Ultraformer III คือ เทคโนโลยียกกระชับหน้า ที่หลายคนมักจัดให้อยู่กึ่งกลางระหว่างเครื่อง ไฮฟู่ ทั่วไปและเครื่อง อัลเทอร่า เนื่องจากมีหลักการทำงานที่คล้ายคลึงกัน คือการปล่อยคลื่นเสียงลงลึกสู่ใต้ชั้นผิวหนัง แต่ด้วยตำแหน่งของเทคโนโลยีที่มีความก้ำกึ่งนี้ อาจทำให้คนที่สนใจยังคงลังเลและไม่แน่ใจว่า ศักยภาพของเครื่องจะสามารถช่วยลดความหย่อนคล้อยของใบหน้าได้อย่างแท้จริงหรือไม่
บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจ Ultraformer III อย่างละเอียด ว่าเทคโนโลยีตัวนี้เหมาะสมกับปัญหาผิวของคุณหรือไม่ พร้อมเปรียบเทียบ ข้อดีและข้อเสีย กับ เครื่องยกกระชับอื่น ๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด
Ultraformer III คืออะไร?
Ultraformer III คือ นวัตกรรมยกกระชับผิว และ ลดริ้วรอยด้วยคลื่นเสียงอัลตราซาวนด์ความเข้มข้นสูง หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อว่า HIFU โดยตัวเครื่องถูกออกแบบมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึงโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด ตัวเครื่องถูกพัฒนามาให้สามารถส่งคลื่นพลังงานลงลึกได้ถึงชั้นเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ หรือ ชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการศัลยกรรมดึงหน้า
เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ให้ผิวชั้นบนดูยกกระชับขึ้น ข้อดี คือ มีความปลอดภัย หลังทำไม่มีแผล และคนไข้สามารถใช้หน้าหรือแต่งหน้าต่อได้ตามปกติโดยไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น แต่หากเทียบในระดับมาตรฐานทางการแพทย์แล้ว เทคโนโลยีนี้จะยังถือเป็นรองเครื่อง Ulthera ในเรื่องของความแม่นยำและระยะเวลาการคงอยู่ของผลลัพธ์
หลักการทำงานของ Ultraformer III
หลักการทำงานของเครื่อง Ultraformer III คือ การใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวนด์ความเข้มข้นสูงยิงลงไปใต้ผิวหนังเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ทำให้เนื้อเยื่อหดตัว ส่งผลให้ใบหน้ายกกระชับและช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะยาว แม้จะมีหลักการส่งคลื่นเสียงคล้ายคลึงกับเครื่องอัลเทอร่า
แต่ข้อจำกัด คือ อัลตราฟอร์เมอร์ จะเป็นการยิงพลังงานแบบกะระยะความลึกโดยไม่มีหน้าจอแสดงชั้นผิวแบบเรียลไทม์ให้แพทย์ประเมินความแม่นยำ
เมื่อแพทย์ทำการเดินเครื่อง พลังงานคลื่นเสียงจะถูกส่งลงไปโฟกัสเป็นจุดความร้อนที่มีอุณหภูมิประมาณ 65 ถึง 70 องศาเซลเซียส เรียงต่อกันเป็นเส้นตรงใต้ผิวหนัง โดยแพทย์สามารถเลือกหัวยิงเพื่อให้พลังงานลงลึกได้ตรงจุดตามโครงสร้างชั้นผิวของผู้รับบริการ ซึ่งแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ระดับความลึกหลัก ตั้งแต่ 1.5-4.5 มิลลิเมตร
หลังจากทำหัตถการ ร่างกายจะเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซมตัวเองตามธรรมชาติ โดยจะค่อย ๆ ผลิตเส้นใยคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาจัดเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ ทำให้ผิวหน้าดูเต่งตึง กระชับ และเห็นผลลัพธ์ที่สมบูรณ์ที่สุดในช่วง 2 ถึง 3 เดือนหลังทำ
Ultraformer III ช่วยเรื่องอะไรบ้าง
Ultraformer III ช่วยแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยของผิวหน้า ลำคอ และสัดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้กลับมาตึงกระชับ รวมถึงช่วยลดเลือนริ้วรอยและสลายไขมันสะสมในระดับเบื้องต้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยสามารถแบ่งการฟื้นฟูและแก้ปัญหาผิวในด้านต่าง ๆ ได้ดังนี้
- ช่วย ยกกระชับหน้า ลำคอ และบริเวณลำตัว ทำให้ผิวที่มีความหย่อนคล้อยกลับมาเต่งตึงและดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
- ช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวและมีมิติขึ้น โดยจะเข้าไปเก็บกรอบหน้าให้คมชัด ลดปัญหาเนื้อแก้มตก และแก้ไขแนวกรามที่หย่อนคล้อยไม่เข้ารูป
- ช่วยลดปัญหาเหนียงและคางสองชั้น ทำให้พื้นที่ผิวบริเวณใต้คางกระชับรัดตัวขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างใบหน้าช่วงล่างดูได้สัดส่วนมากยิ่งขึ้น
- ช่วยลดเลือนริ้วรอยระดับต้นถึงระดับกลาง โดยเฉพาะการคลายรอยพับและริ้วรอยตื้น ๆ บริเวณรอบดวงตา รวมถึงร่องแก้มให้ดูเรียบเนียนขึ้น
- ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้โครงสร้างผิวมีความแข็งแรง แน่นฟู และมีความยืดหยุ่นที่ดีขึ้นในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า อัลตราฟอร์เมอร์ จะช่วยจัดการปัญหาผิวเหล่านี้ได้ดี แต่ด้วยข้อจำกัดที่เครื่องไม่มีหน้าจอแสดงผลชั้นผิว จึงทำให้การดึงหน้าอาจยังไม่แม่นยำและตรงจุดเท่ากับการใช้เครื่องอัลเทอร่า ซึ่งส่งผลให้ระยะเวลาของผลลัพธ์สั้นกว่าและต้องกลับมาดูแลซ้ำบ่อยกว่า
ดังนั้น การเลือกใช้เทคโนโลยีควรพิจารณาถึงความคุ้มค่าและระยะเวลาของผลลัพธ์ประกอบด้วยเสมอ หากผู้รับบริการต้องการผลลัพธ์ที่แม่นยำ เจาะจงโครงสร้างผิวได้ตรงจุด และประคองความอ่อนเยาว์ได้ยาวนานนับปี การเลือกพิจารณาเทคโนโลยีระดับแนวหน้าอย่างอัลเทอร่า อาจเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าได้มากกว่าในระยะยาว
Ultraformer III มีหัวยิงกี่หัว
เครื่อง Ultraformer III มีหัวยิงให้เลือกใช้ทั้งหมด 4 หัวหลัก ได้แก่ ขนาด 1.5, 2.0, 3.0 และ 4.5 มิลลิเมตร ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อส่งพลังงานความร้อนลงสู่ชั้นผิวที่ระดับความลึกแตกต่างกัน
ตั้งแต่ผิวชั้นตื้นไปจนถึงชั้น SMAS เพื่อแก้ปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยแบบครบทุกชั้นผิว การเลือกใช้หัวยิงแต่ละขนาดจะมีรายละเอียดและความเหมาะสมกับปัญหาผิวที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้
-
หัวยิง 1.5 mm.
