เจาะลึกปัญหาผิวหน้าคนไทย สาเหตุมาจากอะไร และ ดูแลอย่างไรให้ถูกวิธี

ตรวจสอบโดย ทีมแพทย์รัตตินันท์ คลินิก แล้ว ปัญหาผิวหน้าในคนไทยไม่ได้มีแค่เรื่องสิวหรือผิวมัน แต่ครอบคลุมตั้งแต่ฝ้า กระ รูขุมขนกว้าง ไปจนถึงผิวที่ค่อย ๆ หย่อนคล้อยลงทุกวันแม้ไม่ทันสังเกต เชื่อว่าคนรักผิวทุกคนต้องพยายามแก้ด้วยตัวเองแต่กลับพบว่าผิวยิ่งแย่ลงกว่าเดิม นั่นไม่ใช่เพราะดูแลตัวเองไม่ดีพอ แต่เพราะยังไม่รู้ว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร หากมองตามความเป็นจริง สภาพอากาศบ้านเราร้อนชื้นตลอดทั้งปี ไหนจะมลภาวะ PM 2.5 และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อผิวหน้าอยู่ตลอดเวลาอย่างปฏิเสธไม่ได้ บทความนี้จึงรวบรวมปัญหาผิวหน้าที่พบบ่อยที่สุดในคนไทย พร้อมอธิบายว่าแต่ละปัญหาเกิดจากอะไร และควรดูแลอย่างไรให้ตรงจุดตั้งแต่ต้น

ทำไมคนไทยถึงเจอกับ “ปัญหาผิวหน้า” มากกว่าที่คิด?

ถ้าดูแลผิวสม่ำเสมออยู่แล้วแต่ปัญหายังไม่หาย สาเหตุหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ทำร้ายผิวอยู่ตลอดเวลา ได้แก่
  1. อากาศร้อนชื้นตลอดปี ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงและอากาศชื้นมาก โดยมีความชื้นในอากาศเฉลี่ย 70-80% ตลอดปี ทำให้รู้สึกเหนียวตัวเพราะเหงื่อระเหยได้ยากแม้ไม่ได้ออกกำลังกาย สภาพอากาศเช่นนี้เป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาผิวหลายประการ เริ่มจากความร้อนที่ไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ เมื่อรวมกับเหงื่อบนใบหน้าจึงกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของแบคทีเรียก่อสิว
พร้อมกันนี้ความร้อนยังเร่งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ส่งผลให้ฝ้าและกระเข้มขึ้นได้ง่าย อีกทั้งผิวยังต้องเผชิญกับรังสี UV ที่อยู่ในระดับสูงตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะรังสี UVA ที่สามารถทะลุผ่านเมฆและกระจกเข้ามาทำลายคอลลาเจนสะสมได้ในทุก ๆ วัน แม้จะนั่งอยู่ในอาคารหรือขับรถก็ตาม
  1. PM 2.5 และมลภาวะในเมือง ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมลภาวะในเมืองใหญ่ไม่ได้ทำให้ผิวหมองคล้ำเพียงอย่างเดียว แต่อนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้ยังสามารถซึมเข้าสู่รูขุมขนและชั้นผิวได้โดยตรง ซึ่งไปกระตุ้นให้ผิวเกิดการอักเสบเรื้อรังและเร่งการทำลายคอลลาเจนผ่านกระบวนการสร้างอนุมูลอิสระ (Oxidative Stress) ผลที่ตามมาอย่างเป็นเหตุเป็นผลคือผิวจะเสื่อมสภาพก่อนวัย รูขุมขนกว้างขึ้น และทำให้ผิวบอบบางแพ้ง่ายขึ้นในระยะยาว
  1. พฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็น การนอนดึก ที่ขัดขวางกระบวนการซ่อมแซมผิวในช่วงหลับลึก ความเครียดเรื้อรัง ที่กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเพิ่มการผลิตน้ำมันและทำให้ผิวอักเสบง่ายขึ้น การละเลยการทาครีมกันแดด ให้เพียงพอจนสะสมความเสียหายจากรังสี UV ไปจนถึง การเลือกใช้สกินแคร์ ตามรีวิวโดยไม่รู้จักสภาพผิวของตนเอง ซึ่งมักทำให้ผิวแย่ลงกว่าเดิม
ปัจจัยทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเหตุผลว่าทำไมคนไทยถึงเผชิญปัญหาผิวหลายรูปแบบพร้อมกัน อีกอย่าง สกินแคร์ที่ดีสำหรับคนอื่นอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับผิวของทุกคน ดังนั้นการดูแลผิวให้เห็นผลจริงจึงต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจปัญหาหลักและสภาพผิวที่แท้จริงของตัวเองก่อน

