ดูดไขมัน กำจัดไขมันส่วนเกิน ปั้นหุ่นสวยอย่างปลอดภัยและแม่นยำ โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง

ดูดไขมัน
บทความนี้ผ่านการตรวจสอบทางการแพทย์โดย นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์ (หมอหนึ่ง) หลายคนพยายามควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างหนัก แต่ก็ยังมี “ไขมันดื้อด้าน” บางจุดที่กำจัดได้ยาก ในมุมมองของ นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์ (หมอหนึ่ง) การดูดไขมันไม่ใช่แค่การเอาไขมันออกให้มากที่สุด หรือเป็นทางลัดในการลดน้ำหนัก แต่เป็น “ศิลปะแห่งความแม่นยำ” ในการแกะสลักรูปร่างให้ได้สัดส่วนที่สวยงาม ดูเป็นธรรมชาติ และปลอดภัย ซึ่งในบทความนี้ หมอหนึ่งจะพาไปเจาะลึกทุกเรื่องที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจทำโปรแกรมดูดไขมัน ไม่ว่าจะเป็น
  • เทคนิคการดูดไขมัน
  • ข้อดี-ข้อเสียของการดูดไขมัน
  • การเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน
  • การดูแลหลังดูดไขมัน
และข้อควรทราบอื่น ๆ เพื่อให้ทุกคนตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุด

ดูดไขมัน คืออะไร ?

ดูดไขมัน (Liposuction) คือ หัตถการทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยสลาย และกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุด เช่น หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน และเหนียง โดยแพทย์จะให้ยาชาเฉพาะจุด หรือวางยาสลบภายใต้การดูแลของวิสัญญีแพทย์ก่อน หลังจากนั้นจะใช้ท่อขนาดเล็กที่เรียกว่า “แคนนูล่า” (Cannula) สอดเข้าไปบริเวณตำแหน่งที่มีไขมันสะสม โดยปลายท่อจะเชื่อมต่อกับเครื่องดูดสุญญากาศ แล้วทำการดูดเซลล์ไขมันออกมาจากร่างกาย
หลักการดูดไขมัน กำจัดไขมันออกจากร่างกายอย่างไร
หมอหนึ่งมักจะย้ำกับคนไข้เสมอว่า “การดูดไขมันไม่ใช่การลดน้ำหนัก แต่เป็นการ ‘ปรับสมดุลสัดส่วน’ (Body Contouring) ให้กับคนที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (BMI 18.5-29) แต่มีไขมันสะสมเฉพาะจุดที่ลดยาก เพื่อให้ได้รูปร่างที่กระชับ และเสริมความมั่นใจมากขึ้น”

รีวิวผลลัพธ์หลังดูดไขมัน ที่ รัตตินันท์ คลินิก

“จากภาพรีวิวเคส Sexy Line จะเห็นว่าคนไข้รูปร่างเดิมดีอยู่แล้ว แต่มี ‘ไขมันดื้อด้าน’ บดบังกล้ามเนื้อ หมอจึงใช้เทคนิคปั้นร่องหน้าท้อง ค่อย ๆ สกัดไขมันชั้นตื้นออกอย่างประณีตประดุจงานประติมากรรม เพื่อเผยร่อง 11 และความโค้งเว้าที่ซ่อนอยู่ให้ชัดเจน เฟิร์มกระชับ และดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งตอกย้ำภาพชัดเจนเลยครับว่า การดูดไขมันไม่ใช่การลดน้ำหนัก แต่คือศิลปะแห่งการปรับรูปร่างครับ”

ดูดไขมันส่วนไหนได้บ้าง ? เจาะลึกจุดยอดนิยมจากมุมมองแพทย์

ดูดไขมันส่วนไหนได้บ้าง
ร่างกายคนเราจะมี “คลังสำรองไขมัน” ที่ถูกกำหนดมาด้วยพันธุกรรม ซึ่งบริเวณหน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน และเหนียง มักเป็นจุดที่ร่างกายสะสมไขมันเป็นอันดับแรก ๆ และยอมปล่อยไขมันออกเป็นจุดสุดท้าย  หมอขอสรุปภาพรวมปัญหาไขมันสะสมในแต่ละจุด และเหตุผลที่การดูดไขมันตอบโจทย์ ดังนี้ครับ

หน้าท้องและรอบเอว

นี่คือจุดที่คนนิยมดูดไขมันมากที่สุด หมอขออธิบายตามหลักความจริงว่า เวลาเราอ้วนขึ้น ไขมันหน้าท้องล่างจะมาเป็นอันดับแรก แต่เวลาเราลดน้ำหนัก ไขมันจะเริ่มลดจากปลายมือ ปลายเท้า ใบหน้า และหน้าอกก่อนเสมอ กว่าพุงจะยุบ หน้าคุณอาจจะตอบโทรมจนดูเหมือนคนป่วยไปแล้ว (โดยเฉพาะคนอายุเกิน 35 ปี) การดูดไขมันหน้าท้องจึงเป็นทางออกที่คุ้มค่า เพราะกำจัดพุงได้โดยที่หน้ายังดูสดใส ไม่โทรม

สะโพกและต้นขา

คนที่มีปัญหาสะโพกใหญ่แต่ขาเล็ก (ทรงชมพู่) การดูดไขมันจะช่วยปรับให้การใส่เสื้อผ้าสวยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ไขมันต้นขายังเป็นจุดที่ลดเองได้ยากมาก บางเคสหมอพบว่าไม่ใช่แค่อ้วน แต่เป็นภาวะลิพีดีมา (Lipedema) หรือไขมันอักเสบที่ทำให้ปวดขาเรื้อรัง การดูดไขมันขาในเคสแบบนี้ จึงไม่ได้ช่วยแค่เรื่องความสวยงาม แต่ช่วยรักษาอาการปวดให้ทุเลาลงได้

