์ชนิดนี้สามารถช่วยเร่งกระบวนการซีดจางของรอยแดงเหล่านั้นได้ รวมถึงช่วยให้แผลเป็นนูนบางชนิดมีความนุ่มลงและสีจางไวขึ้นได้เช่นกัน
 

Vbeam laser ไม่เหมาะกับใคร

 

ผู้ที่มีผิวสีคล้ำหรือเพิ่งตากแดดจัด (Fitzpatrick IV-VI)

  ผู้ที่มีผิวสีน้ำตาลถึงคล้ำ (Fitzpatrick IV-VI) จะมีปริมาณเม็ดสีเมลานินสูง ซึ่งเมลานินเหล่านี้อาจแย่งดูดซับพลังงานแสงจากเป้าหมายหลักที่เป็นเส้นเลือด ส่งผลให้ประสิทธิภาพการรักษาลดลง และยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดรอยดำหลังทำ (PIH) ผู้ที่มีสภาพผิวในกลุ่มนี้ควรหลีกเลี่ยงการโดนแดดจัดอย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนทำ หรือให้แพทย์พิจารณาทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่า
 

สตรีมีครรภ์และผู้ที่กำลังให้นมบุตร

 
เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่เพียงพอเกี่ยวกับการรับรองความปลอดภัยในการทำเลเซอร์ระหว่างการตั้งครรภ์และช่วงให้นมบุตร แนวทางปฏิบัติทางคลินิกทั่วไปจึงแนะนำให้เลื่อนการทำหัตถการออกไปก่อน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งคุณแม่และทารก
 

ผู้ที่ใช้ยาที่ทำให้ผิวไวต่อแสง (Photosensitizing Drugs)

 
ยาบางกลุ่ม เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Tetracycline ยาแก้อักเสบบางชนิด หรือยาสมุนไพรบางตัว จะส่งผลให้ผิวหนังมีความไวต่อแสงมากกว่าปกติ การยิงเลเซอร์ในช่วงที่รับประทานยาเหล่านี้อยู่ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้ผิวเกิดการไหม้หรือมีรอยแดงรุนแรงหลังทำได้ จึงจำเป็นต้องแจ้งประวัติการใช้ยาทั้งหมดให้แพทย์ทราบในวันที่เข้ารับการปรึกษา
 

ผู้ที่มีโรคผิวหนังกำเริบหรือมีประวัติแผลเป็นนูนรุนแรง

 
หากมีประวัติการเกิดแผลเป็นนูนขั้นรุนแรง (Keloid) มีโรคผิวหนังที่กำลังอยู่ในระยะอักเสบ หรือมีภาวะการติดเชื้อบริเวณที่จะยิงเลเซอร์ จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ประเมินอย่างใกล้ชิดก่อนเสมอ เพราะความร้อนจากพลังงานเลเซอร์อาจไปกระตุ้นให้อาการเหล่านั้นรุนแรงขึ้นได้ในบางกรณี
 
 

Vbeam laser เจ็บไหม

 
ระดับความรู้สึกระหว่างทำ Vbeam มักถูกเปรียบเทียบว่าคล้ายกับโดนหนังยางดีดลงบนผิวเบา ๆ ผสานกับความรู้สึกเย็นจากระบบพ่นละอองทำความเย็น (DCD) ที่ทำงานเพื่อปกป้องผิวก่อนปล่อยพลังงานแสง ความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นเพียงสั้น ๆ และทำต่อเนื่องไปทีละจุด โดยทั่วไปหัตถการนี้มีความเจ็บในระดับที่ทนได้และไม่จำเป็นต้องแปะยาชา แต่สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางเป็นพิเศษหรือต้องทำเลเซอร์ในบริเวณกว้าง แพทย์อาจพิจารณาให้แปะยาชาก่อนประมาณ 20-30 นาที เพื่อลดความรู้สึกไม่สบายผิว อาการหลังทำอาจพบรอยแดงหรือมีอาการบวมเล็กน้อย ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติที่สามารถหายได้เองใน 1-2 วัน โดยผู้รับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันหรือแต่งหน้าทับได้ตามปกติทันที
 