รวม 15 ปัญหาผิวหน้า มีอะไรบ้าง? ที่พบบ่อยที่สุด

ปัญหาผิวหน้าแต่ละประเภทมีสาเหตุและวิธีดูแลที่ต่างกัน การรู้ว่าตัวเองกำลังเจอกับปัญหาอะไรอยู่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดก่อนจะเลือกวิธีแก้ไขปัญหาผิว แบ่งออกเป็น 15 ประเภท ใน 5 กลุ่มดังนี้

ปัญหาสิว ตัวการสำคัญของรอยสิวลึกบนหน้า

  1. สิวอุดตัน แบ่งออกเป็นสองชนิดหลักคือ หัวดำ (Open Comedones) ที่เห็นเป็นจุดดำเล็ก ๆ บริเวณจมูกและคาง และหัวขาว (Closed Comedones) ที่นูนขึ้นมาใต้ผิวโดยไม่มีสีแดง ทั้งสองเกิดจากซีบัม (น้ำมันใต้ผิว) และเซลล์ผิวที่ตายแล้วอุดตันในรูขุมขน สิวชนิดนี้ไม่เจ็บและมักถูกมองข้าม แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแลก็อาจพัฒนาเป็นสิวอักเสบได้
  2. สิวอักเสบ คือ สิวที่มีแบคทีเรีย C. acnes ซึ่งอาศัยอยู่บนผิวหนังตามธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้นเหตุของรูขุมขนอักเสบ ที่กลายเป็น สิวหัวหนองขนาดเล็กไปจนถึง สิวหัวช้าง ที่อยู่ลึกใต้ผิวและเจ็บเมื่อสัมผัส หากสิวอักเสบรุนแรงขึ้น และดูแลไม่ถูกวิธี มีความเสี่ยงสูงที่จะทิ้งรอยแผลเป็นหรือรอยดำไว้หลังหาย
  3. สิวผด สิวผดหรือผื่นร้อนพบบ่อยมากในไทย เพราะเกิดจากความร้อนและเหงื่อที่สะสมบนผิวจนอุดตันรูขุมขน มักขึ้นเป็นตุ่มเล็ก ๆ กระจายทั่วบริเวณหน้าผากหรือแก้ม บางคนเข้าใจผิดว่าเป็นสิวอุดตันจึงใช้ผลิตภัณฑ์แก้สิวที่แรงเกินไปจนยิ่งระคายเคืองผิว