ต้นแขนและรักแร้

ไขมันต้นแขนทำให้ช่วงบนดูตัน “ในผู้หญิง” หมอจะเน้นดูดให้แขนเล็กลงเรียวสวย ส่วน “ในผู้ชาย” หมอจะดูดเพื่อเน้นร่องกล้ามเนื้อให้คมชัดขึ้น  นอกจากนี้ยังมีปัญหา “นมน้อย” (ไขมันนูนใต้รักแร้) ที่เกิดจากฮอร์โมน ซึ่งการดูดไขมัน (บางเคสอาจต้องตัดหนังส่วนเกินร่วมด้วย) จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ตรงจุด และแผลจะซ่อนอยู่ใต้รักแร้อย่างแนบเนียน

ใบหน้าและเหนียง (ใต้คาง)

การดูดไขมันหน้าและเหนียงช่วยให้กรอบหน้าชัดแบบ V-line แต่หมอมีข้อควรระวังคือ บางคนหน้าบวมไม่ได้เกิดจากความอ้วน แต่เกิดจากผลข้างเคียงของยา (เช่น ยาสเตียรอยด์ หรือยาต้านไวรัส HIV) ซึ่งทำให้ไขมันสะสมผิดปกติ แพทย์จึงต้องวินิจฉัยให้ขาดก่อนว่าสาเหตุคืออะไร เพื่อเลือกวิธีรักษาที่ถูกต้อง

ทางเลือกอื่นหากไม่ดูดไขมัน (การฉีดสลายไขมัน & ความเย็น)

หลายคนกลัวการผ่าตัดและมักถามหมอถึงการฉีดสลายไขมัน (Fat Dissolving Injection) หรือการสลายไขมันด้วยความเย็น (CoolSculpting) หมอขออธิบายแบบตรงไปตรงมาว่า ทั้งสองวิธีนี้มีหลักการเดียวกันคือ ทำให้เซลล์ไขมันตายและเกิดการอักเสบ ซึ่งร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างพังผืด จากประสบการณ์ของหมอ คนไข้หลายคนที่เคยผ่านการฉีดสลายไขมันมา มักจะเกิดปัญหาบวมเป็นก้อนแข็งและมีพังผืดใต้ผิว สุดท้ายก็ต้องมาให้หมอแก้ไขด้วยการดูดไขมันอยู่ดีครับ ดังนั้นหากไม่อยากดูดไขมัน วิธีที่ปลอดภัยและดีที่สุดคือการควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเป็นธรรมชาตินั่นเอง

โปรแกรมดูดไขมันเหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร ?

ในฐานะแพทย์ หมอต้องขอบอกตามตรงว่า “ไม่ใช่ทุกคนที่เดินเข้ามาหาหมอแล้วจะสามารถดูดไขมันได้เลย” การประเมินความพร้อมของร่างกายและตั้งความคาดหวังให้ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก  เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่สวยงาม ลองมาเช็กกันดูครับว่าคุณอยู่ในกลุ่มไหน

กลุ่มที่เหมาะกับการดูดไขมัน

  • มีไขมันสะสมเฉพาะจุด (Stubborn Fat) : คนที่พยายามคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว แต่มวลไขมันบางจุด เช่น หน้าท้องล่าง ต้นแขน ต้นขา หรือปีกสะโพก ก็ยังไม่ยอมยุบลงไป
  • มีปัญหาไขมันสะสมจากพันธุกรรม : เช่น คนที่มีรูปร่างทรงแอปเปิล (อ้วนลงพุง) หรือทรงลูกแพร์ (สะสมที่ช่วงล่าง สะโพกและต้นขา) การดูดไขมันจะช่วยแกะสลักปรับบาลานซ์สัดส่วนได้ดีมากครับ
  • ค่า BMI อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานถึงท้วม (18.5 – 29) : กลุ่มนี้จะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและสวยงาม เพราะมีพื้นฐานรูปร่างที่ดีอยู่แล้ว แค่ต้องการปรับกรอบรูปร่าง (Silhouette) ให้คมชัดขึ้น
  • ผิวยืดหยุ่นได้ดี : หากผิวมีความยืดหยุ่น หลังดูดไขมันผิวจะหดตัวแนบกระชับได้ง่าย แต่สำหรับคนที่อายุเริ่มเยอะหรือผิวยืดหยุ่นน้อย หมอก็จะประเมินให้ใช้เทคโนโลยีกระชับผิว (เช่น BodyTite หรือ J-Plasma) ร่วมด้วยครับ
  • สุขภาพโดยรวมแข็งแรง : อายุระหว่าง 18-65 ปี ไม่มีโรคประจำตัวรุนแรง และไม่แพ้ยาชาหรือยาสลบ