หัวยิงขนาด 1.5 จะใช้ส่งพลังงานลงสู่ผิวชั้นตื้น มีหน้าที่ช่วยลดริ้วรอยในระดับที่ไม่ลึกมาก รวมถึงลดความไม่เรียบเนียนของผิวลงด้วย เหมาะสำหรับการเก็บรายละเอียดบริเวณผิวที่บอบบาง เช่น รอบดวงตา หน้าผาก หรือบริเวณผิวหน้าส่วนที่ไม่ได้มีความหย่อนคล้อยมากนัก
-
หัวยิง 2.0 mm.
หัวยิงขนาด 2.0 จะใช้เจาะจงลงไปที่ชั้นผิวหนังแท้ เน้นการยกกระชับผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ช่วยรักษาริ้วรอยให้จางลง ทำให้ผิวมีความแน่นฟูขึ้น และช่วยคงความเรียบเนียนของผิวหน้าไว้ในระยะยาว
-
หัวยิง 3.0 mm.
หัวยิงขนาด 3.0 จะใช้ส่งพลังงานลงสู่ผิวชั้นลึก มีจุดเด่นคือช่วยสลายและลดไขมันส่วนเกินไปพร้อมกับการกระชับใบหน้า ลดความหย่อนคล้อย เหมาะสำหรับการปรับรูปหน้าบริเวณที่มีเนื้อเยอะหรือมีไขมันสะสม เช่น บริเวณพวงแก้ม กรอบหน้า และแนวกราม
-
หัวยิง 4.5 mm.
หัวยิงขนาด 4.5 จะใช้ส่งพลังงานลงลึกที่สุดไปจนถึงชั้นเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อหรือชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นโครงสร้างเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า ช่วยยกกระชับผิวที่มีความหย่อนคล้อยอย่างชัดเจน เช่น การลดเหนียง กระชับลำคอ และช่วยเก็บกรอบหน้าให้ดูคมชัดขึ้น
แม้ว่าหัวยิงของอัลตราฟอร์เมอร์จะถูกออกแบบมาให้ครอบคลุมการยกกระชับในหลายระดับ แต่ด้วยความหนาของชั้นผิวและชั้นไขมันของผู้รับบริการแต่ละรายที่แตกต่างกัน
การทำหัตถการจึงต้องอาศัยการประเมินและกะระยะความลึกโดยแพทย์เพียงอย่างเดียว การยิงพลังงานแบบไม่เห็นชั้นผิวจริงนี้ อาจทำให้คลื่นความร้อนคลาดเคลื่อนจากชั้นเป้าหมายได้ ดังนั้นในเรื่องของความแม่นยำ จึงอาจยังไม่สามารถเทียบชั้นได้กับเทคโนโลยีที่มีหน้าจอสแกนชั้นผิวอย่างอัลเทอร่า
Ultraformer III เหมาะกับใคร
Ultraformer III เหมาะกับผู้รับบริการทั้งชายและหญิงที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยในระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง ผู้ที่มีริ้วรอยตื้น ๆ หรือต้องการเก็บกรอบหน้าให้ชัดขึ้นโดยไม่อยากพึ่งพาการผ่าตัด สามารถจำแนกได้ดังต่อไปนี้
- ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ขาดความตึงกระชับในระดับเบื้องต้น ผิวดูไม่กระเด้งฟูเหมือนเดิม
- ผู้ที่มีริ้วรอยตื้น ๆ บนใบหน้า เช่น บริเวณหน้าผาก ริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตา หรือร่องแก้มที่ยังไม่ลึกมาก
- ผู้ที่กรอบหน้าเริ่มไม่คมชัด มีเนื้อแก้มหย่อนคล้อยลงมาตามแรงโน้มถ่วง
- ผู้ที่มีปัญหา หางตาตก หรือหางคิ้วตกเพียงเล็กน้อย และต้องการเปิดให้ดวงตาดูกว้างขึ้น
- ผู้ที่มีปัญหา เหนียง คางสองชั้น หรือผิวบริเวณใต้คางและลำคอเริ่มหย่อนคล้อย
- ผู้ที่กลัวการผ่าตัดศัลยกรรม กลัวความเจ็บปวดจากรอยเข็ม และต้องการหัตถการที่ทำเสร็จแล้วสามารถใช้ชีวิตประจำวันต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องพักฟื้น
Ultraformer III ไม่เหมาะกับใคร
Ultraformer III ไม่เหมาะกับผู้รับบริการที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยอย่างรุนแรง ผู้ที่มีชั้นไขมันบนใบหน้าหนามาก สตรีมีครรภ์ รวมถึงผู้ที่ต้องการผลลัพธ์การยกกระชับที่อยู่ได้ยาวนาน 1 ถึง 2 ปีจากการทำเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดทางกายภาพและเงื่อนไขทางสุขภาพบางประการ ที่ทำให้ผู้รับบริการกลุ่มนี้ไม่เหมาะกับการทำอัลตราฟอร์เมอร์ ได้แก่
- ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมากเป็นพิเศษ มีผิวหนังส่วนเกินเยอะ ซึ่งในกรณีนี้การผ่าตัดศัลยกรรม ดึงหน้า (Facelift) จะเป็นทางออกที่เห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนและคุ้มค่ากว่า