ปัญหาเม็ดสี สาเหตุสีผิวไม่สม่ำเสมอ

1. ฝ้า (Melasma) เป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่พบมากที่สุดในคนไทยวัย 30 ปีขึ้นไป เกิดจากการที่เซลล์สร้างเม็ดสีเมลานินทำงานมากผิดปกติ โดยมีตัวกระตุ้นหลักคือแสงแดด UV และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น การตั้งครรภ์หรือการรับประทานยาคุมกำเนิด ฝ้ามักปรากฏเป็นบริเวณกว้างบนแก้มและหน้าผาก มีทั้งฝ้าตื้นที่รักษาได้ง่ายกว่า และฝ้าลึกที่ต้องอาศัยการรักษาต่อเนื่อง
2. กระ (Freckles / Lentigines) กระ ต่างจากฝ้าตรงที่ปรากฏเป็นจุดเล็ก ๆ กระจายตัวชัดเจน ส่วนใหญ่เกิดจากการสะสมของแสงแดดในระยะยาว มักพบบริเวณที่โดนแดดบ่อย เช่น จมูก แก้ม และบริเวณรอบดวงตา คนไทยที่ออกแดดสม่ำเสมอโดยไม่ป้องกันมักเริ่มเห็นกระได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
3. หน้าหมอง และ ผิวหมองคล้ำ ผิวหมองคล้ำ ไม่ได้หมายความว่าผิวสกปรก แต่เกิดจากการที่เซลล์ผิวชั้นบนสุดสะสมมากเกินไปและไม่ผลัดออกตามรอบปกติ ร่วมกับการที่มลภาวะและความเครียดสะสมทำให้ผิวขาดออกซิเจนและความสดใส ผิวประเภทนี้มักดูหนาและไม่โปร่งแสง แม้จะแต่งหน้าก็ยังดูหมองอยู่ การรักษาผิวหมองคล้ำที่ได้ผลจึงต้องเข้าถึงชั้นผิวให้ถูกจุด ไม่ใช่แค่ทำความสะอาดให้สะอาดขึ้น
4. ผิวไหม้แดด (Sunburn) ผิวไหม้แดดเกิดจากการได้รับรังสี UVB ในปริมาณมากในระยะเวลาสั้น ทำให้ผิวแดง แสบ และลอกในเวลาต่อมา แต่ที่น่ากังวลกว่าอาการระยะสั้นคือความเสียหายสะสมในระดับ DNA ของเซลล์ผิวที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่ผิวไหม้แดดโดยไม่ป้องกัน

ปัญหาผิวขาดน้ำและผิวแพ้ง่าย ต้นตอผิวแก่ก่อนวัย 

1. ผิวขาดน้ำ (Dehydrated Skin) ผิวขาดน้ำแตกต่างจากผิวแห้งตรงที่เกิดได้กับทุกประเภทผิว แม้แต่คนที่มีผิวมันก็ขาดน้ำได้ อาการที่พบบ่อยคือผิวตึง หน้าลอกเป็นขุยแต่ยังมีมัน แต่งหน้าแล้วหน้าเป็นคราบ และรู้สึกผิวไม่เด้งเมื่อกดลงไปเบา ๆ ในไทยที่อากาศร้อนและอยู่ในห้องแอร์นานหลายชั่วโมงต่อวัน ผิวขาดน้ำจึงพบได้บ่อยมากกว่าที่คิด
2. ผิวแพ้ง่าย (Sensitive Skin) ผิวแพ้ง่ายคือผิวที่มีระบบป้องกันผิวชั้นนอก (Skin Barrier) ทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้สิ่งกระตุ้นจากภายนอกเข้าสู่ชั้นผิวได้ง่ายกว่าปกติ อาการที่พบบ่อยคือแดง คัน แสบ หรือผิวลอกเป็นขุยเมื่อเปลี่ยนผลิตภัณฑ์หรือโดนสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง บางคนมีผิวแพ้ง่ายมาแต่กำเนิด แต่หลายคนเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่แรงเกินไปสะสมจนผิวบางและแพ้ง่ายขึ้นเอง
3. ผิวขรุขระไม่เรียบเนียน (Uneven Texture) ผิวขรุขระมักเกิดจากการผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลงตามวัย ทำให้เซลล์ผิวเก่าสะสมบนผิวชั้นบนสุดมากกว่าปกติ รวมถึงรอยสิวและรูขุมขนที่กว้างขึ้นก็มีส่วนทำให้พื้นผิวดูไม่สม่ำเสมอ ผิวประเภทนี้แม้จะไม่เจ็บแต่ส่งผลต่อการแต่งหน้าและความรู้สึกมั่นใจได้มาก

ปัญหารูขุมขน ผิวหน้าไม่เรียบเนียน

  1. รูขุมขนกว้าง รูขุมขนกว้างเกิดได้จากสองสาเหตุหลักคือ ผิวมันที่ทำให้รูขุมขนถูกยืดออกด้วยน้ำมันใต้ผิวที่อุดตัน และการเสื่อมของคอลลาเจนรอบรูขุมขนตามวัยที่ทำให้ผิวรอบ ๆ หย่อนตัวลงและรูดูกว้างขึ้น รูขุมขนกว้างที่เกิดจากคอลลาเจนเสื่อมแก้ด้วยครีมอย่างเดียวมักได้ผลจำกัด เพราะต้องกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิวด้วย
  2. รอยสิว รอยสิวแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักที่ต้องดูแลต่างกัน กลุ่มแรกคือรอยดำและรอยแดงหลังสิว (Post-Inflammatory Hyperpigmentation) ที่เป็นรอยแบนและค่อย ๆ จางได้เองหากดูแลถูกวิธี กลุ่มที่สองคือแผลเป็นจากสิว (Acne Scars) ที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผิว เช่น รอยบุ๋มหรือรอยนูน ซึ่งต้องอาศัยหัตถการที่เข้าถึงชั้นผิวลึกกว่าจึงจะเห็นผล