กลุ่มที่ยังไม่เหมาะ และหมอไม่แนะนำให้ดูดไขมัน

  • ผู้ที่คาดหวังว่าจะใช้วิธีนี้ลดน้ำหนัก : หมอย้ำเสมอว่าดูดไขมันคือการปรับสัดส่วน ไม่ใช่การลดน้ำหนัก หากคุณต้องการลดน้ำหนักให้ตัวเลขบนตาชั่งหายไปทีละ 10-20 กิโลกรัม การดูดไขมันไม่ใช่คำตอบครับ
  • ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนรุนแรง (BMI > 35) : หมอจะแนะนำให้ไปโฟกัสที่การลดน้ำหนักแบบองค์รวมก่อน เช่น การปรับพฤติกรรม หรือใช้ปากกาลดน้ำหนักภายใต้การดูแลของแพทย์ เมื่อน้ำหนักลงมาอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยแล้วค่อยมาเก็บสัดส่วนด้วยการดูดไขมัน
  • ผู้ที่มีผิวหนังหย่อนคล้อยรุนแรงมาก : เช่น คนที่เคยอ้วนมากๆ  แล้วน้ำหนักลดฮวบ หรือคุณแม่หลังคลอดที่มีปัญหาหน้าท้องแตกลายและย้วยมาก เคสแบบนี้ การดูดไขมันอย่างเดียว จะยิ่งทำให้ผิวหนังพับและเหี่ยวย่น หมอจะแนะนำให้ทำการผ่าตัดหนังหน้าท้อง (Tummy Tuck) แทน
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ควบคุมไม่ได้ : เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน หรือมีปัญหาเรื่องการแข็งตัวของเลือด ถือเป็นข้อห้ามเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตัวคนไข้เองครับ
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือเพิ่งคลอดบุตร : ร่างกายยังอยู่ในช่วงฟื้นฟูและฮอร์โมนยังไม่คงที่ ควรรอให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาวะปกติก่อน
Upload Image...

ข้อดีและข้อจำกัดของโปรแกรมดูดไขมัน (พิจารณาก่อนตัดสินใจ)

ในฐานะแพทย์ หมอมักจะบอกคนไข้เสมอว่า ทุกหัตถการทางการแพทย์มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดครับ การตัดสินใจทำควรเริ่มต้นจากการมีข้อมูลที่ครบถ้วนและตั้งความคาดหวังตามความเป็นจริง หมอขอสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ดังนี้ 

ข้อดีของการดูดไขมันที่หมอพบจากคนไข้จริง

  • กำจัดไขมันดื้อด้านได้ตรงจุด : เป็นวิธีที่จัดการกับไขมันเฉพาะจุด (เช่น หน้าท้องล่าง ต้นขา ต้นแขน) ที่แม้จะคุมอาหารหรือออกกำลังกายอย่างหนักก็ยังไม่ยอมลด ได้อย่างเห็นผลชัดเจน
  • ปรับรูปร่างให้สมส่วน และคืนความมั่นใจ : ช่วยแกะสลักรูปร่างให้มีส่วนโค้งเว้า (Silhouette) ที่สวยงามเป็นธรรมชาติ ทำให้คนไข้กลับมามั่นใจในการแต่งตัวและการใช้ชีวิตอีกครั้ง
  • ต่อยอดความสวยด้วยการเติมไขมัน : ไขมันที่ดูดออกมา (โดยเฉพาะจากการใช้เครื่องที่ถนอมเซลล์ไขมันอย่าง PAL) สามารถนำไปสกัดและฉีดเติมเต็มส่วนอื่นของร่างกายได้ เช่น หน้าอก สะโพก หรือเติมหน้าผากและร่องแก้มให้ใบหน้าดูเด็กลง (Fat Transfer)
  • แผลเล็ก ฟื้นตัวไว : ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในปัจจุบัน (เช่น การผสาน VASER, BodyTite หรือ J-Plasma) ช่วยให้คนไข้เจ็บน้อยลง บอบช้ำน้อย และใช้เวลาพักฟื้นสั้นกว่าการผ่าตัดศัลยกรรมใหญ่ๆ มากครับ
ข้อดีโดยเฉพาะของโปรแกรมดูดไขมัน

ข้อจำกัดและข้อควรรู้ (ที่หมออยากให้คุณเตรียมใจ)

  • ไม่ใช่วิธีลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน : ย้ำอีกครั้งว่าดูดไขมันคือการปรับสัดส่วน หากคุณต้องการให้น้ำหนักลดลงหลายกิโลกรัม คุณยังคงต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นหลัก
  • ต้องมีวินัยขั้นสุดในการดูแลตัวเองหลังทำ : คนไข้จำเป็นต้องใส่ชุดกระชับสัดส่วนตามที่หมอแนะนำอย่างเคร่งครัด (4-6 สัปดาห์) รวมถึงงดกิจกรรมหนัก ๆ เพื่อให้ผิวหนังสมานตัวและเข้ารูปสวยงาม หากละเลย ผลลัพธ์อาจออกมาไม่ดีเท่าที่ควร
  • ผลลัพธ์ไม่ถาวร หากคุณกลับไปตามใจปาก : แม้เซลล์ไขมันบริเวณที่ดูดจะหายไปแล้วและไม่สร้างใหม่ แต่เซลล์ไขมันที่ยังหลงเหลืออยู่สามารถขยายตัวใหญ่ขึ้นได้หากคุณทานอาหารเกินพอดีจนน้ำหนักพุ่งครับ
  • มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง : การดูดไขมันด้วยเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานและทำโดยแพทย์เฉพาะทาง ถือเป็นการลงทุนกับรูปร่างและความปลอดภัย ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีอื่น ๆ และอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากมีการเติมไขมันร่วมด้วย
Upload Image...