- ผู้ที่มีชั้นไขมันสะสมบนใบหน้าในปริมาณที่หนามาก ๆ เพราะคลื่นพลังงานอาจลงไปละลายได้แค่ชั้นไขมัน แต่ทะลุไปไม่ถึงชั้นเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ ทำให้ใบหน้าไม่ถูกดึงให้ยกกระชับขึ้นเท่าที่ควร
- ผู้ที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและคาดหวังผลลัพธ์ที่ยาวนานเป็นปี เพราะผลลัพธ์ของเครื่องนี้จะอยู่ได้ประมาณ 5 -6 เดือน หากไม่ต้องการกลับมาทำซ้ำบ่อย ๆ การเลือกเครื่องที่ให้ผลลัพธ์ยาวนานกว่าจะตอบโจทย์มากกว่า
- สตรีมีครรภ์ หรือผู้รับบริการที่กำลังอยู่ในช่วงให้นมบุตร
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น มีการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker) หรือมีอุปกรณ์โลหะฝังอยู่ในบริเวณที่ต้องการทำหัตถการ
- ผู้ที่มีบาดแผลเปิด มีสิวอักเสบขั้นรุนแรง หรือมีภาวะติดเชื้อทางผิวหนังบริเวณใบหน้า ซึ่งควรรักษาให้หายดีเสียก่อน
ทำ Ultraformer III บริเวณใดได้บ้าง
Ultraformer III สามารถทำได้ครอบคลุมทั้งบริเวณใบหน้าและลำตัวที่ต้องการความกระชับ ตั้งแต่รอบดวงตา กรอบหน้า ไปจนถึงต้นแขนและต้นขา สำหรับตำแหน่งที่นิยมทำและมักจะเห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลง ได้แก่
- บริเวณรอบดวงตาและใต้ตา ช่วยลดริ้วรอยและแก้ปัญหาหนังตาตก
- บริเวณใบหน้า เช่น พวงแก้ม กรอบหน้า และร่องแก้ม ช่วยดึงกระชับผิวที่หย่อนคล้อย
- บริเวณเหนียงและลำคอ ช่วยเก็บกรอบหน้าให้คมชัดและลดปัญหางคางสองชั้น
- บริเวณสัดส่วนของร่างกาย เช่น ต้นแขนและต้นขา ช่วยให้ผิวที่ย้วยหรือหย่อนคล้อยกลับมาตึงกระชับขึ้น
Ultraformer III ไม่ควรทำบริเวณใด
บริเวณที่ไม่ควรทำ Ultraformer III คือ จุดที่มีเส้นประสาทหลักพาดผ่าน บริเวณที่มีแผลเปิด มีการอักเสบของผิวหนัง หรือบริเวณที่เพิ่งผ่านการฉีดสารเติมเต็มมาใหม่ ๆ เพราะคลื่นความร้อนอาจทำให้เกิดอันตรายหรือทำลายผลลัพธ์ของหัตถการอื่นได้ ซึ่งในจุดนี้อัลเทอร่าจะได้เปรียบกว่าอย่างเห็นได้ชัด เพราะหน้าจอสแกนผิวแบบเรียลไทม์จะช่วยให้แพทย์มองเห็นและหลบเลี่ยงแนวกระดูก เส้นประสาท หรือเส้นเลือดใหญ่ได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ ยังควรหลีกเลี่ยงการยิงพลังงานความร้อนในตำแหน่งกึ่งกลางลำคอหรือบริเวณลูกกระเดือก เพราะเป็นตำแหน่งของต่อมไทรอยด์ บริเวณที่มี สิวอักเสบ รุนแรง บริเวณที่เพิ่ง ร้อยไหม หรือ ฉีดฟิลเลอร์ มาไม่ถึงหนึ่งเดือน เนื่องจากความร้อนจากเครื่องอาจทำให้ฟิลเลอร์สลายตัวหรือเส้นไหมละลายเร็วกว่ากำหนด รวมถึงบริเวณที่มีการใส่ซิลิโคน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับวัสดุใต้ผิวหนัง
ควรทำ Ultraformer III กี่ช็อต จึงจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน
จำนวนช็อตหรือไลน์ของการทำ Ultraformer III เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน จะเริ่มต้นที่ประมาณ 100 ถึง 1000 ไลน์ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ทำและระดับความหย่อนคล้อยของผู้รับบริการแต่ละราย จากการประเมินตามมาตรฐานทั่วไป การใช้จำนวนไลน์ในแต่ละตำแหน่งสามารถแบ่งได้ดังนี้
- บริเวณใต้ตาและร่องแก้ม จะใช้ประมาณ 300 ไลน์
- บริเวณแก้ม หรือ เหนียงเพียงอย่างเดียว จะใช้ประมาณ 100 ไลน์
- บริเวณแก้ม ร่วมกับ เหนียง จะใช้ประมาณ 300 ไลน์
- บริเวณทั่วใบหน้า หรือ ต้นแขน จะใช้ประมาณ 600 ไลน์
- บริเวณทั่วหน้าและลำคอ หรือ ต้นขา จะใช้ประมาณ 1000 ไลน์
อย่างไรก็ตาม การใช้จำนวนช็อตที่เยอะไม่ได้แปลว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป หากพลังงานเหล่านั้นถูกยิงลงไปไม่ถึงชั้นเป้าหมาย ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของการทำหัตถการแบบไม่มีหน้าจอสแกนชั้นผิว ทั้งนี้ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด ผู้รับบริการควรเข้ารับการประเมินโครงหน้ากับแพทย์เพื่อคำนวณจำนวนช็อตที่เหมาะสม
เปรียบเทียบ Ultraformer III กับ Ultraformer MPT ต่างกันอย่างไร?