ปัญหาริ้วรอย จากความแก่ตัวลงของผิว

  1. ริ้วรอยแรกเริ่ม (Fine Lines) ริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตาและมุมปากมักเป็นสัญญาณแรกที่เรามักสังเกตเห็น เกิดจากการที่คอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวเริ่มลดลงตามวัย ร่วมกับการแสดงสีหน้าซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน ริ้วรอยระยะแรกยังตอบสนองต่อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้ดีกว่าร่องลึก และเป็นช่วงที่เริ่มดูแลได้ผลดีและเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดกว่า
  2. ร่องแก้มลึก ร่องแก้มและร่องน้ำตาที่ลึกขึ้นทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและมีอายุมากกว่าความเป็นจริง เกิดจากการที่ไขมันใต้ผิวหนังลดน้อยลงและกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงลงตามวัย ทำให้ผิวชั้นบนหย่อนลงมาสร้างร่องที่ชัดเจน
  3. ผิวหย่อนคล้อย ผิวหย่อนคล้อยเกิดจากการที่คอลลาเจน อีลาสติน และกล้ามเนื้อใบหน้าเสื่อมสภาพสะสมตามวัย ทำให้กรอบหน้าไม่คมชัดเหมือนเดิม แก้มเริ่มห้อยลง และผิวโดยรวมขาดความกระชับ เป็นปัญหาที่พัฒนาช้าแต่เมื่อเห็นชัดแล้วมักต้องอาศัยการดูแลในระดับที่ลึกกว่าครีมบำรุงทั่วไป

ระวัง! ปัญหาผิวหน้าหน้าฝนที่มากับความชื้นและแบคทีเรีย

หน้าฝนคือช่วงที่ผิวหน้าทำงานหนักที่สุดในรอบปี ความชื้นสูง อุณหภูมิแปรปรวน และน้ำฝนที่ปนมลภาวะ ล้วนเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้ปัญหาผิวที่มีอยู่เดิมรุนแรงขึ้น และเปิดโอกาสให้เกิดปัญหาใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน

สิวผดและผื่นคันจากความชื้นและเหงื่อ

หน้าฝนทำให้สิวผดและผื่นคันพุ่งขึ้นชัดเจน เพราะความชื้นสูงทำให้เหงื่อระเหยออกจากผิวได้ช้าลง เหงื่อที่คงค้างบนใบหน้านานขึ้นผสมกับน้ำมันใต้ผิวและสิ่งสกปรก กลายเป็นแหล่งที่เหมาะกับการเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อที่ก่อให้เกิดการอักเสบ สิ่งที่หลายคนทำผิดในช่วงนี้คือเพิ่มความถี่การล้างหน้าโดยคิดว่าจะช่วยได้ แต่การล้างหน้าบ่อยเกินไปกลับทำลายปราการผิว (Skin Barrier) ทำให้ผิวแพ้ง่ายขึ้นและสิวผดลุกลามได้เร็วกว่าเดิม วิธีที่ถูกต้องคือล้างหน้าสองครั้งต่อวันด้วยโฟมที่อ่อนโยน และเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เป็นสูตรน้ำ (Water-based) แทนสูตรครีมข้น (Cream-based) เพื่อไม่ให้ผิวอุดตันมากขึ้น