เทคโนโลยีดูดไขมันหลากหลาย
พร้อมกระชับผิวในขั้นตอนเดียว

ออกแบบรูปร่างเคสต่อเคส
เพื่อสรีระที่แตกต่างของแต่ละคน

เทคนิคการกระจายไขมัน
FAT EQUALIZATION

ดูดไขมัน รวมเครื่อง

เจาะลึกเทรนด์และเทคโนโลยีดูดไขมัน 2026

ในปี 2026 เทรนด์การดูดไขมันไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเอาไขมันออกให้มากที่สุดอีกต่อไป แต่หัวใจสำคัญคือ “ความปลอดภัย ความเป็นธรรมชาติ และคุณภาพผิวที่เรียบเนียน” ปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาที่แตกต่างกัน ซึ่งหมอขอเจาะลึก 4 เทคโนโลยีหลักที่ได้รับการยอมรับระดับสากล และอธิบายว่าหมอเลือกใช้เครื่องเหล่านี้ในเคสแบบไหนบ้าง

1. PAL (Power-Assisted Liposuction) – ยืนหนึ่งเรื่องถนอมเซลล์ไขมัน

เครื่องนี้ใช้ “พลังงานกล” สร้างแรงสั่นสะเทือนที่ปลายเข็มด้วยความเร็วสูงถึง 4,000 ครั้ง/นาที เพื่อเขย่าให้เซลล์ไขมันหลุดออกจากพังผืดอย่างนุ่มนวล จุดเด่นในมุมมองหมอ เครื่องนี้ถนอมเนื้อเยื่อ เส้นเลือด และเส้นประสาทได้ดีมาก ทำให้คนไข้บอบช้ำน้อย ที่สำคัญคือ “เซลล์ไขมันที่ได้ยังมีชีวิตและคุณภาพสูง” หมอจึงมักใช้ PAL ในเคสที่ต้องการเก็บไขมันไปเติมเต็มส่วนอื่นต่อ (เช่น เติมหน้าอก เติมหน้าผาก) หรือในเคสที่มีไขมันปริมาณมาก แต่มีข้อจำกัดตรงที่ไม่ช่วยเรื่องการกระชับผิว หากคนไข้มีผิวหย่อนคล้อย หมอจะต้องใช้เครื่องอื่นทำควบคู่ไปด้วยครับ

2. VASER (Ultrasound) – ตัวจริงเรื่องปั้นร่องกล้ามเนื้อ (Hi-Def)

เทคโนโลยีนี้ใช้ “คลื่นเสียงอัลตราซาวด์” เข้าไปตีไขมันให้แตกตัวกลายเป็นของเหลว (คล้ายเนยที่ละลาย) ทำให้ดูดออกได้ง่ายและนุ่มนวล จุดเด่นในมุมมองหมอ VASER มีความแม่นยำสูง หมอมักจะเลือกใช้เครื่องนี้ในเคสที่ต้องการ “ปั้นรูปร่างแบบ High-Definition” เช่น การทำร่อง 11 (Sexy Line) หรือซิกแพค เพราะสามารถเก็บรายละเอียดชั้นตื้นได้ดี รวมถึงเคสดูดไขมันซ้ำที่มีพังผืดเยอะ VASER ก็จัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

3. BodyTite (RFAL) – ดูดไขมันพร้อมกระชับผิวในขั้นตอนเดียว

ใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ปล่อยความร้อนผ่านหัวพลาสติก 2 ขั้ว (บนผิวและใต้ผิว) เพื่อละลายไขมันและกระตุ้นคอลลาเจนไปพร้อม ๆ กัน จุดเด่นในมุมมองหมอ เครื่องนี้เปรียบเสมือนแบบ 2 in 1 ครับ ความร้อนจาก RF จะช่วยให้ผิวหดตัวกระชับขึ้นได้สูงสุดถึง 47% หมอมักใช้ในบริเวณที่เสี่ยงต่อการย้วยหลังทำ เช่น ดูดไขมันต้นแขน หรือเหนียงใต้คาง เพื่อให้ได้สัดส่วนที่เล็กลงพร้อมกับผิวที่ตึงกระชับ

4. J-Plasma / Renuvion – นวัตกรรมยกกระชับผิวขั้นสุด โดยไม่ต้องตัดหนัง

นี่ไม่ใช่เครื่องดูดไขมัน แต่เป็น “เครื่องยกกระชับผิว” ที่ใช้หลังดูดไขมันเสร็จสิ้น โดยผสานพลังงานคลื่นวิทยุ (RF) เข้ากับก๊าซฮีเลียม (Helium Gas) เกิดเป็น “พลาสมาเย็น” ที่มีความแม่นยำสูง จุดเด่นในมุมมองหมอ J-Plasma เป็นตัวจบที่หมอขาดไม่ได้ในเคสที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย พลังงานจะเข้าไปทำให้เส้นใยใต้ผิว (FSN) หดตัวทันที ผิวกระชับแนบเนื้อขึ้นได้ถึง 82% ซึ่งเป็นทางออกที่ดีมากสำหรับคนไข้ที่ผิวเริ่มย้วยแต่ยังไม่อยากผ่าตัดตัดหนังหน้าท้องทิ้งครับ

ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีดูดไขมัน 2026

คุณสมบัติหลัก

PAL

VASER

BodyTite

J-Plasma

เทคโนโลยี

พลังงานกล

คลื่นเสียงอัลตราซาวด์

คลื่นวิทยุ RF แบบสองขั้ว

คลื่นวิทยุRF ร่วมกับฮีเลียมพลาสมา

กลไกการทำงาน

เขย่าเซลล์ไขมันให้แตกตัว

สั่นละลายไขมัน

ความร้อนละลายไขมัน กระตุ้นคอลลาเจน อีลาสตินผิวหดตัว

พลาสมาเย็นทำให้เนื้อเยื่อหดตัวทันที

การทำงานหลัก

ดูดไขมันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ทำร้ายเซลล์ไขมัน

สลายไขมัน และ พังผืด

ละลายไขมัน และ กระชับผิว

กระชับผิว

กระชับผิว

ไม่มี

เล็กน้อย

สูงสุดถึง 47%

ชัดเจนใต้ผิวถึง 82%

คุณภาพเก็บเซลล์ไขมัน

ดีเยี่ยม

ปานกลาง

ไม่เหมาะ

ไม่เหมาะ

รอยแผล

น้อย

น้อย

น้อย

น้อย

ความเจ็บ/พักฟื้น

ปานกลาง (2–5 วัน)