Ultraformer III และ Ultraformer MPT ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนักในแง่ของผลลัพธ์การยกกระชับและระยะเวลาที่คงอยู่ ซึ่งทั้งคู่จะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือนเท่ากัน โดยจุดต่างหลักจะอยู่ที่รุ่น MPT มีการพัฒนาโหมดการปล่อยพลังงานรูปแบบใหม่เข้ามา ทำให้ทำหัตถการได้รวดเร็วขึ้นและเจ็บน้อยลง เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างของเครื่องอัลตราฟอร์เมอร์ทั้งสองรุ่นชัดเจนขึ้น สามารถสรุปเปรียบเทียบรายละเอียดได้ดังนี้
- รูปแบบการปล่อยพลังงาน เครื่องรุ่น III จะปล่อยพลังงานได้รูปแบบเดียวคือแบบจุดเรียงกันเป็นเส้นตรง ในขณะที่รุ่น MPT จะปล่อยได้ถึง 3 รูปแบบ คือแบบจุด แบบเส้นตรงยาว และแบบวงกลม
- จำนวนจุดพลังงานต่อช็อต เครื่องรุ่น III จะปล่อยพลังงานความร้อน 17 จุดต่อ 1 ช็อต ส่วนรุ่น MPT จะปล่อยพลังงานได้ละเอียดและหนาแน่นขึ้นถึง 417 จุดต่อ 1 ช็อต
- โหมดพิเศษเพื่อผิว เครื่องรุ่น III จะไม่มีโหมดนี้ แต่รุ่น MPT จะมีโหมดอัลตราบูสต์ที่ปล่อยพลังงานแบบวงกลมเข้ามาเสริม ช่วยในเรื่องของการปรับผิวให้กระจ่างใส กระชับรูขุมขน และทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น
- ระยะเวลาและความรู้สึกขณะทำ เครื่องรุ่น III จะใช้เวลาทำประมาณ 30 ถึง 50 นาที และอาจรู้สึกจี๊ดลึก ๆ เป็นบางจุด ส่วนรุ่น MPT จะใช้เวลาลดลงเหลือเพียง 15 ถึง 45 นาที และด้วยการปล่อยพลังงานที่สม่ำเสมอจึงทำให้รู้สึกเจ็บน้อยกว่า ทำได้สบายผิวมากกว่า
- ระดับความร้อนและผลลัพธ์ ทั้งสองรุ่นใช้พลังงานความร้อนในระดับเดียวกันคือ 60 ถึง 75 องศาเซลเซียส และให้ผลลัพธ์การยกกระชับใบหน้าที่อยู่ได้นานประมาณ 6 เดือนเท่ากัน
โดยสรุปแล้ว รุ่น III จะเหมาะกับผู้รับบริการที่ต้องการเน้นการยกกระชับชั้นลึกและเก็บกรอบหน้าเป็นหลัก ส่วนรุ่น MPT จะเหมาะกับผู้ที่ต้องการยกกระชับพร้อมกับฟื้นฟูผิวให้เรียบเนียน และต้องการหัตถการที่รวดเร็ว เจ็บน้อยลง
แต่ถึงแม้อัลตราฟอร์เมอร์รุ่นใหม่จะได้รับการพัฒนาเรื่องความสบายผิว ทว่าทั้งสองรุ่นก็ยังคงมีข้อจำกัดใหญ่ที่เหมือนกันคือ ไม่มีหน้าจอแสดงผลชั้นผิวแบบเรียลไทม์ ทำให้ความแม่นยำและระยะเวลาของผลลัพธ์ยังคงเป็นรองเครื่องอัลเทอร่าอยู่อย่างชัดเจน
เปรียบเทียบ Ultraformer III กับ เครื่องยกกระชับอื่น ต่างกันอย่างไร?