ผิวแพ้ง่ายจากน้ำฝนที่มีมลภาวะ

น้ำฝนในเมืองใหญ่ไม่ใช่น้ำบริสุทธิ์ แต่มีกรดและอนุภาคมลภาวะที่ละลายมาจากบรรยากาศ เมื่อโดนผิวหน้าโดยตรงจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในชั้นผิว โดยเฉพาะในคนที่มี Skin Barrier อ่อนแออยู่แล้ว อาการที่พบบ่อยคือผิวแดง คัน แสบ หรือผื่นขึ้นหลังโดนฝนโดยไม่ทันได้ล้างหน้า แพทย์ประจำรัตตินันท์ คลินิก แนะนำว่าการป้องกันที่ทำได้ทันทีคือล้างหน้าให้เร็วที่สุดหลังโดนฝน และในช่วงหน้าฝนควรหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ใหม่หลายตัวพร้อมกัน เพราะผิวที่กำลังอักเสบอยู่จะยิ่งไวต่อสิ่งแปลกปลอมมากกว่าปกติ

เชื้อราบนใบหน้าที่มากับความชื้นสะสม

เชื้อราบนใบหน้าในหน้าฝนพบได้มากกว่าที่เรารู้ตัว เพราะอาการมักคล้ายกับสิวผดหรือผื่นแพ้ทั่วไป ต่างกันตรงที่มักมีอาการคันร่วมด้วยและไม่ตอบสนองต่อยาแต้มสิวหรือผลิตภัณฑ์แก้สิวใด ๆ เชื้อราชนิดที่พบบ่อยบนใบหน้าคือ Malassezia ซึ่งอาศัยอยู่บนผิวหนังของทุกคนตามธรรมชาติ แต่เมื่อความชื้นและความร้อนสะสมมากขึ้น เชื้อราชนิดนี้จะเพิ่มจำนวนมากผิดปกติจนเกิดอาการดังกล่าว สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงหน้าฝนคือการทำความสะอาดผิวให้ถูกวิธีหลังออกนอกบ้าน และหากมีผื่นหรือตุ่มที่ไม่ยอมหายหลังดูแลเองสองถึงสามสัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้แน่ใจก่อนใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม เพราะการรักษาเชื้อราต้องใช้วิธีที่ต่างจากการรักษาสิวโดยสิ้นเชิง

เช็กด่วน! คุณกำลังมีปัญหาผิวระดับไหน?