ปานกลาง (3–7 วัน)

ปานกลาง (3–7 วัน)

เบา (3–7 วัน)

ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีอื่น

VASER, BodyTite, J-Plasma

PAL, J-Plasma

PAL, J-Plasma, Morpheus8

PAL, VASER

เหมาะกับเคส

ดูดไขมันทั่วไป และ เติมไขมัน

ปั้นรูปร่าง Hi-Def, ไขมันแน่น, ผิวมีพังผืด

ดูดไขมันและกระชับผิวใน 1 เดียว

ยกกระชับหลังดูดไขมัน

ผ่านการรับรอง

FDA

FDA

FDA

FDA

ควรเลือกเครื่องมือดูดไขมันแบบไหนดี ?

คำถามนี้หมอเจอบ่อยมาก ความจริงก็คือ เครื่องมือแต่ละชนิดถูกออกแบบมาให้มี “จุดเด่นที่แตกต่างกัน” บางเครื่องดูดไขมันดีแต่ไม่กระชับผิว บางเครื่องกระชับผิวดีเยี่ยมแต่ไม่ได้เอาไว้ดูดไขมัน สำหรับหมอ “เครื่องมือเปรียบเสมือนพู่กัน ส่วนแพทย์คือศิลปิน” เครื่องมือที่ดีและแพงแค่ไหน หากอยู่ในมือแพทย์ที่ขาดประสบการณ์ ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวไหม้ ผิวเป็นคลื่น หรือสัดส่วนผิดรูปได้ แต่หากแพทย์มีความเข้าใจสรีระ และรู้จักผสมผสานเทคโนโลยี (Combine Techniques) เพื่อดึงจุดเด่นของแต่ละเครื่องมาใช้ให้เหมาะกับร่างกายคนไข้แต่ละคน ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะออกมาสมบูรณ์แบบ มีความปลอดภัย และดูเป็นธรรมชาติครับ

4 ขั้นตอนการดูดไขมัน ที่ รัตตินันท์ คลินิก (Rattinan Clinic)

เพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำและปลอดภัย หมอได้วางมาตรฐานขั้นตอนการรักษาไว้ 4 สเต็ป ดังนี้ครับ
  1. ประเมินและวางแผนด้วย 3D Body Scan
เราใช้เทคโนโลยี Styku สแกนรูปร่าง 3 มิติ เพื่อวิเคราะห์ไขมันที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทีมแพทย์จะออกแบบรูปร่างและกำหนดจุดดูดไขมันอย่างตรงไปตรงมา
  1. เตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด
มีการตรวจเลือด ทำความสะอาดฆ่าเชื้อ และ “วาดแผนที่” (Mapping) บนร่างกายอย่างแม่นยำ พร้อมดูแลการให้ยาชาหรือยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์
  1. ดำเนินการดูดไขมัน
หมอจะเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม สลายไขมันและเกลี่ยผิวหนังให้เรียบเนียนสม่ำเสมอด้วยเทคนิคเฉพาะ “Fat Equalization” ของรัตตินันท์ คลินิก และปิดท้ายด้วยเทคโนโลยี RF กระชับผิวเพื่อป้องกันปัญหาผิวเปลือกส้ม
Aftercare ฉายแสง LED ลดบวม คนไข้ของรัตตินันท์ คลินิก จะได้รับการฉายแสง LED หลังทำ เพื่อกระตุ้นระบบน้ำเหลือง ลดอาการบวมช้ำ และช่วยให้แผลฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

การเตรียมตัวและการดูแลตัวเอง 

เพื่อให้การทำหัตถการเป็นไปอย่างปลอดภัยและราบรื่น หมอแนะนำให้ผู้เข้ารับบริการศึกษาวิธีการเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน และการดูแลตัวเองหลังดูดไขมันก่อน จะได้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม ทำให้ได้ผลลัพธ์การดูดไขมันที่มีประสิทธิภาพครับ

การเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน

  • ปรึกษาแพทย์อย่างละเอียด : ควรเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพและตำแหน่งที่จะดูดไขมัน พร้อมแจ้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ หรืออาหารเสริม เพื่อให้แพทย์วางแผนได้อย่างเหมาะสม
  • ตรวจสุขภาพและงดอาหารก่อนผ่าตัด : ควรตรวจเลือดและเตรียมร่างกายให้พร้อม โดยงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมงก่อนทำหัตถการ โดยเฉพาะหากต้องวางยาสลบ
  • งดยาและอาหารเสริมบางชนิด : หยุดใช้ยาแอสไพริน ยาแก้อักเสบ วิตามินอี หรือผลิตภัณฑ์เสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ล่วงหน้า 1–2 สัปดาห์
  • งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ : ควรงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการดูดไขมัน เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  • เตรียมชุดกระชับและพื้นที่พักฟื้น : การใส่ชุดกระชับหลังดูดไขมันมีส่วนช่วยลดบวมและทำให้ผิวเข้ารูปได้ดีขึ้น ควรเตรียมชุดและพื้นที่สำหรับการพักฟื้นให้พร้อมก่อนวันทำหัตถการ