เครื่องยกกระชับแต่ละชนิดถูกออกแบบมาด้วยเทคโนโลยีและระดับความลึกในการแก้ปัญหาผิวที่แตกต่างกัน ด้านล่างนี้คือตาราง เปรียบเทียบ Ultraformer III กับ เครื่องยกกระชับอื่น ๆ เพื่อให้คุณเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น
เครื่องยกกระชับ | เทคโนโลยี | ระดับความลึก | จุดเด่น | เหมาะกับใคร |
Ultraformer III | คลื่นอัลตราซาวนด์แบบโฟกัส (HIFU) | ชั้น SMAS | ยกกระชับ เก็บกรอบหน้า | ผู้ที่ผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย |
Ultraformer MPT | คลื่นอัลตราซาวนด์แบบโฟกัส (MMFU) | ชั้น SMAS | โหมดปรับผิวเรียบเนียน เจ็บน้อย | ผู้ที่ทนเจ็บได้น้อย ต้องการยกกระชับ |
Ulthera | คลื่นอัลตราซาวนด์แบบโฟกัสเฉพาะจุด คมชัดสูง (MFU-V พร้อมหน้าจอ) | ชั้น SMAS | แม่นยำสูงสุด ยกกระชับเทียบเท่าดึงหน้า | ผู้ที่ผิวหย่อนคล้อยปานกลางถึงมาก |
Thermage FLX | คลื่นวิทยุความถี่สูง | ชั้นหนังแท้และไขมัน | สลายไขมัน กระชับผิวหลวมย้วยให้แน่น | ผู้ที่มีไขมันหน้าเยอะ ผิวไม่กระชับ |
Volnewmer | คลื่นวิทยุขั้วเดียว | ชั้นหนังแท้ | ฟื้นฟูคุณภาพผิว ผิวดูเด้งฟู | ผู้ที่เน้นงานผิว ทนเจ็บได้น้อย |
Oligio | คลื่นวิทยุ | ชั้นหนังแท้และไขมัน | ผิวแน่นกระชับ ลดริ้วรอย | ผู้ที่มีผิวบาง เริ่มมีความหย่อนคล้อย |
Morpheus8 | คลื่นวิทยุ ร่วมกับไมโครนีดเดิล | ชั้นหนังแท้และไขมัน | แก้ปัญหาริ้วรอยลึก รอยแผลเป็น หลุมสิว | ผู้ที่ผิวหย่อนคล้อยและมีปัญหาหลุมสิว |
Emface | คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นวิทยุ | ชั้นกล้ามเนื้อและผิวหนัง | ฟื้นฟูความแข็งแรงระดับกล้ามเนื้อใบหน้า | ผู้ที่ต้องการชะลอผิวหย่อนคล้อยในอนาคต |
สรุปการเลือกใช้เครื่องให้เหมาะสมกับปัญหาผิว
หากผู้รับบริการมีเพียงริ้วรอยบาง ๆ ผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย และอยากเริ่มต้นดูแลผิวแบบค่อยเป็นค่อยไป การใช้ Ultraformer III หรือ รุ่น MPT ถือเป็นทางเลือกเริ่มต้นที่เหมาะสม
แต่หากต้องการผลลัพธ์ที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รัตตินันท์ คลินิก ขอแนะนำให้พิจารณาเครื่องมือดังต่อไปนี้
- หากต้องการยกกระชับระดับลึกด้วยความแม่นยำ คุ้มค่า Ulthera คือคำตอบที่เหมาะสมที่สุด
- หากต้องการเน้นลดไขมันและกระชับผิวที่หลวมย้วยให้แน่นเฟิร์ม Thermage คือเครื่องที่ตอบโจทย์ที่สุด
- หากมีปัญหาริ้วรอยร่องลึก ผิวไม่เรียบเนียน หรือมีหลุมสิว Morpheus8 คือทางเลือกที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน
- หากต้องการกระชับโครงสร้างไปถึงระดับกล้ามเนื้อใบหน้า Emface คือเทคโนโลยีที่ควรพิจารณา
เนื่องจากโครงหน้า ปัญหาผิว และความหนาของชั้นไขมันของผู้รับบริการแต่ละท่านมีความแตกต่างกัน การประเมินปัญหาแบบรายบุคคลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะในเคสที่เคยมีการฉีดสารเติมเต็มมาก่อน หรือมีสภาพผิวที่บอบบางเป็นพิเศษ การเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษา จะช่วยให้ได้รับผลลัพธ์ที่ตรงใจ ปลอดภัย และคุ้มค่าที่สุด
เตรียมตัวก่อนทำ Ultraformer III อย่างไร?
การเตรียมตัวก่อนทำ Ultraformer III นั้นทำได้ง่ายและไม่มีขั้นตอนที่ซับซ้อนเลย ผู้รับบริการสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยหัวใจสำคัญของการเตรียมตัวคือการดูแลสุขภาพพื้นฐานให้แข็งแรงและงดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองผิว เพื่อเตรียมความพร้อมให้ร่างกายสามารถตอบสนองต่อพลังงานความร้อนและสร้างเส้นใยคอลลาเจนใหม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุดหลังทำหัตถการ
ข้อแนะนำเพิ่มเติมที่จะช่วยให้การยกกระชับด้วยคลื่นเสียงอัลตราซาวนด์เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น มีดังนี้
- ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ เพื่อกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลดีอย่างมากต่อกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ผิวหนังในระยะยาว
- ควรงดการสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนทำหัตถการ เนื่องจากสารเหล่านี้จะเข้าไปขัดขวางกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ผิวและทำให้การฟื้นฟูความตึงกระชับเกิดขึ้นได้ช้าลง
- ควรงดเว้นการทาครีมบำรุงหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดผลัดเซลล์ผิว เช่น AHA BHA หรือกลุ่มเรตินอล ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนทำ เพื่อลดความเสี่ยงที่ผิวจะบางลง ไวต่อพลังงานความร้อน และอาจเกิดการระคายเคืองระหว่างทำหัตถการได้
ขั้นตอนการทำ Ultraformer III
