- ค่าความดันตั้งแต่ 140/90 mmHg ขึ้นไป เข้าข่ายโรคความดันโลหิตสูงและควรเริ่มดูแลอย่างจริงจัง
- โรคความดันโลหิตสูงมักไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก แต่สามารถเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง และไตวายได้
- ความอ้วน โดยเฉพาะไขมันช่องท้อง (Visceral Fat) เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความดันสูงและเสี่ยงโรคเมตาบอลิก
- การลดเค็ม ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ช่วยควบคุมความดันได้อย่างยั่งยืน
ความดันสูงเท่าไหร่ถึงอันตราย? ทำความเข้าใจเกณฑ์ตัวเลขบนเครื่องวัด
| ค่าความดัน (mmHg) | ความเสี่ยง |
| น้อยกว่า 120/80 | ความดันปกติ |
| 120-139 / 80-89 | ความดันเริ่มสูง (Prehypertension) |
| 140-159 / 90-99 | โรคความดันโลหิตสูง ระยะที่ 1 |
| มากกว่าหรือเท่ากับ 160/100 | โรคความดันโลหิตสูง ระยะที่ 2 |
สัญญาณเตือน! อาการความดันสูงที่ร่างกายกำลังบอกคุณ
- ปวดศีรษะตุบ ๆ บริเวณท้ายทอย โดยเฉพาะช่วงเช้าหลังตื่นนอน
- มึนงง เวียนศีรษะ หรือรู้สึกทรงตัวไม่ค่อยอยู่
- ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน หรือมองเห็นไม่ชัดชั่วคราว
- ใจสั่น เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
- เลือดกำเดาไหลบ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ
โรคความดันโลหิตสูง สาเหตุเกิดจากอะไร? ทำไมคุณถึงเป็น
โรคความดันโลหิตสูงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ซึ่งแต่ละแบบมีที่มาและแนวทางดูแลต่างกัน1. ความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด
ความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด (Primary Hypertension) เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุด คิดเป็นประมาณ 90-95% ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยมักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งกรรมพันธุ์ อายุที่มากขึ้น และพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น กินอาหารเค็ม พักผ่อนน้อย ไม่ออกกำลังกาย หรือมีความเครียดสะสมเป็นเวลานาน2. ความดันโลหิตสูงที่มีสาเหตุจากโรคอื่น
ความดันโลหิตสูงที่มีสาเหตุจากโรคอื่น (Secondary Hypertension)เกิดจากโรคหรือความผิดปกติบางอย่าง เช่น โรคไต โรคหลอดเลือด ความผิดปกติของต่อมหมวกไต หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด ซึ่งมักทำให้ค่าความดันสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหรือควบคุมได้ยากกว่าปกติ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่- ความอ้วนและไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง
- การกินอาหารรสเค็มหรือโซเดียมสูง
- ความเครียดเรื้อรัง
- การขาดการออกกำลังกาย
- การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
อันตรายของโรคความดันโลหิตสูง หากปล่อยไว้ไม่รักษา
อันตรายจากการปล่อยให้ตัวเองมีความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานานโดยไม่รักษา หลอดเลือดทั่วร่างกายจะค่อย ๆ ถูกทำลาย ส่งผลต่ออวัยวะสำคัญหลายระบบ เช่น- สมอง เพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก (Stroke) ซึ่งอาจทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือสูญเสียความสามารถในการสื่อสารและการเคลื่อนไหว
- หัวใจ หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้นจนเสี่ยงต่อภาวะหัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย หรือหัวใจล้มเหลวในระยะยาว
- ไต ความดันสูงสามารถทำลายหลอดเลือดที่ไต ส่งผลให้ประสิทธิภาพการกรองของเสียลดลง และอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง
- ดวงตา เส้นเลือดบริเวณจอประสาทตาอาจเสื่อมลง ทำให้การมองเห็นลดลง ตาพร่ามัว หรือเสี่ยงสูญเสียการมองเห็นถาวร
5 วิธีคุมความดันสูง ให้กลับมาปกติแบบยั่งยืน
โรคความดันโลหิตสูงสามารถควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องอาหาร น้ำหนักตัว และกิจวัตรประจำวัน ซึ่งล้วนส่งผลต่อการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดโดยตรง ใครที่อยากเริ่มต้นดูแลตัวเองให้ค่าความดันปกติ ลองเริ่มได้จาก 5 วิธีต่อไปนี้1. ลดโซเดียมและอาหารรสเค็มจัด
ควรลดอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป ของหมักดอง และเครื่องปรุงรสจัด เพราะโซเดียมทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำ ส่งผลให้แรงดันในหลอดเลือดสูงขึ้นโดยตรง2. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
โฟกัสที่การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมโดยเฉพาะการลดไขมันหน้าท้อง เพราะภาวะอ้วนลงพุงมีความสัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูงอย่างชัดเจน การลดน้ำหนักเพียงเล็กน้อยก็สามารถช่วยลดค่าความดันได้อย่างเห็นผล3. เลือกกินอาหารแบบ DASH Diet
เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช โปรตีนไขมันต่ำ และลดอาหารทอด น้ำตาล รวมถึงไขมันอิ่มตัว ซึ่งเป็นแนวทางโภชนาการที่ช่วยควบคุมความดันและดูแลหัวใจในระยะยาว4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ควรออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออย่างน้อยวันละ 30 นาที เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือวิ่งเบา ๆ เพื่อช่วยให้หัวใจและหลอดเลือดแข็งแรงขึ้น5. เลิกบุหรี่และลดแอลกอฮอล์
สารในบุหรี่และแอลกอฮอล์ส่งผลต่อความยืดหยุ่นของหลอดเลือดโดยตรง ยิ่งสะสมเป็นเวลานาน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและภาวะแทรกซ้อนจากความดันสูงได้ง่ายขึ้นโรคความดันโลหิตสูง ป้องกันและควบคุมได้หากรู้เท่าทัน
- วิเคราะห์ไขมันช่องท้อง (Visceral Fat) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของความดันสูงและโรคเมตาบอลิก
- ประเมินความเสี่ยงสุขภาพได้ละเอียดกว่าการชั่งน้ำหนักทั่วไป
- ใช้เวลาไม่นาน ปลอดภัย และช่วยวางแผนดูแลสุขภาพได้แม่นยำมากขึ้น


นักเขียนบทความสุขภาพ รัตตินันท์ คลินิก ทำหน้าที่ ค้นคว้าและตรวจสอบงานวิจัยล่าสุด ทั้งเรื่องผิวหนัง สารออกฤทธิ์ เลเซอร์ และศัลยกรรมความงาม เพื่อนำความรู้ที่ซับซ้อนเหล่านั้นมา แปลให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ถูกต้อง และเชื่อถือได้ เป้าหมายหลักคือการทำให้ข้อมูลทุกชิ้นที่คลินิกสื่อสารออกไปนั้น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ (Evidence-based) เพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถ ตัดสินใจเลือกการดูแลผิวหรือหัตถการได้อย่างมั่นใจและเหมาะสม โดยไม่ถูกชี้นำเกินจริง และเข้าใจถึงกลไกที่แท้จริงเบื้องหลังผลลัพธ์นั้น ๆ