การดูแลตัวเองหลังดูดไขมัน

  • สวมชุดกระชับตามคำแนะนำแพทย์ : ควรใส่ชุดกระชับ 4-6 สัปดาห์ โดยในช่วงแรกใส่ตลอดเวลา (ยกเว้นตอนทำความสะอาด) เพื่อช่วยลดบวมและให้ผิวกระชับเข้ารูป
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนักและออกกำลังกายหนัก : อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์หลังทำ เพื่อป้องกันไม่ให้แผลบวม หรือแผลฉีก ควรรอให้แผลหายดีก่อนกลับไปทำกิจกรรมปกติ
  • รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ : ยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวดต้องรับประทานตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และไม่ปรับปริมาณยาเอง
  • นอนในท่าที่เหมาะสม : ควรนอนยกศีรษะสูงในช่วง 1-2 วันแรก เพื่อลดอาการบวม และหลีกเลี่ยงการนอนทับบริเวณที่ดูดไขมัน
  • รักษาความสะอาดแผล : ทำความสะอาดแผลอย่างระมัดระวังด้วยผ้าสะอาดตามคำแนะนำ หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์และสารเคมีที่เข้มข้น
  • ดื่มน้ำมากและทานอาหารที่มีประโยชน์ : ดื่มน้ำช่วยขับของเสีย ควรทานอาหารที่มีโปรตีนและวิตามินสูง เช่น ผัก ผลไม้ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น
  • หลีกเลี่ยงแสงแดด : เพราะบริเวณที่ดูดไขมันจะไวต่อแสงแดด จึงควรสวมเสื้อผ้าปกปิดเพื่อป้องกันรอยด่างดำ
  • ติดตามอาการและพบแพทย์ตามนัด : ควรพบแพทย์ตามกำหนดเพื่อตรวจสอบผลการรักษา หากพบอาการผิดปกติ เช่น แผลบวมแดงหรือปวด ควรแจ้งแพทย์ทันที
  • ระยะเวลาในการพักฟื้นหลังดูดไขมัน : จะอยู่ที่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ โดยแนะนำให้ใส่ชุดกระชับตลอดเป็นเวลา 3 วัน
การดูแลตัวเองหลังดูดไขมัน

ดูดไขมันราคาเท่าไหร่ ที่ รัตตินันท์ คลินิก ?

บริการดูดไขมันที่ รัตตินันท์ คลินิก ราคา เริ่มต้นที่ 49,000 บาท ต่อบริเวณ (ราคาอาจปรับเปลี่ยนตามสัดส่วนที่เลือกทำ) โดยเรามี “แพ็กเกจเหมาส่วน” ให้เลือกเพื่อความคุ้มค่า ทุกเคสดูแลโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล (AACI) หากคุณสนใจ สามารถเข้ามาปรึกษาและให้หมอประเมินแนวทางการรักษาได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ราคาหัตถการดูดไขมัน (Liposuction)

ราคาเริ่มต้น (บาท)

ดูดไขมันพร้อมกระชับผิวด้วย BodyTite (ต่อส่วน)

59,000

ดูดไขมันคาง

59,000

ดูดไขมันต้นขา (ต่อส่วน)

59,000

ดูดไขมันน่อง

59,000

ดูดไขมันแขน

59,000

ดูดไขมันหลัง (ต่อส่วน)

59,000

ดูดไขมันก้น

59,000

ดูดไขมันสะโพก

59,000

ดูดไขมันหน้าอก

59,000

ดูดไขมันนมน้อย

59,000

ดูดไขมันนมน้อย พร้อมตัดหนัง

79,000

ดูดไขมันหนอก (Buffalo Hump)

59,000

ดูดไขมันหนอก (Buffalo Hump) พร้อมตัดหนัง

79,000

ปั้น Sexy Line/ Six Pack (Scarless Technique)

69,000

ดูดไขมันหน้าท้อง (ต่อส่วน)

59,000

J-Plasma Renuvion (ต่อส่วน)

85,000

Dermatite (ต่อส่วน)

59,000

อัตราค่าบริการโปรแกรมดูดไขมันที่ รัตตินันท์ คลินิก อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ แนะนำให้สอบถามเจ้าหน้าที่คลินิกอีกครั้งก่อนเข้ารับบริการ

ดูดไขมันที่ไหนดี ? ทำไมต้องเลือกรัตตินันท์ คลินิก

การดูดไขมันคือการฝากรูปร่างและความปลอดภัยไว้กับแพทย์ ตลอด 26 ปีที่ รัตตินันท์ คลินิก หมอและทีมแพทย์ทำงานภายใต้ปรัชญา “The Aesthetic Wisdom” หรือศิลปะแห่งความแม่นยำ โดยมีจุดแข็งที่ทำให้คนไข้ไว้วางใจ คือ
  • ปลอดภัยสูงสุดระดับสากล (AACI) : ทุกเคสดูแลแบบ 1:1 โดยวิสัญญีแพทย์เฉพาะทาง และทีมพยาบาลวิชาชีพในห้องผ่าตัดมาตรฐานสากล
  • แพทย์เลือกเครื่องมือให้เหมาะกับคุณ : เรามีเทคโนโลยีครบครัน (PAL, VASER, BodyTite, J-Plasma) หมอจึงสามารถผสมผสานเทคนิค (Combine Techniques) เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงกับสรีระของคุณ
  • การบริการที่ใส่ใจทุกรายละเอียด : ตั้งแต่การประเมินก่อนทำ การวางแผนหัตถการ จนถึงการดูแลหลังทำอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้โปรแกรมดูดไขมันที่ รัตตินันท์ คลินิก ยังโดดเด่นในเรื่อง “ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง” อย่างงเคสคุณสรัน (ดูดไขมันแขนที่ลดเองไม่ได้) และคุณสปอม (ดูดไขมันขาไปเติมหน้าผาก) ที่ทั้งคู่ยืนยันตรงกันว่าผลลัพธ์คุ้มค่า คืนความมั่นใจ และปลอดภัยจนรู้สึกว่า “รู้อย่างนี้มาทำตั้งนานแล้ว”