ขั้นตอนการทำ Ultraformer III จะใช้เวลาเบ็ดเสร็จประมาณ 30 ถึง 50 นาที โดยเป็นกระบวนการที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว และมีการใช้ยาชาเพื่อบรรเทาความรู้สึก โดยขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการประเมินโครงหน้าด้วยประสบการณ์ของแพทย์ เพื่อกำหนดทิศทางและจำนวนไลน์ให้แม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับขั้นตอนมาตรฐานเมื่อผู้รับบริการเข้ามาที่คลินิก จะมีลำดับการดูแลดังต่อไปนี้
- แพทย์จะทำการตรวจประเมินสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย และรับฟังความกังวลของผู้รับบริการ เพื่อออกแบบทิศทางการยิงและกำหนดจำนวนไลน์ที่เหมาะสมกับโครงหน้าของแต่ละบุคคลอย่างรอบคอบ
- เจ้าหน้าที่จะทำการทำความสะอาดผิวหน้าอย่างหมดจด หากมีการแต่งหน้ามาก็จะช่วยเช็ดเครื่องสำอางออกให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการรับพลังงาน
- จะมีการทายาชาทิ้งไว้บริเวณที่ต้องการทำหัตถการประมาณ 30 นาที เพื่อช่วยลดความรู้สึกเจ็บและทำให้ผู้รับบริการรู้สึกสบายผิวมากที่สุดขณะทำ
- แพทย์จะเริ่มทำการปล่อยคลื่นพลังงานอัลตราซาวนด์ลงสู่ชั้นผิว ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจทำให้ผิวมีอาการแดงเรื่อ ๆ ตึงเมื่อย หรือบวมเล็กน้อยจากความร้อนสะสมใต้ผิวหนัง ซึ่งถือเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายและจะค่อย ๆ ยุบหายไปเองภายในเวลา 1 ถึง 2 ชั่วโมง
ระหว่างการทำ Ultraformer III ผู้รับบริการจะมีความรู้สึกอุ่น ๆ และจี๊ด ๆ ลึกลงไปใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นระดับความเจ็บที่ทนได้และเป็นสัญญาณที่ดีว่าพลังงานความร้อนได้ส่งลงลึกไปถึงชั้นเนื้อเยื่อเรียบร้อยแล้ว
วิธีดูแลตัวเองหลังทำ Ultraformer III
หลังทำหัตถการเสร็จ ผู้รับบริการสามารถแต่งหน้าและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น เพียงแค่เน้นการเติมความชุ่มชื้นและปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ สำหรับวิธีดูแลตัวเองหลังทำแบบละเอียดเพื่อให้เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่ มีข้อควรปฏิบัติดังนี้
- สามารถใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าและแต่งหน้าได้ตามปกติทันที แต่ควรเน้นทาครีมบำรุงหรือมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวมากกว่าปกติ
- ควรทาครีมกันแดดที่มีค่าปกป้องสูงเป็นประจำทุกวัน เพื่อปกป้องผิวที่กำลังอยู่ในช่วงซ่อมแซมตัวเองจากการถูกทำร้ายโดยรังสียูวี
- หลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจัด การอบซาวน่า หรือการสัมผัสความร้อนโดยตรงในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์แรก เพื่อเอื้อให้กระบวนการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังทำงานได้อย่างสมบูรณ์
- ควรงดการนวดหน้า ถูหน้าแรง ๆ เลเซอร์หน้าใส หรือการทำทรีตเมนต์ผลัดเซลล์ผิวในช่วงสัปดาห์แรก เพื่อลดการรบกวนผิวชั้นนอกที่เพิ่งผ่านการทำหัตถการมา
ผลลัพธ์หลังทำ Ultraformer III
ผลลัพธ์หลังทำ Ultraformer III เสร็จทันที ผู้รับบริการจะสามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเบื้องต้นได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ โดยจะรู้สึกว่าผิวหน้าดูยกกระชับขึ้นเล็กน้อย จากนั้นร่างกายจะค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนใหม่และเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดในช่วง 2 ถึง 3 เดือนหลังทำ ซึ่งผลลัพธ์นี้จะคงอยู่ได้นานประมาณ 5 ถึง 6 เดือน
กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลมาจากการที่คลื่นความร้อนลงไปทำให้เนื้อเยื่อพังผืดในชั้น SMAS เกิดการหดตัวรัดกระชับขึ้นทันทีในระยะแรก หลังจากนั้นไฟโบรบลาสต์ใต้ผิวหนังจะถูกกระตุ้นให้ผลิตเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินเส้นใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาพผิวที่เคยหย่อนคล้อยกลับมามีความตึงกระชับ ริ้วรอยตื้น ๆ ดูจางลง และโครงสร้างผิวมีความแข็งแรงยืดหยุ่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ระดับของการเห็นผลลัพธ์จะมีความแตกต่างกันออกไปในผู้รับบริการแต่ละราย ขึ้นอยู่กับสภาพผิวเดิม อายุ และความสม่ำเสมอในการดูแลตัวเองหลังทำหัตถการ
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังทำ Ultraformer III
ผลข้างเคียงหลังทำ Ultraformer III ส่วนใหญ่เป็นเพียงปฏิกิริยาชั่วคราวของร่างกายที่ตอบสนองต่อความร้อนสะสมใต้ผิวหนัง ซึ่งไม่มีความอันตราย ไม่มีรอยแผล และสามารถยุบหายไปได้เองภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงหนึ่งสัปดาห์ สำหรับอาการข้างเคียงทั่วไปที่อาจพบได้หลังการปล่อยคลื่นพลังงานความร้อนเข้าสู่ผิวหนัง มีดังนี้