ปัญหาผิว

ระดับเล็กน้อย

ระดับปานกลาง

ระดับรุนแรง

สิว

สิวอุดตันกระจายเป็นบางจุด ไม่มีการอักเสบ

สิวอักเสบขึ้นสม่ำเสมอ มีหัวหนองหลายเม็ด

สิวหัวช้างลึก อักเสบทั้งใบหน้า เริ่มมีรอยแผลเป็น

ฝ้า / กระ

จุดสีเข้มเล็กน้อย เห็นชัดเฉพาะในแสงสว่าง

ฝ้าหรือกระกระจายชัดเจน เห็นได้ในแสงปกติ

ฝ้าลึก ขอบชัด ครอบคลุมบริเวณกว้าง ไม่ตอบสนองต่อครีม

ผิวหมองคล้ำ

ผิวดูไม่สดใสบางวัน โดยเฉพาะหลังนอนดึก

ผิวหมองสม่ำเสมอ สีผิวไม่สม่ำเสมอชัดเจน

ผิวดูคล้ำ หมองถาวร แม้พักผ่อนครบก็ยังไม่สดใส

ผิวขาดน้ำ

ผิวตึงเป็นบางช่วง เช่น หลังล้างหน้า

ผิวตึงตลอดวัน แต่งหน้าแล้วเป็นคราบ

ผิวลอกเป็นขุยแม้ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์แล้ว

รูขุมขนกว้าง

เห็นรูขุมขนชัดเฉพาะบริเวณจมูก

รูขุมขนกว้างทั่วบริเวณ T-zone และแก้ม

รูขุมขนกว้างทั้งใบหน้า เห็นชัดแม้แต่งหน้าแล้ว

รอยสิว

รอยแดงหรือรอยดำจางเล็กน้อย

รอยดำกระจายหลายจุด บางรอยบุ๋มเล็กน้อย

รอยบุ๋มลึกหรือรอยนูน กระจายทั่วใบหน้า

ริ้วรอย / ร่องลึก

ริ้วรอยเล็กเห็นเฉพาะตอนแสดงสีหน้า

ร่องแก้มตื้น ริ้วรอยเห็นชัดแม้หน้านิ่ง

ร่องลึกชัดเจน กรอบหน้าเริ่มเปลี่ยน

ผิวหย่อนคล้อย

ผิวเริ่มหย่อนเล็กน้อย กรอบหน้าเริ่มไม่คม

แก้มเริ่มห้อย เริ่มมีเหนียง

แก้มห้อยชัด เหนียงชัด ผิวคอหย่อนคล้อย

ระดับเล็กน้อย ยังสามารถดูแลได้ด้วยผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิว ร่วมกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ นอนหลับให้เพียงพอ และเลือกผลิตภัณฑ์ให้ตรงประเภทผิว ระดับปานกลาง การดูแลที่บ้านอย่างเดียวมักไม่เพียงพออีกต่อไป ควรพิจารณาปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุด เพราะการปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้ปัญหาพัฒนาไปสู่ระดับที่รักษายากและใช้เวลานานขึ้น ระดับรุนแรง ต้องอาศัยหัตถการที่เข้าถึงชั้นผิวลึกกว่าครีมทั่วไปจะทำได้ การพบแพทย์เพื่อประเมินและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลช่วยให้มีทิศทางที่ชัดเจนและลดความเสี่ยงจากการลองผิดลองถูกเอง

วิธีดูแลผิวหน้าแบบไหน ถึงจะตอบโจทย์คนไทย

วิธีดูแลผิวที่ได้ผลต้องเริ่มจากการรู้ว่าตัวเองมีปัญหาระดับไหนและประเภทผิวเป็นแบบใดก่อน เพราะผลิตภัณฑ์หรือหัตถการที่ดีสำหรับคนอื่นอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องสำหรับผิวของทุกคน

เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวให้เหมาะกับประเภทผิวเราเอง

ก่อนเลือกสกินแคร์ สิ่งที่ต้องรู้ก่อนคือประเภทผิวพื้นฐาน เพราะผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันให้ผลต่างกันในแต่ละประเภทผิว
  • ผิวมัน ควรเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เป็นชนิดน้ำหรือเจล ที่ไม่เพิ่มความมันให้ผิว และเลือกครีมกันแดดสูตร Oil-free เพื่อไม่ให้รูขุมขนอุดตันมากขึ้น ส่วนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดควรอ่อนโยนพอที่จะไม่ล้างน้ำมันธรรมชาติของผิวออกจนหมด เพราะผิวที่แห้งเกินไปจะผลิตไขมันใต้ผิวมากขึ้นเพื่อชดเชย
  • ผิวแห้ง ต้องการมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของ Humectant (สารกักเก็บความชุ่มชื้น) เช่น Hyaluronic Acid ที่ดึงน้ำเข้าสู่ผิว ร่วมกับ Emollient (สารให้ความนุ่มลื่น) ที่ช่วยปิดกั้นการสูญเสียน้ำออกจากผิว ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์สูงหรือน้ำหอมที่ระคายเคืองผิวแห้งได้ง่าย
  • ผิวผสม บริเวณ T-zone และบริเวณแก้มต้องการการดูแลที่ต่างกัน การใช้ผลิตภัณฑ์ตัวเดียวทั้งใบหน้าจึงมักให้ผลไม่ดีเท่าการดูแลแยกโซน เช่น ใช้ชนิดเจลบริเวณ T-zone และชนิดครีมบริเวณแก้มที่แห้งกว่า
  • ผิวแพ้ง่าย ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมน้อยและเรียบง่ายที่สุด หลีกเลี่ยงน้ำหอม สีผสม และส่วนผสมที่ Active สูง เช่น ครีมที่มีกรดความเข้มข้นสูงหรือ Retinol ที่แพทย์ยังไม่ได้แนะนำให้ใช้