เปรียบเทียบ Vbeam Laser แตกต่างจาก Pico Laser อย่างไร

 
หลายคนมักสับสนระหว่าง Vbeam กับ Pico Laser เพราะเป็นเครื่องมือปรับสภาพผิวที่ได้รับความนิยมทั้งคู่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เลเซอร์ทั้งสองชนิดนี้ตอบโจทย์ปัญหาคนละประเภทอย่างชัดเจน การเลือกชนิดของเลเซอร์ให้ตรงกับปัญหาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงจุดและไม่ต้องเสียเวลาทำการรักษาเกินความจำเป็น
 

Vbeam Laser

Pico Laser

เป้าหมายหลัก

เส้นเลือดและรอยแดง

เม็ดสีและรอยดำ

ความยาวคลื่น

595 nm (Pulsed Dye)

532 / 1064 nm (Enlighten III)

ปัญหาที่เหมาะสม

รอยแดงจากสิว (PIE) โรคหน้าแดง (Rosacea) และเส้นเลือดฝอย

รอยดำจากสิว (PIH) ฝ้า กระ และความหมองคล้ำ

กลไกการทำงาน

ใช้ความร้อนทำลายฮีโมโกลบินในเส้นเลือด

สลายเม็ดสีเมลานินด้วยความเร็วระดับพิโควินาที

ความเหมาะสมกับผิวบอบบาง

เหมาะมาก (มีระบบทำความเย็น DCD ช่วยปกป้องผิว)

เหมาะสม (ความร้อนสะสมน้อย)

ระยะเวลาพักฟื้น (Downtime)

1-2 วัน (บางพารามิเตอร์อาจเกิดรอยช้ำม่วงชั่วคราว)

1-3 วัน

 
ในทางปฏิบัติ ผู้ที่มีทั้งรอยแดง (PIE) และรอยดำ (PIH) ปะปนกันบนใบหน้า แพทย์อาจพิจารณาวางแผนการรักษาโดยใช้เลเซอร์ทั้งสองชนิดร่วมกัน หรือจัดลำดับการทำสลับกันไปตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับการประเมินสภาพผิวและความต้องการของแต่ละบุคคล
 

สรุป Vbeam laser คืออะไร เหมาะกับใครบ้าง

 
Vbeam laser คือเทคโนโลยีเลเซอร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับปัญหาผิวที่มีรากฐานจากเส้นเลือดโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นรอยแดงจากสิว (PIE) ที่ทิ้งร่องรอยไว้นาน เส้นเลือดฝอยบนใบหน้าที่มองเห็นชัดเจน หรือภาวะผิวหน้าแดงจากโรคโรซาเชีย (Rosacea) ที่ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง เลเซอร์ชนิดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางหรือผู้ที่ไม่ต้องการใช้เวลาพักฟื้นนาน เนื่องจากมีระบบ DCD ช่วยปกป้องผิวชั้นนอกควบคู่ไปกับการส่งพลังงานที่จำเพาะต่อเส้นเลือด ทว่าก็มีข้อจำกัดคือไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวสีคล้ำ ผู้ที่เพิ่งผ่านการตากแดดจัด หรือผู้ที่กำลังรับประทานยาที่ทำให้ผิวไวต่อแสง หากคุณกำลังกังวลกับปัญหารอยแดงที่ทายาแล้วยังไม่เห็นผล หรือไม่แน่ใจว่ารอยสิวที่เป็นอยู่คือรอยแดง (PIE) หรือรอยดำ (PIH) การให้แพทย์ช่วยประเมินสภาพผิวก่อนคือจุดเริ่มต้นที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด สำหรับปัญหารอยแดงและเส้นเลือดฝอย ที่ รัตตินันท์ คลินิก ให้บริการ Proyellow เลเซอร์ความยาวคลื่น 577 นาโนเมตร ซึ่งออกแบบมาสำหรับการจัดการ Oxyhemoglobin และรอยแดงโดยเฉพาะ พร้อมให้คำปรึกษาและประเมินสภาพผิวโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ทีมแพทย์รักษาผิวพรรณ
รัตตินันท์ คลินิก

พญ. รัตตินันท์ ตรีรัตน์
ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ

พญ. นฤมล วิเชียร
แพทย์หญิง

พญ. จุฑามาศ ตันคุณากร
แพทย์โรคผิวหนัง

นพ. ศศินทร์ ตรีรัตน์
นายแพทย์