- อาการผิวแดง อุ่น หรือบวมตึงเล็กน้อยบริเวณที่ทำหัตถการ ซึ่งเกิดจากความร้อนที่ส่งลงไปใต้ผิว โดยอาการเหล่านี้มักจะทุเลาและหายไปเองภายในไม่กี่ชั่วโมง หรืออย่างช้าที่สุดภายใน 1 ถึง 2 วัน
- อาการตึง หรือรู้สึกเมื่อยล้าลึก ๆ ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นผลมาจากการหดตัวของเนื้อเยื่อชั้นเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ อาการนี้อาจทำให้รู้สึกรั้ง ๆ เวลาขยับใบหน้า โดยจะสามารถรู้สึกได้ประมาณ 2 ถึง 7 วันแรกหลังทำ
- ความรู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ หรือหน่วงเป็นบางจุดที่ทำหัตถการ ซึ่งระดับความรู้สึกจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นไขมันและความไวต่อความรู้สึกของผู้รับบริการแต่ละบุคคล
- รอยช้ำเล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ค่อนข้างน้อยมาก และมักจะค่อย ๆ จางหายไปได้เองภายในเวลาไม่กี่วัน
โดยรวมแล้วถือเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยมากเมื่อดูแลโดยแพทย์ แต่หากผู้รับบริการมีอาการปวดบวมรุนแรง หรือมีความผิดปกติต่อเนื่องยาวนานกว่าปกติ ควรรีบติดต่อคลินิกเพื่อให้แพทย์ประเมินอาการเพิ่มเติมทันที
ข้อดี-ข้อเสีย ของการทำ Ultraformer III
ข้อดีหลักของการทำ Ultraformer III คือเป็นหัตถการยกกระชับผิวลงลึกถึงชั้น SMAS ที่มีความปลอดภัยมาก ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และช่วยกระตุ้นคอลลาเจนได้เป็นอย่างดี
แต่ก็มีข้อเสียที่สำคัญคือผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นานเพียง 5 ถึง 6 เดือน และมีข้อจำกัดเรื่องความแม่นยำเพราะตัวเครื่องไม่มีหน้าจอแสดงผลชั้นผิวให้แพทย์ประเมิน เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น สามารถสรุปข้อดีและข้อเสียได้ดังนี้
-
ข้อดี ของการทำ Ultraformer III
- สามารถยกกระชับผิวได้ลึกถึงชั้นเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการดึงหน้า โดยไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัดศัลยกรรม
- มีความปลอดภัยมาก พลังงานไม่ทำลายผิวชั้นนอก และสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบริเวณที่บอบบางอย่างใต้ตาและรอบดวงตาได้
- ตัวเครื่องมีหัวยิงให้เลือกหลายขนาด ทำให้ครอบคลุมการแก้ปัญหาได้ในหลายระดับความลึกของชั้นผิว
- หลังทำเสร็จไม่มีรอยแผล ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น ผู้รับบริการสามารถแต่งหน้าและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
- สามารถสังเกตเห็นผลลัพธ์การยกกระชับเบื้องต้นได้ทันที และจะค่อย ๆ เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นในระยะเวลา 2 ถึง 3 เดือน
- ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในระยะยาว ทำให้ผิวมีความแน่นฟูและยืดหยุ่นขึ้น
-
ข้อเสีย ของการทำ Ultraformer III
- ผลลัพธ์ของการดึงหน้าไม่มีความถาวรและอยู่ได้ค่อนข้างสั้นเพียง 5 ถึง 6 เดือน ทำให้ผู้รับบริการต้องกลับมาทำหัตถการซ้ำบ่อยครั้งเพื่อคงผลลัพธ์ไว้
- เครื่องไม่มีหน้าจอแสดงผลชั้นผิวแบบเรียลไทม์ ทำให้แพทย์ต้องยิงพลังงานแบบกะระยะ ซึ่งมีความแม่นยำน้อยกว่าอัลเทอร่า
- อาจมีความรู้สึกเจ็บ หน่วง หรือจี๊ดบริเวณที่ยิงพลังงานเป็นบางจุด ขึ้นอยู่กับความไวต่อความรู้สึกของผิวแต่ละคน
- ไม่ตอบโจทย์ผู้รับบริการที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก หรือมีชั้นไขมันบนใบหน้าหนาเป็นพิเศษ ซึ่งกรณีนี้อาจต้องพิจารณาหัตถการอื่นที่เหมาะสมกว่าแทน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Ultraformer III
ทำ Ultraformer III จะมีความรู้สึกเจ็บหน่วงและจี๊ดลึก ๆ ใต้ชั้นผิวหนังบ้างในระหว่างที่เครื่องปล่อยพลังงาน แต่เป็นระดับที่สามารถทนได้สบายและจะมีการแปะยาชาก่อนทำหัตถการเสมอ ความรู้สึกอุ่นและรั้งใต้ผิวนี้เป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกว่า พลังงานคลื่นเสียงได้ถูกส่งลงลึกไปถึงชั้นเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อหรือชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนอย่างแท้จริง หากทำแล้วไม่รู้สึกอะไรเลยอาจแปลว่าพลังงานส่งไปไม่ถึงชั้นเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม ระดับความเจ็บจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นไขมันและความไวต่อความรู้สึกของผู้รับบริการแต่ละบุคคล