หยุดพฤติกรรมทำร้ายผิว

การดูแลผิวจากภายในมีผลไม่แพ้การทาผลิตภัณฑ์จากภายนอก โดยสิ่งที่ทำได้ในชีวิตประจำวันและเห็นผลสะสมชัดเจนในระยะยาว ได้แก่
  • ทาครีมกันแดด SPF 50 ขึ้นไปทุกวัน รวมถึงวันที่อยู่ในร่มหรือฟ้าครึ้ม เพราะ UVA ทะลุผ่านกระจกและเมฆได้ และเป็นตัวการหลักของฝ้า กระ ริ้วรอย และผิวหย่อนคล้อยที่สะสมทุกวัน
  • นอนหลับให้ได้อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง กระบวนการซ่อมแซมผิวเกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงหลับลึก การนอนดึกสะสมทำให้ผิวฟื้นตัวช้าและหมองคล้ำได้เร็วกว่าคนที่พักผ่อนเพียงพอ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอและรับประทานผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักใบเขียวและผลไม้สีสด ช่วยลดความเสียหายจากการเร่งทำลายคอลลาเจนผ่านกระบวนการสร้างอนุมูลอิสระ
  • จัดการความเครียด เพราะ Cortisol ที่หลั่งในช่วงเครียดกระตุ้นการอักเสบในผิวโดยตรง ทำให้สิวขึ้นง่ายและผิวฟื้นตัวช้าลง

เมื่อไหร่ที่หัตถการคือคำตอบ

หัตถการไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย แต่เป็นคำตอบที่เหมาะสมเมื่อผลิตภัณฑ์สกินแคร์เข้าถึงชั้นผิวได้ไม่ลึกพอสำหรับปัญหาที่มีอยู่ โดยสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาปรึกษาแพทย์มีดังนี้
  • ดูแลด้วยสกินแคร์สม่ำเสมอมากกว่า 3 เดือนแล้วปัญหาไม่ดีขึ้น
  • ปัญหาผิวส่งผลต่อความมั่นใจในชีวิตประจำวัน
  • มีปัญหาหลายอย่างซ้อนกัน เช่น สิวอักเสบร่วมกับรอยสิวและรูขุมขนกว้าง ที่ต้องการวางแผนการรักษาเป็นขั้นตอน
  • ต้องการผลลัพธ์ที่เร็วและชัดเจนกว่าที่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวทั่วไปจะให้ได้

ปรึกษาปัญหาผิวหน้ากับแพทย์ ดีกว่าลองผิดลองถูกเองอย่างไร?

การปรึกษาแพทย์รัตตินันท์ คลินิกช่วยให้การดูแลผิวมีทิศทางที่ชัดเจนกว่า ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่รวมถึงความปลอดภัยและความคุ้มค่าในระยะยาวด้วย เช่น
  1. ลดความเสี่ยงผิวพังจากสกินแคร์ที่ไม่เหมาะกับตัวเอง
  2. ประหยัดงบในระยะยาวเพราะแก้ปัญหาได้ตรงจุด
  3. วางแผนการดูแลผิวระยะยาวได้อย่างมีทิศทาง
ผิวหน้าเปลี่ยนแปลงตามวัยและปัจจัยแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เหมาะกับผิวในวันนี้อาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมในอีกสองถึงสามปีข้างหน้า แพทย์สามารถวางแผนการดูแลผิวเป็นขั้นตอนที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของผิวตามช่วงวัย ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและต่อเนื่องกว่าการแก้ปัญหาทีละจุดโดยไม่มีแผน ไม่ว่าจะกังวลเรื่องสิว ฝ้า รูขุมขนกว้าง หรือผิวที่เริ่มหย่อนคล้อย การรู้ว่าปัญหาของตัวเองอยู่ในระดับไหนคือก้าวแรกที่สำคัญ รัตตินันท์ คลินิก พร้อมให้คำปรึกษาโดยแพทย์ที่ใส่ใจในรายละเอียดพร้อมเครื่องวิเคราะห์สภาพผิวหน้าเพื่อวางแผนการดูแลที่เหมาะกับคุณโดยเฉพาะ ปรึกษาคุณหมอ *ไม่มีค่าใช้จ่าย

ทีมแพทย์รักษาผิวพรรณ
รัตตินันท์ คลินิก

พญ. รัตตินันท์ ตรีรัตน์
ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ

พญ. นฤมล วิเชียร
แพทย์หญิง

พญ. จุฑามาศ ตันคุณากร
แพทย์โรคผิวหนัง

นพ. ศศินทร์ ตรีรัตน์
นายแพทย์