ทีมแพทย์ดูดไขมัน รัตตินันท์ คลินิก

" The Aesthetic Wisdom "
นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์ มีความถนัดด้านการดูดไขมันและการปรับรูปร่าง (Body Contouring) โดยเน้นการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อให้ผลลัพธ์สอดคล้องกับสัดส่วนและเป้าหมายของแต่ละคน

แพทย์ – ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์
ข้อมูลแพทย์
น.ต.นพ. จตุพร ซื่อสัตย์ เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งและเสริมสร้าง ที่มีความถนัดด้านศัลยกรรมใบหน้า การยกกระชับ และการปรับรูปร่าง โดยเน้นการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อให้ผลลัพธ์สอดคล้องกับโครงสร้างและเป้าหมายของแต่ละคน

ศัลยแพทย์ตกแต่งและเสริมสร้าง

น.ต.นพ. จตุพร ซื่อสัตย์
ข้อมูลแพทย์
ดร. นายแพทย์ทวีชัย ทวีเจริญกุล เป็นแพทย์ด้านหู คอ จมูก ที่มีความถนัดด้านการดูดไขมัน เติมไขมัน และศัลยกรรมปรับรูปหน้า ด้วยพื้นฐานความเข้าใจกายวิภาคของใบหน้าและคออย่างลึกซึ้ง จึงสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างละเอียดและแม่นยำ พร้อมทั้งได้รับการฝึกอบรมด้านศัลยกรรมความงามจากสถาบันชั้นนำ

แพทย์ด้านหู คอ จมูก

ดร. นายแพทย์ทวีชัย ทวีเจริญกุล
ข้อมูลแพทย์
นพ. อนิวรรต นิลกาญจน์ มีความถนัดด้านการดูดไขมัน เติมไขมัน และการรักษาภาวะนมแหลมในผู้ชาย (Gynecomastia) โดยได้ผ่านการศึกษาจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และเน้นการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อให้ผลลัพธ์สอดคล้องกับสัดส่วนและเป้าหมายของแต่ละคน

นายแพทย์

นพ. อนิวรรต นิลกาญจน์
ข้อมูลแพทย์
นพ. ศรัณย์ เปรื่องประยูร สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาเวชศาสตร์ความงาม และมีความถนัดด้านการดูดไขมันและเติมไขมัน โดยได้รับการถ่ายทอดเทคนิคเฉพาะทางจาก นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์ โดยตรง

นายแพทย์

นพ. ศรัณย์ เปรื่องประยูร
ข้อมูลแพทย์
พญ. ชนาธิป อาชวานนท์ เป็นวิสัญญีแพทย์ที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภาสาขาวิสัญญีวิทยา มีความถนัดด้านการดูแลผู้ป่วยตลอดกระบวนการผ่าตัด รวมถึงการลดอาการไม่สบายหลังการดมยาสลบ โดยเน้นการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้อย่างราบรื่น

วิสัญญีแพทย์

พญ. ชนาธิป อาชวานนท์
ข้อมูลแพทย์
เสียงตอบรับจากลูกค้า

สรุปดูดไขมันคืออะไร ทำที่รัตตินันท์ คลินิก ดีอย่างไร?

การดูดไขมันเป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ช่วยปรับสัดส่วนของร่างกาย โดยกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดที่ลดได้ยาก เช่น บริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา เอว และเหนียงใต้คาง ที่ รัตตินันท์ คลินิก มีการเลือกใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น J Plasma และ TripleTite ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถดูดไขมันได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งช่วยให้ผิวแนบกระชับมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการดูแลของแต่ละบุคคล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้รูปร่างดูสมส่วนและเป็นธรรมชาติ ท้ายที่สุดนี้ หมออยากฝากไว้ว่า การดูดไขมันคือการลงทุนเพื่อซื้อความมั่นใจคืนมา หากคุณสนใจ ลองเข้ามานั่งพูดคุย ให้หมอช่วยประเมินรูปร่างและหาทางออกที่เหมาะสมสำหรับคุณที่ รัตตินันท์ คลินิก ได้เลยครับ ความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติของคุณ คือเป้าหมายสูงสุดของทีมแพทย์เราครับ