Ultraformer III สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป โดยหลักการทางการแพทย์แนะนำว่ายิ่งเริ่มดูแลผิวตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะเกิดความหย่อนคล้อย จะยิ่งช่วยสต๊าฟความตึงกระชับและคงความอ่อนเยาว์ได้ดีกว่าการรอให้ผิวเหี่ยวย่นแล้วค่อยมาแก้ไข
- ช่วงอายุ 25 ถึง 30 ปี จะเหมาะกับการทำเพื่อป้องกันและชะลอริ้วรอยในอนาคต
- ช่วงอายุ 30 ถึง 40 ปี จะเหมาะกับผู้ที่เริ่มมีกรอบหน้าไม่ชัดหรือมีริ้วรอยระยะแรก
- ส่วนช่วงอายุ 40 ถึง 50 ปีขึ้นไป จะเหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยระดับต้นถึงกลาง
ซึ่งในกลุ่มที่อายุมากขึ้นนี้ หากต้องการดึงหน้าให้ตึงกระชับอย่างเห็นผลชัดเจนและอยู่ได้นาน รัตตินันท์ คลินิก มักจะแนะนำให้ขยับไปใช้เครื่องอัลเทอร่าที่ให้พลังงานแม่นยำกว่าแทน เพื่อผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากับสภาพผิวในช่วงวัยนี้มากกว่า
ผลลัพธ์ของการทำ Ultraformer III จะคงอยู่ได้นานประมาณ 5 ถึง 6 เดือน หลังจากการสร้างคอลลาเจนเข้าที่อย่างสมบูรณ์ในช่วงเดือนที่ 2 ถึง 3 ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับเครื่องยกกระชับยอดนิยมตัวอื่น ๆ ผู้รับบริการจะต้องวางแผนกลับมาทำหัตถการซ้ำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งเพื่อคงสภาพความตึงกระชับของใบหน้าเอาไว้
นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่ผู้รับบริการส่วนใหญ่ของคลินิกมักจะตัดสินใจเลือกทำอัลเทอร่าแทน เพราะเจ็บตัวเพียงครั้งเดียวแต่ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและสามารถประคองความหน้าเด็กอยู่ได้ยาวนานถึง 1 ถึง 2 ปี ซึ่งตอบโจทย์ความคุ้มค่าทั้งในเรื่องของเวลาและค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
แม้เครื่องนี้จะให้ผลลัพธ์ที่ดี มีประสิทธิภาพสมราคา แต่ปฏิเสธความเป็นจริงไม่ได้ว่ายังมีเครื่องยกกระชับหลายเทคโนโลยีที่สามารถใช้ทดแทนและให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่า Ultraformer III ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเครื่องอัลเทอร่า เทอร์มาจ และมอร์เฟียส ซึ่งเป็นกลุ่มเครื่องมือที่แพทย์แนะนำสำหรับการแก้ปัญหาผิวอย่างเจาะจงและแม่นยำ
- หากผู้รับบริการต้องการดึงหน้าและเก็บกรอบหน้าถึงชั้น SMAS อัลเทอร่าคือตัวตายตัวแทนที่เหมาะสมที่สุดเพราะมีหน้าจอแสดงชั้นผิวแบบเรียลไทม์
- หากมีไขมันสะสมบนใบหน้าเยอะและต้องการรัดผิวที่หลวมย้วยให้แน่นเฟิร์ม การเลือกทำเทอร์มาจจะตอบโจทย์ได้ตรงจุดที่สุด
- และหากมีปัญหาความหย่อนคล้อยร่วมกับริ้วรอยร่องลึกหรือหลุมสิว Morpheus8 จะเป็นเครื่องมือที่เข้ามาทดแทนและช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างสมบูรณ์
สรุป Ultraformer III คืออะไร? ทำที่ไหนดี? เหมาะกับใครบ้าง?
โดยสรุปแล้ว Ultraformer III คือเทคโนโลยียกกระชับผิวด้วยคลื่นเสียงอัลตราซาวนด์ ที่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอยในระดับเริ่มต้น แต่อาจไม่ตอบโจทย์ผู้รับบริการที่คาดหวังผลลัพธ์ที่ยาวนานและต้องการความแม่นยำสูงสุด แม้ว่าตัวเครื่องจะสามารถส่งพลังงานลงลึกได้ถึงชั้นเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อหรือชั้น SMAS เพื่อดึงหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่จุดอ่อนสำคัญคือการไม่มีหน้าจอแสดงชั้นผิว ทำให้การยิงพลังงานต้องอาศัยการกะระยะด้วยสายตาและประสบการณ์ ซึ่งอาจส่งผลให้พลังงานลงไปไม่ถึงจุดเป้าหมายในบางบริเวณ และทำให้ผลลัพธ์การยกกระชับอยู่ได้เพียง 5 ถึง 6 เดือนเท่านั้น
สำหรับการเลือกคลินิกเพื่อทำหัตถการยกกระชับ ควรพิจารณาสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์ผู้ชำนาญการที่สามารถประเมินโครงสร้างใบหน้าได้อย่างละเอียด และที่สำคัญคือต้องให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เน้นการขายคอร์สที่เกินความจำเป็น
หากคุณยังไม่แน่ใจว่าสภาพผิวของตนเองเหมาะกับเครื่องมือยกกระชับชนิดใด หรือต้องการทราบรายละเอียดการประเมินใบหน้าแบบเจาะลึก สามารถส่งรูปภาพเข้ามาเพื่อประเมินปัญหาเบื้องต้น หรือนัดหมายเข้ามาปรึกษาแพทย์ที่ รัตตินันท์ คลินิก ได้เลย เราพร้อมดูแลและออกแบบแผนการรักษาที่ตอบโจทย์ความอ่อนเยาว์ของคุณอย่างจริงใจและตรงจุดที่สุด


ในฐานะนักเขียนสายสุขภาพ ฉันมุ่งพัฒนาเนื้อหาที่ถูกต้อง อิงหลักการแพทย์ และเข้าใจง่ายสำหรับผู้อ่านทุกกลุ่ม โดย อ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้มาตรฐานสากล และแหล่งข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อให้บทความที่เผยแพร่มีความถูกต้อง เป็นกลาง และเป็นข้อมูลที่ผู้อ่านไว้วางใจได้อย่างแท้จริง