FAQs : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับดูดไขมัน

การดูดไขมันใช้ยาชาเฉพาะที่แบบ Tumescent ซึ่งจะฉีดยาชาผสมน้ำเกลือลงในบริเวณที่จะดูดไขมัน ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการผ่าตัด สำหรับกรณีที่ดูดไขมันปริมาณมากหรือหลายบริเวณ อาจใช้ยาสลบทั่วไป หลังผ่าตัดจะมีความเจ็บปวดระดับปานกลาง 2-3 วันแรก ซึ่งสามารถคุมได้ด้วยยาแก้ปวดทั่วไป ความเจ็บจะลดลงเรื่อยๆ และหายไปภายใน 1-2 สัปดาห์
ไขมันที่ดูดออกแล้วจะไม่กลับมาซ้ำ เพราะเซลล์ไขมันที่ถูกดูดออกไปแล้วจะไม่สร้างใหม่ อย่างไรก็ตาม หากรับประทานอาหารมากเกินไปหลังการดูดไขมัน เซลล์ไขมันที่เหลืออยู่จะขยายตัว และอาจมีไขมันสะสมในบริเวณอื่นที่ไม่ได้ดูด ดังนั้นการรักษาน้ำหนักและออกกำลังกายสม่ำเสมอหลังการดูดไขมันจึงสำคัญมากสำหรับการรักษาผลลัพธ์ให้ยาวนาน
ระยะเวลาฟื้นตัวขึ้นอยู่กับปริมาณและบริเวณที่ดูด
  • ถ้าหากการดูดไขมันเล็กน้อย (เช่น ใต้คาง) สามารถกลับไปทำงานได้ใน 2-3 วัน
  • การดูดไขมันปริมาณปานกลาง (เช่น หน้าท้อง) ต้องพัก 5-7 วัน
  • การดูดไขมันปริมาณมาก (หลายบริเวณ) อาจต้องพัก 1-2 สัปดาห์
  • ต้องใส่เสื้อกระชับ 4-6 สัปดาห์
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก 4-6 สัปดาห์
  • เห็นผลลัพธ์สุดท้าย 3-6 เดือน
  • ผู้ที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ คนที่อ้วนมาก (BMI >35)
  • ผู้ที่คาดหวังให้ดูดไขมันช่วยลดน้ำหนัก
  • ผู้ที่มีผิวหย่อนมากเกินไป
  • คนที่มีโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
  • ผู้ที่ต้องระวังพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมลูก, ผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด, คนที่เพิ่งคลอดหรือลดน้ำหนักมาก
ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนตัดสินใจ
การดูแลหลังผ่าตัด
  • ใส่เสื้อกระชับตลอดเวลา 4-6 สัปดาห์แรก
  • นวดระบายน้ำเหลือง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • หลีกเลี่ยงการแช่น้ำ 2 สัปดาห์
  • ออกกำลังกายเบาๆ หลัง 2 สัปดาห์
  • ออกกำลังกายปกติหลัง 6 สัปดาห์
การรักษาผลลัพธ์
  • รักษาน้ำหนักไม่ให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 3-5 กิโลกรัม
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • กินอาหารสมดุล
ผลลัพธ์จะคงทนถาวร หากดูแลน้ำหนักได้ดี เพราะเซลล์ไขมันที่ดูดออกไปแล้วจะไม่กลับมา แต่เซลล์ที่เหลือยังสามารถขยายตัวได้หากกินมากเกินไป
การดูดไขมัน สามารถช่วยได้จริงในเรื่องของการกำจัดไขมันส่วนเกิน ไขมันเฉพาะจุด ที่การออกกำลังกายนั้นไม่สามารถช่วยได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่การดูดไขมันนั้นสามารถช่วยได้ แต่หลายคนมักจะเข้าใจผิดคิดว่า การดูดไขมันคือการลดน้ำหนักใช่ไหม? แต่แท้จริงแล้วการดูดไขมัน คือการกำจัดไขมันส่วนเกินนั่นเอง
แม้การดูดไขมันจะเป็นวิธีที่ผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด แต่บางท่านอาจไม่เหมาะกับการดูดไขมันเช่น สุขภาพไม่พร้อม อายุเยอะเกินไป หรือมีโรคประจำตัวที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ซึ่งหลาย ๆ คนมักมองหาทางเลือกอื่นเพื่อลดไขมันเฉพาะส่วน แพทย์อธิบายเพิ่มเติมว่า ทางเลือกอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การดูดไขมัน แม้จะช่วยกำจัดไขมันได้จริง แต่มีหลักการทำงานแบบเดียวกันทั้งหมด คือ ทำให้เซลล์ไขมันตายและเกิดการอักเสบ ซึ่งอาจนำไปสู่พังผืดและก้อนใต้ผิวได้
  1. การฉีดสลายไขมัน (Fat Dissolving Injection)
เป็นการฉีดสารเคมีเพื่อทำให้เซลล์ไขมันตาย วิธีนี้มักได้รับความนิยมเพราะไม่ต้องผ่าตัด แต่แพทย์พบว่าผู้เข้ารับบริการจำนวนมากมีผลข้างเคียง เช่น
  • เกิดการอักเสบมาก
  • บวมเป็นก้อนแข็ง
  • เกิดพังผืดใต้ผิว
  1. การกำจัดไขมันด้วยความเย็น (CoolSculpting)
เป็นการใช้ความเย็นทำลายไขมันโดยไม่ต้องเจาะผิว ซึ่งอาจช่วยลดสัดส่วนได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็มีข้อจำกัด เช่น
  • ต้องรอผลหลายสัปดาห์
  • ไขมันตายแล้วเกิดการอักเสบคล้ายการฉีด
  • มีโอกาสเกิดพังผืดและก้อนเดียวกัน
แพทย์ย้ำว่า “ไม่ว่าวิธีไหนที่ทำให้เซลล์ไขมันตาย ร่างกายจะตอบสนองด้วยการอักเสบและเกิดพังผืดเสมอ” มากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน
  1. การลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติ
เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุด และเหมาะกับคนที่ไม่สามารถทำหัตถการใด ๆ ได้ เช่น ผู้ป่วยที่สุขภาพไม่ดี หรือผู้สูงอายุ วิธีกำจัดไขมันด้วยวิธีธรรมชาติ คือ การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร หรือใช้ปากกาลดน้ำหนักภายใต้การดูแลแพทย์ ท้ายที่สุดแล้ว การลดน้ำหนักที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับทุกคน ควรเริ่มต้นจากการปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกวิธี เพราะลักษณะไขมันแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเหมาะกับการลดน้ำหนักแบบธรรมชาติ บางคนจำเป็นต้องดูดไขมันเพื่อกำจัดปัญหาที่ลดเองไม่ได้นั่นเอง